“เจ้าแน่ใจนะว่าจะได้ผล?”
“แน่นอนกระจกฟ้ามายาของเผ่าพันธุ์ข้านั้นต่อให้อยู่ไกลไปนับหมื่นลี้ก็ยังมองเห็นได้”
ชายหนุ่มหล่อเหลาใบหน้าขาวซีดกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจขณะมองไปยังผู้ถามคนกลุ่มนี้มีอยู่ราวๆ สามสิบคน พวกเขาคือกลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อต่อต้านเย่ฉีหลังจากเข้ามายังเขตกลางได้นั้นสิ่งแรกที่พวกเขาทำก็คือออกตามหาต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยวชิงทั้งหมดนี่ก็เพื่อเป็นแต้มต่อในการจัดการกับอีกฝ่าย!
นำโดยเตียวผิงผู้นำทัพจากโลกปีศาจเฮยอี้ผานจากนรก โอหยางเก๋อจากโลกนักปราชญ์ หลิวฉางจากโลกศิลาเอี้ยนลี่จากโลกเหล็กดำและชายหนุ่มอีกสองคนจากโลกระดับต่ำ พวกเขามาเพื่อจัดการกับเย่ฉี!
คนเหล่านี้ต่างก็มีผู้ติดตามมาไม่มากก็น้อยดังนั้นหลังจากจับตัวต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงได้พวกเขาก็สั่งให้ผู้ติดตามเหล่านั้นไปรวบรวมเอาตราประทับมาส่วนเหล่าผู้นำทัพรุ่นเยาว์เกือบทั้งหมดล้วนรอคอยเย่ฉีอยู่ที่ทางขึ้นประตูสวรรค์ด่านแรกถึงพวกเขาจะมั่นใจแต่ก็ไม่ได้ประมาทแม้แต่น้อยความสามารถของเย่ฉีที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้มากพอที่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของพวกเขาและถ้าหากไม่ได้มีผู้นำทัพเข้าร่วมถึงแปดคนก็เกรงว่าแผนการนี้คงไม่เกิดขึ้นสุดท้ายความริษยาที่พวกเขามีก็สามารถข่มเอาความหวาดกลัวที่มีอยู่ให้หายไปได้ในที่สุด
“ชิงเอ๋อเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
ต้วนหลิงเทียนที่ใบหน้าฟกช้ำร่างกายเต็มไปด้วยคราบเลือดกล่าวถามออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและน้ำเสียงนั้นก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วงถึงขีดสุดร่างกายที่อ่อนแรงของเขาพยายามรีดเร้นเอาแรงทั้งหมดที่มีออกมาเพื่อหันไปมองหญิงสาวด้านข้างที่ผมเพล่ากระเซอะกระเซิง
“ข้าไม่เป็นไร...ท่านอย่าได้ห่วงเลย...หากเลวร้ายที่สุด...”
“เจ้าอย่าได้พูดเช่นนั้นชิงเอ๋อ….ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าข้าอ่อนแอเกินไปจนไม่สามารถปกป้องเจ้าได้แต่ถึงอย่างนั้นคนเหล่านี้ก็ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเล่นอยู่กับใครและอย่างมากที่สุดหากเราเปิดเผยฐานะตัวเองข้ามั่นใจว่าพวกมันย่อมไม่กล้าลงมือถึงขั้นนั้น”
ดวงตาของต้วนหลิงเทียนเกิดเป็นประกายขึ้นมาก่อนจะดับมอดไปสาเหตุที่ทำให้ทั้งสองถูกจับนั้นแน่นอนว่าเป็นเพราะความอ่อนแอของตนเองและถึงแม้จะเป็นศิษย์ของราชันสวรรค์แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับกลุ่มคนเบื้องหน้าที่ได้รับการเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิดโดยขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ทว่าความจริงเรื่องไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นนั้นแต่ทั้งสองคนกลับไม่ต้องการฝ่าฝืนคำสั่งของอาจารย์หลี่หลิงเทียนนั้นเคยบอกเอาไว้ว่าจนกว่าจะจบงานชุมนุมเขตแดนทั้งสองจะต้องไม่เปิดเผยฐานะที่แท้จริงหากไม่ได้รับอันตรายถึงชีวิตและทั้งหมดนั่นก็เพื่อรากฐานและแผนการของเย่ฉี!
เวลาเริ่มเวียนผ่านไปความอดทนของกลุ่มรุ่นเยาว์นั้นเริ่มมาถึงขีดจำกัดโดยเฉพาะเฮยอี้ผานที่สายตาเต็มไปด้วยความต้องการเมื่อมองไปยังเสวี่ยชิงแต่เดิมแม้ว่านางจะบิดใบหน้าด้วยผ้าคลุมไว้ตลอดเวลาก็ยังไม่อาจบดบังความงดงามของนางได้และเมื่อผ้าคลุมนั้นหลุดออกไประหว่างการต่อสู้ก็ยิ่งทำให้ความงามของนางต้องตาคนจำนวนมาก
“ข้ารอไม่ไหวแล้ว!เช่นนั้นก่อนที่สารเลวนั่นจะมาถึงข้าขอเล่นสนุกหน่อยก็แล้วกัน...หึหึ”
เฮยอี้ผานแลบลิ้นเลียริมฝีปากก่อนจะเดินตรงไปยังเสาไม้ที่แขวนร่างทั้งสองเอาไว้คนอื่นๆ เองก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันไปแน่นอนว่าสองคนจากโลกระดับต่ำได้แต่มองไปด้วยความอิจฉาเท่านั้นพวกเขาไม่กล้าพอที่จะแย่งชิงกับเฮยอี้ผาน! ส่วนสองคนจากโลกระดับกลางนั้นก็ไม่ต้องการผิดใจกับอีกฝ่ายเพราะสตรีเพียงนางเดียวทางด้านเตียวผิงนั้นเนื่องจากเขาเป็นเผ่าปีศาจ...ในสายตาของเขามนุษย์ทุกคนล้วนหน้าตาน่าเกลียดทั้งสิ้น!
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แทบไม่มีใครที่จะหยุดการกระทำของเฮยอี้ผานแม้แต่คนเดียวยกเว้นโอหยางเก๋อ!ดวงตาของชายหนุ่มคงแก่เรียนจ้องมองไปยังเฮยอี้ผานด้วยความรังเกียจก่อนจะสะบัดมือครั้งหนึ่งเกิดเป็นแรงลมต้านเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้เฮยอี้ผานเมื่อถูกขัดขวางก็ขมวดคิ้วแค่นเสียงเหอะออกมากระทุ้งหมัดลงไปบนกำแพงลมอย่างแรง!
“โอหยางเก๋อ!นี่หมายความว่าอย่างไร? เจ้าต้องการแย่งยิงกับข้าผู้นี้?”
เฮยอี้ผานหรี่สายตาลงก่อนจะตะโกนออกไปด้วยอารมณ์เดือดดาลทว่าโอหยางเก๋อเพียงหัวเราะออกมาเท่านั้นและมองไปยังเขาด้วยความสมเพช!
“อย่าได้เอาข้าไปเปรียบเทียบกับตัวเจ้า!ข้าโอหยางเก๋อไม่เคยมีความคิดต่ำทราม เจ้าจะทำอะไรข้าไม่คิดเข้าไปยุ่งแต่หากข้ายังอยู่ที่นี่...เรื่องต่ำทรามเช่นนั้นจะต้องไม่เกิดขึ้น!”
“เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าต้องการขัดขวางข้า?”
สายตาของเฮยอี้ผานปะทุขึ้นด้วยความเย็นเหยียบเตรียมจะเปิดฉากกับโอหยางเก๋อทว่าเตียวผิงที่เห็นท่าไม่ดีได้ขยับตัวมาหยุดเรื่องนี้เอาไว้ก่อนเขาคือคนคิดแผนการนี้และทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดีแต่ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น? ยังไม่ทันที่งานจะเสร็จพวกเจ้าก็มากัดกันเองเสียแล้วเพราะนางอัปลักษณ์เพียงคนเดียว?
“พวกเจ้าลืมจุดประสงค์ของเราไปแล้วหรือไง?เฮยอี้ผานเจ้าเองก็ควรระงับอารมณ์เสียบ้างหลังจากที่จัดการกับเจ้านั่นแล้วเจ้าจะทำอะไรแน่นอนว่าจะไม่มีใครไปยุ่งกับเจ้าข้าพูดถูกหรือไม่โอหยางเก๋อ?”
“เฮอะ!”
โอหยางเก๋อแค่นเสียงออกมาก่อนจะเบนสายตาไปอีกทางฝั่งของเฮยอี้ผานเองก็ได้แต่ขบเคี้ยวอยู่ในใจและสาบานว่าหลังจากนี้จะต้องหาทางจัดการกับอีกฝ่ายให้ได้อย่างไรก็ตามเตียวผิงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายได้ไม่นานก็ต้องเบิกตาขึ้นก่อนที่ทุกคนจากมุ่งสายตาไปยังจุดเดียวกัน...จุดเสียงของใครบางคนดังขึ้นมา!
“ช่างเป็นงานเลี้ยงต้อนรับที่ครึกครื้นเสียจริง”
เย่ฉีเดินขึ้นมาบนเนินเขาเล็กๆนี้อย่างเชื่องช้า สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นเหยียบอย่างถึงที่สุดเพียงแค่มองออกไปก็ราวกับว่าจะสามารถทำให้โลกทั้งใบต้องตกอยู่ในความหนาวเย็นแววตาเช่นนั้นทำให้คนที่อยู่ด้านหน้าถอยชะงักไปก้าวหนึ่งก่อนจะตั้งสติได้และในเวลานั้นปราณดาบของเย่ฉีก็พุ่งออกไปราวกับดาวตกตัดเอาเชือกและเสาไม้ออกเป็นชิ้นๆ
“ไปเร็ว!”
เสวี่ยชิงที่มีสภาพดีกว่าหน่อยเมื่อหลุดจากพันธนาการก็รีบคว้าเอาร่างของต้วนหลิงเทียนที่ไร้เรี่ยวแรงพุ่งตรงไปหาเย่ฉีทันทีเหล่าผู้นำทัพใบหน้าหมองคล้ำลงไม่คิดว่าเพียงอาศัยจังหวะที่พวกเขาไขว้เขวกลับทำให้แต้มต่อที่มีหลุดรอดออกไปได้!
“เจ้าคิดว่ามันจะง่ายเช่นนั้นรึ?”
ชายหนุ่มตัวแทนจากโลกระดับต่ำแค่นเสียงออกมาก่อนจะตบฝ่ากับพื้นจนเกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนทำให้กำแพงดินผุดขึ้นมาด้านหน้าของเสวี่ยชิงหมายจะสกัดกั้นทว่าพริบตานั้นร่างของเย่ฉีที่เคยอยู่ไกลๆก็พลันกะพริบครั้งหนึ่งก่อนที่เขาจะมาอยู่ด้านหน้ากำแพงแล้วต่อยออกไปอย่างแรง!
“แล้วเจ้าคิดว่ามันจะง่ายเช่นนั้นรึ?”
ตูม!
กำแพงดินกลายเป็นฝุ่นไปในทันทีก่อนที่แรงปะทะจะถูกส่งตีกลับไปทำให้ชายหนุ่มคนนั้นร้องโหยหวนออกมากระอักเลือดคำโตลงมือเพียงครั้งเดียวเขาก็สามารถช่วยทั้งสองคนออกไปได้แล้ว อย่างไรก็ตามเย่ฉีไม่ได้มาเพียงเพื่อช่วยต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงอย่างเดียวแน่นอนหลังจากมอบเม็ดยาฟื้นฟูให้กับทั้งสองคนสายตาของเขาก็กวาดมองออกไปด้านหน้าก่อนจะเผยรอยยิ้มที่น่าขนลุกออกมา
“ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าข้าจะหนีไปความจริงงานเลี้ยงของพวกเจ้าก็ดูจะจืดชืดไปสักหน่อย เช่นนั้นก็ให้ข้าเป็นคนช่วยแต่งแต้มสีสันเข้าไปก็แล้วกันแน่นอนว่าต้องเป็นสีที่แดงฉานไปด้วยเลือด!”
ปังปัง ปัง
ในเวลานั้นดวงตาของเย่ฉีพลันกลายเป็นสีแดงราวกับอสูรร้ายลมปราณที่ดูเกรี้ยวกราดพลันปะทุขึ้นมาทำให้ผมและชุดของเขาพลิ้วไสวไปมาราวกับมารร้ายตัวน้อยอีกฝั่งหนึ่งก็ไม่ได้ชักช้าแต่ละคนปลดปล่อยกลิ่นอายโบราณออกมาต้านรับพลังปราณของเย่ฉี
“เสี่ยวไป๋เจ้าไปดูแลสองคนนั้นให้ข้าทีสิ”
ฟู่ววว
เสียงเล็กๆดังรอดออกมาจากชุดของเขาก่อนที่เจ้ามังกรน้อยจะมุดออกมาแล้วบินไปยังต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงเพื่อป้องกันไม่ให้มีใครฉวยโอกาสตอนที่เย่ฉีต่อสู้เข้ามาทำร้ายทั้งสองในเวลาเดียวกันเตียวผิงและคนอื่นๆก็มองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าให้สัญญาณแล้วแยกย้ายกันออกไปล้อมรอบเย่ฉีตามที่นัดแนะกันไว้
“ในเมื่อสารเลวนี่ไม่ต้องการจะหนีก็ไม่ต้องไปสนใจพวกนั้นแล้วทำตามแผนที่วางไว้แล้วอย่าลืมว่าห้ามให้เขามีโอกาสปลุกจิตวิญญาณดาบเด็ดขาด!”
เมื่อได้รับสัญญาณคนทั้งเจ็ดก็พลันตบฝ่ามือลงพื้นถ่ายเอาพลังปราณลงไปทำให้เกิดเป็นข่ายลำแสงปะทุขึ้น!นี่ก็คือค่ายกลที่พวกเขาวางเอาไว้ล่วงหน้า ดวงตาของเย่ฉีสว่างวาบด้วยความประหลาดใจเพียงครู่เดียวก่อนจะกวาดมองไปด้วยความเฉยชา...
“ค่ายกดเจ็ดดาราจองจำ?ก็ถือว่าไม่เลว...นี่คงเป็นฝีมือของเจ้า?”
เย่ฉีหยุดมองไปที่โอหยางเก๋อก่อนจะถามออกมาค่ายกลนี้เป็นค่ายกลระดับกลางที่ค่อนไปทางสูงด้วยความซับซ้อนในการจัดตั้งและใช้งานทำให้ค่ายกลนี้มีน้อยคนนักที่จะสามารถใช้ได้ทว่าแลกกับสิ่งตอบแทนนั้นการจองจำของค่ายกลนี้กลับมีระดับเทียบเท่ากับค่ายกลระดับสูงเลยทีเดียวด้วยความแข็งแกร่งของมันแม้แต่เก้าประตูโบราณก็ยังต้องสิ้นท่าและนอนรอความตายเท่านั้น
ทว่า...แค่มองปราดเดียวเย่ฉีก็รู้ว่าค่ายกลเจ็ดดาราที่ก่อตั้งโดยคนเหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยช่องโหว่เด็กน้อยเหล่านี้คิดจะใช้ค่ายกลต่อหน้าเขา? อย่าลืมว่าเขาคือผู้ที่ได้รับมรดกของปราชญ์ฟ้าบูรพา!หากไม่นับราชามู่แล้วเขาก็เป็นคนเดียวในตอนนี้ของทั้งจักรวาลที่ครอบครองความลับของค่ายกลในตำราเทพเห่ยหมิงชานหยาน!