คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 109 ติดกับ

            

            หอกของมู่กุยอวิ๋นถูกยกขึ้นสูงอีกครั้ง และในตอนที่เขากำลังอ้าปาก ราวจะกล่าวอะไรบางอย่างออกมานั้น...

            กระบี่หลายเล่มพุ่งแหวกห้วงอากาศออกไปอย่างรวดเร็ว เจาะผ่านแขนและขาทั้งสองข้างของเขากระแทกให้ร่างที่เดิมก็โอนเอนไปมาอยู่แล้วล้มลงไปกองอยู่บนพื้นดินอีกครั้งไม่เพียงเท่านั้น กระบี่เหล่านั้นยังตอกให้ร่างของเขาติดตรึงอยู่บนพื้นดินปานเป็นลูกธนูที่ถูกยิงเข้าเป้าอย่างไรอย่างนั้น

            เขาออกแรงขยับร่างกาย พยายามตะเกียกตะกายกลับมายืนอีกครั้งแต่กระบี่ที่ปักตามแขนและขา กลับฉีกให้บาดแผลของเขาขยายขึ้นเลือดสดไหลลงบนพื้นหิมะ กลายเป็นบุปผาแห่งโลหิตที่บานสะพรั่งบนพื้นหิมะ

            “กุยอวิ๋น!”ใครบางคนตะโกนอย่างสุดเสียงจากจุดที่ไม่ห่างออกไปนักซือหม่าฉางเสว่ดิ้นรนจนหลุดออกจากการพันธนาการของอัศวินเกราะดำ พุ่งออกไปในที่สุดไม่รู้เหมือนกันว่าวินาทีนั้น นางไปเอาพลังมากมายเช่นนั้นมาจากไหน

            ดูเหมือนมู่กุยอวิ๋นจะรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบากด้วยต้องการจะมองหน้าสตรีอยู่ข้างกาย

            แต่กระบี่ที่ปักตามกายไม่เพียงตอกร่างของเขาให้ติดอยู่บนพื้นเท่านั้นแต่สกัดกั้นไม่ให้เขาขับเคลื่อนพลังวิญญาณภายในร่างกายได้สำเร็จอีกด้วย เหตุนี้แม้แต่การกระทำง่ายๆ เช่นการยกศีรษะขึ้น เขาก็ทำได้อย่างเชื่องช้าเหลือเกิน

            ประมาณสิบอึดใจให้หลัง ในที่สุดเขาก็ได้เห็นใบหน้าของหญิงคนรักชัดๆเสียที

            หยดน้ำตาทำให้เครื่องสำอางบนใบหน้า ที่เดิมควรจะงดงามจนยากจะพรรณนาของนางเปรอะเปื้อนไปหมดมู่กุยอวิ๋นพยายามมองสูงขึ้นไป ความอลหม่านและการดิ้นพล่านเมื่อครู่ทำให้เส้นผมที่ได้รับการจัดแต่งอย่างดีของนางยุ่งเหยิงไปหมด

            ชุดวิวาห์สีแดงบนร่างของนาง ช่างตัดกับพื้นหิมะสีขาวเหลือเกิน

            สีแดงนั้นเป็นดั่งเปลวเพลิง ที่แผดเผาดวงตาและหัวใจของมู่กุยอวิ๋นให้เจ็บปวด

            ที่แท้...

            คนที่ได้ชื่อว่าเป็นยอดฝีมือที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์คนที่เป็นอันดับหนึ่งของอันดับปฐพี...

            ...กลับเป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ที่แม้แต่จะปกป้องผู้หญิงของตัวเองก็ยังทำไม่ได้

            เขาเย้ยหยันตัวเองในใจ

            “กุยอวิ๋น... กุยอวิ๋น... เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม? ” ซือหม่าฉางเสว่ถามขึ้น ยามมองไปยังมู่กุยอวิ๋นที่มีเลือดโชกร่างและดวงตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมองตรงหน้า ซือหม่าฉางเสว่ก็เจ็บปวดจนแทบคลั่ง

            นางอยากจะยกร่างของมู่กุยอวิ๋นขึ้นมาจากพื้นแต่แขนและขาของเขากลับถูกกระบี่ตอกแน่น หากซือหม่าฉางเสว่ออกแรงดึงแม้เพียงเล็กน้อยบาดแผลที่แขนและขาของมู่กุยอวิ๋นก็จะฉีกแล้วเลือดสดก็จะไหลทะลักลงสู่พื้นหิมะอีกครั้ง

            เมื่อตระหนักได้ถึงความจริงข้อนี้ น้ำตาก็ปะทุออกมาจากดวงตาคู่สวยของนางในที่สุดแต่ซือหม่าฉางเสว่ก็จำต้องอดทนกลั้นน้ำตาเอาไว้ นางไม่อยากให้เขามาเห็นนางร้องไห้เพราะเขาเคยบอกว่าชอบตอนที่นางยิ้มมากกว่า

            นางลุกขึ้นยืนอีกครั้ง จากนั้นยืนข้างกระบี่เล่มหนึ่งที่ตอกอยู่บนร่างของมู่กุยอวิ๋นก่อนจะยื่นมือออกไป ด้วยหวังจะดึงมันออกมา แต่ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไรกระบี่ก็ไม่ยอมขยับเลยแม้แต่น้อย ราวว่ามันถูกเชื่อมติดกับร่างของมู่กุยอวิ๋นไปแล้วเช่นนั้น

            ในที่สุด นางก็ทำได้เพียงทรุดลงไปนั่งอยู่บนพื้น พลันน้ำตามากมายไหลทะลักออกมาอย่างสุดจะกลั้น

            นางมองชายหนุ่มที่เคยเก่งกาจและหยิ่งในศักดิ์ศรีด้วยน้ำตานองหน้าแต่ในตอนที่นางเตรียมจะเอ่ยบางอย่างออกมามือของใครบางคนก็ยื่นเข้ามาจากทางด้านหลัง ออกแรงดึงที่แขนของนาง ดึงให้ร่างที่ทรุดนั่งอยู่บนพื้นของนางลุกขึ้นอีกครั้ง

            “ไปกันเถอะ” นั่นเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความแก่ชราของใครบางคนดูเหมือนเจ้าของเสียงจะมีอายุมากแล้ว ทว่านั่นกลับทำให้ซือหม่าฉางเสว่สะดุ้งเฮือกพลันแสงบางอย่างประกายขึ้นในแววตา นางอยากขัดขืน แต่สุดท้าย นางก็ไม่มีความกล้ามากพอที่จะต่อต้านหรือขัดขืนใดๆออกไป ทำได้เพียงปล่อยให้มือนั้นดึงร่างของนางออกไปตามใจ

            “กลับไปเสีย ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า”เสียงเย็นเยียบของเป่ยทงเสวียนดังขึ้นอีกครั้ง

            เหงื่อกาฬผุดจากหน้าผากของซูฉางอัน เขามองดูมู่กุยอวิ๋นที่นอนไม่รู้เป็นตายอยู่บนพื้นพลันความตกตะลึงปะทุขึ้นภายในจิตใจ

            เป่ยทงเสวียนเป็นยอดฝีมือระดับสั่งฟ้า

            แต่เขามีพลังเพียงระดับอรุณรุ่งเท่านั้น...

            ระดับพลังของพวกเขาแตกต่างกันถึงสองระดับ...

            ต่อให้เขามีปราณดาราของนักรบแห่งดาราจักรถึงสามคนทั้งยังทำลายจิตมารในหอเชื่อมดาราจนสำเร็จแล้วก็เถอะ...

            แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่ใช่และไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเป่ยทงเสวียนอยู่ดี

            เขารู้เรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว...

            ดังนั้น เหตุผลที่เขามาที่นี่ไม่ใช่เพราะต้องการจะสู้ตายกับเป่ยทงเสวียนแต่เพราะต้องการจะยืดเวลางานวิวาห์ออกไป เพื่อถ่วงเวลาให้ใครบางคนต่างหาก

            แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเป่ยทงเสวียนจะแข็งแกร่งมากถึงเพียงนี้

            นอกจากมีทั้งพลังสายนักพรตและนักสู้

            เป่ยทงเสวียนยังมีกระบวนวิชาที่เปลี่ยนให้เขาแข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวได้อีก...

            แม้เขากับมู่กุยอวิ๋นจะร่วมมือกัน แต่ก็ยังเสียเปรียบ หรือไม่อาจแข็งแกร่งเหนือกว่าเป่ยทงเสวียนเลยแม้แต่น้อย

            “กลับไปเถอะ” เป่ยทงเสวียนพูดเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะรู้สึกเกรงกลัวสำนักเทียนหลานหรือเปล่า

            ซูฉางอันขมวดคิ้วขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องนภา

            หิมะยังคงร่วงโรยลงมาอย่างต่อเนื่องแสงริบหรี่ที่กระจายออกมาจากเมฆครึ้มทำให้เขาระบุตำแหน่งของดวงจันทร์ได้อย่างคร่าวๆ

            “ยังไม่ถึงเวลาไฮ่” เขานึกขึ้นในใจ

            เมื่อปรายตาไปอีกทาง เขาก็สังเกตเห็นซือหม่าสวี่ที่ดึงมือของซือหม่าฉางเสว่เอาไว้แน่นและเตรียมจะพาลูกสาวที่บัดนี้จมอยู่ในความเหม่อลอยจากไป

            “ได้ ข้าจะไป” ซูฉางอันถอนสายตากลับมาในที่สุด เขามองไปยังเป่ยทงเสวียน เก็บพลังแห่งดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ และสายฟ้าที่ลอยวนเวียนอยู่รอบกายกลับเข้าไปอีกครั้งเปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่ในแววตามอดดับลงในเสี้ยววินาที

            เป่ยทงเสวียนชะงักไป เขาคิดไม่ถึงเลยว่าซูฉางอันจะตกลงง่ายๆ เช่นนี้

            “ข้าไปได้หรือยัง? ” ซูฉางอันถามออกไปเช่นนั้นเขายืนก้มหน้า เป่ยทงเสวียนจึงมองไม่เห็นสีหน้าที่เขากำลังแสดง เสียงของเขาเต็มไปด้วยความราบเรียบไม่มีทั้งสุขและทุกข์ผสมอยู่ เป่ยทงเสวียนไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไรว่าซูฉางอันยอมแพ้แล้วจริงๆหรือไม่

            แต่เขาก็ไม่อยากต่อสู้กับซูฉางอันจริงๆ...

            เหตุนี้ หลังเงียบไปหลายอึดใจ เป่ยทงเสวียนจึงพยักหน้าขึ้นในที่สุด

            “อืม” ซูฉางอันพยักหน้ากลับไปให้อีกฝ่ายดวงตาของเขาราบเรียบไม่ต่างไปจากสระน้ำแข็งเลย บัดนี้ มันไม่มีความโกรธ หรือรังสีอำมหิตแฝงอยู่แม้แต่น้อย

            จากนั้น ซูฉางอันก็หมุนตัว แล้วมุ่งหน้าไปที่ประตูจวน ซึ่งพังยับเยินจนไม่มีชิ้นดีอย่างรวดเร็วไม่แม้แต่จะลังเล หรือหันกลับมามองมู่กุยอวิ๋นแม้แต่น้อย

            เป่ยทงเสวียนมองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่เดินจากไปไกลขึ้นเรื่อยๆขณะที่ความสงสัยในแววตาเพิ่มทวีมากขึ้นเช่นกัน

            เขาเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะมองมู่กุยอวิ๋นที่มาด้วยกันเลยสักนิดเป่ยทงเสวียนคิดว่าซูฉางอันที่เขาเห็นในตอนนี้ ดูจะไม่เหมือนซูฉางอันในคำเล่าลือสักเท่าไรนัก

            และขณะที่เขากำลังจมอยู่ในความสงสัย เสียงสายฟ้าพลันดังสนั่นขึ้นบนท้องนภากึกก้องอยู่ในโสตประสาทของคนทั้งหลายอย่างทรงพลัง

            พร้อมกันนั้น ยังมีสายฟ้าสีม่วงวาบผ่านไปด้วย

            แสงจากสายฟ้าช่างสว่างไสวและแสบตาเหลือเกิน ทำเอาเป่ยทงเสวียนสายตาพร่ามัวไปชั่วขณะ

            สายฟ้า?เป่ยทงเสวียนเกิดความสงสัยขึ้นเล็กน้อย

            เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องนภาในยามค่ำคืน ยังคงเต็มไปด้วยหิมะมองสายฟ้าที่วิ่งพล่านไปตามม่านเมฆสีดำทมิฬก่อนจะตระหนักได้ว่าบางอย่างดูจะไม่ค่อยชอบมาพากล

            ในวันที่มีหิมะตกเช่นนี้จะมีสายฟ้าได้อย่างไร?

            คิดได้ดังนั้น ความกังวลปะทุขึ้นในพริบตา

            เขาหันกลับไปมองทางที่ซูฉางอันเดินจากไปอีกครั้ง และพบว่าร่างของเด็กหนุ่มหายวับไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ

            เป่ยทงเสวียนสะดุ้งตกใจ เขาระเบิดพลังจิตออกไปรอบด้าน ก่อนจะพบว่าร่างของใครคนหนึ่งถูกเปลี่ยนมาอยู่ในรูปของสายฟ้าสีม่วงและกำลังพุ่งออกไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเป้าหมายที่สายฟ้าพุ่งไปคือร่างของอัครเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ยซือหม่าสวี่นั่นเอง

            เป่ยทงเสวียนชาไปทั้งหัว เขาคิดไม่ออก และไม่เข้าใจเลยสักนิด เหตุใดซูฉางอันต้องโจมตีซือหม่าสวี่เช่นนี้

            แต่เขาไม่มีเวลามาคิดอีกแล้ว ปีกกระบี่ขนาดใหญ่กระพือขึ้นอย่างรุนแรงพลันกระบี่นับร้อยเล่มก็ถูกส่งออกไปอย่างรวดเร็วด้วยต้องการจะรั้งร่างของซูฉางอันเอาไว้ หลังจากนั้น เป่ยทงเสวียนก็กลายร่างเป็นลำแสงแล้วพุ่งตามกระบี่เหล่านั้นออกไปทันที

            ซูฉางอันรับรู้ได้ถึงลำแสงแห่งกระบี่ที่พุ่งตามเข้ามาในเสี้ยววินาที แม้จะรู้สึกตกใจที่ลำแสงแห่งกระบี่ของเป่ยทงเสวียนพุ่งตามมาทันด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นทว่านอกจากจะไม่แสดงความตกตะลึงขึ้นบนใบหน้าเขากลับประกายความเย็นยะเยือกออกมามากขึ้นกว่าเดิมเสียอย่างนั้นเขาฝืนขับเคลื่อนพลังวิญญาณในกายขึ้นอีกครั้งโดยไม่สนรังสีสังหารของเป่ยทงเสวียนที่ยังคงแฝงอยู่ภายในร่างกายเลยสักนิดเป็นเหตุให้เลือดสดหลั่งออกมาจากทางมุมปากของเขาในเวลาต่อมา

            แต่เขากลับทำราวไม่รับรู้ถึงมันแววตาของเขายังคงประกายความเย็นยะเยือกมากขึ้นทุกวินาที พลันรังสีที่แสนคมกริบประกายวาบขึ้นในดวงตา...

            “สายฟ้า! ”

            คำที่สั้นทว่าก็ทรงพลังถูกเปล่งจากปากของเขา

            สายฟ้าบนท้องนภาทวีความรุนแรงและบ้าคลั่งขึ้นกว่าเดิมราวได้รับคำสั่งอะไรบางอย่างเช่นนั้น

            ร่างของซูฉางอันสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง ก่อนร่างนั้นจะเพิ่มความเร็วขึ้นหลายเท่าตัวทำให้กระบี่ของเป่ยทงเสวียนถูกทิ้งห่างในเสี้ยววินาที

            ในที่สุดเขาก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าซือหม่าสวี่สำเร็จ

            ทว่าคนชรากลับยังมีสีหน้านิ่งเรียบไม่เปลี่ยนไปนิ่งเรียบจนราวกับสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ เป็นเพียงละอองฝนในหน้าร้อน ไม่ใช่ดาบคมเฉียบเช่นนั้น

            นั่นทำให้ซูฉางอันรู้สึกตกตะลึงขึ้นอย่างประหลาด

            เขารับรู้ได้บ้าง ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่มาจนถึงขั้นนี้เขาไม่มีทางให้ถอยกลับไปอีก

            เขาทำใจแข็งแล้วชูดาบที่เชื่อมอยู่กับสายฟ้าอันแสนสว่างไสวบนท้องนภาขึ้นสูง ส่งเสียงคำราม แล้วเหวี่ยงมันไปที่ศีรษะของซือหม่าสวี่อย่างแรงเฉกเช่นราชาพยัคฆ์ออกล่าเหยื่อ

            ชิ้ง!

            เสียงที่คล้ายเป็นเสียงของเสื้อหนังที่ถูกตัดจนขาดดังขึ้นท่ามกลางหิมะในจุดที่ไม่ไกลออกไป

            บางสิ่งกระเด็นขึ้นไปกลางอากาศท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงของผู้คนมากมาย

            มันเป็นศีรษะของใครบางคน ศีรษะของอัครเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ย!

