ฮองเฮาโค่นบัลลังก์

    ตอนที่ 35 เจ้าหัวโต

    ตอนที่ 35 เจ้าหัวโต

                    มันจริงหรือนี่....นี่ข้าฝันไปหรือเปล่า? – เสวียนฮวาตั้งคำถามนี้กับตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อไป๋อี้ออกจากเส้นทางน้อย พอพ้นซอกเขาลัดเลาะก็เข้าสู่เส้นทางใหญ่ ไม่มีทหารต้าเฉิงดักรออยู่แม้นแต่คนเดียว

                    ตอนแรกทั้งสองเผื่อใจไว้อยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งที่เทาเป่ยพูดนั้นอาจจะเป็นกับดัก แต่พอไป๋อี้วิ่งมาจนถึงทางใหญ่ก็ไม่พบว่าสิ่งใดเกิดขึ้น...ความเครียดเค้นที่คนทั้งสองแบกมาตลอดตั้งแต่ทะลวงออกมาจากวังหลวงนั้นก็หายวับไปทันที

                    แม้นกระทั่งผางเยว่ก็อดยิ้มด้วยความยินดีไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเสวียนฮวาที่ตอนนี้หยาดน้ำแห่งความปลื้มปิติของนางหลั่งออกจากดวงตาและปลิวไปกับสายลม

                    ไป๋อี้ยังคงทะยานไปข้างหน้าดุจลมพายุ   ละอองขาวของหิมะก็เริ่มโปรยปรายลงมา   ทั้งผางเยว่ ทั้งเสวียนฮวาก็คลายความกลัดกลุ้มเรื่องความทารุณของฤดูหนาวได้แล้ว จากนี้ไปพวกเขาไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ใครอีก

                    กินอาหารได้เต็มที่เท่าที่มีเงินซื้อหา นอนหลับสบายในโรงเตี๊ยมดีๆ ได้โดยไม่ต้องห่วงว่าจะมีใครรู้เห็น

                    ไม่ต้องห่วง...ไม่ต้องห่วงว่าไม่มีใครรู้เห็นจริงหรือ? เสวียนฮวาคิด เพราะตั้งแต่นี้ต่อไป นางกับเขาหาใช่กบฏวังหลวงอีกแล้ว  นางคือเสวียนฮวาถึงจะไม่ใช่ฮองเฮาแต่ก็เป็นบุตรสาวผิงซีอ๋อง

                    สตรีที่ตกจากบัลลังก์ฮองเฮา กลับมาถึงที่นี่แล้วจะเป็นเช่นไร...ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นกับสายตาที่ท่านพ่อมองทอดลงมาที่นางเท่านั้น

                    แสงไฟที่กำแพงด่านก็มองเห็นวิบวับแต่ไกล ตอนนั้นเองผางเยว่ก็หยุดม้าลง คลายเชือกออก แล้วลงไปยืนบนพื้น 

                    “ท่านถอดชุดเกราะออกก่อนดีหรือไม่” ชายหนุ่มถาม

                    “ไม่ต้องหรอก ไปกันเถอะ”

                    “...” ผางเยว่มีท่าทีลังเล

                    “ข้ามาแบบนี้ก็ผิดปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำอย่างไรการที่ข้ามาปรากฏตัวที่นี่มันก็ไม่ปกติทั้งนั้น และเราไม่รู้ด้วยว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่ด่านอีก ไปเถิดผางเยว่ ข้าเองก็อยากรู้เหลือเกินว่าตอนนี้ในเสฉวนข่าวเรื่องพวกเราแพร่สะพัดมาถึงแล้วหรือยัง หากมาถึงแล้วเขาพูดถึงข้ากันแบบไหน”

                    “ข้าน้อยควรถอดเกราะหรือไม่”

                    “ไม่ต้อง ทั้งข้าและเจ้าก็ไม่ควรถอดเกราะกันทั้งนั้น ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์ที่รอเราอยู่ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?”

                    ผางเยว่ถอนหายใจ เขาแบกทวนสะพายบ่าแล้วก็เดินจูงม้า

                    “ไยเจ้ามิขึ้นม้า?”

                    “ข้างหน้าคือเสฉวน มันเป็นเขตแดนของบิดาท่านแล้ว ข้าควรนั่งม้าใกล้ชิดกับท่านหญิงหรือ?” 

                    “...หากมีอันตรายเล่า?”

                    “ท่านหญิงไม่ต้องห่วง ข้าจัดการได้ทันท่วงทีแน่นอน”

                    เสวียนฮวาถอนหายใจ มือน้อยของนางกำบังเหียนของไป๋อี้ไว้แน่น สิ่งที่ผางเยว่พูดมานั้นถูกต้องทุกประการ  หญิงสาวที่ขี่ม้ามากับชายหนุ่มเพียงสองต่อสอง เท่านี้ชื่อเสียงของบุตรสาวผิงซีอ๋องก็แปดเปื้อนแล้ว 

                    แต่หากตรงกันข้ามสิ ถ้านางเป็นแค่นางกำนัลชั้นผู้น้อย ในขณะที่เขาเป็นบุตรชายของท่านอ๋องบ้าง ป่านนี้นางก็จะนั่งบนหลังอาชาสีขาวสง่างาม ในอ้อมกอดของจอมยุทธผู้หล่อเหลาที่เพิ่งสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่มา

                    แต่ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องลำบากไปหมด เพียงเพราะเขาเป็นแค่ทหารองครักษ์ชั้นผู้น้อย ในขณะที่นางเป็นหญิงสูงศักดิ์ 

                    ความกดดันอันใหม่ถาโถมเข้ามา....หนีรอดเขาตามฆ่าได้ก็ใช่ว่าหนทางข้างหน้าจะสดใส ทุกย่างก้าวของนางก็ยังคงเช่นเหมือนเดิม ดุจเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง 

                    ถึงอย่างไรนางคือฮองเฮาที่ตกบัลลังก์ เป็นฮองเฮาที่ฮ่องเต้ยื่นแพรขาวสามฉื่อมาให้แล้วนางมิยอมรับ หนีอาญาแผ่นดิน กระเตงบนหลังม้ากอดร่างชายอื่น

                    คนอื่นเขาจะเอ่ยถึงนางอย่างไรเล่า....

                    “หยุด...พวกเจ้าเป็นใคร!” ทหารที่เฝ้าประตูด่านตะโกนถามเมื่อทั้งสองเข้าไปใกล้

                    “ข้าคือเสวียนฮวาบุตรสาวของผิงซีอ๋อง เจ้าเปิดประตูด่านให้ข้าเข้าไปเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวร้องตะโกนในทันใด

                    เสียงหัวเราะครืนดังตามขึ้นมา “หากเจ้าเป็นฮองเฮา ข้าก็คงเป็นเง็กเซียนแล้วกระมัง” 

                    เสวียนฮวายิ้ม นางคิดความเป็นได้ไว้หลากหลายหนทาง การตอบของทหารเฝ้าด่านเช่นนี้ก็เป็นทางเลือกที่นางปรารถนาจะให้เป็นมากที่สุด เพราะมันแสดงว่าข่าวสารเรื่องนางถูกฮ่องเต้สั่งประหารยังมาไม่ถึงที่นี่ และในความเข้าใจของคนในเสฉวนและหยวินหนานนั้น บุตรสาวผิงซีอ๋องยังคงเป็นองค์ฮองเฮาอยู่เช่นเดิม

                    “ข้าให้อภัยกับวาจาสามหาวของพวกเจ้า แต่ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งหนึ่ง จงเร่งเข้าไปแจ้งนายของเจ้าเสียว่าบัดนี้ท่านหญิงเสวียนฮวาผู้เป็นบุตรสาวคนเดียวผิงซีอ๋องเสวียนเจามายังที่นี่ ไปเสีย นี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของพวกเจ้า มิเช่นนั้นแล้วล่ะก็ ริมฝีปากและลิ้นของพวกเจ้าข้าจะสั่งคนเฉือนทิ้งเสีย”

                    เสวียนฮวาบัญชาคนมาจนชาชิน  นางถนัดในการใช้อำนาจที่ตัวเองมีตั้งแต่เกิด น้ำเสียงของหญิงสาวที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจก็เริ่มทำให้ขวัญกล้าของทหารเฝ้าประตูลังเล

                    “ใครเป็นเจ้าเมืองอยู่หรือตอนนี้” หญิงสาวไม่ถามถึงนายกองที่ดูแลประตูด่าน เพราะนางมั่นใจว่านางไม่รู้จักเขาเป็นแน่ แต่หากคนระดับเจ้าเมืองนั้นก็อาจจะมีคนที่นางรู้จักก็เป็นได้

                    “ท่านซูฉิน”

                    หญิงสาวยิ้มกว้าง “จงเอาคำพูดข้าไปแจ้งท่านเจ้าเมืองเดี๋ยวนี้ ว่า  ‘เจ้าหัวโตรีบมาเปิดประตูรับข้า’ แล้วข้าจะรอท่านเจ้าเมืองอยู่ตรงนี้”

                    ทหารบนเชิงเทินหันหน้าหากัน กระซิบกระซาบอยู่พักหนึ่ง 

                    ส่วนเสวียนฮวานั่งอย่างสงบอยู่บนหลังของไป๋อี้ ในขณะที่ผางเยว่ก็ยืนนิ่งตากหิมะอยู่ที่หน้าประตูเมืองพร้อมกับนาง  หญิงสาวกำลังขบคิดอยู่หลายเรื่อง แต่นางล้าเหลือเกิน อยากจะทอดกายหลับบนที่นอนนุ่มๆ สักครา ที่ผ่านมานั้นนางเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการหลบหนี นางไม่ได้นอนมาสองคืนแล้ว 

                    แล้วผางเยว่ล่ะ? เขายิ่งไม่เหนื่อยจะขาดใจงั้นหรือ เขาทั้งขับม้า ทั้งกวัดแกว่งทวนมาตลอดทั้งวัน เขาได้นอนน้อยยิ่งกว่านางเสียอีก ขนาดนางทำเพียงแค่เอาแต่กอดเขาบนหลังม้า นางยังล้าขนาดนี้ แล้วเขาเล่า

                    แต่พอทอดสายตาลงไป เขายังยืนถือทวนตั้งมั่นดุจเขาไท้ซานอยู่ข้างกายนาง ร่องรอยของความล้านั้นหามีไม่ ทั้งๆ ที่เขานั้นเหน็ดเหนื่อยเพียงใดนางนั้นรู้ดีกว่าใคร

                    ชายหนุ่มไม่เสียกิริยาเลย เพราะเขารู้ดีว่าตอนนี้มีทหารเฝ้าด่านคอยดูอยู่ ยิ่งเขาองอาจเท่าใด เกียรติยศอันรุ่งริ่งของนางก็พอมีอวดคนอื่นเขาได้ 

                    ประตูด่านใช่ว่าคิดจะเปิดก็เปิดได้ พระอาทิตย์อัสดงต้องปิดประตูด่าน ยามไก่ขันเท่านั้นถึงจะเปิดประตูด่านได้ หากละเมิดคำสั่งต้องถูกประหารชีวิต เรื่องนี้ทหารเฝ้าประตูด่านเข้าใจเป็นอย่างดี 

                    ทั้งคนทั้งม้าต่างหายใจออกมาเป็นไอ เหมยเหมยที่อยู่ในเกราะขยับกายหน่อยหนึ่ง  

                    เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่มิมีใครรู้ หญิงสาวได้แต่นั่งสงบบนหลังของไป๋อี้ นางต้องคงเกียรติยศของท่านหญิงเอาไว้โดยมีแผ่นหลังของไป๋อี้เป็นสิ่งต่างบัลลังก์ 

                    “เจ้าคือใคร!” เสียงตะโกนดังจากเชิงเทิน 

                    หญิงสาวมองขึ้นไป เห็นเพียงแค่คราเดียวนางก็จำได้ “เจ้าหัวโต นี่ตั่วเจ้เจ้าไง ลืมแล้วหรือ!” หญิงสาวถอดหมวกเกราะแล้วยิ้มให้กับเขา

                    “องค์ฮองเฮาหรือพ่ะย่ะค่ะ...เสด็จมาที่นี่ยามนี้ได้อย่างไร” เขาครางขึ้นแล้วก็รีบวิ่งลงจากเชิงเทินกำแพง สักครู่ก็มีเสียงขลุกขลักหลังจากแผ่นไม้ใหญ่ที่เป็นประตูด่าน มันถูกแง้มออกน้อยๆ อย่างระมัดระวัง แล้วชายผู้หนึ่งก็แทรกร่างออกมาจากประตูด่าน 

                    เขาชูคบเพลิงขึ้น  ภาพของหญิงสาวเนื้อตัวมอมแมมในชุดเกราะทหารต้าเฉิงก็ปรากฏในครรลองสายตาของเขา  ใบหน้างามกำลังฉีกยิ้มกว้างให้กับเขาอยู่ เป็นแววตาของคนที่ยินดีที่ได้พบสหายสนิทอีกครั้ง เขาไม่เห็นนางมานานหลายปีตั้งแต่นางจากไปเข้าวังหลวงตั้งแต่เด็ก

                    แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใด เขาก็ไม่มีทางลืมสตรีผู้นี้ได้เป็นอันขาด 

                    “กระหม่อมสมควรตาย กระหม่อมสมควรตาย” ซูฉินรีบคุกเข่าคำนับนางในทันใด

                    “ลุกขึ้นเถิด สหายข้า ข้าดีใจเหลือเกินที่เจอเจ้ายามนี้” เสวียนฮวาพูดเสียงเครือ โชคดีเหลือเกินที่เจ้าเมืองหน้าด่านนั้นเป็นสหายที่นางรู้จักเขาดีตั้งแต่ครั้งยังเรียนอยู่ในสำนักศึกษามาแต่น้อย