ร่างของชายแขนขาดนอนจมกองเือยู่หน้าจวนพักของฉางซื่อ โดยมีคนภายในบ้านยืนดูอยู่ไม่ไกลนัก ฉางซื่อหลังได้รับข้อความจากเขาเพียงสั้นๆอีกฝ่ายก็หมดลมหายใจไปทันทีเพราะทนอาการาเ็ไม่ไหว
“สรุป คนที่เ้าส่งไปถูกตาเฒ่าที่ติดตามนางสังหารแล้วให้เหลือรอดมาบอกข่าวงั้นสิ”ผู้เป็พี่ชายคนรองกล่าวทวนเื่ราว
“ไม่ใช่ ครั้งนี้ไม่ใช่ฝีมือของตาเฒ่านั้น”ฉางซื่อตอบกลับ
“แล้วใคร ศิษย์ของสำนักนั้นงั้นเหรอ ระดับอย่างเ้าพวกนี้ลำพังศิษย์ของหมู่ตึกไม่มีทางเอาชนะได้เลยด้วยซ้ำ”
“จากที่ข้าฟัง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเป็ใครอีกคน ใครอีกคนที่ติดตามนางอยู่แต่ไม่เปิดเผยตัวตน”
“หึ!.. ช่างเป็หญิงสาวที่ดึงดูดคนอันตรายให้มาอยู่รอบตัวได้ดีเสียจริง เอาล่ะ ถ้าคนของเ้ามันใช้งานไม่ได้งั้นให้เป็หน้าที่ของข้าเอง”
“ท่านพี่รองจะทำเช่นไร”อีกฝ่ายหันกลับมายิ้มอย่างเ้าเล่ห์
“พอดีว่าข้าพึ่งจะเรียกคนน่าสนใจมาช่วยงาน ก็หวังว่าเขาจะยังไม่กลับและยอมช่วยจัดการนางให้กับเราได้”
“แล้วคนที่ฆ่าคนของข้าล่ะ”
“ไม่ต้องห่วง คนๆนี้น่ากลัวและยากเกินจะคาดเดาได้ วางใจเถอะ”
ทางด้านสำนักหมู่ตึกบัณฑิต
หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเทียนเปาทำให้ทางสำนักมีการระวังมากขึ้น จัดเวณยามคอยเดินตรวจตาอยู่โดยรอบอีกทั้งยังส่งคนไปสืบข่าว
“เทียนเปา กินข้าวต้มหน่อยนะวันนี้ข้าทำข้าวต้มปลาอร่อยมากๆมาฝากด้วยล่ะ”พูดพร้อมวางชามข้าวต้มไว้บนโต๊ะ ทว่าเทียนเปายังคงเอาแต่นั่งกอดเข่าไม่ยอมขยับออกจากห้องนอนเลย หลังย้ายมาอยู่กับมู่จินนางไม่ยอมออกไปไหนหรือคุยกับใคร ทำให้มู่จินที่ดูแลนางเริ่มเป้นกังวลว่านางอาจจะป่วยได้
“เทียนเปา...”เดินมานั่งลงข้างๆร่างของเด็กสาวและลูบผมของนางเบาๆ รู้สึกสงสารและเป็ห่วงในเวลาเดียวกันเพราะนางยังเป็เด็กอยู่
“มู่จิน”แต่แล้วเสียงของฟู่ถังก็ดังขึ้นทำให้เ้าของชื่อต้องละจากเทียนเปาเดินออกมารับผู้มาเยือน
“ฟู่ถัง”
“เทียนเปาเป็เช่นไรบ้าง”สีหน้าของหญิงสาวบ่งบอกอย่างชัดเจนทำให้ฟู่ถังต้องเดินเข้ามาดูและก็เป็อย่างที่เขาคาดเอาไว้จริงๆ
“เ้ามาเพื่อมเยี่ยมนางเหรอ”มู่จินเอ่ยถามอย่างสงสัย ฟู่ถังได้แต่พยักหน้าเบาๆก่อนจะพามู่จินเดินออกมาจากห้อง
“ข้าปรึกษากับท่านชิงหลงแล้วเื่นาง หากยังปล่อยไว้เช่นนี้มีหวังนางได้ป่วยแน่”
“แล้วเ้าจะทำเช่นไร”
“ท่านชิงหลงแนะนำให้ข้าพานางลงเขาไปยังเมืองใกล้ๆ ที่นั้นมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอยู่และเป็ที่รู้จักดี หากพานางไปบางทีอาการของนางอาจจะดีขึ้นก็ได้”
“แต่เ้าก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าตอนนี้นางกับน้องสาวของนาง...”
“แน่นอน ข้าถึงต้องไปด้วยไง หากมีอะไรเกิดขึ้นข้าจะปกป้องนางเอง”มู่จินที่ฟังอยู่และคิดตาม นางตัดสินใจที่จะไปด้วยหากฟู่ถังรับมือไม่ไหวอย่างน้อยก็ยังไม่นางช่วยเหลืออีกแรง
“ข้าจะไปกับเ้าด้วย”เมื่อทั้งสองคุยกันจนเข้าใจจึงเดินกลับเข้ามาในห้องนอน
“เทียนเปา ท่านผู้เท่าชิงหลงบอกกับฟู่ถังว่าอยากให้เขาพาเ้าลงเขาไปยังเมืองใกล้ๆ พาเ้าไปเปิดหูเปิดตาซักหน่อย”พอได้ยินว่าจะต้องลงเขาก็ทำเอาเทียนเปาต้องทำสีหน้าหวาดกลัวทันทีก่อนจะรีบโผลเข้ากอดมู่จิน
“ไม่เอาข้าไม่ไปข้าไม่ลงเขา ฮึก ข้าจะหาท่านแม่”เด็กสาวร้องไห้ออกมาทันทีพร้อมเรียกร้องหาผู้เป็ฯแม่ของตน ยิ่งทำให้ทั้งสองรู้สึกลำบากใจเป็อย่างที่สุด
“เทียนเปา เทียนเปาฟังข้านะ”ฟู่ถังนั่งลงข้างๆนาง”ตอนนี้แม่ของเ้ายังไม่สามารถออกมาหาเ้าและหลินเฟยได้ และเ้าในตอนนี้ก็มีร่างกายที่ไม่พร้อมจะพบนางเช่นกัน คิดดูสิหากแม่นางหลินเอ๋อออกมาเจอเ้าในสภาพเช่นนี้นางจะเสียใจมากแค่ไหน”
คำพูดของฟู่ถังทำให้เด็กสาวได้คิดตาม นางที่สะอื้นไห้อยู่พักหนึ่งก็เงียบไปก่อนจะมองดูตัวเองตามคำพูดของฟู่ถัง ก่อนจะเงยหน้ามองมู่จินที่พยักหน้าเห็นด้วย
“ก.. ก็ได้ แต่ข้ากลัวว่าคนพวกนั้นจะมาทำร้ายข้าและหลินเฟยอีกหน”
“ไม่ต้องห่วง ครั้งนี้ข้าและมู่จินจะเป็คนพาเ้าไปเอง”
“ไม่ต้องกลัวไปนะ”มู่จิพูดเสริมพร้อมลูบผมของนางเบาๆปลอบใจเด็กสาว
แล้วในที่สุดนางก็ยอมลงเขาไปพร้อมกับทั้งสองแต่โดยดี โดยไม่ลืมที่จะพาหลินเฟยไปด้วยเพราะเทียนเปาไม่้าจะออกไปไหนโดยที่ไม่มีนาง เพราะหากนางเป็อะไรไปผู้เป็แม่จะต้องเสียใจมากแน่ๆ
ห้องจิตแห่งบัณฑิต
“แฮก แฮก นี่เ้าเป็มนุษย์ประเภทไหนกันแน่เนี่ย ตั้งนานแล้วยังไม่รู้จักเบื่อบ้างเลยเหรอ”เ้าปลาเอ่ยถามอย่างสงสัยและหมอดแรงเพราะอยู่คุยกับหลินเอ๋อที่ยังมีท่าทีสบายเอามากๆ
“ข้าชอบคุยอยู่แล้ว อยู่บ้านข้าคุยกับบุตรสาวแรกเกิดของข้าตลอดถึงนางจะพูดไม่ได้แต่นางก็ฟังที่ข้าพูดจนหมดวันเลยนะ”
“เพราะนางไม่เข้าใจที่เ้าพูดต่างหากเล่า ว่าแต่ เ้าบอกว่ามีบุตรสาว แล้วบุตรสาวของเ้าน่ะสวยไหม”
“แน่นอน สวยที่สุดเลยล่ะถึงแม้นางจะยังไม่โตเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไปแต่นางก็งดงามหาสิ่งใดเปรียบได้”
“ถ้าเช่นนั้นหากมีชายอื่นมาขอจองตัวบุตรสาวของเ้า เ้าจะยอมให้หรือไม่”
“ไม่มีทาง นางยังเด็กนักจู่ๆจะมาตรีตราจองแล้วถ้าเกิดโตขึ้นมานางไม่ได้รักชายผู้นั้นล่ะ”พูดให้คิดไปพลางนึกย้อนไปถึงเื่ของตนเองในอดีต ทำให้หลินเอ๋อต้องชะงักจนเ้าปลาจับสังเกตุได้ในทันที
“เ้าเป็อะไร”
“ข.. ข้า”จู่ๆก็พูดไม่ออกเมื่อภาพเหตุการณ์ต่างๆในอดีตตอนที่นางยังไม่เป็เช่นนี้ปรากฏภายในหัวของนาง
“เอ่อ... หลินเอ๋อนี่เ้าสบายดีอยู่หรือเปล่า”ที่ต้องถามเช่นนั้นเพราะในขณะนี้ที่นางกำลังชะงักไปมีน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของนาง รอยยิ้มที่เคยปรากฏแปลเปลี่ยนไปในที่สุด
“ข้า...ฮึก.. ข้าไม่เป็ไร”เมื่อได้สติจากเสียงของอีกฝ่ายทำให้หลินเอ๋อต้องยกแขนขึ้นเช็ดน้ำตาของตนทันที แต่ถึงกระนั้นจมูกของนางก็ยังคงเป็สีแดงระเรื่ออยู่ดี
“เล่าให้ข้าฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับเ้า”หลินเอ๋อก้มมองเ้าปลาที่รอฟังนางอยู่
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เื่ร้ายๆที่ข้าไม่อยากจดจำ”
“ข้ามีอายุมายาวนานกว่าเ้า เื่ร้ายๆน่ะข้าเจอมาเยอะ ฟังจากเ้าอีกซักเื่จะเป็อะไรไป”พูดพร้อมมองหลินเอ๋อในขณะที่นางมีสีหน้าลำบากใจที่จะเล่า แต่ถึงกระนั้นเ้าปลาก็อยากที่จะฟังมัน อยากรู้ว่ามันจะเลวร้ายกว่าเื่ที่ตนเจอซักแค่ไหนกันเชียว
ณ เมืองถิงไห่
หลังจากนั่งรถม้าประจำทางมาจนถึงเมืองหลวงซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนักจากสำนัก ฟู่ถังพามู่จินและเทียนเปารวมถึงหลินเฟยมายังทางเข้าสู่เมืองใหญ่ ผู้คนมากมายทั้งร้านขายร้านค้า รวมถึงเหล่าผู้เดินทางไปมาอีกจำนวนมากจนลายตาไปหมด
“ทางนี้”พูดพร้อมเดินนำทางไปอย่างชำนาญ แน่ล่ะก็นี้มันเมืองที่เขาเกิดและโตมานี่นา ก่อนจะได้ไปเรียนที่สำนักเขาอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนจึงไม่แปลกหากจะชำนาญเส้นทางเป็อย่างดี
“ว่าแต่ สถานที่ที่ท่านบัณฑิตบอกว่าเป็ที่สำคัญ คือที่ไหนกัน”เทียนเปาเอ่ยถามอย่างสงสัย
“มันเป็ที่ดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้หลั่งไหลมายังเมืองแห่งนี้เลยล่ะ หากเ้าได้เห็ฯเ้าจะต้องชอบมันแน่ๆ”พูดอย่างมั่นใจก่อนจะเดินนำไปยังสถานที่ดังกล่าว
ห่างออกไปเพียงบ้านไม่กี่หลัง ร่างสูงในชุดผ้าคลุมสีดำลายแดงคล้ายรูปัพันรอบตัว หมวกที่สานอย่างประณีตอีกทั้งผ้าบางที่ครอบอยู่รอบปีกของหมวกซึ่งปิดบังใบหน้าได้เป็อย่างดี ฝักกระบี่ขนาดใหญ๋ที่ถูกพาดไว้ที่ด้านหลังรวมถึงกล่องสำภาระสี่เหลี่ยมใหญ่อีกอันที่พาดอยู่ด้านหลังเช่นกัน
สายตาคมจับจ้องผ่านผ้าบางมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังเดินไปยังที่ไหนซักแห่ง ไม่ยอมขยับไปไหนเอาแต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆและพยายามไม่ทำตัวเป็ที่สนใจของคนรอบข้าง เมื่อเห็นว่าระยะที่ทิ้งห่างเริ่มไกลออกไปจึงเริ่มออกเดินช้าๆแวะตรงนั้นทีตรงนี้หน่อย
“เลี้ยวซ้ายนที่ถนนนี้ก็ถึงทางเข้าแล้ว”เสียงของฟู่ถังเอ่ยบอกกับเด็กสาวและพวกเขาก็เลี้ยวไปยังถนนอีกแห่ง ซึ่งสิ่งแรกที่เห็นคือโครงประตูไม้ขนาดใหญ่ที่สองข้างทางถูกประดับไปด้วยต้นไม้นาๆชนิด อีกทั้งเหล่าผู้คนมากมายที่เดินสวนทางเข้าออกอยู่เต็มไปหมด
“ที่นี่คือ”เทียนเปาเอ่ยถามอย่างสงสัยและตื่นตรึง
“มันเรียกว่า โรงเตี้ยมหยก”ฟู่ถังกล่าวชื่อของสถานที่ตรงหน้าซึ่งมีขนาดที่ใหญ๋และเปิดกว้างเอามากๆ โดยรอบคือตัวอาคารสูงสี่ชั้นทอดยาวเป็รูปสี่เหลี่ยม โดยมีอาคารอีกแถวซ้อนอยู่ภายในถึงขนาดจะเล็กกว่าแต่ก็ทอดเป็แนวทางเดียวกัน และใจกลางคือลานกว้างซึ่งมีต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกปลูกเอาไว้
“ที่นี่ขึ้นชื่อมากในเื่การพักผ่อนสำหรับผู้คนที่้าหาความสงบใจ อาหารที่เลิศรสอีกทั้งยังมีดนตรีและสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมาย”
“ข้าไม่กล้าเข้าไป มันใหญ่เกินข้ากลัวจะเดินพลัดหลง”
“ไม่ต้องห่วง ข้าจัดการจองห้องสำหรับพวกเราเอาไว้แล้ว”พูดจบก็รีบพาเทียนเปาและมู่จินเข้าไปทันที ทว่ายังไม่ทันจะลับหลังเสียเท่าไหร่ใครอีกคนก็ปรากฏตัว สายตาของเขามองไปยังพวกฟู่ถังที่พึ่งเข้าไปและตอนนี้กำลังเดินขึ้นไปยังชั้นบนสุดและเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่รู้ตัวจึงได้เดินตามไปแต่ไม่คิดที่จะขึ้นไปยังอาคารเดียวกัน เขาเลือกที่จะขึ้นไปยังอาคารที่สองซึ่งมีขนาดเล็กกว่าแต่ความสูงของชั้นนั้นเท่ากัน
ยังไงก็ปล่อยให้หลุดรอดสายตาไปไม่ได้โดยเด็ดขาด โอกาสดีๆแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว....