ผมไม่ได้ตะโกนร้องอะไรทั้งนั้นเพียงแค่ถือกระจกสำริดและตะขอเหล็กในมือแน่น แล้วพุ่งเข้าใส่วิญญาณอาฆาตตรงหน้า
มันยังคงพยายามลุกขึ้นหลังจากถูกแสงทองจากกระจกสำริดซัดกระเด็นไปหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล
พอเห็นผมพุ่งเข้าไปหา วิญญาณอาฆาตก็เริ่มหวาดหวั่นดวงตาสีเขียวหม่นบนหน้าผากกลอกไปมาอย่างหวาดกลัว
มันพยายามดิ้นรน และในที่สุดก็ตั้งหลักได้อีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าผมบ้าคลั่งพุ่งเข้าไปโดยไม่คิดชีวิตมันคำรามกึกก้องด้วยความโกรธ พร้อมกับยกกรงเล็บฟาดตรงเข้ามาที่ตัวผม
“ย้ากกกก!”
เสียงคำรามแผดก้อง พลังของมันรุนแรงจนลมรอบตัวสั่นไหวกรงเล็บพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงจนแทบมองไม่เห็น
แต่ด้วยสัญชาตญาณ ผมยกกระจกสำริดขึ้นมาป้องกันพร้อมกับคาดเดาว่ามันจะปรากฏตัวที่ด้านซ้ายของผม
ถ้าผิด…ผมอาจต้องตาย
นี่คือการเดิมพัน เพราะมันมาเร็วเกินไปถ้าผมมัวแต่มองหาทิศทางที่แท้จริง บางทีร่างผมอาจจะถูกฉีกกระชากไปแล้ว
แต่ผมเดาผิด!
วิญญาณอาฆาตโผล่มาทางขวาแทน!
“ตรงนี้ต่างหาก!” มันแสยะยิ้มเย็นเยียบก่อนที่กรงเล็บจะพุ่งเข้าใส่หน้าผมโดยตรง!
กรงเล็บนั้นคมกริบเหมือนเคียวโค้ง หากโดนเข้าไปคงไม่เหลือชีวิตรอด
ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมรู้สึกเสียใจที่คาดเดาผิดพลาดแต่ร่างกายก็ตอบสนองโดยอัตโนมัติ
ในเมื่อผมจะตาย อย่างน้อยก็ต้องลากมันลงไปด้วย!
มือขวาของผมกระชับตะขอเหล็กแน่น ก่อนจะเหวี่ยงออกไปสุดแรง
ถ้าต้องตาย ก็ต้องพามันลงนรกไปพร้อมกัน!
ในหัวของผมไม่มีอะไรทั้งนั้น นอกจากความบ้าคลั่งและความต้องการสังหาร
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น…
เมื่อผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายต้องแตกดับไปพร้อมกัน วิญญาณอาฆาตกลับชะงัก!
มันลังเล!
มันไม่ใช่วิญญาณทั่วไป แต่มันเป็น ‘นักพรตวิญญาณ’
มันมีสติปัญญา มันคิดได้ และมันกลัวตาย!
ไม่เช่นนั้น มันคงไม่วางแผนล่ออาจารย์ของผมออกไปแล้ววกกลับมาเพื่อเล่นงานผมทีเผลอ
เมื่อเห็นว่าผมตั้งใจจะลากมันลงนรกไปพร้อมกันวิญญาณอาฆาตถึงกับชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ร่างของมันถอยไปด้านหลังอย่างฉับพลัน
กรงเล็บที่กำลังจะฟาดลงบนใบหน้าของผมหยุดชะงักกลางอากาศส่วนตะขอเหล็กของผมก็เฉียดผ่านหน้าท้องของมันไปเพียงนิดเดียว
“แกบ้าไปแล้ว!” วิญญาณอาฆาตคำรามลั่นไม่คิดว่าผมจะบ้าบิ่นถึงเพียงนี้
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างความเป็นความตาย ผมไม่เพียงไม่หวาดกลัวแต่ยังตั้งใจจะลากมันไปด้วย
ไม่มีทางเลือกอื่น วันนี้ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายตก
ผมรู้ดีว่าพลังของนักพรตวิญญาณตนนี้เหนือกว่าผมมาก
หนทางเดียวที่ผมจะรอดได้ คือต้องบ้าไม่แพ้มัน
ผมยกกระจกสำริดในมือซ้ายฟาดเข้าไปที่ศีรษะของมันเต็มแรง
ผมแทบจะเดิมพันชีวิตทั้งหมดในศึกครั้งนี้เพราะแม้ว่าวิญญาณอาฆาตจะบาดเจ็บ แต่มันยังคงแข็งแกร่งอยู่
พอเห็นกระจกสำริดพุ่งเข้ามาใกล้มันก็ตกใจจนต้องเบี่ยงตัวหลบไปอีกครั้ง
แต่ในจังหวะที่มันถอย ผมฉวยโอกาสพุ่งเข้าใส่ทันทีพร้อมสะบัดตะขอเหล็กออกไปอย่างแม่นยำ
การโจมตีของผมไหลลื่นเป็นจังหวะเดียวกัน ไม่มีช่องว่างให้มันตั้งตัว
ครั้งนี้มันหลบไม่ทัน
เสียง “ฉีก!” ดังขึ้นตะขอเหล็กของผมทะลวงเข้าที่ชายโครงขวาของมันโดยตรง
“อ๊ากกกก!”
เสียงกรีดร้องดังสนั่น มันเจ็บปวดจนร่างบิดเกร็ง
มันสะบัดกรงเล็บกลับมาตะปบไหล่ซ้ายของผม ทิ้งรอยเล็บลึกสามเส้นเลือดพุ่งกระฉูด
แค่เพียงนิดเดียว กรงเล็บนั้นเกือบจะฉีกหลอดเลือดใหญ่ที่ลำคอของผมแล้ว
แต่ผมไม่มีเวลาใส่ใจความเจ็บปวด
มือขวากระชากตะขอเหล็ก ดึงร่างมันเข้ามาใกล้ ก่อนจะคำรามลั่น “ตายซะ!”
พูดจบผมใช้มือซ้ายที่ชุ่มไปด้วยเลือดหยิบยันต์สะกดวิญญาณออกจากอกเสื้อ
เสียง “ปึบ!” ดังขึ้น เมื่อผมกระแทกยันต์ใส่หน้าผากของมัน
การต่อสู้อย่างบ้าคลั่งของผมทำให้มันตั้งตัวไม่ทัน
ยันต์ระเบิดดังเปรี้ยง ส่องแสงสว่างเจิดจ้า
เสียงกรีดร้องของวิญญาณอาฆาตดังสนั่น มันทรุดลงกับพื้นดวงตาเลื่อนลอยไปชั่วขณะ
เนื้องอกสีเขียวที่หน้าผากของมันถูกพลังของยันต์ทำลายจนระเบิดออกน้ำเหลืองสีเขียวไหลทะลัก ก่อนจะระเหยเป็นไอสีดำ
ดวงตาของผมแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
ผมกระโจนขึ้นคร่อมร่างของมัน กระชับตะขอเหล็กแน่น แล้วฟาดใส่หน้ามันเต็มแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
“ไอ้ชาติชั่ว!”
เสียงสบถดังไม่ขาดสายขณะที่ตะขอในมือของผมกระแทกลงไปบนหน้าผากและเนื้องอกสีเขียวของมันอย่างไร้ความปรานี
เสียง “ตึกๆๆๆ!” ดังซ้ำๆ ทั่วทั้งบริเวณ
เสียงครวญครางแผ่วเบาดังจากปากของวิญญาณอาฆาต
“ไม่...อย่า...”
แต่มันไม่มีโอกาสได้พูดต่อ ศีรษะของมันระเบิดออกด้วยแรงกระแทก
ร่างของมันสั่นสะท้าน ก่อนจะ “บึ้ม!” แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆวิญญาณสลายหายไป ไม่มีเหลือแม้แต่เศษซากมีเพียงเปลวไฟวิญญาณรูปร่างมนุษย์ที่ลุกโชนบนพื้น
ส่วนผม ดวงตาแดงก่ำ ร่างเต็มไปด้วยเลือด มือยังคงกำตะขอเหล็กแน่น หอบหายใจหนักหน่วง
“ฮู่ว...ฮู่ว...”
ผมยังคงอยู่ในภวังค์ของการต่อสู้ราวกับยังไม่ตื่นจากความบ้าคลั่งเมื่อครู่
ผมแทบไม่อยากเชื่อว่า ผมสามารถเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์เป็นตายนี้ได้
และที่สำคัญ...ผมเป็นคนลงมือสังหารนักพรตวิญญาณด้วยตัวเอง
ผมเอนหลังพิงกับต้นไม้ รู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะครั้งใหญ่
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากลำคอของผม “ฮะ...ฮ่าๆๆ...”
ความตื่นเต้นและความสะใจไหลผ่านร่างแทนความกลัว
บาดแผลที่ไหล่ซ้ายและหน้าอกซ้ายยังคงมีเลือดไหลไม่หยุดแต่กลับไม่ทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นเลยสักนิด
ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกถึงความฮึกเหิมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้นจากที่ไกล
“ตึกๆๆ...”
เสียงฝีเท้ากระชั้นเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
ก่อนที่ผมจะทันได้ตั้งตัว เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากพุ่มไม้
บางทีอาจเป็นเพราะเสียเลือดมากเกินไปหรืออาจเพราะพลังชีวิตถูกดูดไปมาก ตอนนี้สายตาของผมเริ่มพร่ามัวเห็นภาพไม่ชัดเจน
แต่เพียงแค่แวบเดียว ผมก็จำเงานั้นได้ทันที
“อา...อาจารย์...” เสียงของผมแผ่วเบาและอ่อนแรงแต่ริมฝีปากยังคงมีรอยยิ้ม
อาจารย์ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าผม และสิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาตกตะลึง
ร่างของผมเต็มไปด้วยเลือด นั่งพิงอยู่กับต้นไม้
ร่องรอยการต่อสู้ปรากฏไปทั่วบริเวณ อาวุธและเครื่องรางตกกระจัดกระจาย
บนพื้นห่างออกไปเล็กน้อยมีรอยเผาไหม้รูปร่างมนุษย์หลงเหลืออยู่
“เสี่ยวเจียง...!” อาจารย์เบิกตากว้างเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความตกใจและกังวล
เขารีบวิ่งเข้ามาหาผม จับไหล่ซ้ายที่เต็มไปด้วยเลือดของผมไว้ “เสี่ยวเจียง เกิดอะไรขึ้น! ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน...เป็นความผิดของฉันเอง...!”
ดวงตาของเขาฉายแววเสียใจอย่างที่สุด
แต่ผมกลับหัวเราะออกมา “อาจารย์...ผม...ผมไม่เป็นไร...ผมฆ่า...นักพรตวิญญาณนั่น...สำเร็จแล้ว!”
ถึงแม้อาจารย์จะพอคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของผมเต็มๆเขาก็ยังคงตกตะลึงไม่หาย
“นายบอกว่า...นายฆ่านักพรตวิญญาณนั่นได้ด้วยตัวเอง?”
อาจารย์ไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินหรืออาจกล่าวได้ว่าเขาไม่คิดว่าผมจะทำได้
ท้ายที่สุดแล้ว ผมเพิ่งเข้าสู่วงการเพียงเดือนเดียวเท่านั้น
อีกทั้งนักพรตวิญญาณตนนั้นไม่ใช่วิญญาณอาฆาตทั่วไป แต่มันเป็นวิญญาณอาฆาตระดับสูงแถมยังเคยหนีรอดจากเงื้อมมือของอาจารย์ไปได้
การที่มันสามารถเอาตัวรอดจากอาจารย์ได้ก็แสดงให้เห็นว่าพลังของมันอยู่ในระดับใด
ผมยิ้มพลางพยักหน้า “ใช่ครับ!ผม...ผมใช้ตะขอเหล็กทุบมันจนตาย!”
ผมพยายามยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนจะชี้ไปที่ตะขอเหล็กเปื้อนเลือดซึ่งอยู่ไม่ไกล
เมื่อเห็นเช่นนี้ อาจารย์ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้อีกต่อไป สีหน้าตกตะลึงเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นและดีใจทันที “ดี! ดีมาก! ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันจะรักษาแผลให้เอง”
อาจารย์รีบเปิดถุงเครื่องมือ หยิบผ้าพันแผลและยาห้ามเลือดออกมา
เขาปฐมพยาบาลให้ผมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะให้ผมจิบน้ำเล็กน้อย
อาการของผมค่อยๆ ดีขึ้น ลมหายใจเริ่มกลับมาเป็นปกติผมจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่อาจารย์วิ่งหายไป
หลังจากฟังจบ อาจารย์ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ แล้วมองมาที่ผมราวกับกำลังจ้องมองขุมทรัพย์ล้ำค่า...