จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 151 ข้าไม่คุ้นเคยกับมัน

            “คุณชายจิ้งนี่...มันเรื่องอะไรกัน?”เย่ถิงมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วจึงเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

            จิ้งหมิงเฟิงขมวดคิ้วเพ่งมองเหตุการณ์เบื้องหน้าจากนั้นจึงตอบโดยที่ไม่หันหน้ากลับมาว่า“ข้าก็ไม่แน่ใจแต่ตอนนี้เหล่าไป๋กำลังสร้างพันธะวิญญาณกับวิหคสายฟ้าระดับห้า”

            “ว่ากระไร? วิหคสายฟ้าระดับห้า?!”เย่ถิงเอ่ยปากด้วยความตกตะลึงแม้ว่าจะทราบมาว่าไป๋หยุนเฟยสังหารศิษย์สำนักอสูรไปไม่น้อยแต่ก็ไม่ชัดเจนว่าอีกฝ่ายได้รับอสูรวิญญาณใดมาหรือไม่ทั้งยังไม่เชื่อว่าไป๋หยุนเฟยจะสามารถสร้างพันธะวิญญาณกับอสูรวิญญาณหุ่นเชิดที่เคยเป็นของศิษย์สำนักอสูรมาก่อนได้อีกด้วย

            แต่เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของอีกฝ่ายเย่ถิงและคนอื่นๆก็ไม่กล้าถามอันใดต่อจิ้งหมิงเฟิงอีกตรงกันข้ามพวกมันเพ่งสายตาให้ความสนใจยังบริเวณซึ่งพลังสีแดงและม่วงยังคงเปล่งแสงอันเจิดจ้า

            “เป็นวิหคสายฟ้าไม่ผิดแน่!”เย่ถิงตกตะลึงไม่ทราบว่าไฉนอสูรวิญญาณระดับห้าถึงมาปรากฏอยู่ที่นี่ได้“อสูรวิญญาณระดับห้า!เพราะต้องการอสูรวิญญาณระดับห้าเพียงตัวเดียวตระกูลจ้าวถึงกับตอบตกลงที่จะสวามิภักดิ์ต่อสำนักเจ้าอสูรแต่ยามนี้ไป๋หยุนเฟยกำลังจะสร้างพันธะวิญญาณกับอสูรวิญญาณระดับห้ามันกำลังจะสร้างพันธะวิญญาณกับอสูรวิญญาณที่มีระดับเหนือกว่าตนเองคนผู้นี้...เป็นใครกันแน่?”

            “ตูม!!”

            ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นพลังวิญญาณของไป๋หยุนเฟยประเดี๋ยวปะทุออกประเดี๋ยวหดรั้งเข้าจากนั้นแสงสีแดงและม่วงจึงแยกออกจากกันแล้วร่างของไป๋หยุนเฟยก็กระเด็นถอยออกมาห้าวาขณะที่ลำแสงสีแดงรอบกายจางหายไปไป๋หยุนเฟยก็จ้องมองวิหคสายฟ้าราวกับขบคิดอะไรบางอย่าง

            หลังจากไป๋หยุนเฟยแยกตัวออกมาแสงสีม่วงรอบตัววิหคสายฟ้าก็ถูกรั้งเข้าสู่ร่างของมันจากนั้นวิหคสายฟ้าก็หยุดนิ่งไร้ความเคลื่อนไหวดังเดิมแต่ด้วยสายตาอันแหลมคมของไป๋หยุนเฟยจึงสังเกตเห็นว่าแววตาแข็งทื่อของมันนั้นกลับค่อยๆมีประกายชีวิตชีวาขึ้นมา

            “นี่...มันเกิดอะไรขึ้น?”เย่ถิงมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาตื่นตะลึงเมื่อครู่มันเห็นกับตาว่ากำลังมีการก่อพันธะวิญญาณขึ้นแต่แล้วจู่ๆไป๋หยุนเฟยก็มีปฏิกิริยาเช่นนี้เห็นได้ชัดว่ามันล้มเลิกการก่อพันธะไปแล้วยิ่งทำให้เย่ถิงสับสนและไม่เข้าใจยิ่งกว่าเดิม

            จิ้งหมิงเฟิงรีบเดินเข้าหาไป๋หยุนเฟยมันขมวดคิ้วมองดูวิหคสายฟ้าพลางกล่าวว่า“เหล่าไป๋มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?นี่ไม่ใช่...วิหคสายฟ้าตัวนั้นหรือ?ไฉนเจ้าจึงสามารถสร้างพันธะวิญญาณกับมันได้?มิหนำซ้ำไฉนเหตุการณ์จึงเป็นเช่นนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

            “ข้าเองก็ไม่แน่ใจคาดว่าที่วิหคสายฟ้าผิดปกติไปเช่นนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับที่คราก่อนมันจะระเบิดตนเองแต่ก็ล้มเหลวไปก่อนแต่เหตุผลอันแน่ชัดข้าเองก็ไม่อาจแน่ใจได้เพียงแต่สามารถรับรู้ได้ว่ามันกลับมามีความรู้สึกแล้ว”ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะพลางอธิบาย“ส่วนเรื่องเมื่อครู่ข้าเองก็ไม่ทราบว่าไฉนมันจึงต้องการสร้างพันธะวิญญาณกับข้าโชคยังดีที่ข้ามีปฏิกิริยาอันรวดเร็วจึงปฏิเสธได้ทัน”

            “ว่ากระไร?!เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นฝ่ายล้มเลิกการสร้างพันธะวิญญาณกับอสูรวิญญาณระดับห้า?”จิ้งหมิงเฟิงกำลังใคร่ครวญต่อคำพูดประโยคแรกของไป๋หยุนเฟยแต่เมื่อได้ยินประโยคตามหลังมันก็พลันจ้องเขม็งไปยังไป๋หยุนเฟยด้วยความกังขาว่าไฉนสหายตนจึงทำเช่นนี้

            “ถูกแล้วข้าไม่คุ้นเคยกับมัน”ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า

            “ไม่คุ้นเคย...” จิ้งหมิงเฟิงเบะปากในใจก็คิดว่ายังดีที่ข้ารู้จักเจ้าดีพอไม่เช่นนั้นคงคิดว่าเจ้าเสแสร้งเกินไปแล้ว

            “จริงสิวิหคสายฟ้าตัวนี้ไม่อาจเก็บใส่แหวนช่องมิติได้อีกแล้วจะทำอย่างไรดี?”ไป๋หยุนเฟยมองวิหคสายฟ้าที่อยู่ตรงหน้าพลางกระซิบถามจิ้งหมิงเฟิงเบาๆ

            จิ้งหมิงเฟิงยักไหล่กล่าวว่า “ข้าจะรู้ได้อย่างไรเจ้าเป็นผู้นำมันออกมาเองเจ้าก็คิดหาหนทางเองเถอะ”

            “หรือไม่เจ้าลองสร้างพันธะวิญญาณกับมันดูตอนนี้สติมันยังคงล่องลอยไม่อาจต่อต้านได้หากเจ้าสร้างพันธะวิญญาณกับมันสำเร็จอาจสามารถควบคุมมันได้”ไป๋หยุนเฟยเจรจากับจิ้งหมิงเฟิง

            “……”

            “……”

            จิ้งหมิงเฟิงนิ่งงันไปเช่นเดียวกับเย่ถิงกับพวกที่เพิ่งเดินมาถึงและได้ยินคำพูดของไป๋หยุนเฟย

            คนผู้นี้กลับหยิบยื่นโอกาสที่จะสร้างพันธะวิญญาณกับอสูรวิญญาณระดับห้าให้แก่ผู้อื่นโดยไม่เสียดาย!

            นับแต่ที่ได้พบกับไป๋หยุนเฟยมันก็สร้างความแตกตื่นแก่ทุกคนครั้งแล้วครั้งเล่าถึงยามนี้เย่ถิงก็รู้สึกราวหัวใจได้รับความกระทบกระเทือนจนไม่อาจทนทานได้อีกแล้วเย่ถิงรีบตวัดสายตามองไปยังจิ้งหมิงเฟิงด้วยความอิจฉา

            แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือหลังจากจิ้งหมิงเฟิงงงงันไปชั่วขณะมันใคร่ครวญเล็กน้อยก็สั่นศีรษะกล่าวว่า“ขอปฏิเสธแม้ว่าข้าอยากจะได้อสูรวิญญาณถึงเพียงใดแต่ที่ข้าต้องการคืออสูรวิญญาณธาตุลมตัวนี้เป็นธาตุอัสนีข้าไม่ต้องการไว้ข้าไปเสาะหาด้วยตนเองจะดีกว่า”

            หากธาตุของอสูรวิญญาณไม่ตรงกับผู้ฝึกปรือวิญญาณก็ใช่ว่าจะไม่สามารถสร้างพันธะวิญญาณขึ้นได้เพียงแต่คนส่วนใหญ่นั้นมักจะเลือกอสูรวิญญาณที่ตรงกับธาตุของตนซึ่งจะช่วยสนับสนุนกันและกันได้อย่างเต็มที่

            เย่ถิงเกือบลมหายใจขาดห้วงด้วยความตื่นเต้นมันมองดูจิ้งหมิงเฟิงด้วยสายตาอันพิสดาร---ก่อนหน้านี้กลับไม่ได้ให้ความสนใจต่อคนที่มาพร้อมกับไป๋หยุนเฟยผู้นี้ยามนี้จึงได้ทราบว่าอีกฝ่ายก็เป็นคนลึกล้ำยากจะคาดเดาเช่นกัน

            แต่ทว่าคำพูดต่อไปของไป๋หยุนเฟยกลับท้าทายต่อขีดความสามารถในการรับความตื่นเต้นของเย่ถิงอีกครั้ง

            “อ้อถ้าเช่นนั้น...ก็ช่างเถอะ”ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ามันขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่งทันใดนั้นดวงตาไป๋หยุนเฟยก็เป็นประกายหลังจากนิ่งเงียบไปชั่วขณะใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมันมองไปยังเย่ถิง“ท่านผู้นำตระกูลเย่จำได้ว่าเทียนหมิงเคยกล่าวว่าท่านเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณธาตุสายฟ้า?ถ้าเช่นนั้นหากให้ท่านกับวิหคสายฟ้าสร้างพันธะวิญญาณก็คงได้กระมัง?”

            ครานี้เย่ถิงหายใจไม่ออกแล้วจริงๆ มันซวนเซถอยหลังไปหนึ่งก้าวจนเย่เฉวียนต้องรีบเข้ามาพยุงไว้หลังจากสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดสองคราจึงค่อยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“คุณ...คุณชายไป๋...เมื่อครู่ท่านว่าอะไร?”

            ไป๋หยุนเฟยกล่าวเรียบเฉย“วิหคสายฟ้าตัวนี้ข้าให้ท่าน”

            “……”

            “พี่ไป๋ท่านพูดจริงหรือ?ท่านจะมอบอสูรวิญญาณที่ร้ายกาจเช่นนี้ให้แก่บิดาข้า?”หลังจากเงียบงันกันครู่ใหญ่ผู้ที่รู้สึกตัวแสดงปฏิกิริยาคนแรกคือเทียนหมิงมันเองเป็นคนที่ความคิดบริสุทธิ์ไม่ทันได้คาดคิดว่าสิ่งที่ไป๋หยุนเฟยกระทำนั้นมีความนัยแอบแฝงอันใดหรือไม่จึงเอ่ยปากด้วยความตื่นเต้นที่บิดาจะได้ครอบครองอสูรวิญญาณอันร้ายกาจ

            “อืมเมื่อเป็นเช่นนี้ท่านผู้นำตระกูลเย่ก็สามารถใช้โอกาสนี้เพื่อบรรลุถึงด่านบรรพวิญญาณได้แล้วต่อไปการรับมือตระกูลจ้าวก็จะไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงอีกแล้ว”ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าหลังจากขบคิดชั่วครู่จึงเอ่ยปากเตือน“แต่ว่าเรื่องของวิหคสายฟ้าตัวนี้ทางที่ดีอย่าให้ผู้อื่นล่วงรู้เป็นการชั่วคราวอย่างน้อยก็รอจนสติมันกลับคืนมาเสียก่อนเมื่อใดที่กลับเป็นเช่นอสูรวิญญาณทั่วไปจึงค่อยเปิดเผยต่อผู้อื่น”

            มันกลับไม่คิดจะบอกต่อทุกคนว่าอสูรวิญญาณตัวนี้ที่จริงแล้วเป็นมันแย่งชิงมาจากสำนักเจ้าอสูร

            ยามนี้เย่ถิงจึงค่อยเรียกสติกลับคืนมาได้จึงหันไปสบตากับเย่เฉวียนทั้งคู่แทบระงับความตื่นเต้นยินดีเอาไว้ไม่อยู่จากนั้นจึงหันไปมองไป๋หยุนเฟยพร้อมกับกล่าวด้วยความลังเลว่า“คุณชายไป๋ท่านจะมอบวิหคสายฟ้าตัวนี้ให้กับข้าจริงหรือ?”

            “มีอะไรหรือ? หรือท่านผู้นำตระกูลเย่ไม่ต้องการอสูรวิญญาณตัวนี้?” ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางเอ่ยปาก

            “ไม่ใช่ไม่ใช่...” เย่ถิงโบกมือด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน “เมื่อเป็นเช่นนี้...ข้าต้องขอขอบคุณคุณชายไป๋แล้วบุญคุณที่ท่านมีต่อตระกูลเย่ช่างใหญ่หลวงนักตระกูลเย่เราจะไม่มีวันลืมเลือนหากท่านต้องการให้ช่วยเหลืออันใดขอให้เอ่ยปากมาขอเพียงไม่เกินกำลังของตระกูลเย่รับรองว่าจะไม่ปฏิเสธ!”

            “ผู้นำตระกูลเย่เกรงใจเกินไปแล้ววิหคสายฟ้าตัวนี้ยามนี้ยังไม่คืนสติกลับมาขอเพียงท่านขยับเข้าใกล้จากนั้นใช้สัมผัสวิญญาณค้นลึกเข้าไปในตัวมันก็จะสามารถสร้างพันธะวิญญาณได้โดยง่ายเพียงแต่มีเรื่องหนึ่งที่อยากให้ท่านสัญญากับข้าต่อจากนี้ไปขอให้ท่านดูแลมันเป็นอย่างดีอย่าได้มองมันเป็นเพียงข้าทาสหรือเครื่องมือที่ใช้ในการต่อสู้เท่านั้น”

            เย่ถิงพยักหน้ากล่าวว่า“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วขอให้คุณชายไป๋วางใจ”

            ……

            เย่ถิงและคนอื่นๆ เคลื่อนย้ายวิหคสายฟ้าออกไปเพื่อเตรียมสร้างพันธะวิญญาณจิ้งหมิงเฟิงกับเทียนหมิงก็ติดตามไป‘ชมดูความสนุกสนาน’แต่ไป๋หยุนเฟยกลับเดินกลับห้องของตนไป

            ไป๋หยุนเฟยนั่งขัดสมาธิบนเตียงแล้วหลับตาลงเมื่อลืมตาก็ยกมือขวาขึ้นตรงหน้าหลังจากเพ่งสมาธิจ้องมองก็บังเกิดแสงสีแดงวาบขึ้นแล้วลูกไฟขนาดเท่าฝ่ามือก็ปรากฏขึ้นในมือลูกไฟสีแดงฉานนี้เต้นระริกอย่างแช่มช้าอยู่เหนือฝ่ามือของมัน

            ที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือใจกลางของลูกไฟกลับปรากฏแสงสีม่วงกระพริบวับแวมเป็นระยะ

            ไป๋หยุนเฟยจ้องมองลูกไฟในมือพร้อมกับพึมพำว่า“คิดไม่ถึงว่าจะได้รับมาโดยบังเอิญเช่นนี้...”