หมัดกล้ามเนื้อกำยำล่ำสันดุจรูปปั้นหิน กลิ่นเหล้าจางๆซ่านออกมาจากลมหายใจ กลิ่นบุหรี่รำไรให้ความรู้สึกดิบเถื่อนหุ่นกำยำได้สัดส่วนของเขากระเพื่อมตามจังหวะหายใจ ทว่าห้วงภวังค์อันเย้ายวนเช่นนี้กลับไม่อาจทำให้เธอร้อนรุ่มใคร่หา
ความสัมพันธ์ของเธอกับสวีหยางอี้ไม่เหมือนกับคู่รักหนุ่มสาวทั่วไป ตอนนี้กลับดูเหมือนพี่สาวกับน้องชายมากกว่า ถ้าไม่รวมเรือนร่างโป๊เปลือยหลังจากกลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบหลายปี ไม่รู้เหมือนกันว่าบรรยากาศเหมือนพี่น้องร่วมหลับนอนอันพิลึกผิดวิสัยเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
เธอเป็นผู้หญิงคนแรกของสวีหยางอี้แต่ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าไม่อาจอยู่ร่วมกันได้
อายุขัยของมนุษย์สั้นเกินกว่าจะตระหนักเข้าใจถึงความรักได้อย่างลึกซึ้งเพราะสุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยการจากลาที่แสนเจ็บปวดดังนั้นสู้ไม่ข้องเกี่ยวกับมันตั้งแต่แรกเสียดีกว่า
แต่เขาถูกใจความรู้สึกที่เธอมอบให้และตกใจกับความดื้อรั้นในเป้าหมายของหญิงสาวผู้อ่อนแอคนหนึ่งซึ่งในบรรดาผู้คนที่เขาให้การยอมรับ หนึ่งในนั้นมีเธออยู่ด้วย
ไม่เกี่ยวข้องกับระดับตบะการฝึกตนหรืออายุขัยยาวนานแต่อย่างใด ยิ่งอายุมากความแก่ชราก็มาเยือน แต่ในสายตาเขากลับทำให้เธอดูโดดเด่นน่าจดจำกว่าใครอื่น
จากความสัมพันธ์ฉาบฉวยชั่วข้ามคืนวันนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์แสนอบอุ่นในวันนี้เขามีเพื่อนไม่มาก เพื่อนผู้หญิงเพียงคนเดียวก็คือเธอมีบางคำพูดที่เขาไม่อยากพูดกับผู้ชายด้วยกัน และยิ่งไม่อยากพูดกับผู้ฝึกตนด้วยกันดังนั้นเธอจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะพูดคำเหล่านั้น
ต่อให้เป็นลูกผู้ชายที่เข้มแข็งเพียงใด ก็ย่อมมีด้านอ่อนแอของตัวเองซึ่งความแค้นฝังใจเรื่องพ่อแม่ถูกสังหารโหด เป็นปมที่เขาสลัดไม่หลุด
เมื่อได้ซบพิงบนอกของซูเหลียนเยว่ จิตอาฆาตแค้นที่เอ่อล้นอัดแน่นภายในส่วนลึกของหัวใจในที่สุดก็ค่อยๆ สลายหายไปทีละนิด แม้เพียงชั่วคราวก็เถอะ
“สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของฉันเข้าได้ถึงแค่ข้อมูลระดับ S ต้องปฏิบัติภารกิจสิบครั้ง หรือไม่ก็ทำภารกิจระดับ S สำเร็จหนึ่งครั้งก็จะได้รับสิทธิ์เข้าดูข้อมูลที่สูงกว่านั้น”
กลิ่นหอมเบาบางกระตุ้นอารมณ์แผ่ซ่านมาจากเรือนร่างเว้าโค้งยั่วยวนของสตรีที่อยู่แนบข้างเขารู้สึกง่วงซึมนิดหน่อย แต่ยังไม่อยากหลับในหัวตอนนี้มีเพียงความรู้สึกนึกรำพึงถึงสัมผัสของเรือนร่างอันสวยงามและกระชับของอีกฝ่าย
มือขนาดใหญ่ของเขาลูบไล้แผ่นหลังเรียบเนียนของอีกฝ่ายซูเหลียนเยว่ตบไหล่เขาเบาๆ “ผ่านมาแล้วหลายปีนายยังจำความรู้สึกนั้นกับฉันอยู่อีกเหรอ?”
ไร้เสียงตอบกลับ ผ่านไปสักพัก สวีหยางอี้ก็พูดขึ้นเสียงอู้อี้ “ไม่รู้สิ”
“ฉันเป็นผู้ชายใจดำด้วยสิ”
ซูเหลียนเยว่คลี่ยิ้มพลางลูบผมด้านสากขาดการดูแลของอีกฝ่าย “งั้นก็รีบๆลืมซะนะ ผู้ฝึกตนจำความรู้สึกแบบนั้นกับคนธรรมดานานไปย่อมไม่ดีรบกวนการฝึกตนบำเพ็ญเพียรเสียเปล่า”
“อืม” เสียงตอบกลับก็ยังเป็นเสียงอู้อี้ในลำคอ ผ่านไปอีกสองสามนาทีสวีหยางอี้จึงพยักหน้าหงึก “ฉันจะช่วยเธอตามหาน้องสาวให้เจอ”
“หวังให้เป็นเช่นนั้น...”ซูเหลียนเยว่คลี่ยิ้มพลางทอดสายตามองดวงดาวตรงเส้นขอบฟ้าอย่างทำใจความหวังต่อเรื่องนี้ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นการทำใจยอมรับว่าไม่มีหวัง
“ ‘ความต้องการ’ ของพวกเราเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?” สวีหยางอี้คลี่ยิ้มอย่างซุกซนและเน้นน้ำเสียงตรงคำว่า ‘ความต้องการ’
เขาหมายถึงศัตรูที่เป็นเป้าหมายของพวกเขาทั้งสองต่างหากปีศาจเจ้าของขนนกสีดำนั่น... ซูเหลียนเยว่แค่นเสียงหัวเราะแผ่วเบาพลางตบไหล่เขา“จำไว้ ถ้าเจอน้องสาวฉัน บอกเธอว่าฉันตายไปนานแล้ว”
“ได้” สวีหยางอี้กระชับร่างของอีกฝ่ายเข้ามาแนบร่างตัวเองดึงผ้าห่มขึ้นสูง อุณหภูมิอุ่นผ่าวกำซาบส่งผ่านจากร่างหนึ่งสู่ร่างหนึ่ง
“เอ๊ะ...” ซูเหลียนเยว่สะดุ้งตกใจเล็กน้อย
“ฉันไม่ทำอะไรหรอก” สวีหยางอี้โอบกอดรับสัมผัสอุ่นผ่าวและกลิ่นหอมจางๆจากเรือนร่างขาวนุ่มของเธอสัมผัสของเธอชวนให้รู้สึกผ่อนคลายเหมือนตกอยู่ในห้วงภวังค์ ในที่สุดเขาก็หลับตาลง“แค่กอดเฉยๆ”
คืนค่ำหลับใหลไร้ฝันร้าย
เช้าวันต่อมา สวีหยางอี้ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเคลิบเคลิ้มบางอย่าง
มือเล็กเรียวอันชุกซนของซูเหลียนเยว่ลูบไล้ซุกไซร้ลงไปยังจุดที่ไม่ควรเย้าแหย่โดยเฉพาะบางส่วนที่กำลังค่อยๆ เหยียดตัวตรงพองขยายขึ้น
“ทำไมรู้สึกเหมือนใหญ่ขึ้นจัง... คงอั้นมานานแล้วสินะ?” ลมหายใจร้อนอุ่นลอดผ่านเสียงกระเส่าอยู่ข้างหูสลับกับริมฝีปากอุ่นนุ่มที่งับอย่างซุกซน “อย่ามาบอกนะว่าสามปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรกับสาวๆเลย”
สวีหยางอี้รีบตอบกลับ “ไม่มีจริง... ขอแรงๆ หน่อยได้ไหมครับ”
มือเล็กเรียวลูบไล้หยอกเย้าเบื้องล่างอย่างเบามือและพลิ้วไหวขณะกำลังเคลิบเคลิ้ม ซูเหลียนเยว่ก็คลี่ออกก่อนดีดตัวออกจากเตียงทันที“ตื่นได้แล้ว!”
ยังไม่ทันพ้นขอบเตียงก็ถูกสวีหยางอี้ล็อกแขนเอาไว้และขบฟันกัดไปตรงกระดูกไห้ปลาร้าอย่างหยอกเย้า“จุดไฟติดแล้วคิดหนีงั้นเหรอ?”
....
หลังจากนั้น ‘สองชั่วโมง’ เศษซูเหลียนเยว่นั่งชันเข่าดื่มนมพลางจ้องมองอีกฝ่ายตาเขม็ง “โชคดีที่ฉันฝึกร่างกายตัวเองตอนอยู่ที่เทียนเต้ามาก่อนถ้าเป็นคนธรรมดาเจอแบบเมื่อกี้เข้าคงตายไปนานแล้ว”
“เป็นเพราะรู้ว่าเธอฝึกร่างกายมาก่อน จำได้ไหมครั้งแรกเธอเป็นคนบอกเองว่าฉันไม่ปลดปล่อยอารมณ์ออกมาเต็มที่”
ซูเหลียนเยว่มุ่ยปาก “ฉันก็นึกว่านายจะทะนุถนอมร่างกายของฉันมากกว่านี้...ไม่นึกว่าจะนานถึงสองชั่วโมงขนาดนี้”
ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ หลังจากหนึ่งชั่วโมงซูเหลียนเยว่ก็ลุกในสภาพสวมใส่เสื้อภาพเรียบร้อยแล้ว
ใบหน้านิ่งเฉย เธอยืนจ้องมองสวีหยางอี้เงียบๆ พักใหญ่จึงพูดขึ้น“ฉันกลับละ”
“อืม” สวีหยางอี้กอดส่งเธอ
“ไม่ต้องคิดถึงฉันล่ะ” ซูเหลียนเยว่กระซิบข้างหูของเขา“เพราะฉันจะไม่คิดถึงนาย”
“ไว้เจอกัน” เธอเดินไปหยุดชะงักอยู่ตรงประตูเงียบนิ่งสักพักก่อนหันหน้ากลับมา “ถ้าไม่มีเรื่องใหญ่โต ก็คงไม่ได้เจอกันอีก”
สวีหยางอี้นิ่งไปราวสองสามวินาที จากนั้นจึงพยักหน้าด้วยความโหวงเหวง
ความจริงอันแสนขมขื่น
หลังจากนี้ ซูเหลียนเยว่จะเริ่มแก่ชราลงเรื่อยๆ ... บางทีหลังจากสวีหยางอี้ออกฌานครั้งต่อไป เธออาจผมขาวโพลนทั่วหัวแล้ว
ถึงตอนนั้นช่วงเวลาวัยรุ่นอันสดใสของเธอคงมีชีวาชีวาอยู่ในความทรงจำของสวีหยางอี้เท่านั้น
สวีหยางอี้ตระหนักเป็นอย่างดี การที่เธอพูดแบบนั้นเป็นเพราะเธอไม่อยากให้ผู้ชายคนแรกของเธอเห็นสภาพเธอยามแก่ชรา
เมื่อสายธารแห้งเหือด หมู่มัจฉาบ้วนน้ำลายประทังความชื้นให้กันมิสู้กระโดดลงสายนทีกว้างใหญ่ แสวงหาห้วงวารีไร้ที่สิ้นสุด
การจำใจยอมรับและบอกลาสถานะปัจจุบัน ออกตามหาความสุขครั้งใหม่ในโลกกว้างย่อมดีกว่าการดื้อรั้นฝืนลำบากอยู่ตรงที่เดิมแม้ทุกฝ่ายต่างพยายามเต็มที่แล้วก็มิอาจเปลี่ยนแปลงความจริงอันขมขื่นนี้ได้
ยิ่งผ่านการฝึกบำเพ็ญจนตบะกล้าแกร่ง อายุขัยของสวีหยางอี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อวันเวลาหลายร้อยปีผันผ่าน เขาขอเพียงยังจดจำเธอคนนี้ได้ก็พอแล้วขอแค่ความทรงจำเกี่ยวกับเธอคนนี้ไม่ถูกสายธารแห่งกาลเวลาพรากจาก
เมื่อถึงตอนนั้น อย่างน้อยความทรงเกี่ยวกับเธอก็ยังเป็นสิ่งย้ำเตือนว่าเขาเคยมีอารมณ์ความรู้สึกเยี่ยงปุถุชน
สวีหยางอี้ไม่รั้งเธอไว้ เขาไม่แม้ปริปากเพราะนี่เป็นทางเลือกของเขาและเธอ คือการเคารพซึ่งกันและกัน
เขาทำได้เพียงมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยดวงตาไหวกระเพื่อม
“นี่คือชีวิตของผู้ฝึกตน”
“โดดเดี่ยว อ้างว้าง เหมือนดั่งผู้แสวงธรรมบนเส้นทางอันยาวไกล”
“เห็นคนรักมิตรสหายตายจากไปทีละคนในขณะที่ตัวเองยังคงมุ่งหน้าสู่จุดสูงสุดของขุมพลัง มิน่าผู้ฝึกตนระดับสูงๆส่วนใหญ่ถึงไร้ความรู้สึก และมองแค่ผลประโยชน์”
“ความเป็นความตายเบาบางคล้ายม่านควันผ่านตา เหลือเพียงตัวเอง”
สวีหยางอี้ถอนหายใจอย่างรู้สึกปลง และนิ่งสงบลง
เขาตระหนักเข้าใจห้วงอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้เป็นอย่างดีตอนเรียนอยู่ที่เทียนเต้าก็เคยมีสอนเรื่องนี้
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าทัณฑ์อุปสรรคทางจิตใจ
เป็นด่านทัณฑ์ที่ผู้ฝึกตนทุกคนต้องข้ามผ่านหรืออาจผู้ได้ว่าผู้ฝึกตนที่ต้องการขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดต้องเจอ
แม้คมดาบพาดคอ จะไม่ขอก้มหน้า ทิ้งชื่อฝากโลกาดั่งภูผายืนยง
ผู้ฝึกตนถือกำเนิดมาจากมนุษย์ทั่วไปแต่กลับข้ามผ่านขีดจำกัดบางอย่างของคนธรรมดาไปได้ จนทำให้มีพลังเหนือกว่าเมื่อพวกเขาได้พลังเหล่านี้มาครอบครองก็จงพึงจำไว้ว่าตัวเองไม่สามารถใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติได้อีกต่อไป
จะจัดการและพิจารณาอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองอย่างไรเทียนเต้าเคยสอนไปแล้วหลายวิธี แต่เขาจำไม่ได้แม้แต่วิธีเดียว
แต่ตอนนี้เหมือนเขาตระหนักถึงแก่นสารบางอย่าง
ความรู้สึกที่ซูเหลียนเยว่มอบให้เขาค่อนข้างพิเศษไม่เหมือนความรู้สึกทั่วไปคล้ายความรัก ทว่าไม่ใช่ความรัก จะบอกว่าเป็นอารมณ์ใคร่อยากชั่ววูบ ทว่ามีความรู้สึกเจอปน
เป็นความรู้สึกที่ซับซ้อน หากเสียไปคงเสียดาย หากรั้งไว้คงอยู่ได้ไม่นานแต่ตัวเขาตระหนักอย่างแจ่มแจ้งถึงความเป็นไปไม่ได้จึงไม่อนุญาตให้ความรู้สึกนี้อยู่บนตัวเขานานเกินไป
“นี่... อาจจะเป็นดวงจิตที่แท้จริงของตัวเองก็ได้...ดวงจิตที่ตระหนักรู้ถึงสภาวะอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น...ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาสภาพดวงจิตของเขาคือจิตที่เจือปนอารมณ์ความคิดและความอยาก...” เขาเหม่อคิด แต่อยู่ๆ อีกความคิดก็เข้ามาแทนที่“ฉันจะไม่ปล่อยให้สิ่งใดหรือผู้ใดมาฉุดรั้งเขาบนเส้นทางแห่งการชำระแค้นได้”
เขาเงียบขรึมลงไปพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “จะพยายามแล้วกัน”
เขายังคงอยู่ในห้องพักของโรงแรม ดื่มนมทีละคำ ผ่านไปอีกสิบนาทีจึงคลี่ยิ้ม“ก่อนหน้านี้ฉันก็นึกว่าตัวเองเป็นคนที่เท่ระเบิดซะอีก”
“ที่แท้ไม่ใช่”
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ ในที่สุดก็ปรับอารมณ์กลับมาเป็นปกติอีกครั้งเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก้มหน้ามองที่นิ้วมือตัวเอง
ผลเก็บเกี่ยวครั้งนี้ มูลค่ามหาศาลจริงๆ
ปีศาจอาวุโสร่างโมซาซอรัสถึงคราเมื่อดอกพลับพลึงเบ่งบาน มูลค่าผลึกพลังปีศาจที่เขาได้มาไม่อาจประเมินค่าได้!
ถ้าผลเก็บเกี่ยวชิ้นนี้ยังไม่ยิ่งใหญ่พอ...
เขาคลี่ยิ้มพลางลูบแหวนบนนิ้วมือ
สิ่งของด้านในทุกชิ้น ก็น่าจะชดเชยทุกอย่างที่เขาสูญเสียไปก่อนหน้านี้ได้!
“หินวิญญาณคุณภาพต่ำสามพันก้อน หินวิญญาณคุณภาพกลางหนึ่งร้อยก้อนหินวิญญาณคุณภาพสูงสามก้อน... ยาวิเศษหลากหลายชนิดหนึ่งร้อยแปดสิบขวดยันต์อาคมหนึ่งร้อยแผ่น และที่สำคัญที่สุดก็คือ...”สวีหยางอี้เพ่งพลังจิตเข้าไปกวาดส่องด้านในแหวนมิติเก็บของ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก ปัดมือขึ้นกลางอากาศ วินาทีต่อมาหนังแกะเก่าคร่ำครึม้วนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในมือเขา
นี่เป็นสิ่งที่หมิงเสินให้ท่านอาวุโสปี้ปัวไขปริศนาให้
มวลพลังที่เอ่อทะลักออกมาตอนนั้นแฝงไปด้วยกลิ่นไอโบราณราวย้อนเวลากลับไปยาวนานสิ่งนี้คือวัตถุเวทมนตร์ระดับสูงอย่างแน่นอน
ตอนที่หมิงเสินตาย เขาไม่มีเวลาเข้าไปเอาแหวนอีกสองวงเพราะตอนนั้นสถานการณ์ค่อนข้างวุ่นวาย และเขาสั่งให้หลี่จงหยวนเล็งไปที่นิ้วกลางของอีกฝ่ายแค่นิ้วเดียว
“เมื่อผู้ฝึกตนตายไป เวทผูกมัดบนของวิเศษสำหรับเก็บตุนสมบัติจะเสื่อมสลายทำให้ของชิ้นนั้นไร้เจ้าของ...” เขามองดูม้วนหนังแกะ“ยังไม่ต้องพูดถึงมูลค่าของม้วนหนังแกะนี้ลำพังแค่แหวนมิติเก็บของขนาดยี่สิบตารางเมตรนี้ ฉันก็คุ้มแล้ว...”
แต่แล้วอยู่ๆ สวีหยางอี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ความรู้สึกในมือแปลกตงิดๆ ...
แค่หนังแกะม้วนหนึ่ง ไม่น่าจะหนักขนาดนี้จนถึงขนาดสวีหยางอี้ที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางยังรู้สึกว่าหนัก
สวีหยางอี้หรี่ตามอง ก่อนคลี่ม้วนหนังออก มี “กระบี่ไม้” ที่คล้ายไม้แต่ไม่ใช่ไม้เล่มหนึ่งสอดอยู่ด้านใน
มันเป็นกระบี่สั้นยาวสามชุ่น หน้ากว้างเท่าสองนิ้วมือชนกัน ด้ามกระบี่ไม่ใช่ด้ามธรรมดาแต่เป็นวงแหวนทรงกลม ทั้งด้ามและใบดาบของมันหลอมขึ้นจากบางอย่าง คล้ายทองแต่ไม่ใช่ทองเหมือนไม้แต่ไม่ใช่ไม้ สัมผัสอันเก่าแก่คร่ำโลกตีกระทบขึ้นหน้าแค่กลับไม่มีร่องรอยบิ่นหัก ยังเอี่ยมอ่องเสมือนใหม่
หมิงเสินไม่ได้เอากระบี่เล่มนี้ให้ท่านอาวุโสปี้ปัวดูหนิ!
เขานิ่งเงียบลงครู่หนึ่ง เขาต้องการใช้นิ้วคีบมันขึ้นมาแต่ต้องตกใจเมื่อพบว่าคีบไม่ขึ้น!
ความหนักของกระบี่คล้ายไม้เล่มนี้เกินกว่าที่เขาคิดไว้ไปไกลมาก!
“มันทำจากอะไรกันแน่?” เขาพยายามออกแรงยกมันออกมา
“ตอนนั้น ท่านอาวุโสปี้ปัวบอกว่ามันคือของขวัญแห่งวาสนาชิ้นใหญ่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”เขาเงียบลงไปพักหนึ่ง จากนั้นก็กางม้วนหนังแกะออก
แผ่นหนังแกะผืนนี้ไม่สมประกอบ มีร่องรอยฉีกขาดเต็มไปหมดเห็นได้ชัดว่าเคยกระจัดกระจายเป็นคนละชิ้นมาก่อน แล้วนำมาประกอบรวมกันแต่ยังขาดไปอีกหนึ่งชิ้น
เขาจุดบุหรี่พลางหรี่ตามองลวดลายด้านบน
นี่เป็นแผนที่
แผนที่หายากในโลกผู้ฝึกตนมักจะเกี่ยวข้องกับสมบัติลี้ลับโบราณหรือไม่ก็บำเพ็ญสถานของยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ หรือไม่ก็เป็นหลุมฝังศพของเหล่ามหาปรมาจารย์
บนแผ่นหนังแกะผืนนี้เต็มไปเส้นโค้งบิดเบี้ยวเต็มไปหมดแต่มีรูปสามรูปที่เห็นชัดสะดุดตา
รูปแรกคือดอกบัว รูปที่สองเปลวไฟผลาญผืนฟ้า รูปที่สามคือศาลาแห่งหนึ่ง
“เอ๊ะ... นี่มัน...” ดวงตาของสวีหยางอี้เหลือกกว้างขึ้นมาทันทีเขายกแผ่นหนังแกะขึ้นมาดูจนแทบติดลูกตา!
มหาสมุทรผืนบัว!
มันคือมหาสมุทรที่เต็มไปดอกบัวตอนนั้น!
เขาเคยไปที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ความฝันจริงๆ ด้วย!มันคือมหาสมุทรผืนบัวของจริง! มันมีอยู่จริงๆ เหรอเนี่ย!
เขายังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นท์แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าตัวเขาต้องไปดูให้เห็นกับตา!
สิ่งที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ทุกชิ้นเขาไม่ปล่อยให้หลุดมือไปเป็นอันขาด นี่ถือว่าเป็นความลับสุดยอดของเขา!
แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่ามหาสมุทรผืนบัวนี้จะมีอยู่จริงบนโลก!
“ตอนนั้นไม่ใช่จิตของฉันหลุดเข้าไปหรอกเหรอ?” เขามองแผนที่ไม่สมประกอบผืนนี้ด้วยแววตาหลากอารมณ์“ดูเหมือนฉันเคยไปที่มิตินี้มาจริงๆ สินะ”
“ไม่สิ ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วปลายักษ์ตัวนั้นคืออะไร?”
“บนโลกนี้ไม่มีทางมีปีศาจตัวใหญ่ขนาดนั้นอย่างแน่นอนปีศาจขนาดนั้นตัวหนึ่งพันเมตรแบบนั้น... แล้วระดับตบะจะขั้นไหนกัน?”
“ว่าแต่ แผนที่นี้ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่? หรือมันอาจจะไม่ใช่มหาสมุทรผืนบัว?หรือถ้าใช่จริงๆ ... แล้วมันอยู่ที่ไหน?”