ตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 45 จั่วอู๋เซี่ยง

    ในยามดึกเซียวอวี้ที่ดื่มจนเมาอ้อแอ้ก้าวขึ้นบนรถม้ากลับไปยังสกุลเซียว

            ยอดฝีมือสิบกว่าคนของจวนสกุลเซียวลอบติดตามไปกระทั่งจ้างชิงชวนเองก็ส่งนักพรตขั้นลูกกลอนนิลคนหนึ่งคุ้มครองเป็นการลับด้วยกลัวว่าเซียวอวี้จะประสบเรื่องไม่คาดคิดเขาก็จะไม่ได้รับตำรับยาเดี่ยวแต่ละใบไปด้วย

            กลับมาถึงจวนสกุลเซียวเซียวอวี้ไปตำหนักใต้ดินที่ลึกและเงียบสงัดแห่งนั้น

            ภายในตำหนักใต้ดินไข่มุกประกายราตรีเม็ดใหญ่แต่ละเม็ดทำให้ที่แห่งนี้สว่างไสวราวกับในเวลากลางวันบนโต๊ะของเซียวฉีสยงวางเต็มไปด้วยจดหมายซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองของสกุลเซียวเก็บรวบรวมข่าวของเมืองฉังอานไปจนถึงแผ่นดินต้าถังในทุกๆวัน แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นข่าวกรองที่ทรงคุณค่าส่งมาให้

            “อวี้เอ๋อร์เจ้ากลับมาแล้วหรือ” เซียวฉีสยงเห็นเซียวอวี้สีหน้าที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าพลันมลายหายไปหมดสิ้น เผยรอยยิ้มรักใคร่เอ็นดู

            เซียวอวี้พยักหน้ายิ้มรับนั่งลงตรงข้างเซียวฉีสยง เขากลมกลืนไปกับฐานะใหม่อย่างสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยยิ่งรู้สึกดีกับท่านพ่อในชาตินี้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

            “การประลองนั่นในช่วงเช้าพ่อได้ยินมาแล้วเจ้าสังหารหวงเหว่ยถิงที่สังเวียนทองวิถียุทธ์เรื่องนี้ได้เล่าลือไปทั่วทั้งสองแคว้นขนาดสำนักกระบี่เสวียนหวงเองก็รับรู้แล้วด้วย เท่าที่พ่อรู้ตอนนี้เจ้าเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ที่ได้รับเลือกของสำนักเป็นผู้เข้าแข่งขันยอดนิยมในการชิงตำแหน่งชนะเลิศในคราวนี้แล้ว” น้ำเสียงของเซียฉีสยงมีความชื่นชมปลาบปลื้มอย่างมาก

            เขาไหนเลยจะคาดได้ว่าลูกชายคนหนึ่งที่เมื่อก่อนถูกเขามองข้าม จะสามารถเติบโตมาจนถึงขั้นนี้ได้ภายในเวลาสั้นๆเพียงครึ่งปี สามารถยืนเคียงบ่ากับผู้กล้าระดับสุดยอดของสองแคว้นถ้ายังเติบโตต่อไปได้ จะต้องมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกบำเพ็ญตนแน่นอน

            เซียวอวี้คลี่ยิ้มพลางหยิบกล่องผ้ากล่องหนึ่งออกมาจากตรงอกเสื้อ เอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ เมื่อครู่ข้าไปพบจ้างชิงชวนเลยแวะเอายาผนวกวิญญาณกำเนิดฟ้ากล่องหนึ่งมาจากฉินซุ่นชังด้วยมียาลูกกลอนเม็ดนี้แล้ว ท่านสามารถเลื่อนถึงขั้นลูกกลอนนิลเจ็ดชั้นฟ้าได้สบายๆเลยละ”

            สีหน้าของเซียวฉีสยงเผยความประทับใจแล้วเอ่ยถาม “นี่ก็คือยาผนวกวิญญาณกำเนิดฟ้าที่เจ้าเสนอตำรับยาเดี่ยวให้กับฉินซุ่นชังแล้วสมาคมหมอยาของพวกเขากลั่นออกมาน่ะหรือ”

            “ใช่แล้ว”

            เซียวอวี้ยิ้มละไม“อีกทั้งวันนี้ข้ากับจ้างชิงชวนยังบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ในทุกๆสิบปีข้าจะจัดหาตำรับยาเดี่ยวที่ไม่ด้อยไปว่ายาผนวกวิญญาณกำเนิดฟ้าให้แก่วิหารหมอยาจ้างชิงชวนได้แสดงท่าทีว่าเต็มใจจะเป็นพันธมิตรกับสกุลเซียวเป็นการลับขอแค่สกุลเซียวตกอยู่ในความลำบาก วิหารหมอยาจะยื่นมือช่วยเหลือ”

            ในที่สุดสีหน้าเซียวฉีสยงแปรเปลี่ยนไปมาก

            หากเทียบกับการที่เขาเองเลื่อนถึงขั้นลูกกลอนนิลเจ็ดชั้นฟ้าสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่านั้น คือสกุลเซียวได้เป็นพันธมิตรกับวิหารหมอยาอิทธิพลที่ไม่ด้อยไปกว่าราชวงศ์ผูกมิตรกับสกุลเซียวนี่หมายความว่าอะไรไม่ต้องอธิบายก็คงรู้ได้

            แค่ต้องวางแผนและพัฒนาอีกไม่กี่สิบปีสกุลเซียวจะต้องก้าวกระโดดกลายเป็นเจ้านครในระดับสูงสุดสามารถเทียบเคียงกับสกุลจั่วได้อย่างแน่นอน

            แววตาเซียวฉีสยงส่อประกายอย่างต่อเนื่องจ้องมองเซียวอวี้ด้วยความลุ่มลึก ทอดถอนใจแล้วเอ่ยขึ้น “อวี้เอ๋อร์ เจ้าทุ่มเททำเพื่อสกุลเซียวมากมาย หลายปีก่อนหน้านี้ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ”

            เซียวอวี้ยิ้มเรียบเฉย“ท่านพ่อกล่าวเกินไปแล้ว ข้าแค่รู้ว่าตนเองสกุลเซียวแม้ในวันหน้าจะค่อยๆ ไกลห่างจากสกุลเซียว เพื่อมุ่งหน้าไปโลกแห่งการบำเพ็ญตนแต่ก่อนที่ข้าจะไป ข้าจะปกป้องสกุลเซียวให้ปลอดภัยหมดห่วงไปนานแสนนาน”

            “เจ้าพูดแบบนี้พ่อก็สบายใจแล้ว!”

            เซียวฉีสยงหรี่ตาเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำทันที “เรื่องของจวนโหวข้ารับรู้แล้ว อวิ๋นเย่ว์บังอาจจ้างมือสังหารของกลุ่มกาทมิฬมาลอบสังหารเจ้าเรื่องนี้อยู่เหนือขีดความอดทนของพ่อ พ่อขับไล่ตงหลิวออกจากจวนไปแล้วแล้วจะเขียนหนังสือหย่าร้าง ตัดสัมพันธ์กับตู้อวิ๋นเย่ว์อีกที”

            เขามองลูกชายที่สีหน้าเรียบนิ่งชะงักเสียงไปชั่วครู่ แล้วส่ายหน้าพลางฝืนแค่นยิ้มพร้อมกับเอ่ยขึ้น “พ่อรู้จักนิสัยของเจ้าเจ้าไม่มีทางปรานีศัตรูอย่างแน่นอนแต่พ่อหวังว่าเจ้าจะไว้ชีวิตพวกเขาแม่ลูกสักครั้ง และแน่นอนว่า...”

             

            “ท่านพ่อวางใจข้าจะไม่จัดการเรื่องให้ถึงที่สุด ในเมื่อข้าเองก็สกุลเซียวย่อมจะต้องให้โอกาสเซียวตงหลิวอีกสักหน เพียงแต่ ถ้าพวกเขาแม่ลูกยังไม่ยอมรามือท่านพ่อเองก็น่าจะเข้าใจ ข้าจะไม่มีทางใจดีแบบโง่ๆ”

            สีหน้าของเซียวฉีสยงฉายความเหี้ยมเกรียมพยักหน้าตอบรับ “หากลงมือกับเจ้าอีกข้าจะดำเนินการด้วยกฎของตระกูลเอง”

            เซียวอวี้คลี่ยิ้มทันทีสองพ่อลูกสนทนากันตามประสาอีกสามสี่ประโยค เซียวฉีสยงก็ตัดสินใจเลื่อนสู่ขั้นลูกกลอนนิลเจ็ดชั้นฟ้าให้ได้ก่อนแล้วค่อยออกจากการปิดด่านส่วนเซียวอวี้ก็แสดงทีท่าว่าจะตัดขาดจากโลกภายนอกตั้งใจฝึกฝนด้วยเช่นกันเฝ้ารอการประลองใหญ่สองแคว้นในอีกไม่กี่วันอย่างเงียบๆ

            สามสี่วันต่อมาดูเหมือนเมืองฉางอันคลื่นลมสงบเงียบแต่แท้จริงนั้นคลื่นใต้น้ำกำลังเกิดความคลื่นไหว

            เซียวอวี้สังหารหวงเหว่ยถิงแล้วประกาศต่อภายนอกว่าจะเข้าฌานส่วนในสามวันต่อมาเซียวฉีสยงกลับปรากฏตัวสู่สายตาของทุกคนในเมืองหลวงอีกครั้งนอกจากนี้ ก้วนจวินโหวที่เดิมทีเล่าลือกันว่าได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับเลื่อนสู่ขั้นลูกกลอนนิลเจ็ดชั้นฟ้าความสามารถยิ่งลึกล้ำเหนือประมาณ

            ก้วนจวินโหวที่‘บาดแผลหายเป็นปกติ’ สวมเกราะเข้าวังสนทนากับองค์จักรพรรดิอยู่หลายชั่วยาม การสนทนาลับคราวนี้ เจ้านครชั้นสูงกับเจ้านครชั้นล่างต่างให้ความสนใจอย่างมาก

            เนื้อหาในการสนทนาลับไม่อาจล่วงรู้ได้เพียงแต่หลังจากก้วนจวินโหวกลับมาถึงจวนสกุลเซียวพระราชโองการแห่งองค์จักรพรรดิก็ส่งตามมาทันที แต่งตั้งให้เซียวฉีสยงเป็นเสนาบดีกลาโหมอย่างเป็นทางการควบคุมกองทัพสองล้านกว่าคนของแผ่นดินต้าถัง

            สกุลเซียวกลายเป็นหัวหน้าเจ้านครชั้นล่างเผชิญหน้ากับฝ่ายเจ้านครชั้นสูงที่มีสกุลจั่วเป็นผู้นำถึงแม้อิทธิพลของเจ้านครชั้นล่างจะค่อนข้างอ่อนแอ แต่สกุลเซียวมีเซียวอวี้ผู้กล้าคนหนุ่มสาวคนนี้

            แน่นอนเจ้านครชั้นสูงก็มีจั่วอู๋เซี่ยง เขาคนนั้นที่กลายเป็นเจ้าเหนือหัวยุวชนในตำนานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

             

    ผ่านไปเก้าวันหนึ่งวันก่อนการประลองใหญ่สองแคว้นเซียวอวี้ออกจากการปิดด่าน

            การปิดด่านในคราวนี้ไม่ได้ทำให้เขาเลื่อนขั้นแต่เป็นการทำให้ระดับพลังยุทธ์ที่มีในตอนนี้มั่นคง อีกทั้งยังแก้ไขท่า ‘จับมังกรไอยรา’ และ ‘หัตถ์เทพสังหารสุริยันต์จันทรา’ อีกรอบให้สมบูรณ์แบบทั้งยังหลอมรวมวรยุทธ์ระดับต่ำทั้งสองวิชาเข้าไว้ด้วยกันอย่างสิ้นเชิงแม้ดูไปแล้วจะเป็นแค่วิทยายุทธ์ขั้นมนุษย์แต่สามารถสำแดงฤทธิ์ของวรยุทธ์ขั้นทองระดับบนออกมาได้

            วิทยายุทธ์ขั้นทองและขั้นมนุษย์เรียกได้ว่าเป็นแค่วรยุทธ์ มีเพียงขั้นนิลขึ้นไปถึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นอาคมลับอภินิหาร

            ส่วนเคล็ดวิชา ‘ตาข่ายสวรรค์หยางบริสุทธิ์’ที่สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่นในสกุลเซียว ก็เป็นแค่อาคมลับอภินิหารขั้นนิลระดับล่างเล็กๆเท่านั้น  แต่ก็เป็นวิชาอภินิหารนี้ที่ทำให้เซียววฉีสยงกลายเป็นก้วนจวินโหว ฝึกมาจนถึงขั้นลูกกลอนนิลเจ็ดชั้นฟ้า

            “อวี้เอ๋อร์วันพรุ่งเป็นวันประลองใหญ่สองแคว้น การประลองใหญ่คราวนี้มีคนมาเข้าร่วมหกร้อยกว่าคนแต่เจ้าไม่จำเป็นต้องแข่งขันในช่วงเริ่มต้น นอกจากเจ้าแล้วยังมีสิบกว่าคนที่เข้ารอบห้าสิบยอดฝีมือได้เลย รอหลังจากถูกคัดออกเหลือแค่ห้าสิบคนเจ้าถึงมีโอกาสปรากฏตัว”

            โถงหน้าของจวนสกุลเซียวลมหายใจของเซียวฉีสยงสงบมั่นคง หลังจากพลังจิตขั้นลูกกลอนนิลเจ็ดชั้นฟ้าฟื้นฟูทั้งหมดแล้วตบะก็ยิ่งแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ ผนวกกับลักษณะวางอำนาจและความเด็ดขาดที่สั่งสมในสมรภูมิมาหลายสิบปีทำให้เขาจัดการกับนักพรตขั้นลูกกลอนนิลเก้าชั้นฟ้าทั่วไปได้

            ส่วนนักพรตขั้นครึ่งก้าววิญญาณต้นกำเนิดเขายังคงไม่ใช่คู่ต่อสู้

            “นี่เป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมายหากข้ายังต้องเข้าร่วมการแข่งขันรอบแพ้คัดออก นี่จะทำผิดต่อชื่อของผู้กล้าคนหนุ่มสาวแล้วหรือเปล่าน่ะ”เซียวอวี้หยอกล้อ

            เซียวฉีสยงหัวเราะลั่นล้วงจดหมายเชิญสีเหลืองอ่อนฉบับหนึ่งออกมาจากในสาบเสื้อ เอ่ยขึ้น “ก่อนที่เจ้าจะออกจากการปิดด่านสำนักกระบี่เสวียนหวงส่งจดหมายเชิญมาให้ นักพรตของสำนักหลายคนที่รับผิดชอบการประลองใหญ่คราวนี้อยากจะเชิญบางคนไปเป็นแขกที่ภัตตาคารจินเฟิงอวี้ลู่ เจ้าเองได้รับเชิญด้วย”

            “เอ๊ะ?”

            เซียวอวี้รับจดหมายเชิญใบหน้าเผยรอยยิ้มครุ่นคิด “ได้เจอกับนักพรตของสำนักกระบี่เสวียนหวงก็ดีสนามประลองหลักของข้าในอนาคต ก็คงจะอยู่ในสำนักกระบี่เสวียนหวงนั่นละ”

            เซียวฉีสยงทำหน้าระแวดระวังและเป็นกังวลเล็กน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ไม่รู้ว่าสำนักส่งใครมาดำเนินการประลองใหญ่หากปล่อยจั่วอู๋เซี่ยงออกมาจากสำนัก จะไม่เป็นผลดีกับอวี้เอ๋อร์ยิ่งนักน่ะสิ”

            “จั่วอู๋เซี่ยงหรือ”

            เซียวอวี้หัวเราะเอื่อยๆ“หลังจากมาถึงเมืองฉังอานชื่อนี้ดังก้องอยู่ในหูของข้าตลอดเวลา ข้าอยากจะรู้จักจริงๆ”

            เซียวฉีสยงเอ่ยด้วยเสียงเคร่งขรึม“อวี้เอ๋อร์ เจ้าจะประมาทคนคนนี้ไม่ได้เป็นอันขาดเมื่อหลายปีก่อนพ่อเคยเจอจั่วอู๋เซี่ยงอยู่ครั้งหนึ่งเจ้าเด็กคนนี้มีความสามารถโดดเด่นเหนือผู้คน ตัวเขามีลักษณะท่าทางยากจะอธิบายได้แบบหนึ่งราวกับโอรสของเทพเทวา น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง”

            เซียวอวี้คลี่ยิ้ม“ท่านพ่อวางใจข้ารู้ว่าควรจะเผชิญหน้ากับจั่วอู๋เซี่ยงอย่างไร”

            ในตอนนี้เจียงไป๋หย่งเดินเข้ามาจากข้างนอก คารวะเซียวฉีสยงก่อนจากนั้นหันมาสนทนากับเซียวอวี้ด้วยรอยยิ้ม “ท่านโหวน้อยสหายคนสนิทของท่านกำลังรออยู่ข้างนอกขอรับ”

            “ซูเฮ่าหรือ”

            เซียวอวี้สัมผัสกลิ่นอายของซูเฮ่าได้รางๆจึงผุดกายลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ย “ท่านพ่อข้าไปก่อนละ คืนนี้ข้าจะไปให้ตรงเวลา”


    คล้ายกับเรื่องตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน