วันที่ สามสิบ เมษายน ช่วงอาหารเช้า ทางด้านเยี่ยหลง คนที่กินข้าวกับอาจารย์และศิษย์พี่อยู่ คนก็กินไปสักพักจนข้าวของอาจารย์ตนใกล้หมด
เยี่ยหลงจึงกล่าวถามขึ้น " อาจารย์ขอรับ ศิษย์ได้ยินมาว่า สำนักเราจะมีงานประลองเวทปัญจภาคีฤาขอรับ แล้วงานประลองนี้เป็นแบบไหน มีกฏอะไรบ้างฤาขอรับ และทำยังไงถึงจะได้เป็นผู้ชนะและได้ไปต่อไปถึงยังจุดหมายของการประลอง "
หลิงเถียนอี้วางตะเกียบกับถ้วยข้าวลง จากนั้นก็กล่าวบอก " งานประลองเวทปัญจภาคี คืองานประลองหาคนที่มีความสามารถทางเวทมากที่สุดของดอยต่างๆ ดอยละหนึ่งคน เพื่อเข้าสู่แดนเวทลี้ลับ ที่เสาหลักทั้งห้าของราชอาณาจักรเมฆวายุ จะเปิดออกและส่งคนของตนเข้าไปหาของวิเศษทางเวทมนต์กัน ส่วนกฏของการประลองสำนักเรามีอยู่ว่า สามารถใช้ได้แค่กำลังกับเวทมนต์เท่านั้นในการประลอง หากใช้สิ่งอื่นนอกจากนั้นจะถูกปรับแพ้ในทันที ส่วนเรื่องจะทำยังไงให้ได้เข้าแดนเวทลี้ลับ เจ้าต้องชนะคู่ต่อสู้ที่ตนท้าประลองและเก็บดาวที่สำนักจะแจกให้ไปคนละดาวจากคู่ต่อสู้หลังชนะ รวบรวมไปเรื่อยๆ ห้าคนที่มีดาวเยอะที่สุด จะถูกได้รับเลือกให้เข้าไปยังดินแดนเวทลี้ลับ "
" แล้วถ้าข้าหรืออีกฝ่ายมีดาวมากกว่าหนึ่งดาว แล้วแพ้ ข้าจะเสียดาวทั้งหมด หรือ เสียเพียงแค่หนึ่งดาวฤาขอรับ " เยี่ยหลงถาม
" ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าจะเสียดาวทั้งหมดที่มีในคราวเดียว " หลิงเถียนอี้ตอบ
" แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น คนแพ้ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกลับมาเลยน่ะสิขอรับ " เยี่ยหลงกล่าวถาม
" จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ จะให้อธิบายก็คือ หากตัวเจ้าไม่มีดาวและไปท้าประลองกับผู้อื่น หากมีคนรับคำท้า แล้วเจ้าชนะก็จะได้ดาวมาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากไม่มีใครรับคำท้าเจ้าเลย จนวันสุดท้าย เจ้าก็จะไม่มีดาว อธิบายแค่นี้ คงเข้าใจนะ "
" ว่าแต่ที่เจ้าถามอาจารย์ แบบนี้ เจ้าสนใจงานประลองใช่รึเปล่า " หลิงเถียนอี้ถาม
เยี่ยหลงตอบ " ใช่ขอรับ "
" งั้นอาจารย์ขอถาม เจ้าฝึกวิชาเวทด่านประตูทั้งหก เปิดได้กี่ประตูแล้ว "
เยี่ยหลงตอบ " เพิ่งได้แค่ประตูที่หนึ่งขอรับ "
หลิงเถียนอี้ถอนหายใจ ก่อนจะกล่าว " งั้นเจ้าก็อย่าคาดหวังอะไรมากเลยนะ เจ้าแปด "
เยี่ยหลงที่ได้ฟังดังนั้น ก็เข้าใจดีว่าอาจารย์ตนเป็นห่วง เพราะคงคิดว่าคนยังไม่แข็งแกร่งพอเป็นแน่ เยี่ยหลงคนก็คิดเช่นนั้นเช่นกัน
เยี่ยหลงกล่าวถามต่อ " แล้วงานประลองเวทปัญจภาคี จะเริ่มวันไหนฤาขอรับ อาจารย์ "
หลิงเถียนอี้ตอบ " อีกสิบหกวัน "
' ก็วันที่สิบห้า พฤษภา สินะ ' เยี่ยหลงคิด
ไม่นานเยี่ยหลง แลพวกศิษย์พี่ และอาจารย์ ก็กินข้าวปลาอาหารเสร็จ เยี่ยหลงก็เก็บจาน ถ้วย ชาม ไปล้าง
ครั้นล้างเสร็จ คนก็มุ่งสู่ห้องสมุดส่วนกลางในทันที
เมื่อมาถึงห้องสมุดส่วนกลางแล้ว เยี่ยหลงก็เริ่มเดินไล่หาสมุดหนังสือมาอ่าน แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากครั้งก่อนๆคือ คนเลือกหาสมุดหนังสืออ่านอย่างชัดเจน
เยี่ยหลงเลือกไปเรื่อยๆ นานสามนาทีแล้ว ก็ยังไม่เจอสมุดหนังสือที่ตนต้องการ
จนในนาทีที่สี่ หางตาคนก็สะดุดกับสันหนังสือสมุดสีฟ้าที่อยู่บนชั้นหนังสือด้านบนซอยที่ตนอยู่ คนจึงยื่นมือเขย่งเท้าขึ้นไปหยิบมาอ่าน
" วิชาเวทกายาสายฟ้า " เยี่ยหลงอ่านปกสมุดหนังสือด้วยเสียงเบา
หลังจากอ่านหน้าปกเสร็จ คนจึงค่อยเริ่มเปิดอ่านเนื้อหาด้านในแบบผ่านๆ
เมื่ออ่านแบบผ่านๆและได้เห็นว่าเวทนี้เป็นแบบใดแล้ว คนที่ชอบและเห็นว่าเวทนี้น่าจะมีประโยชน์กับตน คนจึงเลือกนำเวทนี้เก็บไว้กับตน เพื่อนำไปฝึกที่ดอยตนภายหลัง
เมื่อได้สมุดหนังสือเวทเล่มแรกที่ตนต้องการแล้ว คนก็คิด ' หาสมุดหนังสือเวท ที่น่าสนใจอีกสักสองเล่มดีกว่า แล้วค่อยกลับดอย '
ครั้นคิดได้เช่นนั้น คนก็ลงมือหา ไม่นานคนก็เจอสมุดหนังสือเวทสันและปกสีทอง ซึ่งคนสนใจสำหรับตนเป็นเล่มที่สอง
" วิชาเวทดึงดูดกายาเทพสวรรค์ " เยี่ยหลงอ่านหน้าปกสมุดหนังสือ
หลังจากอ่านหน้าปกเสร็จ คนก็ค่อยเริ่มเปิดอ่านเนื้อหาด้านในแบบผ่านๆดั่งเคย
พออ่านแบบผ่านๆและได้เห็นว่าเวทนี้เป็นแบบใดแล้ว คนที่ชอบและเห็นว่าเวทนี้น่าจะมีประโยชน์กับตน คนจึงเลือกเวทนี้เอาไว้ฝึกเป็นเวทที่สอง
ครั้นได้สมุดหนังสือเวทที่สองที่ตนต้องการแล้ว คนก็ลงมือหาสมุดหนังสือเวทที่ตนต้องการเวทที่สามในทันที
ไม่นานก็เจอสมุดหนังสือเวทที่น่าสนใจสำหรับตนเล่มที่สาม ซึ่งมีสันและหน้าปกเป็นสีแดง
" วิชาเวทระเบิดโลหิต " เยี่ยหลงอ่านหน้าปกสมุดหนังสือ
เมื่ออ่านหน้าปกเสร็จ คนก็ค่อยเริ่มเปิดอ่านเนื้อหาด้านในแบบผ่านๆแบบเคย
พออ่านแบบผ่านๆและได้เห็นว่าเวทนี้เป็นแบบใดแล้ว คนที่ชอบและเห็นว่าเวทนี้น่าจะมีประโยชน์กับตน คนจึงเลือกเวทนี้เอาไว้ฝึกเป็นเวทที่สาม หรือเวทสุดท้ายที่ตนเลือก
ครั้นได้สมุดหนังสือเวทที่ต้องการครบแล้ว คนก็กลับดอยในทันที