            มันหมุนตลบอยู่กลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงด้วยเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ

            สิ่งที่ร่วงลงบนพื้นดินพร้อมกันนั้นยังรวมไปถึงร่างชราของเจ้าของศีรษะด้วย

            ทางด้านซือหม่าฉางเสว่ที่จูงมือกับซือหม่าสวี่ เมื่อเห็นดังนั้นแววตาที่จมอยู่ในความเหม่อลอยของนางกลับมามีชีวิตอีกครั้ง นางมองร่างของบิดาล้มลงไปต่อหน้าต่อตาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ พลันความรู้สึกสับสนซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความดีใจหรือเสียใจก็ผุดขึ้นในใจ

            ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ปลดปล่อยความรู้สึกเหล่านั้นออกมา จู่ๆศีรษะรวมไปถึงร่างกายตรงหน้าก็กลายเป็นไอหมอก แล้วสลายหายไปเสียก่อน

            “นี่มันอะไรกัน? ” ซูฉางอันสะดุ้งตกใจเขายังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่น่าพิศวงขนาดนี้มาก่อน จึงชะงักไป

            “มันเป็นหุ่นเชิด” เป่ยทงเสวียนที่เพิ่งตามมาถึงหุบปีกกระบี่ลง เดินไปหยุดอยู่ข้างซูฉางอันเขาหน้าถอดสีทันที ทั้งที่วิชาหุ่นเชิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่วิชาที่น่าประหลาดหรือมีความพิเศษตรงไหน

            เมื่อมีพลังมากกว่าระดับปราบวิญญาณ ผู้ที่ฝึกพลังสายนักพรตย่อมทำเช่นนี้ได้ด้วยกันทั้งนั้น

            เขาเพียงไม่เข้าใจว่าทำไมซือหม่าสวี่ถึงส่งหุ่นเชิดมาร่วมงานแต่งของลูกสาวแท้ๆของตัวเอง?และเมื่อหวนกลับไปนึกถึงการกระทำของซูฉางอันอีกครั้งดูเหมือนซูฉางอันจะทำทั้งหมดลงไปเพราะต้องการจะยื้อซือหม่าสวี่เอาไว้สินะ

            หรือจะมีเรื่องอะไรอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้?

            แต่ไม่ว่าอย่างไร มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ คือครั้งนี้ซูฉางอันติดกับเสียแล้ว ทั้งหมดเป็นเพียงแผนที่ถูกจัดขึ้นและการแต่งงานของตนกับลูกสาวของซือหม่าสวี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนในครั้งนี้เท่านั้น

            ซูฉางอันก็หน้าถอดสีไปด้วยเช่นกัน

            เส้นเลือดบนแขนข้างที่ถือดาบบวมปูดขึ้น ราวเจ้าตัวพยายามเก็บกลั้นความรู้สึกบางอย่างสุดความสามารถ...

            เมื่อคำว่าหุ่นเชิดหลุดจากปากเป่ยทงเสวียนเขาก็รู้ทันทีว่าแผนการที่วางเอาไว้พังทลายลงแล้วและนั่นก็ทำให้เขาตระหนักขึ้นมาได้ว่าใครบางคนที่กำลังพยายามจะแก้แค้นให้บิดากำลังตกอยู่ในอันตราย

            หลังนิ่งเงียบไปนาน...

            ในที่สุด เด็กหนุ่มก็หยิบหนังสือที่เก่าจนเริ่มกลายเป็นสีเหลืองออกจากหน้าอกของตัวเองโยนมันลงบนพื้นบริเวณใต้เท้าของเป่ยทงเสวียนด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก จากนั้นเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้ามู่กุยอวิ๋นขับเคลื่อนพลังวิญญาณที่เหลืออยู่เพียงไม่มากของตัวเองขึ้นเพื่อถอนกระบี่ออกมาจากร่างของอีกฝ่าย

            เป่ยทงเสวียนมองซูฉางอันพยุงร่างที่หมดสติของมู่กุยอวิ๋นจากไปอย่างเงียบงันจนทั้งสองหายเข้าไปในเงามืดแห่งราตรี

            เขาดึงร่างของซือหม่าฉางเสว่ที่กำลังจะวิ่งตามทั้งสองออกไปเอาไว้หลังลังเลเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็หยิบหนังสือเล่มเก่าขึ้นจากพื้น

            “เพลงรักแห่งหนานเยวียน” เขาจ้องไปยังอักษรซึ่งประทับอยู่บนหน้าปก รับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมที่แสนคุ้นเคยซึ่งลอยวนเวียนอยู่บนนั้นอย่างเลือนราง

            มันเป็นกลิ่นของเครื่องสำอางที่นางชื่นชอบที่สุด

            กลิ่นนี้ แม้จะผ่านมาถึงสิบปี แต่เขาก็ไม่เคยลืมมันไปเลย

            “ทำทุกสิ่งเพื่อสรรพชีวิต” เขาพึมพำขึ้นอย่างลืมตัว

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน