ห้องหนังสือจวนสกุลจางณ ขุนเขาสวรรค์
“คุณชายขอรับ” องครักษ์ที่ลู่ฉีส่งไปสืบความเคลื่อนไหวต่างๆในสำนักและตระกูลซูกลับมาพร้อมส่งหนังสือที่จดรายละเอียดต่างๆที่สืบได้ส่งให้ลู่ฉีแล้วกลับเข้าไปที่มุมห้องที่เดิม
“ขอบใจมากเจ้าไปพักเถอะเหนื่อยมาหลายวันแล้ว”
“ขอรับคุณชาย” เมื่อกล่าวเสร็จแล้วจึงหายกลับไปที่มุมห้องตามเดิม
หลังจากอ่านบันทึกที่องครักษ์นำมาให้แล้ว ทำให้ทราบว่าหนึ่งในคนที่มาป้วนเปี้ยนแถวหน้าจวนมีใครบ้าง และหนึ่งในนั้นคือซูจิงซือบุตรชายของลุงใหญ่หรือซูหลิ่งฟูกับฮูหยินเฟยอ้ายเย่ว ลู่ฉีเพิงทราบเดี่ยวนี้เองว่ามีญาติผู้พี่มาศึกษาที่สำนักขุนเขาสวรรค์แห่งนี้อีกคน
“อี”ลู่ฉีเอ่ยเรียกองครักษ์เบาๆ
“ขอรับคุณชาย”อีขานรับพร้อมคุกเข่าด้านหน้าลู่ฉี
"ไปเตือนน้องสาวข้ากับคนที่บ้านว่าทางตระกูลซูกำลังสนใจกิจการของตระกูลจาง ให้ระวังตัวอาจมีคนในตระกูลซูมาสร้างความยุ่งยากที่ตระกูลได้"เอ่ยจบลู่ฉีจึงหันไปศึกษากระบวนท่าต่างๆ ต่อโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก
จวนสกุลจาง ณหมู่บ้านหนิง
เมื่อองครักษ์ได้มาแจ้งข้อความที่ลู่ฉีฝากมาเรียบร้อยแล้วทุกคนในตระกูลมีสีหน้าเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด
"เรื่องที่ทางตระกูลซูต้องการติดต่อการค้ากับบ้านจางเราพ่อรู้มาซักพักแล้วพ่อเพียงบอกปัดไม่ให้เข้าพบด้วยเหตุที่เรามีคู่ค้าอยู่แล้ว.จึงถัดเรื่อยมาและเห็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญจึงไม่ได้บอกกล่าวทุกคน"เมื่อเอ่ยจบลู่ซิ่นจึงหันไปมองหน้านางจางอย่างขอความเห็นว่าจะทำอย่างกับคนที่มาจากตระกูลซูดี
"อย่าได้ตีตนไปก่อนไข้เลย เราจบกับตระกูลซูมานานแล้วหากทางนั้นสร้างเรื่องให้บ้านเรายายแก่คนนี้จะจัดการให้พวกนั่นหาทางกลับบ้านไม่เจอเลย"นางจางเอ่ยด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องคนในครอบครัวให้ได้นางมั่นใจว่าตัวตนในตอนนี้ของนางสามารถปกป้องลูกและหลานๆของนางได้อย่างแน่นอน
“ข้าจะช่วยท่านย่าด้วยอีกแรงขอรับ”ลู่จื้อเอ่ยขึ้นทำให้บรรยากาศในห้องแจ่มใสขึ้นมาอย่างมาก
