เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ แปดสิบสี่ น่าสงสัยแต่แรก

     

    บทที่ แปดสิบสี่

     

    สายหมอกบางในยามเช้าเพิ่งจางหายไปเมื่อแสงสุริยันทอความอุ่นเรื่อเรืองจับชายหลังคาภายในเรือนในอิงหลานกำลังเลือกปิ่นทองบ้างปิ่นหยกบ้างจากกล่องไม้หอมอย่างตั้งใจนางหยิบปิ่นอันหนึ่งขึ้นแล้วหันไปยังฟ่านหรูซึ่งกำลังจัดชุดอาภรณ์ชั้นในของชิงเฟยอยู่บนแท่นเตียง

    “ชิงเฟยของเราวันนี้ต้องงามกว่าครั้งใด” ฟ่านหรูเอ่ยเบาๆพลางใช้มือเกลี่ยเสื้อตัวในแพรเนื้อนุ่มสีงาช้างให้เรียบเข้าที

    หลิวชิงเซียงยืนนิ่งอยู่กลางห้องในชุดตัวใน ชายกระโปรงยาวกรอมข้อเท้า ผ้าคาดเอวไหมสีมรกตที่ทักทอด้วยเส้นทองสลับเงินรับกับแสงแดดยามเช้าสะท้อนเป็นลายเงางามยิ่งนัก

    แม้จะเคยสวมใส่ชุดพิธีของสตรีในวังหลายต่อหลายครั้งแต่ชุดตัวใหม่เช่นนี้ของตำแหน่งชิงเฟยเป็นสิ่งที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงทั้งเนื้อผ้าและลวดลายต่างบ่งบอกถึงฐานันดรที่มิอาจมองข้ามทุกส่วนถูกตัดเย็บด้วยความละเอียดประณีตแม้กระทั่งด้ายริมชายเสื้อ

    “ฟ่านหรูผ้าแพรตัวนอกจะใช้สีฟ้าน้ำทะเลครามหรือฟ้านกยูงดี?” อิงหลานยกผ้าทั้งสองผืนมาเทียบตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์

    “สีฟ้าน้ำทะเลครามสิ ขับผิวชิงเฟยของพวกเราให้ดูสง่างามเย็นตา และไม่ซีดจนเกินไป”

    กล่าวจบฟ่านหรูก็นำอาภรณ์ชั้นนอกขึ้นแต่งแต้มให้ร่างบางผ้าคลุมยาวกรอมพื้นสีฟ้าน้ำทะเลคราม จากนั้นผ้าคาดสีขาวปักลายฟ้าครามก็ถูกพันอย่างแนบเนียนที่ช่วงเอวแคบก่อนจะคล้องปลายด้วยตะขอเงินรูปกระเรียนคู่

    ฟ่านหรูใช้แปรงหวีผมเงางามของหลิวชิงเซียงขึ้นรวบสูงมุ่นเป็นมวยครึ่งศีรษะและเปียเถาวัลย์เพิ่มความอ่อนหวานก่อนจะปักปิ่นทองประดับหยกน้ำผึ้งตามด้วยปิ่นหยกขาวที่อิงหลานคัดมาอย่างพิถีพิถันปลายปิ่นมีอัญมณีจี้สีฟ้า

    “เสร็จแล้วเพคะ..” อิงหลานเอ่ยขณะถอยหลังเพื่อมองภาพรวมหญิงสาวในกระจกบานทองค่อยๆ หันมองตัวเองใบหน้าสะอาดผ่องแต้มแป้งเนื้อบางแตะปลายแก้มสีอ่อนสีสันที่ใช้ล้วนระเรื่อไม่ฉูดฉาดแต่กลับยิ่งขับดวงหน้าให้งามเฉียบคิ้วเรียวโก่งดั่งคันศร นัยน์ตาคู่นั้นเฉียบลึก เปี่ยมอำนาจเยี่ยงผู้ถืออำนาจเหนือใคร

    “ดูเหมือนแม้เงาสะท้อนยังไม่กล้าคิดว่าเป็นตัวเอง” หลิวชิงเซียงกระซิบกับตนเองเบาๆ

    อิงหลานกับฟ่านหรูสบตากันก่อนจะค้อมกายลงพร้อมกัน“เชิญเสด็จเถิดเพคะ..ชิงเฟย”

    เมื่อก้าวออกจากตำหนักฟู่ตงเกี้ยวสี่มุมทองประดับม่านผ้าโปร่งสีขาวเงินก็รออยู่หน้าตำหนัก ม่านผ้าปักลวดลายหงส์สามตัวโบยบินเหนืออ่างบัวในยามนี้เกี้ยวประจำตัวชิงเฟยได้ถูกจัดถวายอย่างสมพระเกียรติริมรอบขบวนยังมีองครักษ์แปดคนในชุดเครื่องแบบสีน้ำหมึกเข้มยืนเรียงแถว

    หัวหน้าองครักษ์รูปงามคนหนึ่งก้าวออกมากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง“ขอเชิญพระชายาเสด็จขึ้นเกี้ยวพ่ะย่ะค่ะ”

    “ขอบใจ” เสียงตอบของหลิวชิงเซียงแน่นิ่งแม้แววตาจะแลดูคมเย็นหญิงสาวยกชายอาภรณ์ขึ้นน้อยๆ ก่อนก้าวขึ้นเกี้ยวอย่างสง่าภาคภูมิ

    ขบวนเคลื่อนไปตามทางหินลาดยาวตรงสู่ประตูวังหลวงทหารเวรผลัดยามที่ประจำประตูต่างพากันโค้งกายข้างหนึ่งเมื่อขบวนชิงเฟยผ่านไป

    เมื่อถึงลานหน้าพระราชวังท้องสนามหลวงเต็มไปด้วยขุนนางที่เตรียมพร้อมรับพิธีสตรีฝ่ายในที่มีฐานะก็ถูกจัดแถวไว้ในตำแหน่งด้านขวาของลานเวทีพิธีห่างจากส่วนชายฝ่ายหน้าถูกจัดทางซ้ายใกล้ลานมากกว่าแต่ตำแหน่งสำหรับ ‘ชิงเฟย’ ผู้เป็นชายาเอกคนใหม่กลับตั้งอยู่ด้านหน้าทางขึ้นเวที

    หัวหน้าองครักษ์ผายมือเชื้อเชิญอีกครั้ง“เชิญพระชายาตำแหน่งที่ประทับพ่ะย่ะค่ะ”

    เมื่อก้าวลงจากเกี้ยวหลิวชิงเซียงก็รู้สึกถึงสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ตน ตั้งแต่เมื่อตอนที่ผ้าแพรปลิวเบาๆไปตามฝีเท้า เหล่าองครักษ์แปดนายเดินตามหลังห่างออกมาสามก้าวสร้างภาพขบวนที่สมพระเกียรติจนผู้คนโดยรอบมิกล้ากระซิบกระซาบใดๆ

    ทว่าในขณะที่นางยังไม่ทันได้เดินถึงตำแหน่งนั้นเสียงขันทีดังขึ้นจากด้านหน้า “ฮ่องเต้เสด็จ!”

    เสียงฆ้องปูทางเสียงแตรเป่าคลอ เสียงฝีเท้าของขบวนเสด็จดังสม่ำเสมอราวกลองรบ ขบวนนำหน้าด้วยขันทีใกล้ชิดอย่างหลี่ต้ากงตามมาด้วยนางกำนัลสี่คนจากนั้นเป็นเกี้ยวแปดคนหามซึ่งมีผ้าม่านปักมังกรห้ากรงเล็บโบยบินเหนือเมฆาสีทองโอบล้อมอยู่

    เมื่อเกี้ยวประทับถึงกลางเวทีม่านผ้าถูกเปิดออก บุรุษผู้หนึ่งในฉลองพระองค์มังกรก้าวลงอย่างช้าๆดวงหน้าคมคายเจิดจ้ากว่าทองร้อยหีบทุกการเคลื่อนไหวของเทียนหลงฮ่องเต้แฝงไว้ด้วยความสุขุมเด็ดเดี่ยว

    หลิวชิงเซียงหยุดยืนอยู่จุดกึ่งกลางระหว่างเกี้ยวของตนกับตำแหน่งที่ประทับรอจนบุรุษผู้นั้นก้าวขึ้นบัลลังก์อย่างมั่นคง จึงเคลื่อนตนเข้าไปยังตำแหน่งด้านขวาเยื้องหนึ่งขั้นมือเก็บในชายอาภรณ์แนบกายอย่างสุภาพ

    นัยน์ตาสีดำของโม่เหวินหานละจากเบื้องหน้ามายังนางชั่วขณะก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบต่ำ “วันนี้เจ้าดูสง่ากว่าทุกครา”

    “ขอบพระทัยเพคะ เป็นเกียรติแก่หม่อมฉันแล้ว” หลิวชิงเซียงกล่าวเรียบ หากในใจกลับคล้ายมีกระเพื่อมคลื่นอยู่ใต้วารีความรู้สึกบางเบาผุดขึ้นในอก

    เทียนหลงฮ่องเต้เหลือบตากลับมามองตรงแล้วยกมือขึ้นช้าๆ เสียงฆ้องแปดใบกระทบกันดังก้องทั่วลานพิธีเสียงกลองสามชุดดังลั่นรับสัญญาณ เริ่มต้นพิธีส่งคณะทูตเฉาหนานอย่างเป็นทางการ

    ณเวลานั้น ความเงียบทั่วลานถูกแทนที่ด้วยเสียงเครื่องดนตรีเสียงประกาศจากขันทีหลั่งไหลดั่งน้ำพุ เสียงฆ้องเงียบสงบลงแล้วเสียงดนตรีอ่อนพลิ้วก็เริ่มบรรเลงคลอเบาๆจากวงขลุ่ยและพิณที่ประจำอยู่ทางซ้ายของเวทีพิธีเสียงเครื่องสายเหล่านั้นแผ่วจางแต่ทอดทอความงดงามเรียบสงบให้เต็มลาน

    จากกลุ่มทางขวาของเวทีซึ่งตั้งไว้สำหรับคณะทูตเฉาหนานบัดนี้องค์ชายใหญ่แห่งเฉาหนานผู้มีรูปลักษณ์สูงศักดิ์ในชุดพิธีทางการปักลายพยัคฆ์บนพื้นผ้าไหมสีเทาก้าวออกมาพร้อมองครักษ์สองนายขนาบข้าง เขาก้าวขึ้นหน้าอย่างไม่รีบร้อน

    “กงไหน่ซือจากแคว้นเฉาหนานถวายความเคารพต่อจักรพรรดิแห่งจินหยาง” เสียงของเขาทุ้มต่ำไม่ดังมากแต่หนักแน่นพอให้ทั้งลานได้ยิน มือขวายกขึ้นคำนับอย่างเต็มแบบพิธีกลิ่นอายของชั้นสูงยังหลงเหลือไม่จางแม้จะเปลี่ยนมาสวมชุดทูต

    เทียนหลงฮ่องเต้บนบัลลังก์ไม่กล่าวคำใดในคราแรกเพียงพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพอใจทอดมองอีกฝ่าย

    องค์ชายใหญ่ผู้นั้นถอยออกหนึ่งก้าวหลีกทางให้อีกสองบุรุษซึ่งก้าวออกมาแทนที่หนึ่งในนั้นคืออู๋เจินหรง ขุนนางอาวุโสจากราชสำนักเฉาหนานเขาคุกเข่าลงเคียงข้างหานหมิ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในคณะทูต ขณะเอ่ยถวายความเคารพ ดวงตาของหานหมิ่นยังคงเหลือบมองสำรวจบรรยากาศวังหลวงโดยรอบ“เราขอเป็นตัวแทนขุนนางเฉาหนานขออำนวยพรให้พระองค์เจริญยิ่งยืนนาน ทรงปรีชาสามารถ ปกครองแผ่นดินสงบร่มเย็นสืบไป” เสียงกล่าวถวายพรดังขึ้นพร้อมกันแล้วทั้งสองคนก็ค่อยๆ ลุกขึ้น

    จากนั้นปรากฏเงาในชุดสีชมพูอ่อนห่างออกไปทางด้านหลังขององค์ชายใหญ่เฉาหนานค่อยๆก้าวออกมา องค์หญิงสามแห่งเฉาหนานในวันนี้งดงามจนนับว่ายากหาสิ่งใดเปรียบดวงหน้าเรียวยาวแต่งแต้มน้อยแต่ประณีต ผิวกายผุดผ่องดุจกลีบบัวขาวดวงตาสีน้ำตาลเหมือนหินอำพันทอประกายชื้นรื้นระเรื่อด้วยอารมณ์ภายในที่ยากกลั้นท่วงท่าของนางช้าและมั่นคง แต่น้ำเสียงที่เอ่ยกลับสั่นน้อยๆ

    “ถวายบังคมและขอกล่าวลาพี่ใหญ่..” เสียงนางขาดช่วงเมื่อกล่าวถึงผู้เป็นพี่ชายนางหันไปมองชายหนุ่มในชุดสีเทาที่ยังยืนด้านข้าง

    องค์ชายใหญ่หันกลับมาสบตาน้องสาวเพียงครู่ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่เบาพอได้ยินกันสองคน “เจ้าต้องอยู่ที่นี่แล้ว..จงรักษาตัวและจงรู้ว่าจากนี้ให้ระวังให้มาก ไม่อาจจะทำตามใจได้อีก”

    คำกล่าวนั้นเปรียบประหนึ่งหอกตรงแทงลงกลางใจองค์หญิงสามสตรีผู้นี้แม้จะเคยเชิดหน้าองอาจยามอยู่เฉาหนานแต่ยามนี้นางกลับต้องยืนนิ่งท่ามกลางแผ่นดินแปลกหน้าโดยปราศจากสายใยใกล้ชิด

    เมื่อได้ฟังคำลาพี่ชายดวงตานางก็เบิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหลุบลงก้มหน้า น้ำตาหยดหนึ่งร่วงตกจากหางตาลงเปื้อนชายอาภรณ์ที่แต่งมาอย่างประณีต ท่ามกลางความเงียบสงบของลานพิธีเสียงสะอื้นเบาๆ ไม่อาจหลบพ้นจากการได้ยิน

    หลิวชิงเซียเห็นน้ำตาขององค์หญิงสามในตอนที่นางหมุนกายเดินกลับจุดเดิมความรู้สึกหนึ่งแล่นผ่านจิตใจอย่างไม่ทันตั้งตัวความเปราะบางของหญิงสาวผู้ต้องห่างจากบ้านเกิดเมืองนอนโดยไม่อาจขัดขืนชะตาคล้ายรอยบาดบางๆ ที่ผุดขึ้นกลางอกของหลิวชิงเซียง นางถอนหายใจแผ่ว

    หลังจากคณะเฉาหนานทั้งหมดได้ลำดับถวายบังคมลาเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาออกเดินทาง แถวขบวนของทูตทั้งสิ้นได้ทยอยออกจากลานพิธีทีละกลุ่มเสียงฝีเท้า ท่อนไม้ลากล้อรถราชทูต และเสียงประกาศของขันทีประกอบชื่อยศต่างค่อยๆจางหายไปจากท้องลานทีละน้อย

    โม่เหวินหานบนบัลลังก์ทองยังคงไม่หันมองไปทางองค์หญิงสามเลยแม้แต่น้อยไม่เอ่ยคำลา ไม่ชายตาให้แม้ร่างงามที่เต็มไปด้วยความเศร้า มือของเขายกขึ้นเบาๆแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ส่งองค์หญิงสามกลับจวน”

    ขันทีผู้รับหน้าที่รีบผายมือเชิญนางกำนัลที่เตรียมรออยู่ด้านข้างพาองค์หญิงไปทางประตูเล็กข้างๆ เสียงฝีเท้าของกลุ่มนางกำนัลนำองค์หญิงสามกลับจวนที่จากนี้จะใช้เป็นที่กักตัวนาง

    หลิวชิงเซียงซึ่งยังยืนอยู่ในตำแหน่งเดิมได้ยินเพียงเสียงผ้าอาภรณ์ของหญิงงามที่เคยผึ่งผายลากผ่านลานหินไปอย่างช้าๆคล้อยหลังองค์หญิงสาม เทียนหลงฮ่องเต้กล่าวต่อ “พาชิงเฟยไปพักด้านในก่อนเดี๋ยวเราจะตามไป”

    หลังคำกล่าวเขาหันมามององครักษ์ของนางเล็กน้อยหลิวชิงเซียงจึงหันไปสบตาหัวหน้าองครักษ์ที่เดินเข้ามาใกล้ แล้วพยักหน้าเบาๆก่อนจะหันกลับและก้าวเดินอย่างเงียบงันท่ามกลางแววตาของผู้คนรอบลานที่ยังคงจับจ้องติดตาม

    นางเดินผ่านร่มไม้ด้านในตำหนักเหล่าองครักษ์ทั้งแปดเดินเรียงรายรอบกายชิงเฟยแยกจากท้องลานหลักออกมาจนถึงเรือนชั้นในหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่หลบสายตาผู้คน

    แม้จะอยู่ภายในเขตพระราชฐานทว่าภายในบริเวณที่ถูกนำมาพักของนางกลับไร้ซึ่งกลิ่นอายโอ่อ่าของวังหลวงรอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงปลายฝีเท้าของหลิวชิงเซียงกับองครักษ์ที่ก้าวผ่านพุ่มโบตั๋นขณะนางก้าวตามองครักษ์ผู้นำทาง ร่างอาภรณ์สีฟ้าน้ำทะเลครามสะบัดเบาๆพาดทับพื้นกระเบื้องเคลือบสะอาดวาว

    ห้องที่ถูกนำมาพักเป็นเรือนย่อยที่แยกออกมาจากกลุ่มเรือนต้อนรับแขกที่นี่ไม่มีเครื่องเรือนเกินจำเป็น มีเพียงเก้าอี้ไม้หอมทรงกล่องเตี้ยสองตัวกับโต๊ะกลมกลางห้องประดับแจกันเคลือบลาย

    “ที่นี่หรือ” หลิวชิงเซียงพึมพำกับตนเองขณะนางก้าวเข้ามาช้าๆปลายนิ้วแตะเบาบนขอบโต๊ะไม้ นางทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ดวงตากลมปราดมองไปรอบห้ององครักษ์หนุ่มผู้นำพานางมายืนตรงเฝ้าอยู่หน้าประตู สองมือแนบแน่นอยู่ข้างลำตัวท่าทางระแวดระวังและไม่แสดงความเคลื่อนไหวเกินควร

    “เจ้าบอกข้าได้หรือไม่..ว่าห้องนี้โดยปกติแล้วใช้ทำสิ่งใด” เสียงของนางอ่อนแต่ชัดเจนเปล่งออกไปโดยมิได้หันมอง

    ผู้เฝ้ารักษาการตอบทันทีน้ำเสียงหนักแน่นแต่ไม่แข็งกร้าว “เดิมทีใช้เป็นที่พูดคุยเป็นการส่วนตัวในคราวมีการเจรจากับแขกเมืองแต่ในปัจจุบันฝ่าบาทมักใช้เป็นห้องพักส่วนพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”

    ดวงตาของหลิวชิงเซียงที่ยังทอดมองผนังด้านหนึ่งเลื่อนกลับมาช้าๆริมฝีปากยกโค้งเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ที่แท้..ห้องส่วนพระองค์”

    นางเอนตัวพิงกับพนักเก้าอี้อย่างสบายแล้วเอ่ยต่ออย่างไม่เร่งรีบ“แล้วเจ้าเล่า..เจ้าชื่อว่าอะไร จากนี้จะมาเป็นองครักษ์ของข้าหรือ?”

    หวังเซียนหยวนหันกายเข้าด้านในโค้งเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “กระหม่อมนามหวังเซียนหยวนพ่ะย่ะค่ะส่วนเรื่องตำแหน่งองครักษ์ยังมิได้มีรับสั่งจากฝ่าบาทอย่างเป็นทางการพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบตรงไปตรงมาไม่มีพิรุธ แต่ก็ยิ่งน่าสงสัยหลิวชิงเซียงก้มหน้าลงรอยยิ้มบนใบหน้าอ่อนโยนขึ้น นางลุกจากเก้าอี้ เดินตรงเข้ามาใกล้..ทีละก้าว..ทีละก้าว

    หวังเซียนหยวนที่ยังยืนนิ่งเหมือนรูปสลักกลับไม่ได้แสดงความเคลื่อนไหวใดๆต่อให้นางมายืนห่างจากเขาเพียงสองช่วงตัว “แล้วปกติเจ้ามักเฝ้ารักษาหรือเคยมีภารกิจอื่น?”

    “กระหม่อมเคยประจำทั้งด้านในและด้านนอกพระราชฐานพ่ะย่ะค่ะ”

    “มีฝีมือหรือไม่” หลิวชิงเซียงยังถามอย่างต่อเนื่อง

    “พอป้องกันได้พ่ะย่ะค่ะ”

    นางแสร้งหรี่ตามองอีกฝ่ายสีหน้าไม่บ่งบอกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อจากนั้นจึงกล่าวอีกประโยคด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง “แล้วเวลานี้ไม่มีใครอยู่ที่นี่อีกเลยหรือ?”

    “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”

    ทันทีที่ได้คำตอบหลิวชิงเซียงหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นแผ่วคล้ายจะล้อเลียน “อยู่กันสองคนในห้องเช่นนี้ไม่นับว่าเสี่ยงหรือสองต่อสอง ชายหญิงจะเกิดคำครหาขึ้นได้นะ” รอยยิ้มของนางสงบแต่ซ่อนร่องรอยเจ้าเล่ห์เล็กๆ

    ดวงตาคมที่อยู่ภายใต้หน้ากากที่พยายามจะสงบนิ่งของหวังเซียนหยวนดูนิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่บุรุษผู้นั้นจะคลี่ยิ้มแผ่วทันทีสีหน้าที่เคยเรียบเย็นพลันเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจซ่อน

    เขาก้าวเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วชิงร่างของนางไว้ในวงแขน มือโอบล้อมหัวไหล่นางอย่างแผ่วเบาใบหน้าที่เคยตึงตลอดทั้งเช้าวันนี้ลดลงต่ำจนใกล้ระดับแก้มนางกระซิบเสียงนุ่มซึ่งไม่มีการปรุงแต่งอีกต่อไปเอ่ย “เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไร?”

    น้ำเสียงที่ดังแผ่วเบาแต่ทุ้มอบอุ่นของโม่เหวินหานนั้นคุ้นหูอย่างยิ่งเป็นเสียงที่หลิวชิงเซียงไม่ต้องตั้งใจฟังก็สามารถแยกแยะได้ทุกห้วงเสียงหญิงสาวเบือนหน้าเล็กน้อยจากวงแขนนั้น แสร้งเบิกตาเล็กน้อยเหมือนตกใจ แล้วรีบสะบัดตัวออกจากการโอบกอดของเขาถึงท่าทีจะหลบแต่ใบหน้าไม่ได้แดงซ่านอย่างตกใจแท้จริง

    “เป็นองครักษ์ไม่ควรใกล้ชิดชายาของฝ่าบาทเช่นนี้นะ” แต่เสียงของนางไม่มีแววตำหนิกลับคล้ายเย้าเสียมากกว่า รอยยิ้มบางกล่าวนั้นไม่ได้จริงจัง

    โม่เหวินหานหัวเราะในลำคอน้ำเสียงเอ็นดู“ชิงเฟยรักษาธรรมเนียมเคร่งครัดถึงเพียงนี้เช่นนี้เราคงไม่ต้องพูดเรื่องออกจากวังแล้วกระมัง”

    คำพูดของเขาทำให้หลิวชิงเซียงหยุดชะงักดวงตาคมหันมาจ้องอีกฝ่ายอย่างชัดเจน “ออกไปหรือเพคะ?”

    โม่เหวินหานไม่ตอบคำแต่กลับใช้แขนข้างหนึ่งคว้าร่างนางเข้าไปแนบอกอีกครั้ง คราวนี้แน่นกว่าครั้งก่อนกลิ่นหอมจางๆ จากเส้นผมนางแตะปลายจมูกเขา “แต่ก่อนอื่น..เจ้าต้องบอกเราก่อนว่ารู้ตั้งแต่เมื่อไร” พลางคิดในใจไม่ใช่เพียงเปลี่ยนใบหน้าหากเสียง ลักษณะการพูด การวางตน ล้วนเปลี่ยนด้วยนางไม่ควรจะจับได้เร็วเช่นนี้

    ดวงหน้าเขาเลื่อนเข้าใกล้จนแทบชิดปลายจมูกของหลิวชิงเซียงใบหน้าที่เปลี่ยนจากเย็นชาเมื่อครู่มาอ่อนโยนคิ้วขมวดเพียงเล็กน้อยระหว่างที่ยังรอคำตอบจากนาง

    แต่หญิงสาวกลับมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่มีแววขบขัน“แน่ชัดตอนที่ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านพาข้ามารอที่นี่”

    เงียบไปครู่หนึ่งโม่เหวินหานนิ่งงัน ก่อนหลุดเสียงหัวเราะออกมา “แต่ก่อนหน้านั้น..เจ้าก็สงสัยแล้ว?”

    หลิวชิงเซียงพยักหน้า“มีบางอย่างไม่ปกติ” เสียงของนางยังคงเรียบแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจนางสงสัยตั้งแต่ต้นแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ใครอื่น แต่นางจะไม่เอ่ยว่าสงสัยเพราะอะไรอย่างไรคนที่ร่วมเรียงเคียงหมอนแยกไม่ได้ก็เหลือเกินเต็มทน

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    1.11M 1756
    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    243K 312
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405