ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่455 ประทับฝ่ามือ

       อี้เฉินใช้เวลาเดินทางไปถึง2ชั่วยามเต็ม (4ชั่วโมง) กว่าเขาจะบินทะยานมาถึงวัดเก่าแก่โบราณ ที่อยู่สูงตระหง่าน บนยอดเขาสูงมองเห็นได้อย่างชัดเจน บ่งบอกถึงมิติลับพิเศษแห่งนี้ กว้างใหญ่ไพรศาลเป็นอย่างมาก อาจจะเทียบเท่ากับดินแดนเบื้องล่างก็เป็นได้
 


        วัดที่ปลูกสร้างจากไม้เก่าแก่ ราวกับเป็นจวนหลังใหญ่ของขุนนาง สูง4-5ชั้น แม้ว่ามันจะทรุดโทรมเป็นอย่างมาก มองเห็นหลังคามีรอยรั่วอยู่ไม่น้อย แต่ก็ให้ความรู้สึกที่น่าคร้ามเกรงของแดนพุทธ พร้อมกับเขตรอบนอกที่เต็มไปด้วยเสียงของต้นไผ่สวรรค์ ปล้องเขียวขจี ลู่ไปกับสายลม ส่งเสียงแห่งความร่มรื่นทำให้จิตใจสงบนิ่งไม่น้อย

 


        ครั้นเมื่อเดินสืบเท้าเข้าไปภายในอารามหลวงก็ทำให้จิตใจของอี้เฉิน ผ่อนคลายลง เมื่อเห็น พระพุทธรูปใหญ่สีทอง เปล่งประกายส่องแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาเรืองรอง ขนาบสองฟากข้างเต็มไปด้วยรูปปั้นหมู่มารทั้ง8ตน ประหนึ่งว่าพระพุทธองค์ ทรงกำราบหมู่มาร ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย

 


       ..อี้เฉินต้องหรี่ตาหดแคบลงในฉับพลัน เมื่อเหลือบไปเห็นด้านล่างพระพุทธรูปใหญ่สีทอง มีบุรุษผู้หนึ่ง นั่งจำศีล ราวกับหยั่งรู้ บางสิ่งของสถานที่แห่งนี้ ก่อนที่น้ำเสียงหลวงจีนน้อย จะกล่าวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงประหลาดใจเมื่อรับรู้ถึงตัวตนของอี้เฉิน "หืม! ข้าไม่คิดว่าจะได้พบเจอเจ้ารวดเร็วถึงเพียงนี้ อี้เฉิน"

 


        อี้เฉินเองก็จดจำชายผู้นี้ได้ดี เขาก็คือ มารพุทธ ทงอี้ แห่งแดนพุทธ อนุชนจำศีล มันจึงทำให้อี้เฉินกล่าวคำพูดออกมาด้วยสีหน้าตาตื่นไม่น้อย "เจ้ามาอยู่สถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร หลวงจีนน้อย ทงอี้ ไม่ใช่ว่าเจ้าอยู่ในขั้นเทวะขั้นสุดแล้วหรอกหรือ ..เจ้าน่าจะออกไปตามหาไฟเทพล้ำค่า มากกว่ามานั่งหยั่งรู้ไม่ใช่หรอกหรือ?"

 


         มารพุทธ ทงอี้ ยกยิ้ม ก็จริงอย่างที่ชายหนุ่มว่า ยามนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาน่าจะเป็นไฟเทพระดับสูง แต่คนแดนพุทธล้วนให้ความสำคัญกับสถานที่แห่งนี้ แล้วจะให้เขาพลาด มันไปได้อย่างไรเล่า ไฟระดับสูงเองใช่ว่าจะพบเจอได้ง่ายๆ ยิ่งระดับสูงเข้าขั้นตำนาน ยิ่งหายากยิ่งยวด



