ณ ดินแดนทิศตะวันออกของมหาทวีปกูรันก้า อันเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอุดมไปด้วยพืชไม้หมากผลนานาพันธุ์ ที่แห่งนั้นคือที่ตั้งของหนึ่งอาณาจักรอันเกรียงไกรยิ่งใหญ่ในใต้หล้า ดินแดนซึ่งห้อมล้อมไปด้วยทุ่งรวงข้าวสีทองนามว่าซูเมทิส
ณ ที่แห่งนั้น ราชวงศ์อาร์นุลฟคือผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียว สัญลักษณ์เกล็ดหิมะแปดแฉกแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาไปทั่วทุกสารทิศ ด้วยพระปรีชาสามารถในด้านการบริหารและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่แบ่งแยกชนชั้น ทำให้บรรดาประชาชนต่างรักใคร่และนับถือผู้ปกครองของตนประหนึ่งพระในบ้าน
ราชวงศ์อาร์นุลฟปกครองอาณาจักรซูเมทิสมาหลายชั่วอายุคน จนกระทั่งมาถึงรุ่นของพระราชาอวาคิน อาร์นุลฟ พระองค์ปกครองด้วยความสัตย์จริง ในยามสงครามไม่เคยเอารัดเอาเปรียบเมืองขึ้นต่าง ๆ แม้เพียงสักครั้งเดียว เป็นบุคคลตัวอย่างซึ่งหาผู้ใดมาเทียบเคียง
พระองค์มีพระราชธิดาอยู่สองพระนาง ส่วนพระราชโอรสก็มีอยู่สองเช่นเดียวกัน
ท่ามกลางบรรดาพี่น้องทั้งสี่คน โรสเมเรียถือเป็นพี่คนรองนับจากบนลงสู่ล่าง
โรสเมเรียถือกำเนิดขึ้นมาด้วยดวงตาสีมรกตอันได้มาจากองค์จักรพรรดิอวาคินผู้เป็นพ่อ ส่วนเส้นผมสีเงินซึ่งงามเงาเมื่อยามสัมผัสกับไอแดด ตัวเธอนั้นได้มาจากผู้เป็นแม่ พระนางผู้ซึ่งถือครองความงดงามเหนือหญิงใดและแข็งแกร่งประหนึ่งชายชาตรี พระนางโรเซ่ อาร์นุลฟ
ถึงกระนั้น แม้ภาพลักษณ์โดยรวมจะถือว่าดีเลิศในสายตาของปวงชน กระนั้นกลับมีวัฒนธรรมบางอย่างซึ่งแตกต่างไปจากราชวงศ์จากอาณาจักรอื่นอย่างสิ้นเชิง
‘บุตรสาวซึ่งถือกำเนิดขึ้นภายในราชวงศ์อาร์นุลฟจำต้องบริสุทธิ์จนกระทั่งถึงวันออกเรือน’
นั่นคือวัฒนธรรมซึ่งสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยเหตุผลดังกล่าว นับตั้งแต่ที่โรสเมเรียถือกำเนิดขึ้นมา เรือนร่างของเธอจึงถูกจองจำเอาไว้ภายในห้องนอนอันเลิศหรูราวกับกำลังดำรงอยู่ ณ ดินแดนสุขาวดี กระนั้นทุกบานหน้าต่างและบานประตูกลับถูกห้อมล้อมด้วยลูกกรงประหนึ่งคุกหรือเรือนจำ
เด็กน้อยแทบมิได้พบเจอพ่อและแม่ ตัวพ่อทรงงามหามรุ่งหามค่ำ ช่วงเวลาเดียวกันกลับเป็นยามที่สงครามกำลังคุกรุ่น ผู้เป็นแม่ซึ่งถือครองตำแหน่งยอดขุนพลจึงต้องออกนำทัพเข้าปกป้องดินแดน
ในช่วงเวลาหนึ่ง พระนางโรเซ่ได้ห่างหายจากการรบไปถึงเก้าเดือน ทว่ามิได้กลับมาอยู่ข้างกายของโรสเมเรีย หากแต่เป็นเพราะพระนางจำต้องดูแลครรภ์สำหรับทารกน้อยที่ใกล้จะถือกำเนิดขึ้นมา
น้องสาวคนสุดท้องได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยไร้ซึ่งปัญหาใดๆ แต่แล้ว ช่วงเวลาดังกล่าวกลับถือกำเนิดมหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่ ณ ที่ราบไรเซ็น อันเป็นสงครามซึ่งสามอาณาจักรจากสามทิศได้เข้าห้ำหั่นจนก่อเกิดเป็นเหตุฆ่าล้าง
พระนางได้เสียชีวิตระหว่างที่ความบ้าคลั่งได้คุกรุ่นจนถึงขีดสุด ด้วยเหตุนั้น โรสเมเรียจึงกลายเป็นลูกไม่มีแม่ตั้งแต่ยังเด็ก ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงก่อนหน้าที่มหาสงคราม ณ ที่ราบไรเซ็นจะถือกำเนิดขึ้นเพียงไม่นานนัก พี่ชายของโรสเมเรีย องค์ชายกลาดิโอลัสกลับหนีออกจากบ้านไปและไม่พบตัวอีกเลยนับแต่นั้นมา
สงครามได้จบลงด้วยความสูญเสียของทั้งสามฝ่าย สันติภาพได้ถูกประกาศอันเป็นผลพลอยได้มาจากกลิ่นคาวเลือดและดินปืน นับตั้งแต่นั้นมา อวาคินก็เอาแต่ทรงงานจนไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน
ท่ามกลางสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โรสเมเรียตัวน้อยมิได้รับรู้เรื่องราวอันใดมากนัก สิ่งที่เด็กสาวพอจะรับรู้หรือมองเห็น ก็มีเพียงขอบฟ้าและทิวทัศน์ซึ่งเห็นได้ผ่านบานลูกกรงก็เท่านั้น
ห้องของเธอถูกจำกัดให้มีเพียงไม่กี่คนสามารถเข้าเยี่ยมเยือน เหตุผลก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้าใกล้ตัวเธอ หากเป็นครูก็จำต้องเป็นหญิง หากเป็นคนรับใช้ก็จำต้องเป็นหญิง ไม่มีชายใดได้เข้าใกล้ตัวเธอเพื่อเชยชมความงามในระยะสายตา
ยกเว้นชายเพียงคนเดียว เขาคือผู้ยามเฝ้าประตูซึ่งคอยคัดกรองว่าผู้ใดสามารถเข้าสู่ห้องหรือมิอาจ นามของเขาคือวาลโก้ เบ็คเนอร์ หนึ่งในข้ารับใช้ส่วนพระองค์ซึ่งว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุดภายในอาณาจักรเป็นรองก็เพียงพระนางโรเซ่ และเมื่อพระนางสิ้นชีพลง วาลโก้จึงเลื่อนระดับขึ้นมากลายเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดของซูเมทิส
ในแต่ละวัน หน้าที่ของเขาคือเฝ้าระวังประตูเหล็กกล้าซึ่งขวางกั้นระหว่างห้องของโรสเมเรียและโลกภายนอก
ด้วยความเงียบอันนิ่งสงบ สาวน้อยจึงทำได้เพียงเล่นคนเดียวด้วยความเงียบเหงา เธอแหงนมองท้องฟ้าจากบานหน้าต่างซึ่งไม่ต่างจากกรงนก พลางเฝ้าคิดว่าเหตุใดกันหนอโลกใบนี้จึงเล็กจิ๋วกระจ้อยร่อยยิ่งนัก
“ชื่อของคุณมีความหมายว่าอะไรคะ ?”
ในวันหนึ่ง เด็กสาวตัวน้อยได้รวบรวมความกล้าทั้งหมด เปล่งเสียงผ่านรูเล็ก ๆ ข้างใต้ประตูซึ่งสามารถส่งเสียงลอดผ่านออกไปข้างนอกแม้จะบางเบา
วาลโก้ซึ่งมีใบหน้าอันเคร่งขรึมเริ่มต้นขยับริมฝีปากเพื่อกล่าว “ปลาวาฬขอรับ”
พลันได้ยินคำตอบ เด็กสาวจึงเผยยิ้มออกมาอย่างเริงร่า หัวใจที่เต้นระรัวเริ่มต้นบางเบา “งั้นนับตั้งแต่นี้ไป คุณคือคุณปลาวาฬ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มอันหวานชื่นหัวใจ ไม่มีสิ่งใดเจือปน เป็นเพียงความใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กสาวผู้เปรียบประหนึ่งผ้าขาวหนึ่งผืน
วันเวลาได้ล่วงผ่าน เสียงซึ่งลอดผ่านช่องเล็ก ๆ ข้างใต้ประตูกลับก้องกังวานในทุก ๆ วัน
เด็กสาวตัวน้อยมีเพื่อนเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นเพียงหน้าที่ กระนั้นวาลโก้ก็ยินดีตอบรับความต้องการของเธอโดยไม่ปริปาก
จากวันแรกจนวันที่อายุอานามย่างเข้าห้าขวบ โรสเมเรียจำต้องเรียนรู้ศาสตร์วิชาหลากหลายแขนง เพราะเมื่อถึงยามที่เธอต้องออกเรือน กิริยามารยาทจำต้องสง่างามตามแบบแผนของบุตรสาวผู้ถือกำเนิดขึ้นมาภายใต้สกุลของราชวงศ์อาร์นุลฟ
มีครูบาอาจารย์ผู้มากความสามารถหลากหลายคน กระนั้นโรสเมเรียกลับไม่เคยเปิดใจให้แก่ผู้ใด แววตาของเธอราวกับคนตายทั้งเป็น จนบรรดาผู้คนที่ได้พบเจอจึงต่างขนานนามว่าเธอคือองค์หญิงน้ำแข็ง
มิใช่เลย ตัวเธอนั้นเพียงโดดเดี๋ยว ทุกคนที่เข้ามาหาล้วนมีกำแพงขวางกั้นราวกับมิได้เข้าหาด้วยความจริงใจ
แต่คงเพราะเหตุผลดังกล่าว ตัวเธอจึงต้องเป็นฝ่ายเข้าหาผู้อื่น จนกระทั่งในที่สุด จึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดและเปล่งเสียงเพื่อทักทายวาลโก้
แม้จะมิได้เห็นหน้าคร่าตา ทว่าเพียงเสียงที่ลอดผ่านช่องแคบใต้ประตูก็เพียงพอจะทำให้หัวใจของเด็กสาวพองโต
“คุณปลาวาฬ ทะเลกว้างใหญ่แค่ไหนกันคะ ?” เด็กสาวเอ่ยคำถามด้วยแววตาอันสงสัย เมื่อวานนี้ ตัวเธอนั้นได้เรียนรู้เกี่ยวกับมหาสมุทรเป็นครั้งแรกจึงรู้สึกใคร่รู้ยิ่งนัก
“โลกใบนี้ประกอบไปด้วยน้ำเจ็ดในสิบส่วน มีเพียงสามในสิบส่วนเท่านั้นที่เป็นผืนทวีป เพราะฉะนั้น ท้องทะเลจึงกว้างใหญ่ถึงสองในสามเท่าของพื้นที่ทั้งหมดของโลกขอรับ” วาลโก้เอ่ยตอบตามคำบัญชาของสาวน้อย
พลันได้ยินเช่นนั้น แก้มอันกลมป่องของโรสเมเรียจึงขยับยกขึ้นสูงพร้อมกับรอยยิ้มที่เบ่งบานอยู่บนใบหน้า “งั้นมันก็คงจะใหญ่มากกว่าห้องห้องนี้สินะคะ”
ถ้อยคำของเธอเต็มไปด้วยความสุขเพราะได้รับรู้ในสิ่งที่ตนไม่เคยรู้ ถึงกระนั้น ในมุมมองของวาลโก้ เขากลับรับฟังอย่างเงียบ ๆ โดยไม่แม้แต่จะปริปาก
“แล้วท้องฟ้าล่ะคะ ท้องฟ้ากับทะเลอันไหนใหญ่กว่ากันคะ ?” สาวน้อยเริ่มต้นเอ่ยถามอีกครั้ง
“ก็คงใหญ่เทียบเท่ากับการเอาท้องทะเลและผืนดินมารวมกันกระมังขอรับ เพราะท้องนภานั้นปกคลุมอยู่ทั่วทุกหนแห่งบนโลกใบนี้ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด”
บรรยากาศภายในห้องเริ่มต้นแปรเปลี่ยนไปเมื่อโรสเมเรียได้ยินคำตอบ แววตาของเธอปรากฏความเศร้าโศกน้อย ๆ ซ่อนอยู่ภายใน
“เช่นนั้นมันก็คงใหญ่มากกว่าที่ข้าเห็นผ่านบานหน้าต่างสินะ”
แม้น้ำเสียงจะแปรเปลี่ยนไปบ้างก็ตาม กระนั้นวาลโก้กลับยังคงรับฟังเงียบ ๆ โดยไม่ปริปากออกไป
วันเวลายังคงล่วงผ่านไป ทุกสิ่งได้แปรเปลี่ยนไปหากเปรียบเทียบกับจุดเริ่มต้น ช่องว่างใต้ประตูคือจุดนัดพบของวาลโก้และโรสเมเรีย ในขณะที่วาลโก้ยืนเฝ้ายามอยู่หน้าประตู จะมีเรือนร่างเล็ก ๆ ของโรสเมเรียคอยนั่งอยู่ ณ อีกฟากหนึ่งพลางบอกเล่าหรือถามไถ่ในสิ่งที่ตนใคร่รู้
บรรยากาศโดยรวมแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง วาลโก้โต้ตอบกับเด็กสาวมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จนใบหน้าอันเคร่งขรึมของเขาเริ่มต้นผ่อนปรน และแล้วรอยยิ้มจึงเผยขึ้นมาซึ่งเป็นรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน
ช่างน่าประหลาด โรสเมเรียมิได้เป็นดั่งที่ผู้คนเอาไปพูดนินทากันปากต่อปาก เธอนั้นมิได้เย็นชาเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็ง เพียงแต่เธอนั้นพยายามฝืนทนอดกลั้น เธอนั้นเพียงรู้สึกโดดเดี่ยว
“นี่คุณปลาวาฬ คุณมีลูกสาวรึเปล่า ?” โรสเมเรียถามขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง เธอกล่าวในขณะที่นั่งพิงอยู่ด้านหลังของประตู สาวน้อยในวันนั้นเติบใหญ่ขึ้นมาก นับตั้งแต่วันแรกที่ทั้งสองได้เริ่มต้นพูดคุยกัน ในวันนี้ก็ล่วงผ่านมาแล้วครบรอบสองปี ในวันที่โรสเมเรียมีอายุย่างเข้าสิบเอ็ดปี
“ผมเคยมีขอรับ” วาลโก้กล่าวด้วยแววตาซึ่งแฝงความโศกเศร้าเจือจางอยู่บางๆ ซึ่งโรสเมเรียก็ยังคอยเฝ้ารับฟังประหนึ่งผู้ฟังที่ดี
“ผมเสียเธอไปเมื่อหลายปีก่อน ภรรยาของผมก็มิอาจรับกับความเสียใจได้ เธอจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายในช่วงเวลาต่อมา”
แววตาของโรสเมเรียแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าโศก “งั้นคุณก็คงจะรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวสินะ เหมือนกับชั้นเลย” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอันบางเบาประหนึ่งเสียงกระซิบ ถึงกระนั้น ด้วยประสาทสัมผัสอันเลิศล้ำเหนือจินตนาการของวาลโก้ แม้เสียงจะเบาเพียงใดเขานั้นก็ได้ยินอย่างชัดเจน
“ไม่เลยครับ” เขากล่าวพลางตัดสินใจนั่งพิงอยู่ข้างประตูเป็นครั้งแรก “ในช่วงเวลาสองปีที่ได้คุยกับท่านผ่านช่องเล็ก ๆ ข้างใต้ประตูนี้ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับได้พูดคุยกับลูกสาวอีกครั้ง ตัวผมในตอนนี้มีความสุขมากพอแล้วขอรับ”
แววตาของโรสเมเรียเปล่งประกายขึ้นมาในทันใด กระนั้นกลับมีเศษเสี้ยวอันเล็กจิ๋วซึ่งยังคงเจือแววหมองหม่นนิดๆ
“ถ้าคุณเป็นพ่อแท้ ๆ ของข้าก็คงดี..”
เสียงนั้นดังก้องกังวานลอดผ่านช่องว่างข้างใต้ประตู ทำให้สีหน้าของวาลโก้จึงแปรเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย กระนั้นก็มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาเฉกเช่นครั้งแรกที่ได้พบกัน
วันเวลาแห่งความสุขยังคงดำเนินไปต่อ จนกระทั่งในวันหนึ่ง..
“นี่คือภาพถ่ายของคู่หมั้นของท่าน พระองค์คือซีเรนซ่า เอลโปรูโด้ เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของผู้คุมหอการค้าใหญ่ ณ ประเทศเกิดใหม่แถบตะวันออก การหมั้นหมายของพวกท่านทั้งสองจะเป็นการขยับขยายอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น..”
‘นี่คือหน้าที่ของท่าน’
ภาพของแม่นมซึ่งยื่นภาพถ่ายใบหนึ่งยังคงตราตรึงอยู่ภายใต้ก้นบึ้งของจิตใจของโรสเมเรีย ใบหน้าของเธอพลันแปรเปลี่ยนสีเพียงเพราะได้ยินในสิ่งที่แม่นมกล่าว
เด็กสาวในยามนี้ยังมีอายุเพียงสิบสามปี ยังใช้ชีวิตได้เพียงไม่นาน กระนั้นกลับถูกหมั้นหมายให้แก่ชายที่ตนเคยพบเห็นจากภาพถ่ายเพียงหนึ่งใบ
นับตั้งแต่วันที่ได้ทราบข่าว เสียงร่ำไห้ของเธอก็ดังก้องกังวานในทุกค่ำคืน วาลโก้นั้นได้ยินอย่างชัดเจน ผ่านช่องว่างข้างใต้ประตูซึ่งเคยเป็นที่ที่เสียงหัวเราะเคยดังก้องกังวานในทุก ๆ วัน
ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง เฉกเช่นทุกวัน
“คุณปลาวาฬ คุณจะช่วยแต่งงานกับข้าได้ไหม ?” โรสเมเรียกล่าวขณะนั่งกอดเข่าด้วยความสิ้นหวังอยู่ด้านหลังของประตู
“เป็นเรื่องที่.. เป็นไปไม่ได้ขอรับ..”
นั่นคือสิ่งที่วาลโก้กล่าว
“ข้าอยากจะเห็นทะเล ข้าอยากจะเห็นท้องฟ้าในมุมที่กว้างยิ่งกว่านี้ ข้าอยากจะทำอีกหลายอย่าง ข้าอยากจะใช้ชีวิตในแบบที่ตนต้องการ ข้าอยากเป็นอิสระ แต่แล้วทำไม ทำไมข้าต้องถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะองค์หญิงกันล่ะ”
เสียงของเธอเจือสะอื้น ลอดผ่านช่องเล็ก ๆ ข้างใต้ประตู ถึงกระนั้น วาลโก้กลับยังมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไป