บทที่ แปดสิบสี่
สายหมอกบางในยามเช้าเพิ่งจางหายไปเมื่อแสงสุริยันทอความอุ่นเรื่อเรืองจับชายหลังคาภายในเรือนในอิงหลานกำลังเลือกปิ่นทองบ้างปิ่นหยกบ้างจากกล่องไม้หอมอย่างตั้งใจนางหยิบปิ่นอันหนึ่งขึ้นแล้วหันไปยังฟ่านหรูซึ่งกำลังจัดชุดอาภรณ์ชั้นในของชิงเฟยอยู่บนแท่นเตียง
“ชิงเฟยของเราวันนี้ต้องงามกว่าครั้งใด” ฟ่านหรูเอ่ยเบาๆพลางใช้มือเกลี่ยเสื้อตัวในแพรเนื้อนุ่มสีงาช้างให้เรียบเข้าที
หลิวชิงเซียงยืนนิ่งอยู่กลางห้องในชุดตัวใน ชายกระโปรงยาวกรอมข้อเท้า ผ้าคาดเอวไหมสีมรกตที่ทักทอด้วยเส้นทองสลับเงินรับกับแสงแดดยามเช้าสะท้อนเป็นลายเงางามยิ่งนัก
แม้จะเคยสวมใส่ชุดพิธีของสตรีในวังหลายต่อหลายครั้งแต่ชุดตัวใหม่เช่นนี้ของตำแหน่งชิงเฟยเป็นสิ่งที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงทั้งเนื้อผ้าและลวดลายต่างบ่งบอกถึงฐานันดรที่มิอาจมองข้ามทุกส่วนถูกตัดเย็บด้วยความละเอียดประณีตแม้กระทั่งด้ายริมชายเสื้อ
“ฟ่านหรูผ้าแพรตัวนอกจะใช้สีฟ้าน้ำทะเลครามหรือฟ้านกยูงดี?” อิงหลานยกผ้าทั้งสองผืนมาเทียบตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์
“สีฟ้าน้ำทะเลครามสิ ขับผิวชิงเฟยของพวกเราให้ดูสง่างามเย็นตา และไม่ซีดจนเกินไป”
กล่าวจบฟ่านหรูก็นำอาภรณ์ชั้นนอกขึ้นแต่งแต้มให้ร่างบางผ้าคลุมยาวกรอมพื้นสีฟ้าน้ำทะเลคราม จากนั้นผ้าคาดสีขาวปักลายฟ้าครามก็ถูกพันอย่างแนบเนียนที่ช่วงเอวแคบก่อนจะคล้องปลายด้วยตะขอเงินรูปกระเรียนคู่
ฟ่านหรูใช้แปรงหวีผมเงางามของหลิวชิงเซียงขึ้นรวบสูงมุ่นเป็นมวยครึ่งศีรษะและเปียเถาวัลย์เพิ่มความอ่อนหวานก่อนจะปักปิ่นทองประดับหยกน้ำผึ้งตามด้วยปิ่นหยกขาวที่อิงหลานคัดมาอย่างพิถีพิถันปลายปิ่นมีอัญมณีจี้สีฟ้า
“เสร็จแล้วเพคะ..” อิงหลานเอ่ยขณะถอยหลังเพื่อมองภาพรวมหญิงสาวในกระจกบานทองค่อยๆ หันมองตัวเองใบหน้าสะอาดผ่องแต้มแป้งเนื้อบางแตะปลายแก้มสีอ่อนสีสันที่ใช้ล้วนระเรื่อไม่ฉูดฉาดแต่กลับยิ่งขับดวงหน้าให้งามเฉียบคิ้วเรียวโก่งดั่งคันศร นัยน์ตาคู่นั้นเฉียบลึก เปี่ยมอำนาจเยี่ยงผู้ถืออำนาจเหนือใคร
“ดูเหมือนแม้เงาสะท้อนยังไม่กล้าคิดว่าเป็นตัวเอง” หลิวชิงเซียงกระซิบกับตนเองเบาๆ
อิงหลานกับฟ่านหรูสบตากันก่อนจะค้อมกายลงพร้อมกัน“เชิญเสด็จเถิดเพคะ..ชิงเฟย”
เมื่อก้าวออกจากตำหนักฟู่ตงเกี้ยวสี่มุมทองประดับม่านผ้าโปร่งสีขาวเงินก็รออยู่หน้าตำหนัก ม่านผ้าปักลวดลายหงส์สามตัวโบยบินเหนืออ่างบัวในยามนี้เกี้ยวประจำตัวชิงเฟยได้ถูกจัดถวายอย่างสมพระเกียรติริมรอบขบวนยังมีองครักษ์แปดคนในชุดเครื่องแบบสีน้ำหมึกเข้มยืนเรียงแถว
หัวหน้าองครักษ์รูปงามคนหนึ่งก้าวออกมากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง“ขอเชิญพระชายาเสด็จขึ้นเกี้ยวพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบใจ” เสียงตอบของหลิวชิงเซียงแน่นิ่งแม้แววตาจะแลดูคมเย็นหญิงสาวยกชายอาภรณ์ขึ้นน้อยๆ ก่อนก้าวขึ้นเกี้ยวอย่างสง่าภาคภูมิ
ขบวนเคลื่อนไปตามทางหินลาดยาวตรงสู่ประตูวังหลวงทหารเวรผลัดยามที่ประจำประตูต่างพากันโค้งกายข้างหนึ่งเมื่อขบวนชิงเฟยผ่านไป
เมื่อถึงลานหน้าพระราชวังท้องสนามหลวงเต็มไปด้วยขุนนางที่เตรียมพร้อมรับพิธีสตรีฝ่ายในที่มีฐานะก็ถูกจัดแถวไว้ในตำแหน่งด้านขวาของลานเวทีพิธีห่างจากส่วนชายฝ่ายหน้าถูกจัดทางซ้ายใกล้ลานมากกว่าแต่ตำแหน่งสำหรับ ‘ชิงเฟย’ ผู้เป็นชายาเอกคนใหม่กลับตั้งอยู่ด้านหน้าทางขึ้นเวที
หัวหน้าองครักษ์ผายมือเชื้อเชิญอีกครั้ง“เชิญพระชายาตำแหน่งที่ประทับพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อก้าวลงจากเกี้ยวหลิวชิงเซียงก็รู้สึกถึงสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ตน ตั้งแต่เมื่อตอนที่ผ้าแพรปลิวเบาๆไปตามฝีเท้า เหล่าองครักษ์แปดนายเดินตามหลังห่างออกมาสามก้าวสร้างภาพขบวนที่สมพระเกียรติจนผู้คนโดยรอบมิกล้ากระซิบกระซาบใดๆ
ทว่าในขณะที่นางยังไม่ทันได้เดินถึงตำแหน่งนั้นเสียงขันทีดังขึ้นจากด้านหน้า “ฮ่องเต้เสด็จ!”
เสียงฆ้องปูทางเสียงแตรเป่าคลอ เสียงฝีเท้าของขบวนเสด็จดังสม่ำเสมอราวกลองรบ ขบวนนำหน้าด้วยขันทีใกล้ชิดอย่างหลี่ต้ากงตามมาด้วยนางกำนัลสี่คนจากนั้นเป็นเกี้ยวแปดคนหามซึ่งมีผ้าม่านปักมังกรห้ากรงเล็บโบยบินเหนือเมฆาสีทองโอบล้อมอยู่
เมื่อเกี้ยวประทับถึงกลางเวทีม่านผ้าถูกเปิดออก บุรุษผู้หนึ่งในฉลองพระองค์มังกรก้าวลงอย่างช้าๆดวงหน้าคมคายเจิดจ้ากว่าทองร้อยหีบทุกการเคลื่อนไหวของเทียนหลงฮ่องเต้แฝงไว้ด้วยความสุขุมเด็ดเดี่ยว
หลิวชิงเซียงหยุดยืนอยู่จุดกึ่งกลางระหว่างเกี้ยวของตนกับตำแหน่งที่ประทับรอจนบุรุษผู้นั้นก้าวขึ้นบัลลังก์อย่างมั่นคง จึงเคลื่อนตนเข้าไปยังตำแหน่งด้านขวาเยื้องหนึ่งขั้นมือเก็บในชายอาภรณ์แนบกายอย่างสุภาพ
นัยน์ตาสีดำของโม่เหวินหานละจากเบื้องหน้ามายังนางชั่วขณะก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบต่ำ “วันนี้เจ้าดูสง่ากว่าทุกครา”
“ขอบพระทัยเพคะ เป็นเกียรติแก่หม่อมฉันแล้ว” หลิวชิงเซียงกล่าวเรียบ หากในใจกลับคล้ายมีกระเพื่อมคลื่นอยู่ใต้วารีความรู้สึกบางเบาผุดขึ้นในอก
เทียนหลงฮ่องเต้เหลือบตากลับมามองตรงแล้วยกมือขึ้นช้าๆ เสียงฆ้องแปดใบกระทบกันดังก้องทั่วลานพิธีเสียงกลองสามชุดดังลั่นรับสัญญาณ เริ่มต้นพิธีส่งคณะทูตเฉาหนานอย่างเป็นทางการ
ณเวลานั้น ความเงียบทั่วลานถูกแทนที่ด้วยเสียงเครื่องดนตรีเสียงประกาศจากขันทีหลั่งไหลดั่งน้ำพุ เสียงฆ้องเงียบสงบลงแล้วเสียงดนตรีอ่อนพลิ้วก็เริ่มบรรเลงคลอเบาๆจากวงขลุ่ยและพิณที่ประจำอยู่ทางซ้ายของเวทีพิธีเสียงเครื่องสายเหล่านั้นแผ่วจางแต่ทอดทอความงดงามเรียบสงบให้เต็มลาน
จากกลุ่มทางขวาของเวทีซึ่งตั้งไว้สำหรับคณะทูตเฉาหนานบัดนี้องค์ชายใหญ่แห่งเฉาหนานผู้มีรูปลักษณ์สูงศักดิ์ในชุดพิธีทางการปักลายพยัคฆ์บนพื้นผ้าไหมสีเทาก้าวออกมาพร้อมองครักษ์สองนายขนาบข้าง เขาก้าวขึ้นหน้าอย่างไม่รีบร้อน
“กงไหน่ซือจากแคว้นเฉาหนานถวายความเคารพต่อจักรพรรดิแห่งจินหยาง” เสียงของเขาทุ้มต่ำไม่ดังมากแต่หนักแน่นพอให้ทั้งลานได้ยิน มือขวายกขึ้นคำนับอย่างเต็มแบบพิธีกลิ่นอายของชั้นสูงยังหลงเหลือไม่จางแม้จะเปลี่ยนมาสวมชุดทูต
เทียนหลงฮ่องเต้บนบัลลังก์ไม่กล่าวคำใดในคราแรกเพียงพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพอใจทอดมองอีกฝ่าย
องค์ชายใหญ่ผู้นั้นถอยออกหนึ่งก้าวหลีกทางให้อีกสองบุรุษซึ่งก้าวออกมาแทนที่หนึ่งในนั้นคืออู๋เจินหรง ขุนนางอาวุโสจากราชสำนักเฉาหนานเขาคุกเข่าลงเคียงข้างหานหมิ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในคณะทูต ขณะเอ่ยถวายความเคารพ ดวงตาของหานหมิ่นยังคงเหลือบมองสำรวจบรรยากาศวังหลวงโดยรอบ“เราขอเป็นตัวแทนขุนนางเฉาหนานขออำนวยพรให้พระองค์เจริญยิ่งยืนนาน ทรงปรีชาสามารถ ปกครองแผ่นดินสงบร่มเย็นสืบไป” เสียงกล่าวถวายพรดังขึ้นพร้อมกันแล้วทั้งสองคนก็ค่อยๆ ลุกขึ้น
จากนั้นปรากฏเงาในชุดสีชมพูอ่อนห่างออกไปทางด้านหลังขององค์ชายใหญ่เฉาหนานค่อยๆก้าวออกมา องค์หญิงสามแห่งเฉาหนานในวันนี้งดงามจนนับว่ายากหาสิ่งใดเปรียบดวงหน้าเรียวยาวแต่งแต้มน้อยแต่ประณีต ผิวกายผุดผ่องดุจกลีบบัวขาวดวงตาสีน้ำตาลเหมือนหินอำพันทอประกายชื้นรื้นระเรื่อด้วยอารมณ์ภายในที่ยากกลั้นท่วงท่าของนางช้าและมั่นคง แต่น้ำเสียงที่เอ่ยกลับสั่นน้อยๆ
“ถวายบังคมและขอกล่าวลาพี่ใหญ่..” เสียงนางขาดช่วงเมื่อกล่าวถึงผู้เป็นพี่ชายนางหันไปมองชายหนุ่มในชุดสีเทาที่ยังยืนด้านข้าง
องค์ชายใหญ่หันกลับมาสบตาน้องสาวเพียงครู่ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่เบาพอได้ยินกันสองคน “เจ้าต้องอยู่ที่นี่แล้ว..จงรักษาตัวและจงรู้ว่าจากนี้ให้ระวังให้มาก ไม่อาจจะทำตามใจได้อีก”
คำกล่าวนั้นเปรียบประหนึ่งหอกตรงแทงลงกลางใจองค์หญิงสามสตรีผู้นี้แม้จะเคยเชิดหน้าองอาจยามอยู่เฉาหนานแต่ยามนี้นางกลับต้องยืนนิ่งท่ามกลางแผ่นดินแปลกหน้าโดยปราศจากสายใยใกล้ชิด
เมื่อได้ฟังคำลาพี่ชายดวงตานางก็เบิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหลุบลงก้มหน้า น้ำตาหยดหนึ่งร่วงตกจากหางตาลงเปื้อนชายอาภรณ์ที่แต่งมาอย่างประณีต ท่ามกลางความเงียบสงบของลานพิธีเสียงสะอื้นเบาๆ ไม่อาจหลบพ้นจากการได้ยิน
หลิวชิงเซียเห็นน้ำตาขององค์หญิงสามในตอนที่นางหมุนกายเดินกลับจุดเดิมความรู้สึกหนึ่งแล่นผ่านจิตใจอย่างไม่ทันตั้งตัวความเปราะบางของหญิงสาวผู้ต้องห่างจากบ้านเกิดเมืองนอนโดยไม่อาจขัดขืนชะตาคล้ายรอยบาดบางๆ ที่ผุดขึ้นกลางอกของหลิวชิงเซียง นางถอนหายใจแผ่ว
หลังจากคณะเฉาหนานทั้งหมดได้ลำดับถวายบังคมลาเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาออกเดินทาง แถวขบวนของทูตทั้งสิ้นได้ทยอยออกจากลานพิธีทีละกลุ่มเสียงฝีเท้า ท่อนไม้ลากล้อรถราชทูต และเสียงประกาศของขันทีประกอบชื่อยศต่างค่อยๆจางหายไปจากท้องลานทีละน้อย
โม่เหวินหานบนบัลลังก์ทองยังคงไม่หันมองไปทางองค์หญิงสามเลยแม้แต่น้อยไม่เอ่ยคำลา ไม่ชายตาให้แม้ร่างงามที่เต็มไปด้วยความเศร้า มือของเขายกขึ้นเบาๆแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ส่งองค์หญิงสามกลับจวน”
ขันทีผู้รับหน้าที่รีบผายมือเชิญนางกำนัลที่เตรียมรออยู่ด้านข้างพาองค์หญิงไปทางประตูเล็กข้างๆ เสียงฝีเท้าของกลุ่มนางกำนัลนำองค์หญิงสามกลับจวนที่จากนี้จะใช้เป็นที่กักตัวนาง
หลิวชิงเซียงซึ่งยังยืนอยู่ในตำแหน่งเดิมได้ยินเพียงเสียงผ้าอาภรณ์ของหญิงงามที่เคยผึ่งผายลากผ่านลานหินไปอย่างช้าๆคล้อยหลังองค์หญิงสาม เทียนหลงฮ่องเต้กล่าวต่อ “พาชิงเฟยไปพักด้านในก่อนเดี๋ยวเราจะตามไป”
หลังคำกล่าวเขาหันมามององครักษ์ของนางเล็กน้อยหลิวชิงเซียงจึงหันไปสบตาหัวหน้าองครักษ์ที่เดินเข้ามาใกล้ แล้วพยักหน้าเบาๆก่อนจะหันกลับและก้าวเดินอย่างเงียบงันท่ามกลางแววตาของผู้คนรอบลานที่ยังคงจับจ้องติดตาม
นางเดินผ่านร่มไม้ด้านในตำหนักเหล่าองครักษ์ทั้งแปดเดินเรียงรายรอบกายชิงเฟยแยกจากท้องลานหลักออกมาจนถึงเรือนชั้นในหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่หลบสายตาผู้คน
แม้จะอยู่ภายในเขตพระราชฐานทว่าภายในบริเวณที่ถูกนำมาพักของนางกลับไร้ซึ่งกลิ่นอายโอ่อ่าของวังหลวงรอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงปลายฝีเท้าของหลิวชิงเซียงกับองครักษ์ที่ก้าวผ่านพุ่มโบตั๋นขณะนางก้าวตามองครักษ์ผู้นำทาง ร่างอาภรณ์สีฟ้าน้ำทะเลครามสะบัดเบาๆพาดทับพื้นกระเบื้องเคลือบสะอาดวาว
ห้องที่ถูกนำมาพักเป็นเรือนย่อยที่แยกออกมาจากกลุ่มเรือนต้อนรับแขกที่นี่ไม่มีเครื่องเรือนเกินจำเป็น มีเพียงเก้าอี้ไม้หอมทรงกล่องเตี้ยสองตัวกับโต๊ะกลมกลางห้องประดับแจกันเคลือบลาย
“ที่นี่หรือ” หลิวชิงเซียงพึมพำกับตนเองขณะนางก้าวเข้ามาช้าๆปลายนิ้วแตะเบาบนขอบโต๊ะไม้ นางทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ดวงตากลมปราดมองไปรอบห้ององครักษ์หนุ่มผู้นำพานางมายืนตรงเฝ้าอยู่หน้าประตู สองมือแนบแน่นอยู่ข้างลำตัวท่าทางระแวดระวังและไม่แสดงความเคลื่อนไหวเกินควร
“เจ้าบอกข้าได้หรือไม่..ว่าห้องนี้โดยปกติแล้วใช้ทำสิ่งใด” เสียงของนางอ่อนแต่ชัดเจนเปล่งออกไปโดยมิได้หันมอง
ผู้เฝ้ารักษาการตอบทันทีน้ำเสียงหนักแน่นแต่ไม่แข็งกร้าว “เดิมทีใช้เป็นที่พูดคุยเป็นการส่วนตัวในคราวมีการเจรจากับแขกเมืองแต่ในปัจจุบันฝ่าบาทมักใช้เป็นห้องพักส่วนพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
ดวงตาของหลิวชิงเซียงที่ยังทอดมองผนังด้านหนึ่งเลื่อนกลับมาช้าๆริมฝีปากยกโค้งเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ที่แท้..ห้องส่วนพระองค์”
นางเอนตัวพิงกับพนักเก้าอี้อย่างสบายแล้วเอ่ยต่ออย่างไม่เร่งรีบ“แล้วเจ้าเล่า..เจ้าชื่อว่าอะไร จากนี้จะมาเป็นองครักษ์ของข้าหรือ?”
หวังเซียนหยวนหันกายเข้าด้านในโค้งเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “กระหม่อมนามหวังเซียนหยวนพ่ะย่ะค่ะส่วนเรื่องตำแหน่งองครักษ์ยังมิได้มีรับสั่งจากฝ่าบาทอย่างเป็นทางการพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบตรงไปตรงมาไม่มีพิรุธ แต่ก็ยิ่งน่าสงสัยหลิวชิงเซียงก้มหน้าลงรอยยิ้มบนใบหน้าอ่อนโยนขึ้น นางลุกจากเก้าอี้ เดินตรงเข้ามาใกล้..ทีละก้าว..ทีละก้าว
หวังเซียนหยวนที่ยังยืนนิ่งเหมือนรูปสลักกลับไม่ได้แสดงความเคลื่อนไหวใดๆต่อให้นางมายืนห่างจากเขาเพียงสองช่วงตัว “แล้วปกติเจ้ามักเฝ้ารักษาหรือเคยมีภารกิจอื่น?”
“กระหม่อมเคยประจำทั้งด้านในและด้านนอกพระราชฐานพ่ะย่ะค่ะ”
“มีฝีมือหรือไม่” หลิวชิงเซียงยังถามอย่างต่อเนื่อง
“พอป้องกันได้พ่ะย่ะค่ะ”
นางแสร้งหรี่ตามองอีกฝ่ายสีหน้าไม่บ่งบอกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อจากนั้นจึงกล่าวอีกประโยคด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง “แล้วเวลานี้ไม่มีใครอยู่ที่นี่อีกเลยหรือ?”
“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่ได้คำตอบหลิวชิงเซียงหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นแผ่วคล้ายจะล้อเลียน “อยู่กันสองคนในห้องเช่นนี้ไม่นับว่าเสี่ยงหรือสองต่อสอง ชายหญิงจะเกิดคำครหาขึ้นได้นะ” รอยยิ้มของนางสงบแต่ซ่อนร่องรอยเจ้าเล่ห์เล็กๆ
ดวงตาคมที่อยู่ภายใต้หน้ากากที่พยายามจะสงบนิ่งของหวังเซียนหยวนดูนิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่บุรุษผู้นั้นจะคลี่ยิ้มแผ่วทันทีสีหน้าที่เคยเรียบเย็นพลันเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจซ่อน
เขาก้าวเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วชิงร่างของนางไว้ในวงแขน มือโอบล้อมหัวไหล่นางอย่างแผ่วเบาใบหน้าที่เคยตึงตลอดทั้งเช้าวันนี้ลดลงต่ำจนใกล้ระดับแก้มนางกระซิบเสียงนุ่มซึ่งไม่มีการปรุงแต่งอีกต่อไปเอ่ย “เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไร?”
น้ำเสียงที่ดังแผ่วเบาแต่ทุ้มอบอุ่นของโม่เหวินหานนั้นคุ้นหูอย่างยิ่งเป็นเสียงที่หลิวชิงเซียงไม่ต้องตั้งใจฟังก็สามารถแยกแยะได้ทุกห้วงเสียงหญิงสาวเบือนหน้าเล็กน้อยจากวงแขนนั้น แสร้งเบิกตาเล็กน้อยเหมือนตกใจ แล้วรีบสะบัดตัวออกจากการโอบกอดของเขาถึงท่าทีจะหลบแต่ใบหน้าไม่ได้แดงซ่านอย่างตกใจแท้จริง
“เป็นองครักษ์ไม่ควรใกล้ชิดชายาของฝ่าบาทเช่นนี้นะ” แต่เสียงของนางไม่มีแววตำหนิกลับคล้ายเย้าเสียมากกว่า รอยยิ้มบางกล่าวนั้นไม่ได้จริงจัง
โม่เหวินหานหัวเราะในลำคอน้ำเสียงเอ็นดู“ชิงเฟยรักษาธรรมเนียมเคร่งครัดถึงเพียงนี้เช่นนี้เราคงไม่ต้องพูดเรื่องออกจากวังแล้วกระมัง”
คำพูดของเขาทำให้หลิวชิงเซียงหยุดชะงักดวงตาคมหันมาจ้องอีกฝ่ายอย่างชัดเจน “ออกไปหรือเพคะ?”
โม่เหวินหานไม่ตอบคำแต่กลับใช้แขนข้างหนึ่งคว้าร่างนางเข้าไปแนบอกอีกครั้ง คราวนี้แน่นกว่าครั้งก่อนกลิ่นหอมจางๆ จากเส้นผมนางแตะปลายจมูกเขา “แต่ก่อนอื่น..เจ้าต้องบอกเราก่อนว่ารู้ตั้งแต่เมื่อไร” พลางคิดในใจไม่ใช่เพียงเปลี่ยนใบหน้าหากเสียง ลักษณะการพูด การวางตน ล้วนเปลี่ยนด้วยนางไม่ควรจะจับได้เร็วเช่นนี้
ดวงหน้าเขาเลื่อนเข้าใกล้จนแทบชิดปลายจมูกของหลิวชิงเซียงใบหน้าที่เปลี่ยนจากเย็นชาเมื่อครู่มาอ่อนโยนคิ้วขมวดเพียงเล็กน้อยระหว่างที่ยังรอคำตอบจากนาง
แต่หญิงสาวกลับมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่มีแววขบขัน“แน่ชัดตอนที่ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านพาข้ามารอที่นี่”
เงียบไปครู่หนึ่งโม่เหวินหานนิ่งงัน ก่อนหลุดเสียงหัวเราะออกมา “แต่ก่อนหน้านั้น..เจ้าก็สงสัยแล้ว?”
หลิวชิงเซียงพยักหน้า“มีบางอย่างไม่ปกติ” เสียงของนางยังคงเรียบแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจนางสงสัยตั้งแต่ต้นแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ใครอื่น แต่นางจะไม่เอ่ยว่าสงสัยเพราะอะไรอย่างไรคนที่ร่วมเรียงเคียงหมอนแยกไม่ได้ก็เหลือเกินเต็มทน