         "อามิตตาพุทธ เป็นอาตมา มากกว่าที่ต้องถามเจ้า เจ้ามาสถานที่แห่งนี้ด้วยเหตุผลกลใด มรรคาของสถานที่แห่งนี้ ไม่เหมาะกับเจ้าแม้แต่น้อยอี้เฉิน ..แต่ก็ดี ก่อนที่ข้าจะเป็นครึ่งก้าวเทพสวรรค์ ข้าอยากประมือกับเจ้า หากไม่เป็นการถือสา โปรดระวังตัวด้วย"

 


         สิ้นคำพูดของหลวงจีนน้อย ร่างผอมบาง ประหนึ่งว่าโดนลมพัดแรงก็จะปลิว กลับพุ่งปราดเข้าหาอี้เฉินราวกับสายแสง เต็มเปี่ยมไปด้วยความดุดันและแข็งกร้าว ราวกับไม่ใช่ผู้ที่ฝึกปรือวิถีพุทธ ผู้สงบนิ่งและเยือกเย็น หมัดที่เต็มไปด้วยกำลังกาย ส่งเข้าใส่หน้าอกอี้เฉินถอยร่นไปในฉับพลัน มาพร้อมเสียง"ปัง"ดังออกมาก้อง

 


       กายาอี้เฉินสั่นไหวน้อยๆ ฝีเท้า เซถอยหลัง ไปหลายก้าวในทันที ยังดีที่ หลวงจีนน้อย ไม่ได้ใส่ปราณพลังที่เหวี่ยงมากับกำปั้น ไม่เช่นนั้นเขาได้บาดเจ็บหนักไปแล้วเป็นแน่



       เหมือนว่าทงอี้ ผู้นี้จะกังวลเรื่องทำให้ สถานที่แห่งนี้เสียหาย อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมา มองว่าหลวงจีนน้อยผู้นี้ น่าคบหาเป็นมิตรสหายไม่น้อย อี้เฉินจึงกล่าวพูดออกไปอย่างไม่ลังเล "ได้ๆ หลวงจีนน้อย ข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง"

 


       คำพูดของอี้เฉิน ทำให้ มารพุทธ ทงอี้ รู้สึกเจ็บจี๊ดไม่น้อย ฝ่ามือของเขากำหมัดไว้จนแน่น ส่งเข้าใส่ร่างอี้เฉินชนิดไม่ยั้ง มาพร้อมเสียง ปัง!! ดังออกมาอยู่หลายคราที่หมัดแหวกอากาศเข้าใส่อี้เฉิน แต่การต่อสู้นั้นกลับไม่ทำให้สถานที่แห่งนี้เสียหาย เชิงเทียนที่ถูกจุดอยู่โดยรอบไม่มีการดับลงแม้แต่น้อย ส่งเพียงเสียงกระพือของลมพัดไหว โยกย้ายไปมาเท่านั้น


"เจ้าหนุ่มเอาหมัดของข้าไปกินเสีย!!" สิ้นคำพูดของ ทงอี้หมัดชุดใหญ่ก็ประเคนใส่อี้เฉินชนิดไม่ให้หยุดพัก หมายจะให้ร่างอี้เฉินเกิดรอยแตกร้าว

 


อี้เฉิน ที่ยกแขนขึ้นมาปัดป้อง หมัดหลายสิบหมัด ถึงกับทำให้แขนของเขาสั่นสะท้าน จนเกิดรอยแดงเป็นจ้ำๆ จากหมัดที่เปี่ยมไปด้วยพลานุภาพ

 


        ทว่าทงอี้ผู้นี้ไม่เปิด ช่องว่างให้อี้เฉินโจมตีแม้แต่น้อย ส่งกระบวนท่า ร่ายรำหมัด ออกมาไม่ขาด จนในยามนี้อี้เฉินเหมือนกับเต่าที่หดหัวอยู่ในกระดอง ทำได้เพียงตั้งรับเท่านั้น
เสียง ปล่อยหมัดของ หลวงจีนน้อย"ย่าๆๆ" ดังออกมาไม่ขาดสาย



         อี้เฉินที่ถอยร่น เริ่มจะอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป เมื่อเสียงกระดูกทั่วทั้งร่างลั่นไปทั้งตัว รับรู้ถึงความห่างชั้นของ  ขั้นพลังกายา ครั้นเมื่ออี้เฉินหาจังหวะสวนการโจมตีออกไปได้ ฝ่ามือเขาก็พุ่งปราดออกไปในทิศทางด้านหน้าอย่างรุนแรง อัดกระแทกหน้าอกทงอี้อย่างจัง จนเสียงปัง!!ดังออกมาก้อง

 


แม้ว่าอี้เฉินจะทำให้ หลวงจีนน้อยหยุดชะงักได้ชั่วครู่ แต่มันก็ทำให้อี้เฉินตกใจไม่น้อย เมื่อรับรู้ความแข็งแกร่งด้านกายาของหลวงจีนน้อย ราวกับร่างของ มารพุทธ ทงอี้ ผู้นี้เป็นโลหะแข็งที่ยากจะทำลาย

 


       ทำให้ฝ่ามือของอี้เฉินสั่นสะท้านไม่น้อย ก่อนอี้เฉินจะง้างฝ่ามือ ตบไปที่หัวโล้นเกลี้ยงเกลา ของหลวงจีนน้อยด้วยความมันเขี้ยว จนเสียง"เพียะ"ดังออกมาลั่น ส่งฝ่ามือทั้ง5นิ้วอี้เฉิน ประทับเป็นรอยแดงบนหัวกระบาลทงอี้ จนถอยร่นออกห่างจากอี้เฉินในทันใด


มารพุทธ ทงอี้ ครั้นเอื้อมฝ่ามือจับหัวกระบาลที่ร้อนผ่าว มีรอยฝ่ามือแดงได้ ริมฝีปากของเขาแยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน จนเสียงกัดกรามกรอดดังเล็ดลอดออกมาในทันที จ้องมองอี้เฉินด้วยความไม่สบอารมณ์ ก่อนจะผ่อนลมหายใจลงช้าๆ พึงพอใจการต่อสู้ หลายร้อยลมหายใจ อยู่ไม่น้อย แม้ว่าจะถูกอนุชนคนรุ่นหลังตบหัวกระบาลก็ตาม เมื่อเห็นริมฝีปากอี้เฉินมีเลือดไหลซึม มันก็ทำให้เขาผ่อนโทสะลง ไม่น้อย "เจ้าไม่เลวอย่างที่ข้าคิดไว้จริงๆ อี้เฉิน เช่นนั้นรอเจ้ากับข้าเป็นเทพสวรรค์ แล้วเราค่อยมาประมือกันอีกครา ..แต่ก่อนจะถึงยามนั้น เจ้าต้องอยู่รอดจากกลุ่มคนที่คิดร้ายกับเจ้าให้ได้ก่อน ข้าขอเตือนเจ้าอี้เฉินมรรคาของสถานที่แห่งนี้ ไม่เหมาะกับเจ้า" ก่อนหลวงจีนน้อยจะนั่งขัดสมาธิสงบจิต ไม่พูดคุยกับอี้เฉินอีกต่อไป



          อี้เฉินเขาเองก็รับรู้มรรคาวิถีพุทธ ไม่เหมาะกับเขา แต่ศึกษามันดูก็ไม่เสียหายอะไรไม่ใช่หรอกหรือ ก่อนเขาจะเดินสำรวจดูรอบๆ ทว่าเมื่อเห็นร่างของ หลวงจีนน้อย เปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์ ของเสียงท่องคัมภีร์ออกมา มันก็ทำให้อี้เฉิน รู้สึกอิจฉาไม่น้อย



         ทว่าเมื่ออี้เฉินละสายตา ออกมาจากพระพุทธรูปใหญ่ที่เป็นองค์ประธานหลัก จดจ้องไปที่ยักษ์มารทั้ง 8 ตนที่ขนาบสองฝากข้าง มีท่าทางที่แตกต่างกัน ทว่าในแววตาของ ยักษ์มารเหล่านั้นไม่มีท่าทีหวั่นเกรงแม้แต่น้อย มันจึงทำให้อี้เฉินรู้สึกแปลกใจ ยิ่งจ้องมองรูปปั้นยักษ์มาร เหล่านั้นชี้อาวุธออกไปในทิศทางด้านหน้าของตัวมันเอง มันยิ่งทำให้อี้เฉินครุ่นคิดสงสัย ประหนึ่งพวกมันไม่ได้ถูกกำราบแต่อย่างใด



         อี้เฉินสืบเท้า เข้าไปมองรูปปั้นยักษ์มาร ใกล้ๆ ในทันใด ทว่าเมื่อฝ่ามือที่ซนเหมือนเด็ก ลองบิดขยับดู เสียงกลไกบางอย่างก็ดังออกมา ชัดเจนภายในโสตประสาท อี้เฉินจึงไม่รอช้าเขาค่อยๆ ขยับหมุน รูปปั้นยักษ์มาร เหล่านั้นตลอดหลายชั่วยาม หมายมั่นจะไขปริศนากลไกเหล่านั้น



         มารพุทธ ทงอี้ที่เปิดเปลือกตาขึ้นมาเล็กน้อย ยังส่ายหัวกับการกระทำของอี้เฉิน เมื่อเห็นเวลาที่อี้เฉินปล่อยผ่านไปเฉกเช่นนั้น ราวกับเขาเล่นของเล่นเด็ก ก่อนเขาจะปิดเปลือกตาไม่ได้เก็บอี้เฉินมาใส่ใจอีกต่อไป



         อี้เฉินเขาขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเป็นปม หมุนรูปปั้นยักษ์มารเหล่านั้นมาร่วมๆ หนึ่งวันเต็ม ก็ยังไม่ได้ผลอะไร แม้เคยคิดจะถอดใจอยู่บ้างก็ตาม ทว่าเมื่อเขาหันรูปปั้นยักษ์มาร ปลายอาวุธไปรวมอยู่ที่จุดองค์พระประธานใหญ่ใจกลาง เสียงประตูหินจากด้านหลังก็ดังขึ้นมาในฉับพลัน



         อี้เฉินยกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่อาจเก็บซ่อนได้ เวลา1วันที่เสียไปนับว่าไม่เสียเปล่าเขาจึงเดินสืบเท้าเข้าไปที่ด้านหลังพระพุทธรูปใหญ่ ด้านหลังองค์พระประธานในทันที ก่อนจะสืบเท้าลงไปภายในประตูบานหิน บานนั้น ไม่ทันที่จะฟังน้ำเสียงของ ทงอี้แม้แต่น้อย "อี้เฉินเจ้าหยุดรอข้าก่อน!!"


 

         ทว่ามันไม่ทันการเสียแล้ว ประตูกลไกปิดสนิทไปเสียแล้วในยามนี้ แม้แต่ รูปปั้นยักษ์มาร ยังกลับไปอยู่ในตำแหน่งที่มั่วซั่ว ทำให้ทงอี้ในยามนี้หน้าบูดหน้าเบี้ยวไม่น้อย "บัดซบ! บัดซบ! หรือว่าสิ่งที่ บรรพชนพูดถึง จะอยู่ด้านล่างของสถานที่แห่งนี้" เมื่อทงอี้ คิดจะใช้กำลังเปิดมัน มันก็ทำให้เขามีใบหน้าเหยเก แม้แต่แรงสั่นสะเทือนยังไม่มีให้เห็น เมื่อจนหนทาง ไร้ทางเลือก จึงต้องไปหมุนรูปปั้นยักษ์มารทั้ง 8 เฉกเช่นเดียวกับอี้เฉิน ราวกับเป็นเด็กน้อยเล่นของเล่น ครั้นจำคำพูดที่เคยเย้ยหยันอี้เฉินไว้ได้ ใบหน้าก็เขียวคล้ำราวกับกินสิ่งปฏิกูลเข้าไป