อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 42 วิชาศรระดับสูงของอาจารย์

    บทที่ 42 วิชาศรระดับสูงของอาจารย์

     

    การเลือกของอันซูหยวนไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด นักเรียนจากเขตชั้นในบางคนที่ตระกูลมีทรัพยากรอย่างพวกอาวุธ แกนพลังงาน หรือยารักษาอยู่แล้ว พวกเขาก็เลือกหุ่นซ้อมอินทรีย์บ้าง ทว่าคนที่ใช้ตั๋วทรัพยากรจนหมดในครั้งเดียวนับว่าหาได้ยาก เรียกได้ว่าซูหยวนใช้ตั๋วของตนเองอย่างคุ้มค่าเลยทีเดียว

                

    หุ่นซ้อมอินทรีย์ 1 ตัว จ่าย 10 ตั๋วทรัพยากร ยาสมานแผลเร่งด่วน 30 ตั๋วทรัพยากร ยาฟื้นฟูร่างกายเร่งด่วน 30 ตั๋วทรัพยากร และยาขจัดพิษเร่งด่วน 30 ตั๋วทรัพยากร ซึ่งราคาของยาทั้งสามชนิดนี้สูงมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยาระดับสูงพวกนี้ไม่สามารถหาซื้อได้จากตลาดทั่วไป จำเป็นต้องรอจนกว่า “โรงประมูลสกุลเสวี่ย” จะเปิดทุกๆครึ่งปีจึงจะมียาพวกนี้ออกขาย

                

    ได้ยินว่ายาทั้งสามชนิด ไม่สิ! ยังมียาระดับสูงอีกเป็นจำนวนมาก ที่จริงแล้วพวกมันสกัดออกมาจากพวกพืชและสัตว์พลังงาน โดยต้องใช้พืชและสัตว์พลังงานจำนวนมากเพื่อให้ได้ยาเพียงขวดเดียว ดังนั้นยาระดับสูงมากมายจึงเป็นที่ต้องการมาก แค่ยารักษาทั่วไปก็ยังมีราคาสูงเลย ซูหยวนเคยเห็นในการพูดคุยผ่านช่องสนทนามาก่อน เธอจึงวางแผนเอาไว้แล้วว่าจะเลือกพวกมันนี่แหละ

                

    ไม่ใช่แค่ว่ายาพวกนี้เป็นยาวิเศษที่อาจจะช่วยชีวิตซูหยวนเมื่อจนตรอกได้เท่านั้น แต่เธอมีความคาดหวังอยู่ในใจด้วย ถ้าหากยาทั้งสามนี้ผลิตมาจากพืชและสัตว์พลังงาน เช่นนั้น...ในฟาร์มของเธอที่มีพวกพืชและสัตว์เป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้เพิ่มโรงงานผลิตยารักษาพวกนี้ก็ได้ใช่ไหม?

                

    เพื่อทดสอบสมมติฐานตนเอง ซูหยวนไม่รังเกียจเลยที่จะใช้ตั๋วทรัพยากรของตนเองทั้งหมดไปกับยาพวกนี้ ซึ่งถ้าสำเร็จขึ้นมาจริงๆ เท่ากับซูหยวนจะได้กำไรมหาศาล!

                

    สำหรับการเปิดเรียนวันแรกนั้น ช่วงเช้าจะเป็นการปฐมนิเทศของนักเรียนใหม่ หลังจากนั้นก็จะให้โอกาสในการเข้าพบอาจารย์ของตนเอง นักเรียนที่ไม่มีอาจารย์พิเศษก็สามารถใช้เวลาช่วงนี้เพื่อไปหาอาจารย์ แสดงความสามารถให้อีกฝ่ายเห็นเผื่อว่าจะเปลี่ยนใจรับตนเองเป็นศิษย์อีกคน หรือบางคนก็มาที่คลังแลกเปลี่ยนตั๋วเหมือนกับที่ซูหยวนมาในตอนนี้ ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่ามีผู้คนเดินไปเดินมากันขวักไขว่

                

    ซูหยวนดำเนินการรวดเร็วมาก อีกทั้งอาจารย์เติ้งก็ไม่ได้ใช้เวลานานมากนักกับศิษย์ของเขา ดังนั้นซูหยวนจึงมีเวลาอีกเล็กน้อยก่อนจะต้องเข้าเรียนในช่วงครึ่งวันหลัง

                

    ที่สถาบันจะมีการเรียนการสอนสัปดาห์ล่ะ 5 วัน โดยจัดให้มีการเรียนการสอนแค่ช่วงครึ่งหลังของวันเท่านั้น เนื่องจากพวกเขารู้ว่าช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฝึกฝน นักเรียนสามารถใช้เวลาไปกับการฝึกฝนการต่อสู้หรือดูดซับแกนพลังงานได้ นักเรียนบางคนก็ใช้เวลาช่วงเช้านี้กับอาจารย์พิเศษของตนเอง

                

    สำหรับสามวันแรกของสัปดาห์ที่เปิดเรียน ซูหยวนไม่ได้ใส่ใจมากนัก เธอได้อ่านหนังสือของทั้งสามวิชาและทำความเข้าใจพวกมันได้ทั้งหมดแล้ว เมื่อถึงเวลาเรียนก็แค่เข้าไปฟังเพื่อทบทวนความเข้าใจของตนเอง ถ้ามีจุดไหนที่สงสัยก็ค่อยถามออกมาเท่านั้น 

                

    ที่ต้องใส่ใจจริงๆก็คงเป็นวิชาฝึกฝนทั้งสองที่เลือกมาเป็นพิเศษ แม้ว่าเธอจะอ่านตำราพื้นฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอาจารย์จะสอนรูปแบบไหนอยู่ดี ส่วนใหญ่แล้ววิชาเหล่านี้จะเป็นวิชาปฏิบัติ สอนพื้นฐานควบคุมไปกับการลงมือฝึกฝนอย่างจริงจัง ซึ่งเรื่องนั้นคงต้องรอเจออาจารย์ผู้สอนอีกที

                

    ตอนนี้ซูหยวนจึงมีเวลาว่าง เธอนำเอาวิชายิงธนูทั้งสามที่อาจารย์เติ้งให้มาอ่านฆ่าเวลา โดยวิชาทั้งสามนี้ถูกระบุเอาไว้ว่าเป็นวิชาระดับสูง เหมาะกับคนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว

                

    ซูหยวนรู้ว่าตัวเองขาดเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ แต่อาจารย์เติ้งก็ไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะต้องใช้ทักษะได้ตั้งแต่ทันทีที่อ่านมันเสียหน่อย ตอนนี้เธอแค่ต้องเลือกเท่านั้นว่าจะฝึกฝนวิชาไหนก่อนเป็นอันดับแรก

               

     “วิชาศรผันเปลี่ยน” มีทั้งหมด 5 ระดับขั้น ขั้นแรกเป็นขั้นศรพุ่งเป้า โดยเป็นการใช้ศรยิงออกไปตรงๆ มีเป้าหมายที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม...หากจะบอกว่าสำเร็จขั้นนี้ จะต้องยิงทั้งหมด 3 ศรขึ้นไปในครั้งเดียว แต่สามารถโจมตีโดนเป้าหมายเดียวกันได้ ขั้นที่สองเป็นขั้นศรกลับหลัง เหมือนกับขั้นแรกที่ต้องยิงศรมากกว่า 3 ดอกไปยังเป้าหมายได้ในครั้งเดียว แต่เป็นการยิงแบบกลับหลัง ตอนยิงออกไป หน้าจะต้องหันออกจากศัตรู

                

    ขั้นที่สามคือขั้นศรสามเป้า ขั้นนี้จะยากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเป็นการยิงศรออกไป แล้วศรนั้นสามารถยิงโดนเป้าแรก หลังจากนั้นก็ทะลุออกไปเป้าที่สอง และเป้าที่สามตามลำดับได้ ซึ่งการโจมตีเช่นนี้จะเอาไว้ใช้ในกรณีที่มีศัตรูอยู่เป็นจำนวนมากนั่นเอง

                

    ขั้นที่สี่เป็นขั้นศรตามเป้า คล้ายกับขั้นที่สาม แต่ศรนี้ไม่ได้กำหนดเป้าหมายนิ่งๆเท่านั้น หากแต่ยังสามารถตามติดตำแหน่งของศัตรูผู้นั้นได้ด้วย อย่างไรก็ตาม...การโจมตีของมันกระทำได้เพียงสามครั้งเท่านั้น ผู้ที่ยิงศรออกไปจะสามารถควบคุมตำแหน่งและทิศทางด้วยพลังงานของตนเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นกับการออกคำสั่งให้โจมตี

     

    ขั้นที่ห้า ขั้นนี้คือขั้นสุดท้าย มันมีชื่อว่าศรผันเปลี่ยน โดยเป็นขั้นที่ยกระดับมาจากขั้นที่สี่ โดยศรนี้จะติดตามศัตรูไปได้สามครั้งก็จริง ทว่า...ผู้ใช้วิชานี้สามารถยิงศรออกไปได้เป็นจำนวนมาก ตราบเท่าที่มีสมาธิมากพอ ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนลูกศรเข้าไปได้ 

                

    ในขั้นนี้ ได้ยินว่าอาจารย์เติ้งสามารถยิงออกไปได้ 9 ศรพร้อมกัน เรียกว่าเป็นผู้ทรงพลังในการใช้ศรอย่างแท้จริง!

                

    ต่อไปเป็น “วิชาธนูฝนดาวตก” วิชานี้มีเพียง 3 ขั้นเท่านั้น แต่ในหนึ่งขั้นแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือระดับเริ่มต้น ระดับกลาง และระดับสูง โดยสามขั้นนี้ก็คือ ขั้นฝนดาวตก ซึ่งในระดับเริ่มต้นจะสามารถยิงศรออกไปเพื่อโจมตีพร้อมกันได้ 100 ศร ระดับกลางคือ 500 ศร และระดับสูงคือ 1,000 ศร 

     

    สำหรับขั้นต่อไปเรียกว่า ขั้นพายุศร ระดับเริ่มต้นจะก่อพายุศรประมาณ 100 ศร กินอาณาเขต 10 ตารางเมตร ระดับกลางนั้นสามารถใช้ได้มากกว่า 100 ศร กินอาณาเขต 50 ตารางเมตร และระดับสูงนั้นใช้มากกว่า 100 ศร กินอาณาเขต 100 ตารางเมตรได้

     

    ขั้นที่สามคือ ขั้นศรดาวตก ขั้นนี้จะเป็นการยิงศรออกไปเหมือนดาวตก ศัตรูจะไม่รู้ตำแหน่งที่มาของศร เห็นอีกครั้งก็คือศรนั้นร่วงหล่นมาจากฟ้าแล้ว โดยจะสามารถยิงได้กี่ศรนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ใช้ ขั้นที่สามนี้ไม่มีการแบ่งระดับใดๆ เนื่องจากการจะผ่านมาถึงขั้นนี้ได้ก็จะชำนาญสองขั้นแรกแล้วนั่นเอง

                

    และสุดท้ายคือ “วิชาเกาทัณฑ์แสง” แบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือขั้นศรพริบตา ซึ่งเป็นการยิงศรออกไปให้ถึงศัตรูภายในพริบตาเดียว โดยที่ศัตรูยังไม่ทันรู้ตัวก็อาจจะถูกโจมตีก่อนแล้วก็ได้ ขั้นนี้จะต้องฝึกยิงควบคู่ไปกับสองทักษะ นั่นก็คือทักษะลบจิตสังหารและทักษะปล่อยพลังงานเพื่ออำพรางลูกศรเอาไว้ 

     

    ดังนั้นวิชานี้จึงถือว่าค่อนข้างยากตั้งแต่ขั้นแรก ทว่าขั้นที่สองนั้นก็เป็นแค่การเอาทักษะจากการฝึกฝนขั้นหนึ่งมาเป็นพื้นฐาน จะทำให้หลังผ่านขั้นแรกไปแล้วมีความเร็วเพิ่มขึ้นตามลำดับ

                

    ขั้นสองเป็นขั้นศรลวงตา โดยเป็นการยิงศรออกไปแล้วสร้างภาพลวงตาขึ้นมา อาศัยทักษะเหมือนขั้นที่หนึ่งเพื่ออำพรางศรที่แท้จริง แล้วสร้างศรหลอกขึ้นมา ศัตรูอาจจะเห็นลูกศรทั้งหมด 100 ศรก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาจะหลบได้ถูกศรหรือไม่ นั่นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถแล้ว

                

    ขั้นที่สามคือขั้นศรหนึ่งเป็นร้อย เป็นการยิงศรออกไปทั้งหมดหนึ่งครั้ง ทว่าศรเดียวนั้นสามารถแตกออกเป็นหนึ่งร้อยศรได้ในพริบตา ลวงไม่ให้ศัตรูรู้ว่าแท้จริงแล้วโจมตีมาแบบไหน อีกทั้งประสิทธิภาพในการโจมตีก็สูงมากด้วย 

     

    กรณีนี้ต่างจากวิชาธนูฝนดาวตก เพราะนั่นจะเป็นการยิงศรออกไปหลายๆครั้ง และปรากฏศรออกมาพร้อมกันเลย ศัตรูยังสามารถระมัดระวังและคาดการณ์ตำแหน่งได้ แต่อันนี้ศัตรูไม่ได้รู้เลยว่าศรทั้งหมดตั้งเป้าหมายที่จะโจมตีอะไร และตำแหน่งไหน

     

    ขั้นที่สี่คือขั้นศรพิพากษา ขั้นนี้มีทักษะเหมือนกับชื่อเลย เป็นการเอาทักษะขั้นหนึ่งถึงสามมาพัฒนา โดยเร่งให้ศรนั้นมีความเร็วมาก ปกติแล้วการยิงอาจจะติดอยู่ในระยะ 100 – 300 เมตรเท่านั้น ทว่าวิชานี้จะใช้ขั้นที่หนึ่งคือศรพริบตา รวมกับศรลวงตาและศรหนึ่งเป็นร้อย ทำให้สามารถโจมตีศัตรูในระยะ 1,000 เมตรได้เลย 

     

    แถมยังทำให้ศัตรูไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อนว่าถูกหมายหัวเอาไว้ กว่าจะหลบได้...ก็อาจจะเจอวิชาศรหนึ่งเป็นร้อย ผสมกับศรลวงตา ไม่รู้ว่าศรไหนเป็นของจริง หรือเป็นแค่ของลวงตาบ้าง เรียกได้ว่าสร้างความปวดหัวไม่น้อยเลยทีเดียว

                

    หลังจากที่ซูหยวนอ่านวิชาธนูระดับสูงทั้งสามแล้วเสร็จ เธอก็รู้สึกตื่นเต้นกับมันมาก แต่ละวิชาล้วนมีจุดดีจุดแข็งของตนเอง ในความคิดของซูหยวน ไม่มีวิชาไหนด้อยไปกว่ากันเลย การที่จะเลือกมาสักหนึ่งวิชานั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ทว่า...เธอก็ไม่ได้ตัดสินใจยากนักเลย

                

    เนื่องจากซูหยวนต้องการเรียนธนูก็เพื่อเพิ่มความสามารถในการโจมตีระยะไกลของตนเอง ซึ่งทั้งสามวิชานั้นเป็นวิชาโจมตีระยะไกลได้ทั้งหมด ทว่าวิชาที่โจมตีได้ระยะไกลสุดๆ ยิ่งถ้ารวมกับความสามารถอย่างการ “ระบุตำแหน่ง” ในแผนที่ของเธอด้วยแล้ว ซูหยวนก็ชอบวิชาเกาทัณฑ์แสงมากที่สุดแล้ว

               

     ไม่ใช่แค่การโจมตีระยะไกลเป็นพันเมตรเท่านั้น แต่มันยังสามารถโจมตีเป็นวงกว้างได้ด้วย ถึงจะไม่เท่ากับวิชาฝนดาวตกที่โจมตีได้เป็นพันๆศร ทว่าการโจมตีด้วยศรหนึ่งร้อยศรก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว

                

    วิชาศรผันเปลี่ยนดีมากจริงๆในการติดตามศัตรูและโจมตีพวกมันได้หลายๆตำแหน่งพร้อมกัน แต่มากสุดก็ได้แค่ไม่กี่ศรเท่านั้น แม้แต่อาจารย์เติ้งก็ยังเรียกใช้วิชานั้นได้แค่ 9 ศรเลย ซูหยวนคงไม่คิดว่าตนเองจะพัฒนาไปได้ไกลกว่าอาจารย์เติ้งด้วยระยะเวลาอันสั้น

                

    สุดท้ายแล้ว เธอก็เลือกที่จะเรียนวิชาเกาทัณฑ์แสง ดังนั้นหลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว ซูหยวนก็อ่านทำความเข้าใจกับมันอีกครั้งจนกระทั่งหมดเวลาพัก

                

    ช่วงบ่ายของวันแรกที่เปิดเรียนนี้เป็นวิชาภาคบังคับ นักเรียนทั้งหมดจะต้องเรียนร่วมกัน ซึ่งนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งมีทั้งหมด 36 คน ด้วยจำนวนเท่านี้ หากเป็นในโลกเดิมของอันซูหยวน ถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่มากเลย แต่ถ้าเทียบกับจำนวนผู้ที่สามารถใช้พลังงานที่โลกนี้ได้ หนึ่งปีมีนักเรียนในสถาบันแห่งนี้ 36 คนก็ถือว่าไม่น้อยแล้ว

                

    วันแรกจะเป็นการเรียนวิชาประวัติความเป็นมาของการกลายพันธุ์ นับเป็นวิชาที่นักเรียนไม่อยากเรียนมากที่สุดแล้ว พวกเขามาเข้าห้องเรียนนี้ก็เหมือนเข้ามาเพื่อนอนหลับ แม้ว่าสิ่งที่อาจารย์พยายามจะสื่อให้เห็นเป็นภาพที่งดงามมากแค่ไหนก็ตาม ทว่านักเรียนเหล่านี้เห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นเพียงภาพของความเพ้อฝันเท่านั้น

                

    สิ่งที่พวกเขาเห็นและรับรู้ตั้งแต่เกิดมาก็คือการฆ่าฟัน การต่อสู้ การนองเลือด และอาหารที่ขาดแคลน บางตระกูลที่ร่ำรวยหน่อยก็ยังพอที่จะหาพืชผักเหมือนกับภาพแห่งความฝันเหล่านั้นมากินได้เดือนละหนึ่งครั้ง บางคนแย่หน่อยอาจจะครึ่งปีได้หนึ่งครั้ง หรือบางคนก็ได้กินตามโอกาสที่ต้นตระกูลมอบรางวัลมาให้ ซึ่งพวกเขาเป็นประชาชนในเขตชั้นใน ส่วนเขตชั้นกลางและชั้นนอก...ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเลย

                

    อันที่จริง แค่พวกเขาหาซื้อสารอาหารที่ให้พลังงานเล็กๆน้อยๆได้ก็ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีระดับแล้ว ไม่มีทางคาดหวังอาหารชั้นดีได้หรอก

                

    เพราะเติบโตมากับชีวิตแบบนี้ พวกเขาจะเชื่อสิ่งที่อาจารย์พยายามบอกให้มีเป้าหมายเดียวกันได้อย่างไร อันซูหยวนมองดูภาพของนักเรียนที่กำลังเบื่อหน่ายกับภาพที่เธอคุ้นเคยก็ถอนหายใจออกมา

                

    อาจารย์บอกให้พวกเขาพยายามแข็งแกร่งขึ้น ต่อสู้อย่างมีความหวังว่าจะเปลี่ยนโลกได้ แต่ถ้าแม้แต่อาจารย์ก็ยังไม่เชื่อในภาพนั้นจริงๆ เช่นนั้นมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร 

                

    ช่วงบ่ายของวันนี้ไม่มีใครได้รับความรู้อะไรเพิ่มเติมเลย พวกเขาไม่หลับก็หันไปพูดคุยกัน บ้างก็ปรึกษากันเกี่ยวกับการแลกตั๋วพลังงาน หรือชวนกันไปเที่ยวเล่นในช่วงเย็นของวันนี้ เมื่ออาจารย์จากไปแล้ว นักเรียนก็ส่งเสียงเจียวจาวกันขึ้นมา พวกเขาก็เหมือนกับเด็กน้อยหลังโรงเรียนเลิก เพราะก่อนหน้านี้ฝึกฝนอยู่แต่ในตระกูล จะหาเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องยากมาก ดังนั้นเวลานี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำความรู้จักกัน

     

    “นักเรียนอัน วันนี้พวกเราจะไปเดินเที่ยวเล่นที่ตลาดของเก่า อยากจะไปด้วยกันไหม” นักเรียนคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลเอ่ยถามอันซูหยวน เนื่องจากพวกเขาได้เห็นแล้วว่าวันนี้เธอมีทักษะในการต่อสู้มากขนาดไหน อีกทั้งยังไม่ขี้ขลาดเหมือนพวกนักเรียนทุนคนอื่นๆด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงต้อนรับเธอเป็นอย่างดี

                

    หากอันซูหยวนต้องการเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเธอ พวกเธอก็เต็มใจ

     

    “ถ้าไม่อยากไปตลาดของเก่า ก็ไปดูห้องฝึกซ้อมกับพวกเราไหมล่ะ” จางเฟยเข้ามาชวนบ้าง แต่อันซูหยวนทำเพียงแค่ส่ายหน้าเท่านั้น

     

    “พอดีอาจารย์เติ้งให้ฉันลองศึกษาวิชาธนูน่ะ ก็เลยตั้งใจว่าจะไปอ่านมันที่ห้องเสียหน่อย”

     

    “โอ้ ขยันจริงๆเลยนะ แต่ก็เพราะเป็นศิษย์ของอาจารย์เติ้งนั่นแหละ ได้ยินว่าอาจารย์เติ้งโหดมากเลย เธอต้องฝึกให้ดีนะ ถ้าเขาพาเธอไปเข้าสนามรบจริงเมื่อไร แย่แน่นอน”

     

    “นี่! จางเฟย อย่าไปขู่สหายอันแบบนั้นสิ” นักเรียนคนอื่นๆเข้ามาพูดคุยกับอันซูหยวนอย่างเป็นมิตร พร้อมกันนั้นเอง...นักเรียนทุน 5 คนที่นั่งอยู่ด้านหลังก็เบะปากด้วยความไม่พอใจ

     

    …………………………………….