ตอนที่ 48 กล้วยไม้
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่ซุ่นลี่และไฉเฉี่ยวเหอก็ได้รีบออกไปต้อนรับตระกูลฟู่พร้อมกับเชิญพวกเขาเข้ามาข้างในบ้านทันที โดยก่อนหน้านี้ฟู่ต้าอันได้บอกกับแม่ยายของเขาเอาไว้แล้วว่าในการแต่งงานครั้งนี้พี่ชายทั้งสองคนของเขาจะเป็นญาติผู้ใหญ่ฝั่งเขาแทนและพ่อของเขาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้นหลี่ซุ่นลี่จึงได้เดินเข้าไปหาฟู่ต้าหย่งพร้อมกับพูดขึ้นว่า“คุณคือพี่ชายคนโตของต้าอันใช่ไหม ? เชิญเข้ามาข้างในก่อนสิ ! ”เขาพูดพร้อมกับผายมือให้ฟู่ต้าหย่งเดินเข้ามาข้างใน
ส่วนไฉเฉี่ยวเหอเองก็เข้าไปจับมือของหวังซู่เหมยเอาไว้เช่นกันส่วนมืออีกข้างหนึ่งของเธอก็ยังจับมือของฉือหมิ่นเอาไว้อีกด้วยโดยมีฟู่ต้านีและคนอื่น ๆ จะเดินตามหลังเข้ามา
“คุณทั้งสองเป็นพี่สะใภ้ของโม่ลี่ใช่ไหม ? พวกคุณทั้งสองช่างดูสง่างามมากจริงๆ ฉันต้องขอบคุณพวกคุณแทนโม่ลี่อีกครั้งด้วย โอ้นั่นคงจะเป็นหลานสาวที่โม่ลี่พูดถึงใช่ไหม เธอดูเป็นเด็กที่ฉลาดมากเลยนะ”หลังจากที่พูดชมฟู่เยี่ยน ทุกคนก็ได้เดินเข้าไปข้างในบ้าน
บ้านของตระกูลหลี่เป็นบ้านหลังไม่ค่อยใหญ่มากโดยมีห้องทั้งหมด 4-5 ห้อง ดังนั้นหากมีแขกมาเยี่ยมเยอะ ๆ ก็จะดูคับแคบไปเล็กน้อยซึ่งตอนนี้ก็ยังคงอยู่ในช่วงฤดูร้อน แต่โชคดีที่ลานบ้านของพวกเขามีขนาดกว้างพอ
“นานทีจะมีแขกมาที่บ้านของพวกเราเยอะขนาดนี้สักครั้งจึงทำให้บ้านของพวกเราดูเล็กไปเลยถ้าอย่างนั้นเราจะทานข้าวที่ลานหลังบ้านกันดีกว่าไหมพอดีสามีของฉันได้สร้างโรงเรือนเอาไว้เพื่อเก็บของ ที่นั่นมีลมพัดเย็นสบายมาก ๆเลยล่ะ”
“คุณป้าคะ บ้านของคุณป้าไม่ได้เล็กเลย ในหมู่บ้านของพวกเรานี่ถือเป็นบ้านที่หลังใหญ่มาก ๆ แล้วค่ะ” เมื่อแม่สามีของเธอได้จากไปแล้วหวังซู่เหมยที่เป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านจึงต้องรับหน้าที่เป็นญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายไปโดยปริยาย
“อย่าเกรงใจพวกเราเลยค่ะ โม่ลี่เองก็เป็นคนที่นิสัยดีส่วนต้าอันก็ดูเป็นคนที่มีชีวิตชีวา ทั้งสองคนดูเหมาะสมกันมากจริง ๆ ”ฉือหมิ่นพูดเสริมขึ้นมา
“ต้าอันเป็นคนที่ร่าเริงและกระตือรือร้นมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะคะหากเขาได้พบกับบางอย่างที่ถูกใจ เขามักจะทะนุถนอมสิ่งนั้นเป็นอย่างดีอยู่เสมอคุณป้าคะ เรื่องนี้ฉันรับประกันเลยได้ค่ะทั้งสองจะต้องรักและอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่าอย่างแน่นอน” ฟู่ต้านีได้พูดถึงนิสัยน้องชายของเธอในตอนที่เขายังเด็กให้ไฉเฉี่ยวเหอฟัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นไฉเฉี่ยวเหอก็ได้ยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุขสมาชิกของตระกูลฟู่ทุกคนนั้นดูเป็นกันเองมากจริง ๆ
“สะใภ้ใหญ่ พี่สะรอง บอกตามตรง ฉันต้องขอบคุณต้าอันมาก ๆ เลยตั้งแต่เขามาที่บ้านของฉันครั้งแรก ฉันก็รู้สึกกับเขาไม่ต่างจากลูกชายแท้ ๆคนหนึ่งเลย มันดูแปลกประหลาดมากใช่ไหมล่ะ”
“ต่อมา โม่ลี่ก็ได้หายตัวไปจึงทำให้ทุกคนต่างก็รู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมาก และไม่นานนักเขาก็ได้บอกกับฉันว่าหลานสาวของเขาเป็นคนตามหาโม่ลี่จนเจอช่างเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์จริง ๆ ! ”ไฉเฉี่ยวเหอพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นพร้อมกับพูดชมฟู่เยี่ยนอีกครั้งและขอบคุณเธอด้วยความซาบซึ้ง
เมื่อเห็นเช่นนั้นหวังซู่เหมยจึงได้ตอบกลับไปอย่างถ่อมตัวว่าในอนาคตโม่ลี่เองก็จะเป็นคนในครอบครัวของพวกเธอเหมือนกันดังนั้นอะไรที่พอจะช่วยได้ ครอบครัวของเธอก็พร้อมที่จะให้การช่วยเหลืออยู่แล้ว
โดยที่ไม่ทันได้สังเกตตอนนี้มิตรภาพได้ก่อตัวขึ้นมาระหว่างพวกเธอทั้งสองแล้วและแม้ว่าหวังซู่เหมยจะไม่ได้อยู่ในสถานะแม่สามีก็ตามแต่ทั้งสองก็ดูเข้ากันได้เป็นอย่างดี
ทางด้ายฝั่งผู้ชายเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีไม่แพ้กันเลยหลี่ซุ่นลี่เป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมัธยมซึ่งฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวนั้นต่างก็เป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนโดดเด่นทั้งคู่ส่วนฟู่เยี่ยนยังเป็นนักเรียนที่เขาสอนอยู่อีกด้วย
จึงทำให้ฟู่เยี่ยนนั้นมีสีหน้าที่เศร้าสร้อยลงไปเล็กน้อยเมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าอาจารย์ เธอรู้สึกอึดอัดมากจนไม่กล้าทานหรือดื่มอะไรเลยและฟู่เซินเองก็รู้สึกไม่ต่างกันมากนักมีเพียงฟู่เหมี่ยวเท่านั้นที่ยังคงมีท่าทีที่ดูสบาย ๆขณะที่ต้องมาทานอาหารต่อหน้าอาจารย์แบบนี้
หลี่ซุ่นลี่เคยเป็นนักศึกษาวิทยาลัยทหารผ่านศึกมาก่อนก่อนจะเลือกกลับมาสอนหนังสือที่บ้านเกิดของตัวเองเขาชอบพูดแลกความรู้กับคนที่รักการอ่านและศึกษาตำราอย่างเคร่งครัดมากที่สุดซึ่งในบรรดาสมาชิกทุกคนของตระกูลฟู่มีเพียงฟู่ต้าหย่งเท่านั้นที่ได้ศึกษาจากหนังสือมามากที่สุดทั้งยังได้ศึกษาตำราโบราณถึงห้าเล่มจากแม่ของเขาอีกด้วย
เมื่อทั้งสองได้มาพูดคุยกันหลี่ซุ่นลี่จึงรู้สึกราวกับว่าพวกเขาเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากในทันที ในทางกลับกันฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันนั้นไม่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้วทั้งยังคอยหาข้อแก้ตัวมากมายเพื่อที่จะไม่ต้องอ่านหนังสือที่แม่ของพวกเขาบังคับให้อ่านในตอนเด็กๆ จึงทำให้พวกเขาไม่ได้รู้เรื่องพวกนี้มากนัก
ฟู่ต้าอันจึงอยากจะลุกเดินออกไปจากที่แห่งนี้ในทันทีที่ได้ยินพ่อตาและพี่ใหญ่กำลังคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของลัทธิเต๋าซึ่งหลี่ซุ่นลี่ก็สังเกตเห็นท่าทางของลูกเขยเช่นกันและสิ่งที่เขาไม่ชอบที่สุดนั้นก็คือคนที่ไม่ชอบเรียนรู้
แต่เมื่อเขามาคิด ๆ ดูแล้วลูกชายและลูกสาวของเขาก็ไม่ได้เรียนเก่งอะไร ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้บังคับลูก ๆมากจนเกินไปเหมือนกัน
เพราะก่อนหน้านี้พี่น้องของเขาที่เรียนเก่งมักจะถูกข่มเหงอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นตอนเล่นกีฬาหรือทำอะไรก็ตามพวกเขายังเคยถูกจับขังเอาไว้โดยมีน้ำให้เพียงครึ่งขวดเพื่อพอที่จะเอาชีวิตรอดไปได้อีกด้วย
“ฉันคิดว่านายคงจะเบื่อที่ต้องนั่งอยู่ตรงนี้แล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นก็พาเด็กๆ ไปเดินเล่นเถอะ” หลี่ซุ่นลี่ชำเลืองมองไปยังฟู่ต้าอันพร้อมกับพูดออกมา
“ได้เลยครับ เอาไว้ผมจะเอาชามาให้นะครับ” ฟู่ต้าอันมองไปที่เขาก่อนจะเดินออกไปข้างนอกพร้อมกับฟู่เยี่ยนและเด็กคนอื่น
“เด็กคนนี้ ฉันไม่ได้อยากให้นายทำแบบนั้นหรอกนะ ! ”หลี่ซุ่นลี่บ่นออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ยกเว้นเรื่องการเรียนแล้วลูกเขยของเขาไม่ได้มีข้อเสียใด ๆ เลย
ฟู่ต้าจวงที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันทีทำไมต้าอันถึงไม่พาเขาออกไปด้วยกันนะ แต่ทว่าฟู่ต้าจวงก็ทำแบบนั้นไม่ได้เพราะในวันนี้เขาเองก็ถือว่าเป็นญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายเช่นกัน ในฐานะพี่ชายแล้วเขาจึงไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ได้เลย
เมื่อออกมาจากตรงนั้นได้แล้วฟู่ต้าอันก็ได้พาฟู่เยี่ยนและคนอื่นไปที่ลานหน้าบ้านทันทีก่อนจะไปนั่งกินเมล็ดแตงโมที่โต๊ะตัวหนึ่ง โดยเจี่ยฟ่างได้นั่งบนม้านั่งข้าง ๆกับเสี่ยวฉุ่ย และขอให้เธอแกะเมล็ดแตงโมให้
โดนลานบ้านนั้นถูกจัดให้เป็นที่นั่งสำหรับพักผ่อนซึ่งทางด้านซ้าย หลี่ซุ่นลี่ได้ปลูกดอกไม้และต้นไม้นานาชนิดเอาไว้ ส่วนทางด้านขวาไฉเฉี่ยวเหอใช้มันเป็นที่ปลูกผักและผลไม้เพื่อประกอบอาหาร
ฟู่เยี่ยนมองสำรวจไปรอบ ๆก่อนที่เธอจะถูกดึงดูดโดยพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ก่อนจะสะดุดตากับกล้วยไม้ที่ดูเฉาต้นหนึ่งมันดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเหมือนกับต้นอื่น ทั้งยังปล่อยแสงสีเขียวอ่อน ๆออกมาอีกด้วย แม้ว่ามันจะไม่ได้ดูดีเท่าโสมแต่ก็เป็นพืชชนิดที่สองรองจากโสมที่ฟู่เยี่ยนสามารถมองเห็นแสงนั้นได้
เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปดูมันใกล้ ๆเธออยากรู้ว่ากล้วยไม้ต้นนี้มีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่าเพราะใบที่อยู่ด้านล่างนั้นดูเหี่ยวเฉาไปเล็กน้อยทั้งยังได้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอีกด้วย ส่วนใบที่เหลือบางส่วนนั้นก็มีรอยจุดเล็ก ๆเต็มไปหมด
เธอจึงได้มองไปยังโคนต้นของมันก่อนจะพบว่ารากของกล้วยไม้กำลังถูกมดชนิดหนึ่งกินอยู่ซึ่งดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะเป็นสาเหตุ เมื่อรู้เห็นเช่นนั้นเธอจึงได้ลูบไปที่ใบของกล้วยไม้ด้วยความรัก และรู้สึกสงสารมันมากจริง ๆ
เดิมทีหลี่ซุ่นลี่กำลังพูดคุยกับฟู่ต้าหย่งอยู่ก่อนจะมองเห็นการกระทำของฟู่เยี่ยนผ่านทางหน้าต่างห้องหนังสือได้อย่างชัดเจนด้วยความที่หลี่ซุ่นลี่เป็นคนที่รักดอกไม้มากอยู่แล้วเขาจึงทนดูต่อไปไม่ได้และเดินออกจากห้องไปทันที
“ฟู่เยี่ยน เธอรู้หรือเปล่าว่านั่นคือต้นอะไร ? ” หลี่ซุ่นลี่พูดออกไปเพราะต้องการที่จะหยอกเธอนั่นเอง
“อาจารย์หลี่ หนูรู้แค่ว่ามันคือกล้วยไม้ค่ะ”ฟู่เยี่ยนไม่รู้ถึงชื่อเรียกเฉพาะของมัน เธอรู้เพียงแค่ว่ามันหายากมากเท่านั้น
“ใช่แล้วล่ะ มันคือกล้วยไม้ธรรมดาเท่านั้นฉันได้เลี้ยงมันเอาไว้ในกระถางมานานกว่าสิบปีแล้วไม่คิดเลยว่าปีนี้ฉันจะไม่สามารถรักษาชีวิตมันเอาไว้ได้ หากจะใช้ยาฆ่ามดพวกนั้นกล้วยไม้ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน แต่ถ้าไม่ใช้ยาเลย มดก็จะค่อย ๆกัดกินรากของกล้วยไม้จนมันตายอย่างช้า ๆดังนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือเฝ้าดูมันตายไปเท่านั้น”หลี่ซุ่นลี่พูดออกมาด้วยแววตาที่เป็นทุกข์
ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกเสียใจเช่นกันที่รู้ว่ากล้วยไม้ต้นนี้กำลังจะตาย
“อาจารย์หลี่คะ หากอาจารย์เชื่อหนู หนูก็ยังพอมีวิธีที่จะช่วยมันได้ค่ะแต่หนูต้องเอามันไปที่บ้านของหนูสักระยะเพื่อให้มันได้พักฟื้น”ฟู่เยี่ยนแอบคิดกับตัวเองในใจ ไม่ว่าความเจ็บป่วยใด ๆ ก็ตามหากเข้าไปในดินแดนต่างมิติของเธอแล้ว ความเจ็บปวดนั้นจะต้องได้รับการรักษาให้หายได้อย่างแน่นอน
“จริงเหรอ ? ในเมื่อเธอยืนยันแบบนั้นฉันก็จะมอบมันให้กับเธอก็แล้วกัน หากเธอสามารถรักษามันได้ มันก็จะกลายเป็นของเธอแต่ถ้ามันไม่รอด นั่นก็แปลว่าโชคชะตาของมันได้หมดลงเท่านี้แล้ว”หลี่ซุ่นลี่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ภายในใจพร้อมกับดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ มันมีค่ากับเขามากจริง ๆแต่ในเมื่อเขาช่วยมันไม่ได้ ก็ลองให้ฟู่เยี่ยนช่วยมันดูน่าจะดีกว่า
อย่างไรก็ตามการตัดสินใจของหลี่ซุ่นลี่ในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
“ได้เลยค่ะ พ่อคะ ตอนที่เราจะกลับบ้านอย่าลืมเอามันกลับไปด้วยนะคะเอาไว้หลังจากที่มันแข็งแรงดีแล้ว เราค่อยเอามันกลับมาให้อาจารย์หลี่กันค่ะ ! ”ฟู่เยี่ยนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดที่เขาพูดกับเธอ
“คุณคะ มาช่วยฉันหน่อยได้ไหม พอดีฉันจะต้องเข้าครัวแล้ว”ไฉเฉียวเหอมองไปที่สามีของเธอ และรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากสิ่งนั้นมันก็แค่กล้วยไม้เองไม่ใช่หรือทำไมเขาจะต้องเฝ้าดูแลเอาใจใส่มันถึงขนาดนั้นด้วย
“อืม จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“คุณป้าคะ ให้พวกเราช่วยจะดีกว่า ให้ลุงหลี่คุยกับพวกเขาต่อเถอะค่ะถึงยังไงลุงหลี่ก็เป็นอาจารย์ ให้เขาสอนเด็ก ๆ ต่อเถอะค่ะ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับพับแขนเสื้อขึ้นและช่วยเสิร์ฟอาหารทันที
“ช่างน่าอายอะไรเช่นนี้ ! ดูสิ พวกคุณเป็นแขกแท้ ๆ แต่กลับต้องมาทำเอง……”
หวังซู่เหมยและคนอื่นคุ้นเคยกับการทำงานบ้านดีอยู่แล้วไม่นาน บนโต๊ะก็เต็มไปด้วยจานอาหาร
ในตอนนี้ ทุกคนก็ได้มานั่งที่โต๊ะอาหารแล้วโดยผู้ใหญ่นั่งโต๊ะหนึ่ง และเด็ก ๆ ก็นั่งอีกโต๊ะหนึ่งเมื่อทุกอยากเรียบร้อยดีแล้ว หลี่ซุ่นลี่จึงได้ชูแก้วขึ้นมา
“ขอบคุณมากที่วันนี้ทุกคนให้เกียรติมาเยี่ยมบ้านหลังเล็ก ๆ ของเราและเราก็ได้เตรียมอาหารเอาไว้สำหรับพวกคุณแล้วนอกจากนี้เรายังถือโอกาสนี้มาหารือกันเรื่องการแต่งงานระหว่างลูกสาวของเรากับต้าอันด้วยในเมื่อโชคชะตาได้พาพวกเราให้มานั่งร่วมโต๊ะกันในวันนี้แล้ว เราก็มาดื่มกันสักแก้วเถอะ!และที่สำคัญไปกว่านั้นผมอยากจะขอดื่มเพื่อเป็นการขอบคุณที่ลูกสาวของคุณช่วยชีวิตลูกสาวของผมเอาไว้ด้วย !”
ในตอนนี้ทุกคนต่างก็หยิบแก้วเหล้าของตัวเองขึ้นมาดื่มแต่ทว่าแก้วเหล้าของหวังซู่เหมยนั้นกลับถูกฟู่เยี่ยนแย่งไป และเธอได้เติมน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงไปแทน
หลังจากที่ดื่มไปหลายแก้วฟู่ต้าหย่งจึงเริ่มพูดถึงเรื่องการแต่งงานของฟู่ต้าอัน
“ลุงหลี่ ผมขอพูดตรง ๆ เลยก็แล้วกันนะครับตอนนี้ต้าอันกับโม่ลี่นั้นก็เข้ากันได้เป็นอย่างดีและโม่ลี่เองก็เป็นผู้หญิงที่มีจิตใจดีมาก ๆ อีกด้วยผมคิดว่าเราควรจะจัดการเรื่องงานแต่งของพวกเขาโดยเร็วที่สุด ดีหรือเปล่าครับ ?”
“ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนก็โตแล้ว หลังจากที่แต่งงานกันไปพวกเขาก็จะได้สร้างครอบครัวและสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกันต่อไป”
“คุณป้าคะ ตอนนี้แม่สามีของฉันก็ไม่อยู่แล้วส่วนพ่อสามีก็ได้ไปมีครอบครัวใหม่แล้วเหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงไม่ต่างอะไรจากคนอื่นในฐานะที่ฉันเป็นสะใภ้ใหญ่จึงขอทำหน้าที่ญาติฝั่งชายด้วยตัวเองค่ะ”
“ฉันเองก็ชอบโม่ลี่ตั้งแต่แรกเห็นเหมือนกันและเธอกับต้าอันก็ดูจะชอบพอกันมาก ๆ ด้วย หากคุณป้ามีคำขออื่นก็ขอให้บอกฉันมาได้เลยค่ะ พวกเราจะจัดการให้หากสิ่งนั้นไม่เหนือบ่ากว่าแรงแต่คุณป้าไม่ต้องกังวลไปนะคะในส่วนที่เราไม่สามารถทำได้นั้นเราจะทำมันอย่างเต็มที่แน่นอน ! ”
ทันทีที่หวังซู่เหมยพูดจบหลี่ซุ่นลี่และภรรยาของเขาก็หันมามองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนที่ไฉเฉี่ยวเหอจะมีท่าทีที่ดูลังเลเล็กน้อยและพูดคำขอที่เธอคิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วออกไป