69 : รุกล้ำ
ตอนที่เดสิตพูดถึงผู้มีจิตใจบริสุทธิ์โมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะเป็นคนที่ว่านั่น จนกระทั่งธุมและดีมบอกตอนแรกโมอยากจะถามกลับมากว่า ‘ล้อเล่นอยู่หรือเปล่าน้ำหน้าอย่างนี้เนี่ยนะมีจิตบริสุทธิ์’แต่สีหน้าของเด็กผู้ชายสองคนดูจริงจังมากจนไม่กล้าถาม แถมเอลยังไม่สงสัยเลยสักนิดและแม้ตอนแรกเพียวจะประหลาดใจแต่กลับยอมรับได้อย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครค้านเลยสักคนจนโมสงสัยว่ามีแต่ตัวเองที่ไม่เชื่องั้นหรือ
“เอล!! เพียว!!”
เด็กสาวผมยุ่งดิ้นเต็มที่หัวถูกกดให้เข้าไปในรถ หากมือยังกวัดไกว่หวังจะไปหาเพื่อนให้ได้
“ฮ่วย! อยู่เฉยๆ สิฟะ” ดีมสบถอย่างหัวเสียเสียวว่าตัวเองจะเผลอออกแรงมากไปจนคอเล็กๆ นั่นหักเอาแต่ได้ธุมมาช่วยไว้ด้วยการยกเท้าโมขึ้นแล้วโยนเข้ารถพร้อมกัน
โมรีบเอื้อมมือจะเปิดประตูอีกด้านเพื่อหนีแต่ธุมเร็วกว่า เขากระโดดข้ามหลังคารถมาปิดทางหนีอย่างง่ายดายจนกลายเป็นว่าโมถูกเด็กหนุ่มทั้งคู่นั่งประกบ
พอเห็นว่าทางด้านหลังเรียบร้อยแล้วนิกรก็พยักหน้าให้คนขับรถ รถค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปให้โมเหลียวมองโรงพยาบาลจนสุดสายตา
“เอล...เพียว...”โมเบะปาก ใกล้ร้องไห้รอมร่อ
“จะห่วงอะไรนักหนาไม่ได้กะเอาถึงตายซะหน่อย” ดีมพูดอย่างรำคาญ เขาไม่อยากนั่งฟังเสียงร้องไห้ไปตลอดทางหรอกนะ
พวกเอลยังไม่ตาย? โมได้ยินแล้วก็แทบจะกลับมานั่งแผ่หลาด้วยความโล่งใจหากไม่ติดนึกได้ว่านั่งอยู่กับใครเสียก่อน ถึงได้กลับมาหดตัวโดยพลัน
เด็กหนุ่มสองคนที่นิสัยต่างกัน คนหนึ่งท่าทางเป็นนักเลงไม่น่าเข้าใกล้ ส่วนอีกคนแม้จะชอบยิ้ม แต่เหมือนแนวหาเรื่องมากกว่า แต่ไม่ว่านิสัยของทั้งคู่จะเป็นอย่างไรโมก็ให้ความเห็นต่อทั้งคู่ว่าน่าอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่คิดแบบนั้นจู่ๆ ดีมก็ยื่นหน้ามาใกล้จนโมสะดุ้ง แต่ดีมทำเพียงแค่มองเธออย่างพิจารณาเท่านั้น
“ท่านตนัยเห็นอะไรในตัวเธอกันนะถึงได้คิดว่าเป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ ไอ้ฉันมองยังไงก็เห็นแต่เด็กหน้าตาเอ๋อๆคนนึงเท่านั้นเอง”
ง่าไม่มีอะไรจะปฏิเสธเลยค่ะ โมแทบอยากร้องไห้เมื่อโดนอีกฝ่ายแทงใจดำตรงจึ้ก
“ตอนแรกฉันนึกว่าเป็นพวกนักบวชพระหรืออะไรทำนองนั้นซะอีก นายคิดเหมือนฉันมั้ยวะธุม”
ธุมที่กำลังหลับตาศอกเท้าประตูแล้วเอามือรองหัวอยู่ลืมตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ไม่ว่ะฉันนึกถึงพวกสาวอึ๋มๆ หุ่นเอ็กซ์มากกว่า เอามาใส่ชุดเซ็กซี่แล้วทำท่าใสๆปลุกใจเสือป่าคงทำให้เรื่องนี้เร้าใจขึ้นเยอะแต่ถึงไม่ได้แบบนั้นก็ไม่เคยคิดเลยว่าตัวจริงมันจะ...” ธุมไม่ได้พูดต่อ แต่สายตากลับจ้องไปที่โมแทน
ขอโทษนะที่ทำฝันท่านสลายน่ะ...โมเผลอขอโทษในใจด้วยท่าทีสำนึกผิดทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดแท้ๆ
“นายจะไปหาคนแบบนั้นจากไหนวะธุมดูยังไงก็ไม่เห็นจะบริสุทธิ์เลย”
“แบบบริสุทธิ์น่ะเหรอ”ธุมหัวเราะหึๆ “เมื่อก่อนฉันเจอเยอะเลยล่ะ แต่รู้จักไปรู้จักมาดันเหลือน้อยซะแล้วแต่ถ้านายอยากเจอ ฉันหามาแนะนำให้ได้นะ สนใจมั้ยล่ะ”
อ๊าก! เรท!!
เด็กสาวคนเดียวในรถถึงกับหน้าแดงแป๊ดเมื่อโดนเล่นมุกแบบนี้แต่พอหันไปหาอีกคนก็พบว่าดีมกำลังหน้าแดงไม่ต่างกันทำเอาโมอึ้งไปชั่วขณะจนคนถูกจ้องหน้าแดงกว่าเดิม
“มองอะไรหันไปทางโน้นไป!” ดีมจับหัวโมหันไปข้างหน้าอย่างเร็ว
“โถๆพ่อหนุ่มไร้เดียงสา แค่นี้ก็รับไม่ได้ซะแล้ว” ธุมยิ้มเยาะแล้วเสมองออกนอกรถไม่สนใจดีมที่พยายามเถียงให้ตัวเอง
โมมองเด็กหนุ่มสองคนที่ด่ากันพูดล้อแหย่เล่นกัน...ไม่ได้ต่างจากกลุ่มเพื่อนตัวเองเลยจนเด็กสาวแปลกใจ เพราะนึกว่าทั้งคู่จะน่ากลัวกว่านี้หากไม่นับเรื่องที่พวกเขาทำร้ายเอลกับเพียวและมีพลังจากธรรมชาติแล้ว
พวกเขาต่างจากพวกเธอตรงไหน
เพราะอะไรถึงต้องทำร้ายกันทำไมจะต้องฆ่ากันด้วย
“ทำไมพวกนายถึงต้องทำแบบนี้ด้วยล่ะ”
ความสบายใจที่มีมากขึ้นทำให้โมเผลอหลุดปากถามและเด็กหนุ่มสองคนก็พร้อมใจกันหันมามองเธอ
แรงกดดันจากสายตาทำให้ความเครียดถาโถมใส่โมอีกครั้ง
ดีมคลี่ยิ้มแต่กลับให้อารมณ์ต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ “ทำแบบนี้ที่ว่านี่มันแบบไหนล่ะ”
“บะ...แบบทำร้ายคนอื่นอะหรือแม้แต่ฆ่าคนที่ไม่รู้จัก...”
“โฮ่แล้วยังไงล่ะ” ดีมยื่นหน้ามาใกล้ “พวกฉันทำแบบนั้นแล้วมันทำไมล่ะ”
ทั้งแววตาและท่าทางของเขากดดันโมทำให้เธอพรั่งพรูความคิดของตัวเองออกมาจนหมด
“ก็ทั้งพวกคนในเมืองกับพวกเพื่อนของฉันยังไม่เคยทำอะไรพวกนายเลยนี่นาแล้วทำไมต้องทำพวกเขาด้วยอะ แบบนี้พวกนายก็มีแต่จะโดนเกลียดไม่ใช่เหรอ ทั้งที่ถ้าไม่มีใครทำใครก่อนก็จะไม่มีคนที่เกลียดกันอยู่แล้วแท้ๆ แล้วทำไม...”
ปึง!
ธุมเหวี่ยงหมัดไปที่ประตูรถอย่างแรงจนโมสะดุ้งสุดตัว
“ไปถามไอ้พวกที่ทำให้เราเป็นแบบนี้เองสิ!”ธุมตะคอก ทั้งน้ำเสียงและใบหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์ในขณะที่นิกรทำเพียงชำเลืองมองเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ทำร้ายผู้มีจิตใจบริสุทธิ์
“เธอคิดว่าโลกนี้มันสวยงามมากสินะแต่พวกฉันน่ะไม่ใช่ ตั้งแต่เกิดมาก็มีแต่ความเกลียดชังมอบให้แล้วคิดเหรอว่าคนที่ได้รับความรักมาตั้งแต่เกิดอย่างเธอจะเข้าใจ”
สาวผมยุ่งได้แต่นิ่งอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกคำจุกแน่นอยู่ตรงคอ ความแตกต่างระหว่างพวกเขาและเธอมันมากขนาดไหนกันต้องเจอกับอะไรมากแค่ไหนถึงทำให้คิดว่าการทำร้ายคนอื่นเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้โมเริ่มสงสัยว่าตัวเองโง่เกินไปจึงไม่เข้าใจ หรือว่าโลกนี้มันเข้าใจยากกันแน่
เพราะถูกทำร้ายมาก่อนจึงต้องการทำร้ายคนอื่นแม้คนคนนั้นจะไม่ได้ทำอะไรให้เลยก็ตามและคนถูกทำร้ายนั้นก็ทำร้ายคนอื่นต่อไป...ต่อไป
เป็นวัฏจักรไม่จบสิ้น
นั่นคือคำตอบอย่างนั้นหรือ
ทั้งคันรถตกอยู่ในความเงียบจนกระทั่งเมื่อรถมาถึงจุดหมายดีมก็ลากโมลงจากรถ
ตึกนิวเวิลด์ในสภาพเกือบถล่ม หากยังไม่ทลายลงมาเพราะได้ต้นไม้คอยค้ำจุนอยู่ ทำให้มันกลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบแปลกๆ ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง
โมเงยหน้ามองฝีมือของวาลกับเนนตอนก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาสมองเพราะมัวแต่วุ่นเรื่องหลบหนีแต่ตอนนี้มีเวลาดูแล้วก็ต้องทึ่งกับความสามารถของผู้ใช้พลังจากธรรมชาติและนึกได้ว่านี่เป็นแค่พลังธรรมดาๆ เท่านั้น หากทำพิธีที่ว่านั่นสำเร็จขึ้นมาเนียร์ที่สามารถใช้พลังได้แข็งแกร่งกว่าเดิมเป็นเท่าตัวจะเป็นอย่างไร
สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่แค่ตึกตึกเดียวแบบนี้ใช่ไหม
เนียร์จะทำลายทุกสิ่ง...และฆ่าทุกคนจะโหดร้ายยิ่งกว่าตอนที่มีเรื่องกับพวกเอลอีกงั้นหรือ
เพียงแค่นึกถึงภาพเนียร์ที่ทำตัวเย็นชาแล้วโมก็ตัวสั่นขึ้นมา ก่อนปลอบใจตัวเองว่ามันยังไม่เกิดขึ้นเนียร์ยังไม่เป็นแบบนั้นซะหน่อย...แต่กระนั้นก็ยังห้ามตัวเองไม่ให้กลัวไม่ได้อยู่ดี
ดีมที่จับตัวอยู่ รับรู้ได้ว่าเธอกำลังสั่น เขาร้องบอกธุมที่อยู่ตรงประตูทางเข้าตึกซึ่งบิดเอียงเสียรูป กระจกที่เคยติดไว้ก็แตกร่วงอยู่ตามพื้น
“เฮ้ ธุม ยัยนี่ตัวสั่นใหญ่เลยว่ะ”
ธุมหันมาทำหน้าเหนื่อยหน่ายเต็มทน เพราะทำอะไรไม่ได้สักอย่าง จะตบหรือต่อยก็ไม่ได้ ทั้งที่เขานึกรำคาญจะแย่อยู่แล้ว
แต่เพียงไม่นาน เขาก็นึกอะไรออก และนึกสนุกกับความคิดนั้นทันที
“งั้นนายก็พาไปให้ไอ้นั่นดูแลแทนสิ”
ดวงตาเด็กหนุ่มเป็นประกายขึ้นมาทันที “โอ้ จริงด้วยสิ เรามีเจ้านั่นอยู่นี่นา เอาละ ฉันรู้แล้วว่าจะให้ใครดูแลเธอต่อ” ว่าจบเขาก็ลากตัวโมไปต่อ โดยที่โมยังสงสัยอยู่ว่า ไอ้นั่น กับ เจ้านั่น ที่พวกเขาพูดถึงคืออะไรกันแน่ แต่โมอดสังหรณ์ใจไม่ได้เมื่อเห็นท่าทีของพวกเขาเริ่มรู้สึกว่าไม่รู้เลยอาจจะดีกว่า
“ฉะ...ฉันอยู่กับพวกนายต่อก็ได้นะ” โมพยายามดึงแขนตัวเองกลับ แต่ดีมกลับจับแน่นขึ้น
“ทำไมล่ะ รับรองเธอจะอุ่นใจเหมือนอยู่กับเพื่อนตัวเองเลยล่ะ”
คำเปรียบเทียบนั้นยิ่งทำให้โมขัดขืนมากกว่าเดิม ในใจร้องบอกว่าเธอไม่อยากเจอสิ่งที่เขากำลังจะพาไปหา ไม่อยากรู้ว่ามันคืออะไรหรือเป็นอะไร
“ฉันอยู่คนเดียวก็ได้ สะ...สัญญาเลยว่าจะไม่หนีไปไหน”
“อย่ามาขอร้องฉันซะให้ยาก เพราะฉันไม่ใช่เพื่อนเธอ” ดีมเอ่ยเสียงเย็น จากนั้นก็เหวี่ยงเด็กสาวเข้าไปในห้องกะทันหันจนเธอเสียหลักล้ม
“แต่ถ้าเป็นเจ้านั่น เธอจะลองขอร้องดูก็ได้นะ...ถ้ามันยังได้ยินเธออยู่ละก็” ดีมยิ้มเยาะ แล้วทิ้งโมไว้กับบางสิ่งในห้อง
โมเจ็บแขนที่กระแทกพื้น พยายามยันตัวลุกขึ้นมา แต่บางสิ่งตรงหน้ากลับหยุดเธอไว้
พื้นตรงหน้านี้มีเท้าของใครบางคน ใครคนนั้นสวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆที่เธอคุ้นตาซะยิ่งกว่าอะไร เพราะเธอก็เป็นคนไปเลือกซื้อรองเท้าคู่นี้กับเจ้าของด้วย
ไม่ใช่หรอกไม่มีทางใช่ไปได้หรอก...โมบอกตัวเอง มือกำแน่นขึ้น ใจร้องบอกว่าอย่ามอง แต่ไม่มีอะไรหยุดยั้งความอยากรู้ของมนุษย์ได้ สายตาของเธอค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปมองเจ้าของรองเท้าผ้าใบคู่นั้นด้วยใจสั่นระรัว
“อะ...” ทันทีที่ได้เห็นหน้าของอีกฝ่าย เสียงของโมก็ถูกกลืนหายไป
‘ระวังตัวเองไว้ให้ดีเถอะ เพราะโลกที่เธอคิดปกป้อง อาจจบด้วยมือของตัวเธอเอง นิศาชล’
‘มันจะไม่มีทางเกิดขึ้น’
“ไม่...ไม่จริง”
คนตรงหน้านี้ไม่มีทางเป็นเพื่อนของเธอไปได้ก็เมื่อเช้า...โมเพิ่งเจอเนียร์เมื่อเช้านี้เองนะทุกอย่างยังเป็นปกติดีอยู่เลยนี่นา แล้วทำไม...ทำไม...
ดวงตาสีดำที่กำลังทอดมองมาและสีหน้าอันว่างเปล่าของเด็กสาวทำให้โมเย็นวาบไปทั่วร่าง บางอย่างเตือนว่าคนตรงหน้านี้ไม่ใช่เพื่อนของเธอคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“รู้อะไรมั้ย” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น “ครั้งหนึ่งนิศาชลเคยยั้งตัวเองไม่ให้ฆ่าเด็กที่มีชื่อเหมือนเธอ มันน่าประทับใจมากที่สามารถหยุดความต้องการของตัวเองได้ ถือเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ฉันเลือกนิศาชลเลยล่ะ”
โมมองชายหนุ่มที่เป็นต้นเรื่องทั้งหมด ริมฝีปากของเขากำลังตีหยักยิ้มขึ้น
“ต้องขอบคุณเธอนะวสุนธรา เพราะเธอ ฉันถึงได้มีเครื่องมือที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร”
โมเข้าใจในที่สุด...
ต้นเหตุที่ทำให้เนียร์ต้องทำลายทุกสิ่ง
ต้นเหตุที่ทำให้เนียร์ต้องฆ่าทุกคน
คนที่ทำให้เนียร์ต้องทนลำบากใจมาโดยตลอดทั้งหมด...ทั้งหมดนั้น
...เป็นเพราะเธอ?
ตนัยเห็นเด็กสาวกำลังตะลึงค้างจึงคลี่ยิ้มเล็กน้อย
“ฉันคงทำให้เธอตกใจมากไปสินะถ้าอย่างนั้น...”
โมเห็นร่างบางตรงหน้าย่อตัวลง ยื่นมือมาหวังจะช่วยพยุงขึ้น ดวงตากลมโตเห็นใบหน้าที่เมื่อครู่นิ่งเฉยบัดนี้กำลังส่งยิ้มให้ทั้งที่แววตาฉายเพียงความว่างเปล่า
“ฉันใช้ร่างนี้ดีกว่าเผื่อเธอจะคุ้นเคยได้เร็ว”
ใบหน้าของเนียร์ เสียงของเนียร์...
โมไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากซุกหน้ากับพื้นร้องไห้โฮปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา
เข็มเล่มยาวร้อยด้ายค่อยๆแทงเข้าไปในท้องแล้วเย็บปากแผลให้ชิดติดกันไม่ต่างจากเย็บผ้าทั่วไป เรียกเสียงหวาดเสียวจากคนที่ดูอยู่
เพียวมองคนที่เย็บแผลให้เอลแล้วอดทึ่งไม่ได้
ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ถูกจับตัวไปเป็นเรื่องใหญ่ก็จริงอยู่ แต่เรื่องบาดแผลของเอลและเพียวก็จำเป็นต้องรับการรักษาเสียก่อน เพราะที่นี่เป็นโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ครบครันอยู่แล้วกิลจึงทำแผลให้ทั้งคู่ได้สะดวก
นอกจากพวกเขาสามคนแล้ว พวกที่เหลืออยู่รอข้างนอกห้องก็กำลังวางแผนว่าจะทำอะไรต่อไป
“ขอบคุณนะกิล” เอลพยายามยิ้มให้ ดึงเสื้อลงเมื่อเย็บแผลเสร็จ
“ไม่นึกเลยว่านายจะเก่งเรื่องพวกนี้” เพียวนั่งบนโต๊ะยกมือขึ้นกอดอก
“...ปกติต้องทำกันเองน่ะ” กิลตอบเสียงเรียบ “แต่ส่วนใหญ่ให้เกลทำมากกว่า”
“นายรู้ใช่มั้ยว่าพวกนั้นจะทำอะไรต่อ” เอลรีบเข้าประเด็น “โมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เธอจะถูกทำอะไรรึเปล่า”
กิลนิ่งไปครู่คล้ายไม่อยากตอบ แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะห้ามไม่ให้พวกเธอรู้ความจริง “สิ่งที่จำเป็นในการทำพิธี นอกจากหัวใจของคนบาปแล้ว ก็ต้องมีสิ่งที่อยู่ด้านตรงข้ามด้วย”
“ขอเนื้อๆได้มั้ย ไม่เอาน้ำ” เพียวขัด แต่นั่นเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วสำหรับเอล แทบไม่ต้องฟังต่อ ก็รู้ว่าเขาจะบอกว่าอะไร
“ท่านตนัยต้องการหัวใจของเพื่อนเธอมาทำพิธี”
ปัง!
ร่างบางที่เคยอยู่ตรงเก้าอี้ลุกพรวด ถลันออกไปจนคนที่ยืนคุยกันอยู่หน้าห้องสะดุ้งกันเป็นแถบ
“เฮ้ย เอล นั่นแกยังไม่หายดีนะ” เพียวรีบตามมาห้าม จะดึงตัวไว้ก็กลัวจะทำให้แผลได้รับกระทบกระเทือน จึงพยายามเอาตัวขวาง
“ถอย! ฉันจะไปช่วยโม” เอลพูดเสียงแข็งอย่างที่เพียวไม่เคยได้ยินมาก่อน
“เดี๋ยวน้องเอล นี่มันเรื่องอะไรกัน” ทินเข้ามาช่วย เอลยอมอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเขาเข้ามาใกล้ และยอมเล่าถึงสิ่งที่โมต้องเผชิญ
“อย่างนี้นี่เอง” ทินพยักหน้ารับรู้ ตอบรับเสียงเรียบเหมือนไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไร ท่าทีไม่ใส่ใจสวัสดิภาพของโม ทำให้เอลรู้สึกโมโหเขาเป็นครั้งแรก
เอลหันมองคนอื่น ไม่มีใครมีทีท่าจะไปช่วยโมเลยสักคน ทั้งที่ได้ยินแล้วแท้ๆ ว่าเพื่อนของเธอจะต้องเจอกับอะไร
“เพียว ปล่อย” เธอเอ่ยเสียงเย็น “ถ้าไม่มีใครไป ฉันก็จะไปเองคนเดียว”
“แต่แผลแก...”
“ช่างหัวมันสิ!” ไม่บ่อยที่จะได้ยินคำสบถจากปากสาวหวาน ทำให้หนุ่มผมดำแซมทองลอบถอนหายใจ
“วาล ช่วยน้องเพียวที” ทินพูดกับสาวร่างสูง “ทำยังไงก็ได้ไม่ให้น้องเอลออกไปจากนี่ ถ้าไม่ไหวจริงๆจะใช้พลังช่วยก็ได้นะ”
“พี่ทิน!?” เอลร้อง เธอไม่เข้าใจเลยว่าทุกคนคิดอะไรอยู่โมกำลังตกอยู่ในอันตรายแท้ๆ แต่กลับยังนิ่งเฉยกันอยู่ได้
เมื่อได้วาลเข้าไปช่วย ทั้งคู่ก็ดันเอลกลับเข้าห้องได้อย่างง่ายดาย ให้สามหนุ่มรออยู่ข้างนอกมองหน้ากันต่อ
“...ไม่รุนแรงไปหน่อยเรอะ” ฟิวส์อดไม่ได้ต้องพูดออกมา แล้วก็เจอทินเหล่ตามาเหมือนไม่อยากเชื่อว่าเขาจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้
“อย่างน้อยก็น่าจะบอกเหตุผลให้เธอเข้าใจนะ” กิลเอ่ยต่ออย่างเห็นด้วย
“อารมณ์นี้พูดอะไรไปก็คงไม่ฟังแล้วล่ะ อีกอย่าง...มีบางอย่างที่ฉันสงสัยอยู่” ทินพิงผนังแล้วกอดอก“ถ้าพวกมันจับตัวผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ไป แล้วทำไมถึงไม่เอาตัวน้องเอลไปด้วย เพราะเธอก็เป็นส่วนหนึ่งในพิธีด้วยไม่ใช่รึไง”
เลือดของผู้มีพลังทั้งสี่ธาตุเอลที่เป็นผู้ใช้ลมกลับถูกปล่อยทิ้งไว้...เพราะการกระทำอันแสนแปลกประหลาดนี้ทำให้ทินยังทำเฉยอยู่ได้
“ท่านตนัยจะยังไม่เริ่มทำพิธี?” กิลพูดความคิดของตัวเองออกมา
“แปลว่ามีบางอย่างที่ยังไม่พร้อมงั้นสินะ”ฟิวส์เริ่มเดาอะไรได้ลางๆ
เพราะหากนำตัวผู้มีพลังไปตอนนี้ก็มีแต่จะลำบากมากขึ้นถ้าเทียบกับผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ที่เป็นแค่คนธรรมดาซึ่งควบคุมได้ง่ายกว่ากับหัวใจคนบาปที่ไม่น่าหายากแสดงว่ายังมีส่วนประกอบในพิธีอีกอย่างที่ยังไม่สมบูรณ์ และสิ่งนั้นคือ...
ทินยิ้มมุมปากส่งเสียงหัวเราะในลำคอ
“ยังไม่ตายก็สู้ต่อไปสู้ไปนั่นล่ะไอ้น้อง”
..............
...ใคร?...
สติอันเลือนราง ได้ยินเสียงของใครบางคนแว่วมา...
เสียงสะอึกสะอื้นคล้ายมาจากที่แสนไกล...จะไม่สนใจแล้วปล่อยผ่านก็ได้แต่มันยังดังสร้างความรบกวนให้เนียร์จนไม่อาจข่มตาหลับได้อีก
เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆเปิดขึ้นมา มองสิ่งที่เห็นอย่างเหม่อลอย ซึ่งไม่มีสิ่งใดนอกจากความมืดจนไม่ว่าจะลืมหรือหลับตาก็ไม่ต่างกัน
“...ฮึ่ก...”
...เสียงนั้นอีกแล้ว
“ฮึ่ก...เนียร์...”เสียงอู้อี้ร้องเรียกชื่อของเธอทำให้เจ้าของนามเปิดตากว้างแล้วมองหาเจ้าของเสียงนั้น...เมื่อรู้แล้วว่านั่นเป็นเสียงของใคร
ท่ามกลางความมืดนั้นเอง ร่างของใครบางคนกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ หน้าซุกลงกับเข่า ไหล่สะท้านตามแรงสะอื้น ไม่นานก็เงยหน้าขึ้นหันมาทางเธอดวงตากลมโตคู่นั้นมีน้ำตาเอ่อล้นไม่หยุด จนคนเห็นรู้สึกเจ็บปวด
“ขะ..ขอโทษนะเนียร์”
“โม...”
ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงร้องไห้ถึงต้องขอโทษ ขาขยับคิดจะก้าวไปถามแต่ทันทีที่ทำอย่างนั้นก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างพันรัดไว้ เธอก้มลงมองทันที
ทั้งร่างถูกโซ่นับสิบเส้นโยงมาจากความมืดที่ไม่มีจุดเริ่มต้นเข้ามาพันทั้งตัว ทั้งแขนและขา ยึดไว้แน่นไม่ให้ขยับไปไหน
เนียร์พยายามดึงให้หลุดแต่ไม่เป็นผลเมื่อได้ยินเสียงร้องของเพื่อนอีก เนียร์ก็เลิกสนใจโซ่แล้วตะโกนเรียกเพื่อนแทน
“โมได้ยินฉันมั้ย โม!”
“วสุนธราไม่ได้ยินเสียงเธอหรอก”
ตนัยโผล่ตัวขึ้นตรงหน้าเนียร์สีหน้ายิ้มกริ่ม “เพราะตอนนี้เธอถูกขังอยู่ในจิตใจของตัวเอง”
“ปล่อยฉันนะ” เนียร์ออกแรงกระชากอีกครั้ง แต่โซ่กลับตรึงเธอแน่นขึ้น
“ฉันควบคุมเธอไว้แล้วนิศาชล ป่วยการที่จะแข็งข้อ ยอมรับใช้ฉันซะดีกว่า”
“อย่าหวัง! นายจับตัวโมมาทำไม นายจะทำอะไรเพื่อนฉัน”
แล้วคำตอบของคำถามนั้นก็แล่นสู่สมองเธอโดยพลัน ทั้งแผนการและความคิดของตนัย...ทั้งหมดนั้นทำให้เนียร์ชะงักค้างสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนดีนะ”ตนัยนึกขำหลังเห็นสีหน้าของเธอ “การที่ฉันจะควบคุมเธอได้จำเป็นต้องให้เธอเข้าถึงตัวฉันได้เหมือนกัน”
เนียร์ที่รู้ความคิดของเขา กัดฟันกรอดคิดพุ่งตัวโถมใส่จนเกิดเสียงกระทบกันของโซ่ที่ไม่มีวันตัดขาด “ฉันจะไม่ให้นายทำอะไรโมเด็ดขาด”
“น่าเสียดาย” ตนัยยังรำพันเบาๆ สีหน้าเจ้าเล่ห์อย่างร้ายกาจ “คนที่จะทำไม่ใช่ฉัน แต่เป็นเธอต่างหาก”
ตนัยจับคางเนียร์บังคับให้เงยมองเขาพูดเน้นเสียงแต่ละคำให้ชัด “เธอนั่นแหละ ที่จะเป็นคนควักหัวใจเพื่อนของตัวเองออกมา”
“ตนัย!!” ความชิงชังเดือดพล่าน แต่ไม่อาจทำอะไรคนตรงหน้าได้ทำได้เพียงตะโกนใส่ด้วยอารมณ์ทั้งหมดที่มี “ฉันเกลียดนาย ฉันเกลียดนาย!”
โซ่เส้นหนึ่งแล่นออกมาจากความมืดเข้าพันรอบคอเด็กสาวไปอีกทบหนึ่ง
“ขอบคุณที่บอกว่ารู้สึกยังไงนะ” ชายหนุ่มคลี่ยิ้มเย็น
ไม่ว่าเนียร์จะดิ้นแรงแค่ไหนก็มิอาจหลุดพ้นจากการผูกมัดนี้ไปได้ ยิ่งทำ โซ่ก็รังแต่จะพันแน่นกว่าเดิม ทำให้เธอทำอะไรชายตรงหน้าไม่ได้เลยสักอย่างนอกจากมองดูเขาหายไปจากความมืดทั้งอย่างนั้น ทิ้งให้เนียร์เจ็บใจอยู่คนเดียว
“โธ่เว้ย!”
คงอีกสักพักทีเดียวกว่าเขาจะควบคุมเด็กสาวได้โดยสมบูรณ์ ไม่นึกเลยว่านิศาชลจะยังมีสติเหลืออยู่ ตอนแรกเขาคิดว่าการควบคุมจะทำให้เธอไร้สติไปซะอีก เพราะงั้นถึงได้บอกไว้สินะ ว่าวิธีนี้ยากจะทำได้สำเร็จ
ดวงตาสีน้ำตาลแก่จ้องเด็กสาวที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ภายนอกถึงจะดูสงบดีก็ตามแต่ในจิตใจนี่สิ...ต้องทำอย่างไรถึงจะควบคุมเธอได้สมบูรณ์แบบกันนะ หรือเพราะยังมีบางส่วนที่เขายังเข้าไม่ถึง
สิ่งใดกันที่ทำให้นิศาชลยังคงสติเอาไว้ได้
พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำกับปัญหาที่ยังคิดไม่ตกบางทีเขาอาจคิดมากเกินไป การที่นิศาชลยังมีสติอยู่อาจเป็นเรื่องปกติก็ได้ สิ่งที่เขาควรทำคือการควบคุมเธออย่างใกล้ชิด
ไม่ยอมให้พลาดไปหรอกจนกว่าจะสร้างโลกใบนี้ให้เป็นอย่างที่เธอต้องการ
‘ตนัยคะ...’
เสียงอ่อนหวานยังคงสลักลึกอยู่ในหัวใจ
‘นี่ตนัย ดูสิคะ ดาวสวยจังเลย’
อา...ลลัน
ชายหนุ่มปิดตาแน่นก่อนจะหยิบแผ่นกระดาษหนึ่งออกมาจากใต้เสื้อนอก มันเป็นรูปถ่ายของผู้หญิงคนหนึ่ง
ตนัยใช้นิ้วไล้ไปตามวงหน้านั้นก่อนจะหยุดลงที่ริมฝีปากซึ่งส่งยิ้มมาให้
มือที่ถือสั่นระริก อยากจะดึงตัวออกมาจากในรูปแล้วกอดไว้หากใจรู้ดีว่าเป็นไม่ได้ เธอจากไปแล้ว...จากไปแล้วตลอดกาล
เพียงแค่นึกถึงก็ราวกับมีเข็มนับร้อยทิ่มแทงหัวใจแต่ไม่มีทางที่เขาจะเลิกคิดถึงได้การคิดถึงเธอเป็นเรื่องปกติราวกับการหายใจ...คนเราจะลืมการหายใจได้หรือหากยังมีชีวิตอยู่?
“ไม่ต้องห่วงนะลลัน ฉันจะสร้างโลกที่เธอต้องการให้ได้” ตนัยให้คำมั่นต่อรูปนั้น ก่อนจะยกรูปหญิงสาวขึ้นประทับริมฝีปากอย่างแผ่วเบา
“ท่านตนัยครับ”
เสียงของนิกรดังแว่วมาทำให้ชายหนุ่มต้องเก็บรูปนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านในตามเดิมอย่างทะนุถนอมเป็นเวลาเดียวกันกับที่นิกรก้าวเข้ามาในห้องพอดี
“มีอะไร”ตนัยพูด น้ำเสียงมีร่องรอยความหงุดหงิด แต่สีหน้าของนิกรกลับมีรอยยิ้มราวกับมีอะไรดีเกินกว่าจะให้เขาอารมณ์เสีย
“พวกเราเจอคนนึงแล้วครับ”
ฟังเพียงเท่านั้นชายหนุ่มก็เหยียดยิ้มออกมา