ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 132 ไปยืนกลับหัวซะ คนที่ฉันเฝ้าคิดถึง

    เจ้าของโรงแรมตกใจจนแทบตั้งตัวไม่ทันรีบยกมือขึ้นห้าม

            เมื่อเห็นว่าผมหยุดเดินเขารีบพูดต่อทันที “น้องชาย ใจเย็นๆ คุยกันดีๆ นะ!ยืนกลับหัวกินขี้มันยากไปหน่อย พอจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม”

            ผมมองเขาอย่างดูแคลนก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แล้วคุณคิดว่าไงล่ะ”

            “ฉัน…ฉันจ่ายเงินชดใช้ให้ก็ได้! ได้ไหม แต่เรื่องนั้น ฉันทำไม่ได้จริงๆ!” พูดไป น้ำเสียงของเขาก็สั่นเครือแทบจะร้องไห้ออกมา

            “อ๋อ? ทีตอนเปิดห้องให้ฉันคุณกล้ารับประกันเสียงดังฟังชัดเลยนะว่าห้องนี้ไม่มีปัญหาอะไร ตอนที่คุณพนันกับฉันคุณยังทุบอกตัวเองใหญ่เลย ทำไมตอนนี้ถึงทำหน้าเหมือนจะตายให้ได้ล่ะ” ผมตอบกลับไปอย่างไม่ปรานี

            คนคนนี้ไม่เพียงแต่เป็นสามีที่นอกใจแต่ยังเป็นเจ้าของโรงแรมที่ไร้จรรยาบรรณ

            ผมไม่ได้ต้องการเงินของเขาแต่ในเมื่อเขาทำผิดก็ควรได้รับบทเรียน

            ใบหน้าของเจ้าของโรงแรมเต็มไปด้วยความจนตรอก“ฉัน…ฉันไม่รู้จริงๆ!ตอนนั้นฉันไม่รู้เลยว่าใต้อ่างอาบน้ำมีศพอยู่! ฉันผิดไปแล้ว ยกโทษให้ฉันเถอะนะ!”

            ผมไม่อยากเสียเวลาเถียงกับเขาต่อจึงหันไปเรียกจูเจินเจิน “คุณจู มานี่หน่อย!”

            เจ้าของโรงแรมหันมองผมด้วยสีหน้างุนงง

            แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีต่อมาเขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ

            ไอเย็นยะเยือกค่อยๆคืบคลานเข้าหาเขา

            ความรู้สึกนี้…มันเหมือนกับเมื่อครู่ที่เขาถูกจูเจินเจินเล่นงาน!

            คราวนี้เขาเห็นบางอย่างจากหางตา ภาพร่างเลือนรางของใครบางคนกำลังเดินเข้ามาใกล้

            เจ้าของโรงแรมเผลอถอยหลังไปสองก้าวหัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว

            “นะ…น้องชาย! ฉัน ฉันจ่ายเงินชดใช้ให้ก็ได้!อย่า…อย่าให้เพื่อนของคุณเข้ามาใกล้ฉันเลยนะ!”

            ตอนนี้จูเจินเจินปรากฏตัวอยู่ข้างๆผมแล้ว

            เจ้าของโรงแรมอ่อนแอเกินไปเขาหวาดกลัวจนไฟสามดวงบนหัวสั่นไหวและอ่อนแรงลงอีก

            และในที่สุดเขาก็มองเห็นภาพอย่างชัดเจน

            เห็นร่างเงาเลือนรางของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างผมใบหน้าของเธอซีดขาว เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมมีด…

            เขากรีดร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวก่อนจะล้มลงนั่งก้นกระแทกพื้นอย่างหมดสภาพ

            “คุณ คุณ! ได้โปรดเถอะ อย่าให้เธอออกมาอีก! คุณพูดอะไรมาฉันทำตามทุกอย่าง!ทุกอย่างเลย!” เจ้าของโรงแรมแทบจะร้องไห้มือที่สั่นระริกปิดตา ไม่กล้ามอง

            แขกหลายคนที่กำลังเช็กเอาต์ต่างหันมามองเขาด้วยความสงสัย

            แต่ผมไม่สนใจสายตาของคนอื่น

            เมื่อเห็นว่าเขาตกใจจนเกือบจะเป็นลมผมก็พูดขึ้นอย่างใจเย็น “มีคำกล่าวว่า ‘พนันแล้วต้องยอมรับผล’ที่นี่ไม่มีขี้ให้กินอยู่แล้ว งั้นไปยืนกลับหัวตรงนั้นสักสามสิบนาทีละกัน”

            เขาจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร

            เขาพยักหน้าหงึกระรัว“ได้ครับ! ได้! ฉันจะไปเดี๋ยวนี้!”

            พูดจบเจ้าของโรงแรมรีบวิ่งไปที่กำแพง ก่อนจะพยายามยืนกลับหัว

            แต่ด้วยร่างที่อ้วนท้วนของเขาทำให้ล้มกลิ้งไปมาหลายครั้ง

            ทุกครั้งที่พยายามพลิกตัวขึ้นก็จะล้มลงมาอย่างหมดท่า ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะทรงตัวได้สำเร็จ

            ผู้คนรอบข้างเริ่มให้ความสนใจต่างพากันสงสัยว่าเขากำลังทำอะไร

            จูเจินเจินที่ยืนอยู่ข้างๆมองดูด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะถามขึ้น “ผู้มีพระคุณคุณให้เขาทำแบบนี้ทำไมเหรอ”

            ผมตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ก็แค่สั่งสอนนิดหน่อยหมอนี่มีเมียแล้วแต่ยังไปจีบสาวที่เฝ้าเคาน์เตอร์ ฉันทนดูไม่ได้น่ะ”

            ทันทีที่จูเจินเจินได้ยินสีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที

            เธอเองก็เป็นเหยื่อของผู้ชายประเภทนี้

            พอได้ยินคำพูดของผมเธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ไอ้ผู้ชายสารเลว!ฉันจะไปหลอกหลอนเขาเพิ่มอีกหน่อย!”

            เธอกำลังจะก้าวไปหาเจ้าของโรงแรมแต่ผมยกมือขึ้นห้ามไว้

            “อย่าเลย เขาพลังหยางอ่อนมากแล้ว ถ้าเธอทำให้เขาตกใจอีกนิดเดียวไฟหยางของเขาอาจดับลง ถ้าเขาตายตอนนี้ เธออาจต้องรับกรรมติดตัวไปจะไปเกิดใหม่ลำบากนะ”

            “อ้อ!” จูเจินเจินพยักหน้า ยืนนิ่งอยู่ข้างผมแต่สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่เจ้าของโรงแรมอย่างดุดัน

            ความเย็นยะเยือกยังคงกดดันเขาอย่างต่อเนื่องแม้เขาจะยืนกลับหัวอยู่ แต่ก็ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย

            ในขณะเดียวกันจูเจินเจินสูดจมูกเบาๆ แล้วมองไปทางหนึ่ง

            ทันใดนั้นรถยนต์คันหนึ่งก็ขับมาจอดที่ริมถนนหน้าโรงแรม

            ดวงตาของเธอเบิกกว้างก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“นั่นรถพ่อกับแม่ฉัน!”

            สิ้นเสียงของเธอคู่สามีภรรยาวัยกลางคนเปิดประตูลงมาจากรถด้วยความร้อนรน

            “พ่อ…แม่…”

            จูเจินเจินสะอื้นไห้รีบลอยเข้าไปหาพวกเขา

            แต่พ่อแม่ของเธอไม่สามารถมองเห็นเธอได้

            เธอพยายามจะสวมกอดพวกเขาแต่ร่างของเธอกลับทะลุผ่านไปเหมือนไม่มีตัวตน

            พ่อแม่ของเธอมองไปที่แนวเทปกั้นเขตพื้นที่เกิดเหตุก่อนจะรีบเข้าไปหาตำรวจด้วยใบหน้าตื่นตระหนก

            เมื่อได้ยินว่ามีการพบศพหญิงนิรนามหัวใจของทั้งสองคนแทบหยุดเต้น

            พวกเขาพยายามปลอบใจตัวเองว่ายังไม่มีการยืนยันตัวตนของศพ

            แต่ความจริง…ไม่มีทางถูกปิดกั้นได้ตลอดไปและผมก็ยังต้องให้พวกเขาช่วยนำวิญญาณของจูเจินเจินกลับไปด้วย

            ดังนั้นผมจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาพวกเขา

            เมื่อจูเจินเจินเห็นผมเธอรีบพูดขึ้นทันที “ผู้มีพระคุณพ่อแม่ของฉันมองไม่เห็นฉันเลย! ฉันอยากคุยกับพวกเขา…ได้โปรดช่วยฉันด้วย!”

            ผมมองเข้าไปในดวงตาเธอซึ่งเต็มไปด้วยความโหยหาและความเศร้าโศก

            เธอคิดถึงพ่อแม่มากเหลือเกิน

            ผมพยักหน้าเล็กน้อยก่อนหันไปพูดกับพ่อแม่ของเธอ “คุณลุงคุณป้าผมเป็นคนโทรแจ้งตำรวจเอง”

            ทั้งสองคนชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะหันมาจ้องผมอย่างรวดเร็ว

            “คุณเป็นคนโทรงั้นเหรอ แล้วลูกสาวของเราล่ะ คุณรู้ไหมว่าเธออยู่ที่ไหน!”

            “น้องชาย คุณรู้ที่อยู่ของจูเจินเจินจริงๆ ใช่ไหม”

            ผมพยักหน้า“เธออยู่ตรงนี้ อยู่ข้างๆพวกคุณ…แต่พวกคุณมองไม่เห็นเธอ”

            คำพูดของผมทำให้ทั้งสองตัวแข็งทื่อสีหน้าเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว

            แต่ความจริงก็คือความจริงและผมต้องทำให้พวกเขาเชื่อให้ได้

            “ผมเป็นนักพรต สามารถมองเห็นสิ่งที่พวกคุณมองไม่เห็น ถ้าพวกคุณไม่เชื่อ ลองถามผมถึงสิ่งที่มีแค่พวกคุณกับลูกสาวของคุณเท่านั้นที่รู้ถ้าผมตอบได้ แสดงว่าผมพูดความจริง”

            เมื่อพ่อแม่ของจูเจินเจินได้ยินคำพูดของผมพวกเขาหันมาสบตากัน ก่อนที่พ่อของเธอจะกล่าวขึ้น “แมวตัวเล็ก แมวตัวเล็ก ขนมสายไหม”

            ในฐานะคนนอกผมไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไร แต่จูเจินเจินที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับตอบกลับทันที “แมวตัวใหญ่ แมวตัวใหญ่ ลูกอมผลไม้!”

            ผมพูดตามเธอไปโดยไม่ลังเล

            และทันทีที่เสียงของผมจบลงพ่อของจูเจินเจินแทบทรงตัวไม่อยู่ น้ำตาของเขาไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว

            “นี่…นี่เป็นรหัสลับที่มีแค่ฉันกับจูเจินเจินเท่านั้นที่รู้หรือว่า…ลูกฉัน…จริงๆ แล้ว…”

            เขาไม่อาจพูดประโยคสุดท้ายออกมาได้

            แม่ของจูเจินเจินที่ยืนข้างๆกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ “ที่ที่ฉันพาเธอไปดูพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรก…”

            “ต้นไทรเหลืองบนภูเขาหลังบ้าน!”

            จูเจินเจินตอบกลับอย่างมั่นใจและผมก็พูดตามทันที

            คราวนี้แม่ของเธอถึงกับทรุดลงไปเกือบหมดสติ

            เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่บริเวณนั้นต้องเข้ามาช่วยพยุงเธอไปพักที่ด้านข้าง

            พ่อแม่ของเธอหันมามองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

            “ลูกสาวของเรา…เธอจากไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม”พ่อของจูเจินเจินเอ่ยถามด้วยเสียงสะอื้น

            แม้เขาจะพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้แต่ความเศร้าในแววตาของเขากลับปิดไม่มิด

            นี่คงเป็นความเจ็บปวดของการที่พ่อแม่ต้องส่งลูกไปก่อนวัยอันควร

            ผมพยักหน้าเบาๆ“ใช่ครับ…จูเจินเจินคิดถึงพวกคุณมากเธอขอให้ผมช่วยติดต่อพวกคุณ หากพวกคุณพร้อม ผมสามารถเปิดตาทิพย์ให้ได้ชั่วคราวเพื่อให้พวกคุณได้พบกันเป็นครั้งสุดท้าย”

            พอผมพูดจบพ่อแม่ของจูเจินเจินไม่ลังเลเลยแม้แต่วินาทีเดียว พยักหน้าตกลงทันที

            ‘วิญญาณ’ สำหรับบางคนคือสิ่งน่ากลัว

            แต่สำหรับบางคน

            คือคนที่จากไปแล้ว

            คือคนที่ยังอยู่ในความคิดถึงทุกวินาที…


     

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน