ตติรัตน์ได้ยินเสียงข้างนอกอึกทึกครึกโครม เธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วค่อยผ่อนลมหายใจออกช้าๆ โดยทำเช่นนั้นอยู่สามรอบ ให้ตัวเองมีความกล้า กล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ ถึงแม้เธอจะรู้ว่าตัวเธอนั้นมีความกล้าอยู่เต็มเปี่ยม แต่ความกล้านั้นก็ลดระดับลงได้เหมือนกัน อย่างเช่นในเวลานี้นี่ยังไงล่ะ
ประตูห้องถูกเปิดออกด้วยน้ำมือของ ภูเวศน์ อินประจักษ์ ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็เ้าบ่าวในวันนี้ เขาเดินเข้ามายืนอยู่ในระยะประชิด มองดูผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็เ้าสาวของเขา ั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก และไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาให้เห็นทางสีหน้าและท่าทางเลยแม้แต่นิดเดียว
ตติรัตน์มองชายหนุ่มคนไม่รู้จักคนนี้ คนที่ได้ชื่อว่าเป็เ้าบ่าวของเธอ ที่มีสติสังเกตได้อยู่ในห้วงเวลานี้ คือเขาสูงเกินมาตรฐานชายไทย ซึ่งน่าจะประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบเิเ อกผายไหล่พึ่ง กว้างบึกบึน หน้าตาเขาหล่อคมเข้มก็จริงแต่ติดไปทางดุเสียมากกว่า ซึ่งรูปลักษณ์นี้ผิดกับสิ่งที่ตติรัตน์คิดไว้ลิบลับเลย
ซึ่งตอนแรกที่คิดเอาไว้นั้นคือ เขาคงจะเป็ผู้ชายอายุมาก อาจจะสักหกสิบเจ็ดสิบปีอะไรประมาณนี้ หรือหากไม่แก่ ก็คงจะเป็พวกหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ดูไม่ได้อะไรประมาณนั้น ถึงได้ใช้ลูกล้อลูกชน บังคับให้ผู้หญิงแต่งงานด้วยอย่างนี้
ไม่ใช่แค่อึ้งและคาดไม่ถึง ที่เขายังหนุ่มยังแน่น ที่ดูๆ แล้วอายุอานามน่าจะไม่เกินสี่สิบ ตติรัตน์ยังเกิดความรู้สึกแปลกใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แทรกผ่านเข้ามาในจิตใจ ซึ่งความรู้สึกนั้น มันเป็ความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันมีทั้งอาการหวั่นๆ ประหม่า หัวใจเต้นแรงรัวเร็ว ใบหน้าร้อนผะผ่าว และยิ่งได้สบประสานสายตาคมเข้มนั้นด้วยแล้ว ยิ่งแทบทำให้เรี่ยวแรงของเธอลดน้อยถอยลง จนแทบจะทรงตัวเองไม่อยู่นิ่ง
“เอ่อ!!... คุณคือ!!?? ......”
ตติรัตน์เบือนสายตากลมโตคู่สวย หลบสายตาคมเข้ม เพื่อไม่ให้เธอเกิดความประหม่าไปมากกว่านี้ แล้วค่อยหลุดคำถาม ที่้าจะถามเพื่อให้เกิดความแน่ใจ ว่าเขานั้นใช่เ้าบ่าวของเธอจริงๆ ด้วยน้ำเสียงที่เธอคิดว่า มันช่างเบาไม่มีน้ำหนักซะเหลือเกิน จริงๆ นะ
“ฉันก็คือเ้าบ่าวของเธอยังไงล่ะ!!... เราลงไปกันได้แล้ว”
ภูเวศน์หรี่ตามองคนที่ถาม ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบติดดุ และถือสิทธิ์เดินเข้าไปโอบเอวบางหน้าตาเฉย ตติรัตน์ตัวแข็งแกร่งขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน และรู้สึกถึงความร้อนแผ่ออกมาจากแขนแกร่งที่โอบเอว ทำให้สาวเ้าแทบไม่เป็ตัวของตัวเอง และไหนจะกลิ่นโคโลนผสมกับน้ำหอมของผู้ชายนั้นอีกล่ะ แทบทำให้เธอก้าวเดินไม่เป็เลยทีเดียว
‘เธอเป็อะไรของเธอเนี้ย ใจเย็นๆ สิรัตน์’
ตติรัตน์เหมือนจะหายใจติดขัด จึงพูดบอกกับตัวเองอยู่ภายในใจ ก่อนจะพยายามทำตัวให้เป็ปกติที่สุด และก้าวเดินไปพร้อมๆ กับเขา เพื่อลงไปเข้าพิธีแต่งงาน โดยในระหว่างที่ก้าวเดินกันไป ตติรัตน์ก็แอบมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาคมเข้มนั้นไปด้วย แต่ก็เพียงแป๊บเดียว เพราะเธอจะต้องทำตัวเองให้นิ่ง พยายามควบคุมจิตใจและร่างกายให้เป็ปกติที่สุด
ตติรัตน์ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทำไมถึงเกิดอาการอย่างนี้ขึ้นกับผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็เ้าบ่าวของเธอคนนี้ได้ ทั้งๆ ที่เธอก็เคยพานพบผู้ชายที่หล่อเหลา หน้าตาดี หุ่นล่ำๆ บึกบึนมาก็บ่อย แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะเกิดอาการอย่างนี้ขึ้นมา มันทำให้เธอเสียความมั่นใจในตัวเองไปโดยอัตโนมัติเลยก็ว่าได้
ซึ่งในพิธีการแต่งงานในวันนี้ ได้ดำเนินไปตามประเพณีนิยมทางศาสนา โดยที่ในบางครั้งเ้าบ่าวกับเ้าสาวก็ยิ้มกันไปตามมารยาทเพียงเท่านั้น จนกระทั่งพิธีได้ดำเนินการมาถึง่ส่งตัวเข้าหอ ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ก็ต่างพากันอวยพร ให้แก่เ้าบ่าวเ้าสาวกันเสร็จหมดทุกคน
“ผมต้องขอตัวเ้าสาวของผม กลับบ้านั้แ่วันนี้เลยแล้วกันนะครับ ผมไม่อยากเสียเวลานานมากไปกว่านี้”
ภูเวศน์มองมายังตติกรด้วยสายตาเข้มดุ ไม่มีแววหวั่นเกรงเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่แววเป็ต่อ อย่างผู้มีอำนาจเหนือกว่า แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ซึ่งนั้นก็ทำให้ทุกคนเงียบกริบไปตามๆ กัน
“เอ่อ!! วันนี้เป็วันแต่งงาน จึงควรจะเข้าหออยู่ที่นี่ก่อนนะครับ เพราะเดี๋ยวจะเสียฤกษ์งามยามดีหมดนะครับ”
ตติกรร้องทักท้วงขึ้นมา เมื่อเงียบเสียงไปชั่วขณะหนึ่ง เพราะคิดว่าไหนๆ ลูกสาวก็เข้าพิธีแต่งงานแล้ว ก็อยากให้เป็ไปตามประเพณีที่ถูกต้อง
“ผมไม่สนใจฤกษ์งามยามดีอะไรนั้นเลยสักนิด เพราะทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งนั้น และผมบอกว่าจะกลับก็คือกลับ”
ภูเวศน์จ้องมองตติกรด้วยสายตานิ่งขึง ก่อนจะพูดออกมาให้เข้าใจตรงกัน ด้วยน้ำเสียงเ็า เฉียบขาด และไม่้าให้มีผู้ได้พูดคัดค้าน ทักท้วงออกมาอีก จึงทำให้ทุกคนต่างพากันเงียบกริบเป็คำรบที่สอง
“ไปเก็บของได้แล้ว ฉันให้เวลาเธอเก็บของสามสิบนาที”
ภูเวศน์หันเหความสนใจมาที่ตติรัตน์ พูดสั่งโดยไม่ไว้หน้า และไม่สนใจผู้ใดเลยสักคน
๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