“มันเป็ทำทักทายในยามเช้าขอรับข้าเคยอ่านมาในตำราโบราณ” ผมอธิบายไปมั่วๆ
“อรุณสวัสดิ์นายท่าน นายหญิง” ขอทางทั้ง 20 คน ยืนขึ้นกล่าวทักทายตามผมทันที เล่นเอาคนกุเื่งงงันไปพักหนึ่ง
“หัวไวดีฮ่ะๆๆ”คนเหล่านี้ก็ไม่ได้เลวร้ายนักผมมองไม่เห็นความกระด้างกระเดื่อง จากทุกคนที่อยู่ที่นี่ การทักทายเมื่อสักครู่
หลายคนอาจจะมองว่ามันเป็แค่การทักทายธรรมดาแต่ผมกลับมองเห็นความเคารพยำเกรงที่ออกมาจากการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมคาดหวังเอาไว้หากมันคนใด แสดงออกถึงความไม่เคารพยำเกรง ไม่เชื่อถือหรือออกอาการไม่ซื่อละก็ ผมก็พร้อมที่จะเฉดหัวคนนั้นกลับไปเป็ขอทานดังเดิม
“เอาละเมื่อทุกคนมาครบทุกคนแล้ว ขาก็จะแบ่งหน้าที่ให้ทุกคนไปทำ”ทุกคนหัมมองผมเป็ตาเดียวอีกครั้ง
“จิ๋วเถาเ้าและพี่น้องสกุลจิ๋วรับหน้าที่ตัดไม้ไผ่ที่อยู่บนเขาลงมา นำมากองไว้ที่นี่ ไม้ไผ่ทุกท่อนต้องให้ได้ตามตัวอย่างอันนี้”ผมชี้ไปที่ไม้ไผ่ที่ท่านพ่อตัดมาเมื่อวาน
“ซูกวนเ้าและพี่น้องขุดหลุมสำหรับลงเสา ตามจุดที่ข้าปักไม้ไผ่เอาไว้ ให้หลุมกว้าง 2 จั้งยาว 2 จั้ง ลึก 10 จั้ง ดูตัวอย่างหลุมที่ข้าขุดเอาไว้” ซูกวนพยักหน้า
“ท่านแม่ท่านพาผู้หญิงทุกคน ทำกับข้าวสำหรับเช้านี้เสียก่อน หลังจากกินข้าวเสร็จ ค่อยพาพวกนางไปทำตับหญ้า ที่ท่านทำเมื่อวาน คราวนี้เรา้าอีกมาก” เซียวยี่พยักหน้ารับ
“ท่านพ่อและคนสกุลหม่าทุกคนขึ้นเขาไปพร้อมกับข้า เราจะออกหาเสบียง ตอนเช้ามืด”ผมจ่ายงานตามที่ได้วางแผนเอาไว้อย่างรวดเร็ว เมื่อทุกคนเตรียมความพร้อมเสร็จแล้วเราก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนทันที
“กวางตัวนั้นละลูก”ท่านแม่ถามขึ้น
“หาคนมาจัดการเลยขอรับข้าจะไปเก็บหน่อไม้มาทำกวางตุ๋นหน่อไม้ ให้ทุกคนกิน”ได้ยินคำตอบจากผม นางพยักหน้ารับ
วันนี้ผมวางแผนที่จะทำกวางตุ๋นหน่อไม้เป็อาหารเช้าถึงจะไม่เคยกินแต่รสชาติมันคงไม่แย่นัก
เื่อาหารผมมีแผนการอยู่มากนอกจากนี้ยังต้องออกไปสำรวจหาเครื่องเทศในป่าแถวๆนี้อีกสักหน่อย เพื่อนำมาใช้งานหรือนำมาขายในอนาคตถ้าขาดเครื่องเทศไปอาหารจะไม่อร่อยเลยเื่นี้ทุกคนรู้ดี
ในยุคนี้เครื่องปรุงยังไม่แพร่หลาย อาหารการกินส่วนใหญ่ ก็เป็รสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบ การวิวัฒนาการทางอาหารยังมีไม่มากมานัก เื่ของรสชาติยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ
“เราจะแบ่งคนออกเป็สองกลุ่มกลุ่มแรกให้ไปเก็บหน่อไม้ที่ป่าไผ่ กลุ่มที่สองจะนั่งห้างดักสัตว์ที่ด่านเดิม ท่านพ่อเตรียมลูกธนูไปให้มากหน่อยลุงหม่าให้พี่น้องของท่านเตรียมตะกร้าขึ้นไปหลายอัน อย่าลืมเอาเสียมกับจอบไปด้วย”ผมบอกแผนการคร่าวๆให้บิดาและคนที่ต้องไปด้วยฟัง
ทุกคนแยกย้ายกันไปเตรียมตัวเพียงไม่นาน ทุกคนก็กลับมารวมกันอีกครั้ง
กลุ่มของเรามีทั้งหมดเจ็ดคนพวกเราออกเดินฝ่าน้ำค้าง ตรงขึ้นเขาไปทันที พริบตาเดียวขากางเกงผ้าฝ้ายของทุกคน เปียกปอนไปด้วยน้ำค้างที่ประพรมอยู่บนยอดหญ้า
ทางขึ้นเขาพวกเราต้องเดินผ่านป่าไผ่ต้นไผ่ตงเกิดอยู่หนาแน่น กอของมันกระจายออกไปสุ่มๆ บ้างกอเล็ก บ้างกอใหญ่มีหน่อไม้เกิดแซมตามต้นไผ่ละลานตาไปหมด ผมหยุดท้าลงข้างๆกอไผ่กอหนึ่ง มองดูหน่อไม้ยอดอวบแลดูน่ากินตรงหน้า
“ลุงหม่าให้พี่น้องของท่านอยู่ขุดหน่อไม้ที่นี่ เลือกเอาหน่อสวยๆแบบนี้”ผมชี้มือไปที่หน่อไม้ที่แทงหน่อขึ้นมาใหม่ไม่แก่ไปมันกำลังพอดี คนทั้งหมดมองหน้ากันไปมาอย่างฉงน
“นายน้อยต้นไผ่อ่อนนี่!! จะขุดไปทำอะไรเหรอขอรับ” หม่าเหลียงถามขึ้น
“ทำอาหาร….”เมื่อได้ยินคำตอบของนายน้อย พวกเขาทุกคน ก็ทำหน้าแหยๆ ขึ้นทันที
“พวกเราเคยกินไผ่อ่อนมาแล้วมันไม่อร่อยเลยขอรับ”หม่าเหลียงพูด
“ใช่ๆนายน้อยมันกินไม่ได้แน่นอน ข้าปวดท้องตั้งหลายวัน”หม่าสองพยักหน้าเล่าประสบการณ์ ทุกคนพยักหน้ารับแน่นอนว่าพวกเขาเคยกินต้นไผ่อ่อนมาแล้วมันมีรสขมฝืดลิ้นจนกินไม่ได้
“ข้ามีวิธีทำรับรองเลยว่าเมื่อพวกเ้าได้กินต้องวางถ้วยไม่ลงแน่นอน” ผมพูดตัดบทขึ้น ทำให้คนอื่นๆเงียบลงผมไม่สนว่าใครจะคิดอะไรอยู่
แต่เท่าที่ดูคนพวกนี้แค่มองหน่อไม้ตรงหน้าใบหน้าพวกเขาก็บิดเบี้ยวขึ้นแล้ว ดีที่ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมาอีก ส่วนท่านพ่อทำเพียงแค่ยิ้มไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ท่านพ่อยิ้มอะไรหรือขอรับ”
“ข้าไม่แน่ใจนักว่าหน่อไม้นี้กินได้เปล่าแต่สิ่งหนึ่งที่ข้ามั่นใจก็คือฝีมือการทำอาหารของเ้า”ได้ยินคำตอบแล้วชื่นใจเสียจริงแน่ละเพราะแม้แต่ไส้หมูที่คนทั่วไปเขาไม่กินกัน ผมยังรังสรรค์ออกมาเป็อาหารแสนอร่อยได้บิดาย่อมรอคอยการลิ้มลองอาหารแปลกใหม่เป็แน่
ผมอธิบายวิธีการเลือกหน่อไม้ให้พวกเขาฟังอยู่ชั่วครู่ เมื่อทุกคนเข้าใจดีแล้ว ก็ทิ้งพวกเขาไว้ที่นี่
พวกเราสามคนเดินทางขึ้นเขาต่อเป้าหมายของพวกเราคือ ห้างดักสัตว์ที่ทำเอาไว้เมื่อวานนี้
เดินขึ้นเขาเพียงไม่นานเราก็มาถึงที่หมายท่านพ่อเป็คนแรกที่ปีนขึ้นไปบนห้าง ผมกับลุงหม่าตัดไม้อีก 3-4 ต้นส่งให้บิดาต่อห้างเพิ่ม
“ลุงหม่าพอแล้วขอรับ เอาแค่นี้พอ”ปลายเชือกฟางถูกบิดาโยนลงมาจากบนห้าง ผมจัดการมัดมันเข้ากับท่อนไม้ที่ลุงหม่าตัดกองไว้เมื่อทุกอย่างพร้อม บิดาก็ลากขึ้นไป้าไม่นานห้างง่ายๆ ก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัวมีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับคน 3 คน
ตลอดเวลาที่ผ่านมาลุงหม่าไม่ได้ถามอะไรออกมาเลย แกทำงานตามคำสั่งทุกอย่างทุกขั้นตอนดูอาการจะเกร็งๆเล็กน้อยเวลาเราพูดคุยกัน
“ลุงหม่าขึ้นไปก่อน”
“ได้ขอรับนายน้อย”หม่าเหลียงตอบรับแล้วปีนขึ้นต้นไม่ไปอย่างรวดเร็ว
อึดใจต่อมาเราทั้งสามคนขึ้นมานั่งอยู่บนห้างโง่ๆที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อสักครู่
คราวนี้บิดานั่งเงียบกริบไม่พูดไม่จาอะไรออกมาสักคำ ส่วนผมนอนเอนหลังหลับตาพริ้มไม่สนใจอะไรอีก ดูมีเพียงลุงหม่าที่นั่งตัวลีบทำหน้าอึดอัดอยู่ตรงกลาง เหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ไม่มีใครสนใจเลยทำได้แค่เงียบ
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ยิ่งนานก็ยิ่งเงียบ บนห้างไม้โง่ๆ นี่กลายเป็ที่ ๆ อึดอัดมากๆ สำหรับหม่าเหลียงใบหน้าสบิดากลับยิ้มออกมาเสียอย่างนั้น ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร
บิดากวาดตามองไปรอบๆก่อนจะหลับนาลง เมื่อเป็ลุงหม่าขยับยุกยิก ท่าทางกระสับกระส่าย ก็กระซิบกำชับเบาๆ
“เงียบ!ๆอย่าทำเสียงดังเด็ดขาด”ลุงหม่าสดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหยุดขยับ เรานั่งนิ่งๆอยู่นาน มีเพียงเสียงลมหายใจของกันและกันกับเสียงป่าเขาลำเนาไพรที่ดังแว่วอยู่ในหูของเรา
ชั่วอึดใจก็มีเสียงอะไรบางอย่างดังแสกสากออกมาจากชายป่า ใกล้ๆ
ทันใดนั้นหมูหนุ่มตัวใหญ่ก็โผล่หน้าออกมาจากพุ่มไม้ จมูกของมันมุดขุดคุ้ยดิน กินรากไม้อย่างสบายอารมณ์
อารมณ์ของหม่าเหลียงจากกังวลกลายเป็ตื่นเต้นมันละสายตาออกจากหมูตัวนั้น มองดูหน้ามือธนูหนึ่งเดียวด้วยความคาดหวัง
สายตาของซานหู่ที่มองมันอยู่ก่อนแล้วเขาทำเพียงยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปาก เป็เชิงว่าให้เงียบเสีย หม่าเหลียงทำหน้างุนงงไม่เข้าใจ
เมื่อเหลือบไปเห็นนายน้อยคำถามก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกมากมายความรู้สึกคันปากอยากจะถามผุดขึ้นเต็มหัวใจ
แต่มันก็ไม่กล้าถามออกมาอึดใจต่อมาสิ่งที่เหนือความคาดหมายของหม่าเหลียงก็เกิดขึ้น
มีหมูป่ามากมายโผล่หัวออกมาจากพุ่มไม้รอบๆหมูป่าตัวเล็ก วิ่งวุ่น ขุดคุ้ยดิน กินรากไม้อย่างมีความสุข หมูหนุ่มสาวโผล่ตามออกมาไม่ขาดสายพวกมันเดินไปมาเต็มไปหมด
หมาเหลียงใตาแทบถลนเอามืออุดปากตัวเองไว้ไม่ให้ส่งเสียงใดๆออกมา
หมูป่าพวกนี้มันโง่หรือไรถึงได้เดินโง่ๆ ออกมาแบบนี้ เท่านั้นยังไม่พอ มีควายป่าอีก 3 ตัวโผล่ออกมาจากป่าด้านข้าง ทั้งหมดเดินตรงดิ่งไปยัง แอ่งน้ำ
เมื่อมองไปยังนายใหญ่ก็เห็นซานหู่ลุกขึ้นมานั่งท่าเตรียมยิงั้แ่เมื่อไรไม่รู้ พอมองไปทางนายน้อยก็เห็นเขากำลังชี้มือไปที่หมูตัวหนึ่งในฝูง
ซานหู่ยกธนูขึ้นเล็งทันทีที่ได้เป้าหมายอึดใจต่อมาลูกธนูก็ถูกปล่อยออกจากสายคันสร
ฟ้าว!!
ลูกธนูพุ่งตัดอากาศออกไปด้วยความเร็วสูงฉึบ!!สรเสียบทะลุร่องขาหน้า ตัดขั้วหัวใจของมันทันที
หมูตัวนั้นกรีดร้องขึ้นมาครั้งหนึ่งพุ่งถลาออกไป 2-3 ก้าวก่อนจะหัวทิ่มดิน ขาทั้ง 4 ของมันตะกุยใบไม้ตะเกียดตะกายอยู่บนพื้นอีกสองสามอึดใจ แล้วแน่นิ่งไป
หม่าเหลียงเห็นเหตุการณ์อยู่ตลอดกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ นายของมันเป็พรานที่ยิงธนูแม่นราวกับจับวางเพียงนี้เชียว
สิ่งที่น่าใกว่านั้นก็คือฝูงหมูป่าชะงักใเพียงเล็กน้อยแล้วเดินหากินต่อ นิ้วมือเล็กๆ ของนายน้อย ชี้ไปที่หมูป่าตัวต่อไป เสียงธนูดังขึ้นอีกครั้ง
ตัวที่2 ร่วงลงพื้นไปอีกครั้ง ตัวที่ 3,4,5,6,7,8….พอถึงตัวที่ 10 ลูกธนูในมือของซานหู่ก็หมดลง ตอนนี้หม่าเหลียงนั่งตาลอยราวกับิญญาหลุดออกไปจากร่างเสียแล้ว
“พอเท่านี้เถอะท่านพ่อ”เสียงแ่เบาของข้าทำให้หมูป่าที่อยู่ด้านล่างใ แตกฮือออกไปด้วยความเร่งรีบ พริบตาเดียวพวกมันก็หนีหายไปจนหมด
บิดาพยักหน้าแล้วปีนลงจากห้างเป็คนแรกผมตามลงไปทันที เหลือเพียงหม่าเหลียงที่นั่งนิ่งเป็รูปปั้นโง่ๆ อยู่บนนั้นคนเดียว
“ลุงหม่า ลงมาได้แล้วขอรับ”ได้ยินเสียงผมะโเรียกหม่าเหลียงสดุ้งด้วยความใ เหมือนจะหลุดออกจากภวังค์คิด ก่อนจะรีบปีนตามลงมา
เราช่วยกันเอาซากหมูป่าทั้ง10 ตัวมากองรวมกันไว้
“ลุงหม่า ไปตามคนของเราขึ้นมาก่อน เราจะหามเนื้อพวกนี้ลงไป อย่าลืมตัดไม้ไผ่มาทำคานหามด้วยนะขอรับ”