ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 406 : บททดสอบแห่งทวิภพ

จารึกที่ 406 : บททดสอบแห่งทวิภพ : เงาผู้เฝ้าประตูและเส้นสายแห่งบรรพกาล


ทันทีที่แผ่นหลังของพวกเขาก้าวพ้นธรณีประตู บานโลหะสีนิลและสีทองแดงก็เคลื่อนตัวเข้าหากันด้วยเสียงดังกึกก้องประดุจขุนเขาเคลื่อนตัว ปิดตายเส้นทางสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอก ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งไปชั่วลมหายใจ ก่อนที่ดวงไฟสีขาวขุ่นและสีแดงโลหิตจะลุกพรึบขึ้นตามคบเพลิงหินศิลาที่เรียงรายอยู่สองฟากฝั่งของโถงทางเดินยาวเหยียด


บรรยากาศภายในวิหารสุริยันจันทราหนักอึ้งจนแทบจะจับต้องได้ อากาศที่สูดเข้าไปเย็นเยียบและบาดลึกถึงปอด มันปราศจากปราณฟ้าดินที่ผู้ฝึกตนคุ้นเคย ทว่ากลับเต็มไปด้วยเจตจำนงโบราณที่ดิบเถื่อนและเก่าแก่ กลิ่นอายของความขัดแย้งระหว่างแสงสว่างและความมืดแผ่ซ่านอยู่ทุกอณู กดทับลงบนบ่าของคณะเดินทางจนก้าวเท้าได้ยากลำบาก


อาเจียหยุดยืนนิ่ง ปล่อยให้วงแหวนสามสีในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างเชื่องช้า ทารกวิญญาณสูญตาทำหน้าที่เป็นตัวกรอง ดูดซับความปั่นป่วนเหล่านั้นและเจือจางมันด้วยความว่างเปล่า เพื่อไม่ให้เส้นชีพจรในร่างได้รับบาดเจ็บ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ สภาพของโถงวิหารกว้างใหญ่เกินกว่าจะประเมินด้วยสายตา สองข้างทางเต็มไปด้วยรูปสลักหินของสิ่งมีชีวิตที่โลกเซียนยุคปัจจุบันไม่เคยพานพบ บ้างมีสี่กร บ้างมีสามเนตร บ้างมีปีกที่ดูคล้ายใบมีดโลหะ


"ที่นี่มัน... กฎเกณฑ์ทุกอย่างล้วนบิดเบี้ยวไปหมด" ฉินมู่หลางขมวดคิ้ว มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่นิรันดร์ไว้แน่น ทว่าเขากลับสัมผัสได้ว่าเจตจำนงกระบี่ที่เคยคมกริบ กลับถูกความหนาแน่นของเจตจำนงโบราณบีบรัดจนไม่อาจแผ่พุ่งออกไปนอกระยะหนึ่งจั้งได้


"เพลิงของข้าก็เช่นกัน" เฟิงอี้หรานแบมือออก เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลที่ควรจะลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง กลับเหลือเพียงลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นที่สั่นไหวอย่างอ่อนแรง "สถานที่นี้ต่อต้านพวกเราประดุจสิ่งแปลกปลอม หากมีอันตรายซ่อนอยู่ กำลังรบของพวกเราคงเหลือไม่ถึงครึ่ง"


เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยขยับเข้ามายืนชิดกัน สตรีผู้วางแผนประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว "อาเจีย ประตูทางออกถูกปิดตาย หากปราณของพวกเราถูกสะกดข่ม การเดินหน้าสุ่มสี่สุ่มห้าคือการรนหาที่ตาย พวกเราควรให้หลิงเอ๋อร์ลองใช้เนตรดาราตรวจสอบเส้นทางก่อนหรือไม่?"


อาเจียพยักหน้าเล็กน้อย หันไปทางดรุณีน้อยที่กำลังกวาดตามองรูปสลักด้วยความตื่นตาตื่นใจ "หลิงเอ๋อร์ ระวังตัวด้วย อย่าพยายามมองลึกเกินไป เจตจำนงของสถานที่นี้เก่าแก่กว่าดวงดาราที่เจ้าคุ้นเคย หากฝืนเกินไป แก่นวิญญาณของเจ้าจะได้รับผลกระทบ"


"ข้าเข้าใจแล้ว!" เฟิงหลิงเอ๋อร์รับคำ นางหลับตาลงรวบรวมสมาธิ พริบตาที่นางลืมตาขึ้น นัยน์ตาทั้งสองข้างก็เปล่งประกายประกายระยิบระยับประดุจห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ เนตรดาราของนางเพ่งมองทะลุผ่านความมืดมิดและหมอกสีเลือดที่ปกคลุมอยู่เบื้องหน้า


ทว่า เพียงแค่สายตาของนางกระทบเข้ากับความลึกซึ้งของโถงวิหาร ร่างกายของดรุณีน้อยก็สะดุ้งเฮือก!


"อ๊ะ!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กรีดร้องออกมาเบาๆ ยกมือขึ้นปิดตาทั้งสองข้าง ร่างของนางซวนเซจนปิงอวิ๋นต้องรีบคว้าแขนประคองไว้ หยาดเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากหว่างนิ้วมือของนาง


"หลิงเอ๋อร์!" อาเจียพุ่งตัวเข้าไปหาทันที ชายหนุ่มตวัดมือแตะลงบนหน้าผากของนาง ถ่ายทอดปราณที่ผ่านการกลั่นกรองจากความว่างเปล่าเข้าไประงับความปั่นป่วนในห้วงวิญญาณของดรุณีน้อยอย่างรวดเร็ว


"ข้า... ข้าไม่เป็นไร" เฟิงหลิงเอ๋อร์หอบหายใจ ใบหน้าซีดเผือด นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น แม้เลือดจะหยุดไหลแล้ว ทว่าแววตาของนางยังคงเต็มไปด้วยความหวาดผวา "ที่นั่น... มันไม่มีเส้นทาง ไม่มีอนาคต ไม่มีอดีต มีเพียง... เส้นสายที่สับสนวุ่นวาย มันกำลังกรีดแทงดวงตาของข้า ทันทีที่ข้าพยายามจะถอดรูปแบบของมัน"


"เป็นดังที่ข้าคาดไว้" มู่เฉินลอยตัวออกมาจากพู่กันนิรันดร์ สีหน้าของท่านเคร่งขรึม "เนตรดาราของนางใช้กฎเกณฑ์ของฟากฟ้าปัจจุบันในการทำนายและมองทะลุ ทว่าสถานที่นี้ดำรงอยู่ก่อนที่ฟากฟ้าของพวกเราจะถูกจัดระเบียบ การใช้เนตรดาราที่นี่ ก็เหมือนการใช้ดวงตาเนื้อมองจ้องดวงอาทิตย์อย่างใกล้ชิด ย่อมเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับทันที"


อาเจียถอนมือออก นัยน์ตาสีดำของเขาเย็นเยียบและเด็ดเดี่ยว "เช่นนั้น เราก็ต้องเดินหน้าด้วยประสาทสัมผัสและปัญญา สิ่งใดที่วิถีเต๋าปัจจุบันอธิบายไม่ได้ เราก็จะใช้ความไม่มีไปทำความเข้าใจมัน... ทุกคน ก้าวเดินตามข้ามา อย่าทิ้งห่างเกินระยะสามก้าวเด็ดขาด"


กลุ่มสหายจัดขบวนอย่างรัดกุม อาเจียเดินนำหน้าสุด ตามด้วยชิงเสวี่ยและหลิงเอ๋อร์ ปิงอวิ๋นและอี้หรานคอยระวังด้านข้าง ส่วนฉินมู่หลางเป็นผู้ปิดท้าย เงาดำของเจ้าถุงเงินแผ่ขยายอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาทุกคน คอยตรวจจับแรงสั่นสะเทือนที่อาจเกิดขึ้นบนพื้นหิน


เสียงฝีเท้าของพวกเขาก้องสะท้อนไปมาในโถงวิหาร ยิ่งเดินลึกเข้าไป แสงสว่างจากคบเพลิงก็ยิ่งหรี่ลง ทว่าสิ่งที่เพิ่มขึ้นคือความรู้สึกกดดันที่มองไม่เห็น มันคล้ายกับมีสายตานับหมื่นคู่จากรูปสลักหินกำลังจ้องมองพวกเขาทุกย่างก้าว


ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป โถงทางเดินแคบๆ ก็เปิดกว้างออกสู่ลานศิลาทรงกลมขนาดมหึมา ใจกลางลานนั้น มีลวดลายที่ดูคล้ายกับสัญลักษณ์หยินหยาง ทว่ามันมิใช่ขาวและดำ แต่มันคือการบรรจบกันของแสงสุริยันที่ร้อนระอุ และเงาจันทราที่เย็นเยียบ


และตรงจุดกึ่งกลางของการบรรจบกันนั้นเอง... มีบางสิ่งกำลังคุกเข่าอยู่


มันมิใช่สิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยเลือดเนื้อ และมิใช่หุ่นกลศิลา ทว่ามันคือการรวมตัวกันของแสงและเงา! ร่างของมันสูงกว่าสามจั้ง ครึ่งซ้ายสว่างเจิดจ้าจนแสบตา ครึ่งขวามืดมิดจนมองไม่เห็นรายละเอียดใดๆ ในมือทั้งสองข้างถือทวนยาวที่หล่อหลอมจากความว่างเปล่าที่บิดเบี้ยว


พริบตาที่อาเจียและสหายก้าวเท้าเหยียบลงบนลานศิลา... สิ่งนั้นก็ค่อยๆ ยืนขึ้น!


*ครืนนน!*


คลื่นพลังกดดันที่ดุดันและไร้ซึ่งเหตุผล ระเบิดออกจากร่างของ 'ผู้เฝ้าประตู' กวาดพัดกระแทกคณะเดินทางจนต้องถอยร่นไปหลายก้าว มันไม่มีจิตสังหาร ไม่มีอารมณ์โกรธแค้น มีเพียง 'หน้าที่' ที่ฝังรากลึกอยู่ในเจตจำนงมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล


"ระวัง! มันไม่ใช่อสูรหรือวิญญาณ!" มู่หลางตวาดก้อง ร่างของยอดกระบี่พุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าก่อนผู้ใด เจตจำนงกระบี่ที่ถูกกดข่มถูกรีดเค้นออกมาจนถึงขีดสุด ปราณสีเงินพุ่งทะลวงอากาศหมายจะผ่าร่างแสงและเงาให้ขาดเป็นสองท่อน


ทว่า ปรากฏการณ์ที่น่าตระหนกก็เกิดขึ้น!


ปราณกระบี่นิรันดร์ของมู่หลางที่สามารถตัดได้แม้กระทั่งภูผา เมื่อปะทะเข้ากับร่างของผู้เฝ้าประตู กลับทะลุผ่านไปราวกับฟันอากาศว่างเปล่า! ไม่มีเสียงปะทะ ไม่มีรอยแผล ร่างแสงและเงานั้นเพียงแค่กระเพื่อมไหวเล็กน้อย ก่อนที่มันจะตวัดทวนในมือสวนกลับมา!


ทวนที่ดูเหมือนไม่มีตัวตนนั้น ฟาดลงมาด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองทัน!


*เปรี้ยง!*


มู่หลางยกกระบี่ขึ้นรับ ทว่าแรงกระแทกที่ส่งผ่านมานั้นหนักหน่วงประดุจภูเขาทั้งลูกหล่นทับ! ยอดกระบี่หนุ่มกระอักเลือดคำโต ร่างปลิวละลิ่วกลับมาล้มลงแทบเท้าของอาเจีย


"มู่หลาง!" ชิงเสวี่ยและอี้หรานตะโกนพร้อมกัน


"พลังป้องกันทางกายภาพไร้ผล!" เฟิงอี้หรานกัดฟัน พุ่งตัวออกไปแทนที่มู่หลาง สองมือประกบกันเรียกเปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลออกมา "เช่นนั้นก็ลองลิ้มรสการแผดเผาของวิญญาณดู!"


พายุเพลิงสีทองแดงพวยพุ่งเข้าโอบล้อมร่างของผู้เฝ้าประตู ความร้อนระดับที่สามารถหลอมละลายเหล็กกล้าได้ในเสี้ยววินาที แผดเผาจนอากาศรอบๆ บิดเบี้ยว ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้างด้วยความสิ้นหวัง


ร่างครึ่งเงาของมัน ทำการ 'กลืนกิน' เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ในขณะที่ร่างครึ่งแสงของมันกลับสว่างจ้าขึ้น และสะท้อนความร้อนทั้งหมดกลับมาหาเฟิงอี้หรานเป็นทวีคูณ!


"ถอยออกมา อี้หราน!"


อาเจียพุ่งตัวเข้าไปคว้าคอเสื้อของสหาย กระชากร่างของเฟิงอี้หรานให้พ้นจากวิถีสะท้อนกลับของเปลวเพลิง คลื่นความร้อนพุ่งเฉียดร่างของพวกเขาไปกระแทกกำแพงวิหารด้านหลังจนเกิดรอยไหม้ขนาดใหญ่


"บัดซบ! ฟันไม่เข้า เผาไม่ได้ พลังป้องกันของมันคืออะไรกันแน่!" เฟิงอี้หรานสบถ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง


อาเจียยืนจ้องหน้าผู้เฝ้าประตูที่กำลังก้าวเดินเข้ามาอย่างช้าๆ นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาประมวลผลทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้นอย่างเยือกเย็น ชายหนุ่มมิได้ชักพู่กันออกมาโจมตี ทว่าเขาหลับตาลงและสัมผัสถึงความผันผวนของวิถีเต๋า


"มันไม่มีกายหยาบให้ฟัน และมันไม่มีวิญญาณให้เผาผลาญ" อาเจียเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาหนักแน่นประดุจสมอเรือกลางพายุ "มันคือ 'กฎเกณฑ์' ที่เดินได้... กฎเกณฑ์ที่ถูกทิ้งไว้เพื่อกำจัดผู้ที่มีวิถีเต๋าแตกต่างจากสถานที่แห่งนี้ การที่พวกเจ้าใช้ปราณเซียนโจมตีมัน ก็เหมือนกับการใช้กระดาษไปปะทะกับเปลวเพลิง มีแต่จะถูกเผาไหม้และถูกสะท้อนกลับ"


"หากมันคือกฎเกณฑ์ที่เดินได้ แล้วเราจะเอาชนะมันได้อย่างไร? กฎเกณฑ์เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้!" เย่ปิงอวิ๋นประคองมู่หลางให้ลุกขึ้น ใบหน้าของนางตึงเครียด


"ในเมื่อมันคือกฎเกณฑ์ เราก็ต้องใช้กฎเกณฑ์เข้าปะทะ"


อาเจียลืมตาขึ้น วงแหวนสามสีในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างเกรี้ยวกราด ทารกวิญญาณสูญตาเบิกตาขึ้นภายในห้วงวิญญาณ ชายหนุ่มยกมือขวาขึ้น พู่กันนิรันดร์ปรากฏพร้อมกับแสงสีทองประกายม่วงที่เปล่งรัศมีเจิดจ้าที่สุดเท่าที่เคยมีมา


"ถอยไปอยู่เบื้องหลังข้า พวกเจ้าห้ามปล่อยปราณเซียนออกมาแม้แต่หยดเดียว ปล่อยให้มันลืมการมีอยู่ของพวกเจ้าไปเสีย"


สหายทั้งสี่ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด พวกเขากดข่มปราณเซียนจนมิดชิด เจ้าถุงเงินที่ซ่อนอยู่ในเงา แผ่ข่ายใยแห่งความว่างเปล่ามาคลุมร่างของพวกเขาไว้ ทำให้ผู้เฝ้าประตูละความสนใจจากพวกเขา และพุ่งเป้ามาที่อาเจียเพียงผู้เดียว


ร่างแสงและเงายกทวนคู่ขึ้นสูง เจตจำนงแห่งการทำลายล้างที่ดิบเถื่อนที่สุดพุ่งเป้ามาที่บุรุษหนุ่ม อาเจียไม่หลบหลีก ทว่าเขาล้วงมือซ้ายเข้าไปในห้วงมิติ ดึงเอา 'แผ่นศิลาสีเทาหม่น' ที่เจ้าถุงเงินเพิ่งค้นพบออกมา!


"สิ่งที่อยู่บนแผ่นศิลานี้ คือรอยสลักแห่งบรรพกาลที่เก่าแก่ยิ่งกว่าผู้เฝ้าประตูตนนี้" มู่เฉินส่งเสียงเตือน "อาเจีย หากเจ้าดึงดันจะใช้มัน เจ้าต้องตระหนักให้ดีว่าการสัมผัสเจตจำนงที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจ อาจทำให้เจ้าถูกมันกลืนกินเสียเอง!"


"ข้าไม่คิดจะทำความเข้าใจมันในตอนนี้หรอก ท่านอาจารย์" อาเจียยิ้มมุมปาก "ข้าเพียงแค่จะใช้มันเป็น 'น้ำหมึก' เท่านั้น!"


พริบตาที่ทวนแสงและเงาฟาดฟันลงมา อาเจียไม่ได้ตั้งรับ ทว่าเขากระแทกปลายพู่กันนิรันดร์ลงบนรอยสลักบนแผ่นศิลา!


เจตจำนงที่ดิบเถื่อน ไร้จุดเริ่มต้นและไร้จุดสิ้นสุดจากรอยสลัก ถูกพู่กันนิรันดร์ดูดซับเข้ามา! เส้นชีพจรที่แขนขวาของอาเจียปูดโปนจนแทบปริแตก โลหิตไหลซึมออกจากรูขุมขน ปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากการแบกรับกฎเกณฑ์ที่เหนือกว่าโลกเซียนกระแทกเข้าใส่ร่างของเขาอย่างโหดร้าย ทว่าอาเจียฝืนทนความเจ็บปวด ตวัดพู่กันที่อาบด้วยเจตจำนงบรรพกาลนั้น ขึ้นสู่กลางอากาศ!


เขาไม่ได้วาดอักขระโจมตี ทว่าเขาวาด 'อักขระสูญตา (零)' ที่ผสานด้วยเจตจำนงแห่งแผ่นศิลา!


"วิถีของเจ้าคือแสงและความมืดที่ขัดแย้ง... เช่นนั้นก็จงพบกับความว่างเปล่า ที่เป็นจุดกำเนิดของพวกเจ้าเสียเถิด!"


อักขระสูญตาสีเทาหม่นที่เปล่งประกายความเก่าแก่พุ่งทะยานออกไป มันเข้าปะทะกับทวนแสงและเงาอย่างจัง!


ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง ไม่มีแรงอัดอากาศที่รุนแรง ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือปรากฏการณ์แห่งการ 'ลบล้าง' ทวนที่เคยกดดันมู่หลางจนบาดเจ็บ เมื่อสัมผัสกับอักขระสูญตาที่แฝงเจตจำนงบรรพกาล มันกลับแตกสลายกลายเป็นละอองแสงและเงามืดที่ไร้พิษสง!


ผู้เฝ้าประตูชะงักงัน ร่างกายครึ่งแสงครึ่งเงาของมันเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง มันพยายามจะถอยร่น ทว่าอักขระสูญตาของอาเจียไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น มันลอยเข้าไปประทับลงตรงจุดกึ่งกลางหน้าอกของร่างนั้น พอดิบพอดี!


เจตจำนงแห่งความว่างเปล่าแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างกฎเกณฑ์ของผู้เฝ้าประตู มันไม่ได้ทำลายล้าง ทว่ามันเข้าไป 'ปลดเปลื้อง' พันธนาการที่ผูกมัดแสงและความมืดเข้าไว้ด้วยกันอย่างฝืนธรรมชาติ


ร่างที่สูงกว่าสามจั้งค่อยๆ ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าอาเจีย แสงสว่างและความมืดในร่างของมันเริ่มแยกตัวออกจากกัน กลับคืนสู่ผืนดินฝั่งซ้ายและขวาอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงก้อนศิลากลมเกลี้ยงขนาดเท่าฝ่ามือสองก้อน ก้อนหนึ่งส่องแสงสีขาวนวล อีกก้อนหนึ่งดำมืดสนิท หล่นลงบนพื้นเสียงดังกังวาน


ลานศิลากลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง


อาเจียลดพู่กันลง แผ่นศิลาในมือซ้ายร่วงหล่นลงพื้นพร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่ทรุดตัวลงคุกเข่า เขากระอักเลือดสีเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าซีดเซียวประดุจกระดาษ ทารกวิญญาณในร่างอ่อนล้าจนแทบจะหลับใหล การดึงเจตจำนงจากยุคบรรพกาลมาใช้งานโดยตรง เป็นภาระที่หนักหน่วงเกินกว่าที่ระดับการผสานอักขระขั้นที่ห้าจะรับมือได้อย่างสมบูรณ์


"อาเจีย!" สหายทั้งสี่รีบวิ่งเข้ามาล้อมรอบตัวเขา ชิงเสวี่ยส่งปราณพฤกษาที่เหลืออยู่น้อยนิดเข้าประคองชีพจรของชายหนุ่มทันที


"ข้ายังไหว..." อาเจียยกมือขึ้นห้าม ฝืนหยัดกายขึ้นนั่ง เขามองไปที่ก้อนศิลาสองก้อนที่ตกอยู่บนพื้น "นี่คือ 'แก่นแท้' ของกฎเกณฑ์ในสถานที่แห่งนี้ การที่ผู้เฝ้าประตูทิ้งมันไว้... แสดงว่ามันยอมรับว่า วิถีแห่งความว่างเปล่าของพวกเรา ยิ่งใหญ่กว่าเจตจำนงแห่งการต่อต้านของมัน"


เจ้าถุงเงินคลานออกมารีบเก็บศิลาทั้งสองก้อนมาวางไว้ข้างกายผู้เป็นนายอย่างรู้หน้าที่ มันส่งเสียงฟ่อเบาๆ ราวกับจะแสดงความยินดี


"เจ้าบ้าเอ๊ย ชอบทำอะไรเกินตัวอยู่เรื่อย!" เฟิงอี้หรานบ่นอุบ ทว่าแววตาเปี่ยมด้วยความนับถือ "แต่ถ้าไม่มีเจ้า พวกเราคงกลายเป็นปุ๋ยให้ซากวิหารนี่ไปแล้ว"


"เก็บศิลาสองก้อนนั้นไว้ให้ดี อาเจีย" มู่เฉินกล่าวเตือน "มันคือ 'กุญแจสุริยันจันทรา' กุญแจที่จะนำพวกเจ้าลงสู่ส่วนลึกที่สุดของวิหารแห่งนี้... ที่ซึ่งความลับของการก่อกำเนิดวิถีอักขระ ถูกฝังลืมมาเนิ่นนาน"


อาเจียเก็บกุญแจศิลาและแผ่นศิลารอยสลักเข้าสู่มิติ เขาเงยหน้าขึ้นมองทางเดินที่ทอดยาวต่อไปในความมืดเบื้องหน้า


"พักฟื้นให้เต็มที่เถิดสหายข้า" อาเจียกล่าวเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความเด็ดขาด "เบื้องนอก กองทัพของตระกูลเซียนโบราณคงกำลังระดมกำลังเพื่อปิดล้อมพวกเรา ทว่าเบื้องหลังประตูบานถัดไปนี้... ข้าเชื่อว่าพวกเราจะค้นพบพลัง ที่จะทำให้พวกตาเฒ่าเหล่านั้น ต้องสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว"


สายสัมพันธ์ของมิตรสหายแนบแน่นยิ่งขึ้นท่ามกลางวิกฤต การเผชิญหน้ากับกฎเกณฑ์โบราณมิได้ทำให้พวกเขาย่อท้อ ทว่ากลับหล่อหลอมให้เจตจำนงในการมีชีวิตอยู่และก้าวข้ามขีดจำกัดลุกโชนยิ่งกว่าเดิม


ในขณะเดียวกัน ภายนอกวิหารสุริยันจันทรา...


ท้องฟ้าเหนือหุบเขารกร้างบูรพา บัดนี้มืดฟ้ามัวดินไปด้วยเรือรบหยกขาวขนาดยักษ์นับสิบลำ ธงสัญลักษณ์แห่งตระกูลเซียนโบราณผู้พิทักษ์กฎ โบกสะบัดอย่างโอหังท้าทายสายลม กู่หานซานยืนอยู่บนหัวเรือลำหน้าสุด สายตาของเขาทอดมองลงไปยังม่านพลังที่ปิดกั้นรอยแยกของวิหาร เบื้องหลังของเขาคือผู้คุมกฎระดับแยกวิญญาณนับร้อยชีวิต และค่ายกลทำลายล้างระดับบรรพกาลที่ถูกลำเลียงมาเพื่อบดขยี้ทุกอุปสรรค


"เตรียมการให้พร้อม..." กู่หานซานสั่งการด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "เมื่อม่านพลังนี้อ่อนกำลังลง ไม่ว่าผู้ใดที่ก้าวออกมาจากซากวิหารนั่น... สังหารให้สิ้น อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"


พายุแห่งสงครามกำลังตั้งเค้า การปะทะกันระหว่าง 'ผู้พิทักษ์กฎเกณฑ์เก่า' และ 'ผู้กำหนดวิถีแห่งอักขระใหม่' กำลังจะมาถึงในไม่ช้า!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน