เสียงกริ่งหมดเวลาเรียนคาบเช้าดังขึ้น เหมือนเสียง์โปรดสำหรับนักศึกษาปี 1 นับร้อยชีวิตที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ในห้องเลคเชอร์
วินเก็บสมุดจดและปากกาลงกระเป๋าสะพายข้างอย่างเชื่องช้า ขอบตาของเขาเริ่มดำคล้ำเล็กน้อยจากการนอนดึกติดต่อกันหลายคืน ชีวิตในร่างเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีพลังงานเหลือเฟือช่วยให้เขาประคองตัวเองอยู่ได้ แต่สมองของคนวัย 40 ข้างในนั้นเริ่มประท้วงแล้วเพราะ้าการพักผ่อน
"วิน มึงไหวป่าววะเนี่ย?" จอมถามเพื่อนสนิทด้วยความเป็ห่วง ขณะเดินเบียดเสียดผู้คนออกจากห้อง "่นี้มึงดูโทรมๆ นะ เฮียเอกแกใช้งานหนักเหรอวะ?"
"ก็นิดหน่อยว่ะ..." วินตอบเลี่ยงๆ พลางบิดี้เีไล่ความเมื่อยขบ "เมื่อคืนลูกค้าเยอะ กว่าจะเก็บของกลับถึงหอก็เกือบตีสอง"
"เออ แต่กูก็ได้ยินพวกพี่รหัสคุยกันนะเว้ย ว่าร้าน Blue Moon ่นี้คนแน่นมาก เพราะมีเด็กปี 1 เล่นดนตรีโคตรเทพ" แว่นเสริมขึ้นมาพร้อมสายตาที่ชื่นชม "กูบอกพวกเขาไปแล้วว่านั่นเพื่อนกูเอง แต่พวกพี่เขายังไม่เชื่อเลย หาว่ากูโม้"
วินหัวเราะเบาๆ "เอาน่า ไว้วันไหนว่างๆ กูจะเลี้ยงเหล้าพวกมึงเป็การไถ่โทษที่่นี้ทิ้งเพื่อน"
แม้ปากจะบอกเพื่อนไปแบบนั้น แต่วินรู้ดีว่าเขาไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น ชีวิตนักศึกษาของเขาตอนนี้กลายเป็เพียงฉากบังหน้า เขาเข้าเรียนเช็คชื่อ ส่งงานตามกำหนด เพื่อรักษาสถานภาพนักศึกษาเอาไว้เพื่อไม่ให้ทางบ้านต้องเป็ห่วง แต่ใจจริงของเขาจดจ่ออยู่กับตัวเลขในบัญชีธนาคารที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย
……
21:45 น. ร้าน Blue Moon
คืนวันศุกร์ บรรยากาศในร้านคึกคักจนแทบไม่มีที่ให้เดิน วินอยู่บนเวที กำลังวาดลวดลายโซโล่กีตาร์ในเพลงป๊อปหวานซึ้งที่เขาเอามาทำใหม่เป็จังหวะ Funk สนุกๆ เสียงตบสาย และการเดินคอร์ดที่กระชับฉับไว ทำให้เพลงเดิมๆ ดูมีชีวิตชีวาขึ้นจนลูกค้าหลายคนอดใจไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาขยับตัวตาม
ขณะที่มือกำลังเล่นอยู่ สัญชาตญาณของนักสังเกตการณ์ของวินก็ทำงานไปด้วย เขาเหลือบไปเห็นโต๊ะ VIP มุมมืดที่เฮียเอกชอบนั่ง วันนี้เฮียเอกไม่ได้นั่งแค่คนเดียว แต่มีชายวัยกลางคนอีกคนนั่งอยู่ด้วย
ชายคนนั้นสวมหมวกเบเร่ต์สีมอซอ ไว้ผมยาวมัดรวบ และสวมแว่นตากันแดดสีชาแม้จะอยู่ในที่ร่ม ดูจากบุคลิกแล้ว... ไม่ศิลปินตกอับ ก็ต้องเป็คนในวงการดนตรีแน่ๆ
ชายปริศนาคนนั้นจ้องเขม็งมาที่นิ้วมือของวินตลอดการแสดง ราวกับกำลังประเมินสินค้า
เมื่อโชว์จบลง วินเดินลงจากเวทีเพื่อไปรับน้ำดื่มที่บาร์ เฮียเอกกวักมือเรียกเขาทันที
"วิน! มานี่หน่อย"
วินเดินเข้าไปหา ยกมือไหว้เฮียเอกและแขกแปลกหน้าตามมารยาท
"วิน นี่ 'พี่ป้อม' เ้าของค่ายเพลง 'Indie Sound Record' ค่ายเพลงอินดี้ที่กำลังมาแรงอยู่ในตอนนี้" เฮียเอกแนะนำด้วยน้ำเสียงภูมิใจ "ส่วนพี่ป้อม นี่ไอ้วิน เด็กปั้นร้านผมเอง"
วินเลิกคิ้วเล็กน้อย 'Indie Sound Record'... ชื่อไม่คุ้นหูเลย น่าจะเป็ค่ายเพลงเล็กๆ ในโลกคู่ขนานนี้ แต่เขาก็ยกมือไหว้พี่ป้อมอย่างนอบน้อม
"สวัสดีครับพี่ป้อม"
พี่ป้อมขยับแว่นกันแดดลงเล็กน้อย มองหน้าวินแล้วพยักหน้าช้าๆ "ฝีมือกีตาร์ร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ... ไอ้เอกมันมาโม้ให้พี่ฟังเยอะเลยน่ะ พี่ก็ไม่เชื่อมันหรอกนะว่าเด็กปี 1 จะเล่นได้ขนาดนี้ แต่วันนี้ที่ได้เห็นกับตา... จังหวะ Groove ของเรานี่มันเกินอายุไปไกลเลยนะ เหมือนกับคนเล่นมาเป็สิบปีเลย"
วินยิ้มรับคำชม "ขอบคุณครับพี่ ผมก็แกะๆ เล่นๆ ไปตามประสาครับ"
"ไม่ต้องมาถ่อมตัว" พี่ป้อมโบกมือปัด "เข้าเื่เลยแล้วกัน พี่กำลังจะปั้นวงน้องใหม่ชื่อวง 'Paper Plane' แนวป๊อปร็อกใสๆ เอาใจวัยรุ่น แต่ปัญหามันอยู่ที่... มือกีตาร์ของวงมันยังมือใหม่มาก เวลาอัดเสียงในห้องอัดมันเล่นไม่ได้ฟีล เวลาเล่นสดก็เอาไม่อยู่"
วินเริ่มเดาทางออก เขาพยักหน้ารับฟังเงียบๆ
"พี่เลยอยากชวนเราไปทำงานด้วย..." พี่ป้อมยื่นข้อเสนอ "ไปเป็ Backup Guitarist ให้วงนี้หน่อย เฉพาะเวลาออกงานอีเวนต์หรือเล่นตามผับใหญ่ๆ หน้าที่คือช่วยประคองวง โซโล่แทนไอ้เด็กนั่น แล้วก็คุมซาวด์กีตาร์รวมๆ"
วินนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง งานแบ็คอัพ (Backup) คือการเป็ 'เงา' ต้องเล่นสนับสนุนศิลปินหลัก ห้ามเด่นเกินหน้าเกินตา ซึ่งขัดกับนิสัยศิลปินของเขา แต่...
"ค่าจ้างคิดยังไงครับพี่?" วินถามตรงประเด็น
"งานละ 1,500 บาท ถ้าวันไหนมี 2 งานก็คูณไป ค่ารถต่างหาก" พี่ป้อมเสนอตัวเลขที่ทำให้วินตาลุกวาว
1,500 บาทต่องาน... มากกว่าค่าแรงที่ร้าน Blue Moon ถึงสองเท่ากว่าๆ และงานอีเวนต์ส่วนใหญ่ใช้เวลาเล่นแค่ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง
"แต่ผมยังเรียนอยู่นะครับพี่ คงรับงานที่ชนกับเวลาเรียนไม่ได้" วินแย้งเบาๆ เพื่อดูท่าที
"เื่นั้นคุยกันได้ ส่วนใหญ่งานจะเป็่เย็นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือไม่ก็งานกลางคืนเหมือนที่นี่แหละ ไม่กระทบการเรียนแน่นอน" พี่ป้อมยิ้มกว้าง "ว่าไงสนไหม? ฝีมือระดับเรา หาเงินค่าขนมได้สบายๆ เลยนะ"
สมองของวินคำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็ว ถ้าเล่นที่ร้านเฮียเอก บวกกับรับงานแบ็คอัพของพี่ป้อม... เดือนๆ นึงรายได้น่าจะทะลุ 4-5 หมื่นบาท
ความฝันที่จะมีโฮมสตูดิโอระดับเทพเริ่มขยับเข้ามาใกล้แค่เอื้อม ไม่ต้องรอ 3-4 เดือนแล้ว แค่เดือนหน้าก็น่าจะเริ่มทยอยซื้อของได้แล้วมั้ง
วินเงยหน้าสบตาพี่ป้อม แล้วตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
"ตกลงครับพี่... ผมรับงานนี้"
……
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
ชีวิตของวินยุ่งเหยิงขึ้นเป็เท่าตัว ตอนเช้าเขาคือนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ที่ต้องวิ่งเข้าเรียนให้ทันเช็คชื่อ ตอนบ่ายเขาต้องรีบไปซ้อมดนตรีกับวง 'Paper Plane' ที่ห้องซ้อมของค่ายเพลง
วินค้นพบว่าวงน้องใหม่ที่พี่ป้อมกำลังปั้นนั้น เป็แค่วงวัยรุ่นหน้าตาดีที่ขายภาพลักษณ์มากกว่าฝีมือ มือกีตาร์ตัวจริงเล่นคร่อมจังหวะยับ ส่วนนักร้องนำก็ร้องเพี้ยนต่ำจนวินต้องแอบกุมขมับ
"วิน... ท่อนนี้พี่ขอกีตาร์หนาๆ หน่อยนะ เอาให้มันดูแน่นๆ กลบจุดบอดตรงเบสเมื่อกี้หน่อย" โปรดิวเซอร์ประจำค่ายสั่งผ่านกระจกห้องอัด
"ได้ครับพี่" วินรับคำ แล้วจัดการเล่นกีตาร์ริทึ่มที่แน่นเปรี๊ยะ อุดช่องว่างของวงจนฟังดูดีขึ้นมาทันตาเห็น
วินทำหน้าที่เป็ "มือกีตาร์เงา" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาไม่เคยเสนอหน้า แย่งซีน หรือบอกใครว่าเขาเก่งกว่ามือกีตาร์ตัวจริง เขาแค่ยืนอยู่ด้านหลัง ใส่หมวกแก๊ปบังหน้า แล้วบรรเลงดนตรีที่พยุงวงทั้งวงให้รอดตายบนเวที
ไม่มีใครในค่ายรู้ว่าเด็กหนุ่ม Backup คนนี้ คือ "Future" ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงวงการ
และก็ไม่มีใครรู้ว่า ทุกครั้งที่วินเล่นกีตาร์ประคองวงน้องใหม่พวกนี้ เขากำลังแอบเก็บเกี่ยวข้อมูล "Connection" ในวงการเพลงยุคนี้อย่างเงียบๆ... ทั้งรายชื่อผู้จัดงาน รายชื่อสื่อ และช่องทางการโปรโมต
คืนนั้น หลังจากเสร็จงานอีเวนต์เปิดตัวสินค้าที่ห้างสรรพสินค้า วินรับซองเงินสด 1,500 บาทมาใส่กระเป๋า เขาเดินกลับหอพักด้วยความเหนื่อยล้าแสนสาหัส แต่เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไปเห็นกระปุกออมสินหมูทองคำที่เริ่มอัดแน่นไปด้วยแบงก์พัน... ความเหนื่อยก็หายเป็ปลิดทิ้ง
วินทิ้งตัวลงนอนบนเตียง คว้าโทรศัพท์ Nebula ขึ้นมาเช็กหน้าเว็บ MusicZone
กระทู้ปักหมุดแนะนำศิลปินหน้าใหม่ยังไม่มีใครน่าสนใจ
"รออีกนิดนะ..." วินพึมพำกับเพดานห้อง "ตอนนี้ขอสะสมมานาให้เต็มหลอดก่อน... เดี๋ยวพ่อจะปล่อยอัลติฯ ให้โลกจำ"
เขายิ้มมุมปาก ก่อนจะผล็อยหลับไปทั้งชุดนักศึกษาที่ยังไม่ได้ถอด พร้อมกับความฝันที่เริ่มมีฐานรากแข็งแกร่งขึ้นทุกที