บทที่ 25: การประมูลเริ่มต้น
คำประกาศของเย่เฉินทำให้หลินเวยเวยตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่ความกังวลในใจของนางจะแปรเปลี่ยนเป็ความรู้สึกเชื่อมั่นอย่างประหลาด นางพยักหน้าให้เขาอย่างหนักแน่น "ข้าเชื่อท่าน"
คณะเดินทางทั้งสี่คนเดินตามพนักงานเข้าไปในห้องส่วนตัวบนชั้นสาม มันเป็ห้องที่กว้างขวางและหรูหรา ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ชั้นดีและมีของว่างกับชาชั้นเลิศจัดเตรียมไว้ให้ ที่สำคัญที่สุดคือด้านหน้าของห้องเป็ผนึกแก้วผลึกขนาดใหญ่ ที่สามารถมองเห็นเวทีประมูลเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน แต่คนจากข้างนอกกลับมองเข้ามาไม่เห็น
เย่เฉินเลือกนั่งบนเก้าอี้ที่มุมห้องอย่างเงียบๆ ในขณะที่หลินเวยเวยนั่งอยู่ตรงกลางเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประมูล โดยมีสือเฟิงและต้าหู่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง
ไม่นานนัก แสงไฟในห้องโถงใหญ่เบื้องล่างก็หรี่ลง เหลือเพียงแสงสว่างที่สาดส่องไปยังเวทีประมูลที่ทำจากหยกขาวบริสุทธิ์ จากนั้น หญิงสาวงดงามในชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิงผู้หนึ่งก็ก้าวขึ้นมาบนเวทีด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมเสน่ห์ นางคือ "เหยาจี" ผู้จัดการและผู้ดำเนินการประมูลที่มีชื่อเสียงที่สุดของหอประมูลหมื่นสมบัติ
"เรียนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ข้าเหยาจี ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การประมูลครั้งใหญ่ประจำเดือนของหอประมูลหมื่นสมบัติ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะและทรงพลัง "กฎกติกายังคงเหมือนเช่นเคย...ผู้ให้ราคาสูงสุดคือผู้ชนะ เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา เรามาเริ่มกันที่สมบัติชิ้นแรกกันเลย!"
สิ้นเสียงของนาง พนักงานสาวสวยสองคนก็เข็นรถที่คลุมผ้าไหมสีทองออกมา เมื่อเปิดผ้าคลุมออก สิ่งที่ปรากฏคือกระบี่ยาวเล่มหนึ่งที่แผ่ไอเย็นจางๆ ออกมา มันคือศาสตราวุธระดับิญญาขั้นกลาง
การประมูลเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด ผู้คนในห้องโถงใหญ่ต่างแข่งกันเสนอราคาอย่างไม่มีใครยอมใคร
เย่เฉินมองดูเหตุการณ์เบื้องล่างอย่างสงบ เขาสนใจศึกษากลไกและบรรยากาศของการประมูลมากกว่าตัวสมบัติ
หลังจากผ่านไปหลายรายการ ในที่สุดก็ถึงรายการที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง... "หินิญญาอัคคี" วัตถุดิบหายากสำหรับผู้ฝึกยุทธ์สายไฟและนักหลอมศาสตรา
"ราคาเริ่มต้น ห้าสิบเหรียญทอง!" เหยาจีประกาศ
"หกสิบเหรียญทอง!" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากห้องส่วนตัวอีกฟากหนึ่ง...เป็ห้องของตระกูลเซียว
หลินเวยเวยขมวดคิ้วเล็กน้อย "ตระกูลเราก็้าหินก้อนนี้เช่นกัน" นางกล่าวและเตรียมจะเสนอราคา
"สู้กับมัน" เย่เฉินกล่าวขึ้นเบาๆ
"เจ็ดสิบเหรียญทอง!" หลินเวยเวยเสนอราคา
"หนึ่งร้อยเหรียญทอง!" เซียวอี้เฟิงเสนอราคาสูงขึ้นทันทีอย่างไม่ลังเล ราวกับ้าจะข่มขวัญ
"เพิ่มไปทีละสิบ" เย่เฉินกล่าวอย่างใจเย็น
การแข่งขันดำเนินไปอย่างดุเดือด ราคาถูกผลักดันสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่หนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญทอง ซึ่งเป็ราคาที่หลินเวยเวยเสนอ
เซียวอี้เฟิงแสยะยิ้ม "ตระกูลหลินช่างใจสู้เสียจริง...แต่จะเทียบกับตระกูลเซียวของข้าได้อย่างไร! สองร้อยเหรียญทอง!"
ราคานี้สูงเกินมูลค่าที่แท้จริงของมันไปมากแล้ว! หลินเวยเวยกำลังจะยอมแพ้ แต่เย่เฉินกลับส่ายหน้า
"สู้ต่อ...ที่สองร้อยสิบเหรียญทอง"
หลินเวยเวยแม้จะสับสนแต่ก็ทำตาม "สองร้อยสิบเหรียญทอง!"
"บัดซบ!" เสียงสบถดังออกมาจากห้องของตระกูลเซียว "สองร้อยห้าสิบ!"
"หยุด" เย่เฉินกล่าวสั้นๆ
หลินเวยเวยจึงไม่ได้เสนอราคาต่อ ทำให้ค้อนถูกทุบลงและเซียวอี้เฟิงเป็ผู้ชนะไปในราคาที่สูงลิ่ว
"ท่าน...นี่ท่านตั้งใจ..." หลินเวยเวยหันมามองเย่เฉินด้วยความเข้าใจในที่สุด
"เขา้าจะกดขี่เราด้วยอำนาจเงินตรา...เราก็แค่ใช้ความหยิ่งผยองของเขาสวนกลับไปก็เท่านั้น" เย่เฉินกล่าวเรียบๆ "เราเสียแค่หน้า...แต่เขาเสียเงินไปอย่างโง่เขลา"
หลินเวยเวยมองเย่เฉินด้วยแววตาที่ทอประกายยิ่งขึ้น นางค้นพบว่าชายผู้นี้ไม่ได้มีเพียงพละกำลังที่น่ากลัว แต่ยังมีไหวพริบที่เฉียบแหลมอีกด้วย
การประมูลดำเนินต่อไปอีกหลายรายการ จนกระทั่งเหยาจีได้นำเสนอของชิ้นหนึ่งที่ดูแปลกประหลาด
"สมบัติชิ้นต่อไป...เป็วัตถุที่เราเองก็ไม่ทราบที่มาแน่ชัด" นางกล่าวพลางผายมือไปยังจานหยกที่บนนั้นมี "เมล็ดพืช" สีดำสนิทที่แห้งเหี่ยวและไร้ซึ่งพลังชีวิตใดๆ วางอยู่ "มันถูกค้นพบในซากปรักหักพังโบราณแห่งหนึ่ง เราตรวจสอบแล้วไม่พบพลังงานใดๆ แต่เนื้อของมันกลับแข็งอย่างน่าประหลาด...เราจึงนำมาประมูลเผื่อว่าจะมีผู้ที่มีสายตากว้างไกลมองเห็นคุณค่าของมัน ราคาเริ่มต้น...หนึ่งร้อยเหรียญเงิน!"
ทั้งห้องโถงเงียบกริบ ไม่มีใครสนใจ "ขยะ" ชิ้นนี้แม้แต่น้อย
แต่ในห้วงสำนึกของเย่เฉิน...เสียงของหุนตุ้นกลับะโลั่นขึ้นมาราวกับถูกไฟลน!
'ไอ้หนู! ประมูลของสิ่งนั้นมาให้ได้! ไม่ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ก็ตาม! เร็วเข้า!'
'นั่นมันคืออะไร?' เย่เฉินถามกลับในใจ
'อย่าเพิ่งถาม! ประมูลมันมาก่อน! นั่นคือ 'เมล็ดพันธุ์อสูรกลืน์' ของวิเศษระดับาที่ทุกคนคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว! รีบเข้าสิโว้ย!'
ความตื่นตระหนกของหุนตุ้นทำให้เย่เฉินใจกระตุกทันที เขารู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้จิติญญาแก่ๆ เช่นนี้ตื่นเต้นได้ย่อมไม่ใช่ของธรรมดา!
เขากระซิบกับหลินเวยเวยที่กำลังจะมองข้ามรายการนี้ไป ด้วยน้ำเสียงที่จริงจังที่สุดนับั้แ่ที่รู้จักกันมา
"ของชิ้นนี้..."
"เราต้องเอามันมาให้ได้"