บทที่ 60 ไม่มีทางชนะ!
ชิว หลิงซีที่ได้ทำหน้าบูดบึ้งก็ได้เดินกลับเข้าไปข้างในตัวปราสาท และได้กลับไปคุยกับ ชิวซานฟู่ “ท่านอาจารย์ ข้าว่าจะขอลากลับไปที่ตระกูลชิวก่อนถ้าเกิดมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น อย่างน้อยๆก็ยังมีข้าที่คอยช่วยเหลือผู้คนในตระกูลได้อยู่บ้าง...” จนถึงตอนนี้ ชิว หลิงซี ก็ยังโกรธเคือง ชิว เหวินเจี้ยนไม่หาย
ส่วนทางด้านของ ชิวซานฟู่ เขาจึงได้ตอบกลับไปว่า “อื้ม...เจ้ากลับไปก่อนเถิด ถ้าเกิดมีอันตรายอะไรอย่างน้อยจะได้ช่วยกันดูแลได้” ชิว ซานฟู่ที่ได้เห็นอาการของ ชิว หลิงซี เขาก็รู้ได้ทันทีว่า นางจะต้องทะเลาะกับชิวเหวินเจี้ยน มาอีกแล้วแน่ๆ
ในตอนนี้ ชิวหลิงซี ก็ได้เคารพ และก็เริ่มออกเดินทางกลับไปยังดินแดนดาวเดือน ในทันที
ณที่ตั้งของกองทัพทมิฬ
จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามเริ่มเดินทางตามหาสัตว์อสูรมาเป็นเวลา ครึ่งวันแล้ว แต่ก็ยังไม่พบสักตัว “สัตว์อสูรแม้แต่ตัวเดียวข้าก็ยังไม่เห็นพวกมันเลยและอย่างนี้จะให้ข้าไปล่าพวกมันที่ไหนได้อีก...แล้วสรุปที่นี่มันคือที่ไหนเนี่ย!!”
‘ฮึ ฮึ ฮึ...จักรพรรดิเดินทางมาคนเดียวอย่างนั้นสินะข้าจะได้ชำระแค้นให้หมดสิ้นภายในสถานที่แห่งนี้เนี่ยแหละ...’เป็นคนที่แอบอยู่ในเงามืด คอยดูการเคลื่อนไหวของจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามอยู่ตลอดเวลาเพราะว่าเขาคิดที่จะลงมือกับจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามนั่นเอง
แกร๊บ แกร๊บ แกร๊บแกร๊บ (เสียงคนเหยียบใบไม้)
จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามได้หันมาเพราะเขาคิดว่าเป็นสัตว์อสูรนั่นเอง“โฮ่ว โฮ่วโฮ่ว...ในที่สุดข้าก็เจอสัตว์อสูรตัว...”
แต่เมื่อจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้าม ได้หันมาเห็นว่าเสียงนี่ไม่ใช่ของสัตว์อสูรแต่ทว่ากลับเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งกำลังเดินย่องเข้ามาข้างหลังของเขา “นี่เจ้า! ฉิง เย่ ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้...”จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากเพราะถ้าเกิดเขาหันมาช้ากว่านี้สักหน่อย ชีวิตของเขาก็อาจจะจบสิ้นไปแล้วก็ได้
ส่วน ฉิง เย่ ก็คือผู้นำกองทัพทมิฬนั่นเอง เขาได้หัวเราะขึ้นมา “โฮ่ว โฮ่ว...ท่านจักรพรรดิ ทำไมถึงจะต้องตกใจที่ได้พบข้าขนาดนั้นกันยังไงเราก็เคยเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันไม่ใช่หรือจริงๆท่านควรจะดีใจสิถึงจะถูก...โฮ่ว โฮ่ว โฮ่ว~”
จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามเกิดอาการลนลานขึ้นมาในทันที “จ...เจ้า ต้องการอะไร รีบบอกมาซะ แต่ถ้าเกิดไม่มีหละก็เจ้าจงรีบไสหัวกลับไป”
ผู้นำแห่งกองทัพทมิฬนั้นเขาเข้าใจดีถึงสถานที่แห่งนี้ แล้วแรงกดดันภายในละแวกนี้เขาก็ไม่ได้รับแรงกดดันจากมันเลยสักนิด ซึ่งต่างจากจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามโดยสิ้นเชิง “โห้ว!ข้ารู้สึกตกใจเล็กน้อยนะเนี่ยที่ท่านยังกล้าพูดจาเช่นนี้ได้อีก ขนาดลำพังที่จะยืนยังแทบจะทำไม่ได้เลย หรือบางทีข้าอาจจะช่วยท่านก็ได้นะ เพียงแค่ท่านลองก้มหัวขอร้องข้าดูสักครั้ง...” ผู้นำกองทัพทมิฬได้ทำหน้าตากวนตีนอยู่ในตอนนี้
เมื่อ จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามได้ยินเช่นนั้น เขาก็เตรียมตัวต่อสู้ในทันทีถ้าเกิดจะให้เขาทำความเคารพคนที่ทรยศดินแดนไป ก็คงเป็นเรื่องที่น่าขำแล้ว “เฮอะ ฝันไปเถอะเจ้าสวะ!...”
กล่าวจบจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้าม ก็พุ่งเข้าไปปะทะด้วยกำลังสุดตัวของเขา ถึงแม้ว่าจะโดนแรงกดดันอยู่แต่เขาก็ยังปล่อยหมัดที่สามารถทำให้อากาศบิดเบือนได้
ปั้ง!!!
หมัดของจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามโดนเข้าที่หน้าอกของ ผู้นำกองทัพทมิฬอย่างจัง
“โฮ่ว โฮ่ว โฮ่ว...หมัดนี้สุดแล้วของท่านแล้วหรือข้ากะไว้แล้วว่าอายุเริ่มเยอะ ความแข็งแกร่งก็ยิ่งลดลงสินะ ...โฮ่ว โฮ่ว” ผู้นำกองทัพทมิฬตั้งใจจะรับหมัดของจักรพรรดิอยู่แล้วถ้าอย่างนั้นจะเป็นไปได้หรือที่เขาจะโดนโจมตีเข้าเต็มๆ
‘อะไรกัน! มันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ผิดกับเมื่อก่อนลิบลับราวกับเป็นคนละคน...’ จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้าม ได้กำลังตกตะลึงกับฉากเบื้องหน้าของเขาอยู่
ผู้นำกองทัพทมิฬที่รู้ว่าจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามไม่สามารถเอาชนะตนเองได้ เขาจึงเริ่มเล่นหยอกล้อในทันที“เอาหละทีนี้ข้าจะสอนให้ก็แล้วกัน หมัดที่แท้จริงเป็นเช่นไร... ฮึ ฮึ ฮึ”
ปัก! ปัก! ปัก! ปั้ง!
ผู้นำกองทัพทมิฬได้ปล่อยหมัดเบาๆของเขาออกไปถึง 3ครั้ง และก็ปล่อยหมัดหนักออกไปเป็นครั้งสุดท้ายจึงทำให้จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้าม ถึงกับปริวไปชนกับต้นไม้ข้างๆหักล้มลงไปเป็นแถบ
“มันจะต้องแบบนี้สิ โฮ่วโฮ่ว โฮ่ว...ทีนี้รู้หรือยังว่าหมัดที่แท้จริงเป็นเช่นไร ท่านคงยังไม่ตายใช่หรือไม่เพราะข้ายังใช้พลังไม่ถึง2ใน10ส่วนเลยด้วยซ้ำ ลุกขึ้นมา!!!”ในขณะนี้ ผู้นำกองทัพทมิฬรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นพระเจ้าอย่างไรอย่างนั้นที่สามารถตัดสินผลแพ้ชนะในตอนไหนก็ได้