ในที่สุดร่างหนาของผมก็ได้ทิ้งตัวนอนราบลงบนเตียงนุ่มในห้องส่วนตัวเสียที หลังจากจัดการภารกิจสุดท้ายของวันด้วยการไปรับจีอาที่พารากอน ฮอลล์ และไปส่งเธอถึงห้องพักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“จองมินคงไม่เอาเรื่องที่เรานอนด้วยกันไปบอกจีอาหรอกนะ... แต่ก็นั่นแหละ พวกเธอสนิทกันมาก จนผมเริ่มไม่มั่นใจเหมือนกัน” ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางจ้องมองเพดานห้องอย่างครุ่นคิด ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้เริ่มทำให้ผมรู้สึกหนักอึ้ง แต่ความง่วงที่สะสมมาทั้งวันก็เริ่มจู่โจมจนหนังตาหนักอึ้งและค่อย ๆ ปิดลง
ทว่าในจังหวะที่สติกำล้งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่นั้นเอง... กริ๊งงงงง!
เสียงโทรศัพท์ของผมก็แผดดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัดของห้อง ทำเอาความง่วงหายไปเป็นปลิดทิ้ง
“ใครโทรมาวะเนี่ย...” ผมบ่นอุบอย่างหัวเสีย “คนจะหลับจะนอน...”
ผมเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ตรงหัวเตียงมาดูว่าใครกันที่บังอาจโทรมาขัดจังหวะการพักผ่อน แต่พอเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ผมก็ถึงกับชะงักไป
“หือ? โฟร์ทเหรอ?” ผมขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “มีเรื่องอะไรถึงโทรมาป่านนี้ล่ะเนี่ย จะว่าไปเราก็ไม่ได้คุยกันสักพักใหญ่แล้วนี่นา”
ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะตัดสินใจกดรับสายด้วยความสงสัย
“ว่าไง... โทรมาทำไมตอนคนจะนอนเนี่ย” ผมกรอกเสียงลงไปอย่างเอื่อยเฉื่อย
“ก็ไม่เห็นพี่โทรมาหาบ้างเลยนี่นา... เป็นไงบ้างล่ะ?” น้ำเสียงของโฟร์ทที่ตอบกลับมายังคงดูห้าว ๆ ตามสไตล์เจ้าตัวเหมือนเคย แต่ผมกลับรู้สึกแปลกหูนิดหน่อยที่เธอเปลี่ยนไปเรียกผมว่าพี่
“ก็เหมือนเดิมแหละครับ ตอนนี้มันเที่ยงคืนกว่าแล้วนะมีเรื่องอะไรเหรอ” ผมตอบเสียงเรียบพลางถอนหายใจทิ้งเบา ๆ
“พี่... มีอะไรจะบอกด้วยแหละ อยากรู้ไหม?” น้ำเสียงของโฟร์ทฟังดูตื่นเต้นจนปิดไม่มิด
“ไม่อยากรู้” ผมตอบกลับไปพลางหัวเราะเบา ๆ อย่างติดตลก
“พี่! เดี๋ยวเหอะ...” ปลายสายโวยวายกลับมาทันควันตามประสาคนขี้เล่น
“สรุปว่ามีเรื่องอะไรล่ะ?” ผมถามกลับเข้าเรื่อง ในใจเริ่มนึกสงสัยขึ้นมาจริง ๆ ว่าโฟร์ทมีเรื่องสำคัญอะไรถึงได้โทรมาเอาป่านนี้ แถมน้ำเสียงยังดูตื่นเต้นจนผิดปกติอีกด้วย
“คือว่านะ...” โฟร์ทลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบราวกับกลัวว่าใครแถวนั้นจะได้ยิน “พี่ไผ่น้ำย้ายมาอยู่กับโฟร์ทแล้วแหละ! ดีใจสุด ๆ ไปเลยพี่...”
น้ำเสียงของโฟร์ทเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจจนทะลุผ่านโทรศัพท์ออกมา ทำให้ผมอดที่จะยิ้มตามไม่ได้
“โอ้โห... ไปทำอีท่าไหนล่ะครับเนี่ย ถึงลงเอยแบบนั้นได้” ผมแกล้งแซวกลับไปพลางหัวเราะ “อิจฉาจังเลย...”
“ฉิจฉาอะไรล่ะคะ...ก็ มีหลายเรื่องแหละพี่”
โฟร์ทตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย คล้ายคนกำลังอึกอัก และในจังหวะนั้นเอง เสียงที่คุ้นหูไม่แพ้กันก็แทรกเข้ามาในสาย “แอบคุยกับใครอยู่เหรอคะ... เพิ่งย้ายมาวันแรกก็แอบมีกิ๊กแล้วเหรอจ๊ะ?”
“เปล่าค่ะพี่ไผ่น้ำ! คือว่า... หนูโทรเล่นกับพี่วายุเฉย ๆ ค่ะ”
เสียงของโฟร์ทลนลานขึ้นมาทันทีเมื่อหันไปคุยกับไผ่น้ำที่ดูเหมือนจะจับได้ว่าเธอแอบมาคุยโทรศัพท์กับใครบางคน
“อ่อ...ว่าแต่เขาเป็นยังไงบ้าง” เสียงไผ่น้ำถามถึงผม พี่คุยกับพี่เขาไหมคะโฟร์ทเหมือนจะส่งต่อโทรศัพท์ให้กับไผ่น้ำแล้ว
“สวัสดีค่ะ” เธอเอ่ยทักทาย และตามมาด้วยเสียงของโฟร์ทจากปลายสาย “เดี๋ยวหนูไปจัดของต่อนะคะ”
“ค่ะ” ไผ่น้ำตอบกลับโฟร์ท
เมื่อเห็นจังหวะที่เหมาะสม ผมจึงเอ่ยทักทายกลับไป “สวัสดีครับคุณหมอ เป็นไงมาไงครับ ถึงได้ยอมสละความสบายมาย้ายเข้าห้องแคบ ๆ ของโฟร์ทได้”
ไผ่น้ำหัวเราะออกมาเบา ๆ กับคำแซวของผม “คุณก็ว่าไป ห้องน้องเขาก็ไม่ได้แคบขนาดนั้นสักหน่อยค่ะ” เธอเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังขึ้น “ที่ฉันตัดสินใจย้ายมาอยู่กับน้องก็ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ... คุณก็น่าจะพอรู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์ที่บ้านของฉันเป็นยังไง”
“อ๋อ... สรุปคือคุณหนีออกจากบ้านมาอยู่กับโฟร์ทสินะครับ” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งกวนกึ่งจริงจังพยายามไม่ให้บรรยากาศมันดูเศร้าจนเกินไป แต่ก็ดูเหมือนไม่สำเร็จ
“ตอนนี้พ่อของฉันกับผู้หญิงคนนั้นหย่ากันแล้วค่ะ พวกเขาทะเลาะกันหนักมากจนเรื่องมันจบลงแบบนั้น...” ไผ่น้ำถอนหายใจออกมาแผ่วเบาราวกับยกภูเขาออกจากอก ก่อนจะเล่าต่อ “ฉันก็เลยถือโอกาสย้ายออกมาทันทีเลย ประจวบเหมาะกับที่เป็นจังหวะที่ได้คบกับโฟร์ทพอดี มันเลยทำให้ฉันตัดสินใจออกมาได้ง่ายขึ้นน่ะค่ะ”
“ครับ ๆ ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอเป็นกำลังใจให้แล้วกันนะ ทั้งคุณแล้วก็โฟร์ทด้วย”
“แหม... ดูพูดเข้าสิไม่ได้คุยกันแค่พักเดียวเปลี่ยนไปเยอะเลยนะคะ วันนี้กินยาลืมเขย่าขวดหรือเปล่าคะ?” ไผ่น้ำตอบกลับมาน้ำเสียงหยอกล้ออย่างอารมณ์ดี
ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ กับคำเหน็บแนมนั้นก่อนจะเอ่ยปิดท้าย “เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาส ผมจะแวะไปหานะครับ ฝากบอกโฟร์ทด้วยล่ะ”
“ค่ะ...ถ้าแวะมาฉันจะเลี้ยงข้าวนะ” ไผ่น้ำเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะวางสายไป
ติ๊ง...
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังหลังจากไผ่น้ำกดวางสายไปทันที
[ยินดีด้วย คุณทำภารกิจการช่วยเหลือสำเร็จ คุณได้รับไอเทมพิเศษจาก ระบบ]
[ไอเทมที่สุ่มได้คือ: การ์ดเดินทางดั่งใจ x1]
“ว้าว... ไอเท็มใหม่แฮะ”
ผมหลุดปากพูดออกมาด้วยความตื่นเต้นขณะไล่สายตาอ่านรายละเอียดของมันบนหน้าจอระบบ คุณสมบัติของมันก็ตามชื่อเลย มันสามารถพาผมเดินทางไปที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ดั่งใจนึก แต่พออ่านไปอ่านมาผมก็เริ่มขมวดคิ้ว เพราะถ้าจะใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มันควรจะมีสองชิ้นเพื่อไปและกลับได้สะดวก
“ไอเท็มนี้มันของดีชัด ๆ เลยนี่หว่า” ผมพึมพำกับตัวเองอย่างพอใจ
เช้าวันถัดมา...