"เรื่องนั้นลูกไม่คิดกังวลเจ้า ครั้งที่ลูกไปเยี่ยมพี่ใหญ่ได้พบที่ที่มีทำเลดีเหมาะแก่การเปิดร้านผ้าสวรรค์แล้วเจ้าค่ะ ลูกเลยคิดว่าเราน่าจะเปิดร้านพืชปราณที่ขุนเขาสวรรค์ด้วยเลยเจ้าค่ะเพราะจากการสำรวจเราพบว่าส่วนมากจะเป็นร้านค้าอาวุธ โอสถโรงเตียมและส่วนน้อยจะเป็นร้านค้าผ้า แต่ไม่มีร้านค้าผ้าไหมปราณเลยลูกคิดว่าพี่ใหญ่ทางนั้นพอดีจะเป็นการง่ายหากให้พี่ใหญ่ดูแลกิจการที่เรากำลังจะสร้างขึ้นเจ้าค่ะ"เจียวซิ่นนั้นไม่กังวลเกี่ยวกับตระกูลซูเพราะอย่างมากคงจะมาสร้างความวุ่นวายให้ทางตระกูลจางเพียงเท่านั้น เนื่องจากตอนนี้ทางตระกูลซูถือว่าเป็นเพียงหมอนปักที่มีแต่แกลบเท่านั้นเรื่องนี้ต้องยกเป็นความชอบของบรรดาฮูหยินและอนุในตระกูลซูที่หน้าใหญ่ใจโตในการจับจ่ายใช้สอยไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับก็ต้องดีที่สุดที่มีในร้านเสื้อผ้าอาภรณ์ต้องตัดใหม่ทุกๆเดือนทั้งในสองปีให้หลังนี้การค้ายังต้องมาขาดทุนจากการทำการค้าของซูหลิ่งฟู และยังต้องมีการส่งส่วยให้เจ้าหน้าที่ส่งเสียค่าโอสถให้กับบุตรหลานในตระกูลเพื่อหวังให้นำชื่อเสียงมาสู่ตระกูลเมื่อมีรายจ่ายมากเท่าเดิมแต่รายรับนั้นถดถอยทำให้เงินในคลังของตระกูลค่อยๆบางตาลงจนน่าใจหาย
"ข้าเห็นด้วยกับซิ่นเออร์นะเจ้าดูแลกิจการทางนี้ก็เหนื่อยจนไม่มีเวลาพักแล้วไหนจะต้องไปดูพันธุ์ไม้ใหม่ๆมาจากต่างแคว้นอีกข้าว่าให้อาฉีดูแลกิจการทางขุนเขาสวรรค์เถอะ"นางจางเอ่ยเพราะไม่ต้องการให้บุตรชายเหนื่อยจนเกินไปนัก
"ดีเลยขอรับ.ข้าจะได้ฝากขายของที่ข้าลงอักขระไปขายที่นั้นด้วยที่นั้นน่าจะขายได้ราคาดีกว่าที่นี้ของพวกนั้นวางไว้ฝุ่นในห้องของข้าจะเกาะทิ้งเสียเปล่าๆมิสู้นำออกมาขายในกิจการเราน่าจะดีกว่า ท่านพ่อคิดอย่างข้าหรือไม่ขอรับ"ลู่จื้อนั้นหลังจากไปเดินดูร้านค้าอาวุธที่ขุนเขาสวรรค์ด้วยความตื่นเต้นกลับต้องพบว่าสิ่งของที่ขายพวกนั้นเป็นเพียงของคุณภาพต่ำแต่กลับนำมาขายได้ในราคาสยิ่งเรื่องนี้ทำให้เขาหวนนึกมาถึงสิ่งของที่เขาหัดลงอักขระที่วางไว้ข้างห้องนอนของเขามากมายก่ายกองบางมุมของห้องถึงกับกองรวมกันไว้ถ้าเพียงกวาดตามองอาจคิดว่าเป็นเพียงกองขยะก็เป็นได้ถึงจะเป็นของที่เขานำมาหัดเขียนอักขระแต่ด้วยเป็นอักขระโบราณทำให้คุณภาพสูงยิ่งกว่าอาวุธหรือสิ่งของที่ลงด้วยอักขระระดับสูงทีเดียว