ตอนนี้เวลาล่วงเลยมาเก้าโมงกว่า ๆ แล้ว ผมยืนพิงกำแพงท่าทางสบาย ๆ อยู่บริเวณหน้าห้องพักของจีอาและจองมิน
จริง ๆ แล้วตามตารางงานตั้งแต่เช้าจนถึงช่วงบ่ายวันนี้ไม่มีคิวงานอะไรที่ต้องทำเลย แต่ที่ผมต้องมาสแตนด์บายรออยู่ตรงนี้ ก็เป็นเพราะจีอาเกิดอยากจะออกไปเดินเล่นเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง เธอให้เหตุผลว่าอยากหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เพื่อจะได้มีเรื่องเอาไปพูดคุยหยอกล้อกับแฟนคลับบนเวทีคอนเสิร์ตคืนนี้ให้มากขึ้น
“ระบบ ใช้สกิลไว้วางใจระดับสามกับจีอาหน่อย”
ผมเอ่ยสั่งการระบบในใจเงียบ ๆ บางครั้งก็นึกเสียดายค่าความสนิทสนมของจองมินที่จะทำเงินให้ผมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็นะ... มันช่วยไม่ได้ ในเมื่อผมเลือกที่จะเปิดเผยความจริงเรื่องพลังของตัวเองให้เธอรู้จนทำให้เงื่อนไขการสร้างรายได้ต้องจบลงแบบนั้น
แต่ถ้าถามความรู้สึกจริง ๆ ผมกลับคิดว่ามันคุ้มค่าแล้วกับการแลกครั้งนี้
[รับทราบ สกิลไว้วางใจระดับสามเริ่มทำงาน...]
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับเสียงทักทายสดใสของสองสาวที่ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน
“สวัสดีค่ะ!” จีอาและจองมินเอ่ยทักทายผมด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีเช่นกันครับ” ผมตอบรับด้วยท่าทีสุภาพ ก่อนจะเดินนำพวกเธอไปยังเส้นทางพิเศษที่จัดเตรียมไว้เพื่อเลี่ยงสายตาผู้คนมุ่งตรงไปยังลานจอดรถ เพียงไม่กี่นาทีต่อมา เราทั้งสามคนก็เข้ามานั่งประจำที่บนรถเป็นที่เรียบร้อย
“ว่าแต่มีแผนหรือยังครับว่าจะไปที่ไหนกันดี” ผมเอ่ยถามสองสาวที่นั่งเบาะหลังผ่านกระจกมองหลัง
“ยังเลยค่ะ แค่คิดว่าอยากออกมาข้างนอกเฉย ๆ... คุณวายุช่วยคิดหน่อยสิคะ” จีอาเอ่ยตอบพลางส่งยิ้มหวานให้
ผมเงียบไปอึดใจพลางใช้ความคิดว่าในเวลานี้ที่ไหนในกรุงเทพที่น่าจะเหมาะ มันมีหลายที่ที่นักท่องเที่ยวมักจะไปเช็กอินถ่ายรูปกัน
“อืม... อยากลองไปวัดอรุณดูไหมครับ? ที่นั่นนักท่องเที่ยวชอบไปถ่ายรูปกันมาก”
จองมินเอียงคอเล็กน้อยอย่างสงสัยเหมือนไม่แน่ใจว่าสถานที่ที่ผมพูดถึงคือที่ไหน “เป็นที่แบบไหนเหรอคะ?”
เมื่อได้ยินคำถาม ผมจึงรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเสิร์ชหารูปภาพที่สวยที่สุดของวัดอรุณฯ ส่งให้จองมินดูทันที
“อ๋อ... ที่นี่เอง ฉันเคยเห็นคนเกาหลีที่มาเที่ยวไทยไปถ่ายรูปที่นั่นบ่อย ๆ ค่ะ” จองมินเอ่ยขึ้นเมื่อจำสถานที่ได้ ก่อนจะหันไปถามความเห็นของจีอาที่นั่งข้างกัน “ว่าไงจ๊ะ อยากไปไหม? แต่ดูเหมือนคนน่าจะเยอะอยู่เหมือนกันนะ”