เมื่อกลับมาถึงดอยแล้ว คนก็ยังไม่เริ่มฝึกในทันที คนไปทำอาหารเที่ยงก่อน และรอจนพ้นเที่ยงหรืออาหารเที่ยงพ้นไปก่อน จึงค่อยเริ่มฝึก
และแล้วเวลาบ่ายหนึ่งก็มาถึง ซึ่งเป็นเวลาเหมาะกับการฝึกพอดี
เยี่ยหลงที่อยากฝึกเต็มแก่แล้ว ก็มุ่งเข้าสู่ยังป่าไผ่ที่เงียบสงบ ซึ่งเป็นเขตแดนของดอยตน
ครั้นมาถึง คนก็มองหาที่นั่ง ก่อนจะเจอก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งคนเห็นว่าเหมาะกับการนั่งพิงอ่านสมุดหนังสือเวท คนจึงเลือกนั่งตรงนั้น
พอนั่งพิงก้อนหินเสร็จ คนก็เปิดอ่านสมุดหนังสือเวทที่ชื่อว่า วิชาเวทกายาสายฟ้า เป็นเล่มแรก
" กายาสายฟ้า ขั้นแรก รับรู้สัมผัสดุจสายฟ้า วิธีใช้คือ เปลี่ยนพลังเวทในกายให้เป็นสายฟ้าและสถิตมันลงยังประสาทสัมผัสทั้งห้าให้หลอมรวมกัน เพื่อเพิ่มความเร็วในการรับรู้ "
เมื่อเยี่ยหลงท่องจับใจความสำคัญได้จบ คนก็เริ่มลองทำตามดูในทันที
ครั้งแรกผลปรากฏการใช้ออกมาว่า พลังเวทระเหยออกมาจากประสาทสัมผัสทั้งห้า แทนที่จะหลอมรวมกับประสาทสัมผัสทั้งห้า จึงทำให้ไม่เกิดอะไรขึ้น นอกจากเสียพลังเวทโดยเปล่า
ครั้งที่สองครั้งที่สาม คนก็ยังทำแบบเดิมดูก่อน เมื่อรู้ว่าวิธีที่ตนฝึกมันใช้ไม่ได้ผล คนจึงริเริ่มลองคิดวิธีฝึกใหม่ๆดูในครั้งที่ห้า
พอคนคิดได้วิธีเสร็จ คนก็เริ่มลองทำดู โดยวิธีใหม่ที่คนใช้นั้น คือ การเปลี่ยนพลังเวทในกายให้เป็นสายฟ้าและสถิตมันลงยังประสาทสัมผัสดังเดิม แต่แทนที่คนจะใส่พลังเวทไปยังประสาทรับรู้ทั้งห้าพร้อมกัน คนกลับใส่ไว้ที่ดวงตาเพียงจุดเดียว
ผลสรุปคือ คนเห็นใบไผ่ร่วงหล่นลงมาอย่างช้า ๆ
' ได้ผลจริงๆด้วย ' เยี่ยหลงคิด
เมื่อคนทำสำเร็จแล้ว แม้จะไม่สมบูรณ์แบบดั่งที่ควรจะเป็นก็ตาม แต่คนก็ถือว่ามันใช้ได้แล้ว แค่นั้นก็เพียงพอ
คนจึงข้ามไปฝึก ขั้นที่สองในทันที
" กายาสายฟ้า ขั้นที่สอง กายาอสนีบาต วิธีใช้ คือเปลี่ยนพลังเวทในกายให้เป็นอสนีบาตและใช้มันคลุมทั่วร่างกายเนื้อ เพื่อใช้เป็นเกราะสายฟ้า "
เยี่ยหลงที่ท่องใจความสำคัญจบ คนก็เริ่มลองทำตามดูในทันที
ครั้งแรกผลปรากฏออกมาว่า คนเปลี่ยนพลังเวทในกายทั่วร่างให้เป็นสายฟ้าได้ แต่ใช้มันคลุมร่างกายมิไม่ได้
ไม่นานพลังเวทที่คนพยายามควบคุมใช้มันคลุมร่างกาย ก็ระเบิดออกผ่านผิวหนัง
โชคดีที่ไม่เกิดผลบาดเจ็บ เพียงแต่คนเสียพลังเวทไปห้าส่วนในสิบในคราวเดียว
คนนั่งพักพิงก้อนหินสิบห้านาที เพื่อให้พลังเวทฟื้นฟูมาบางส่วน ในระหว่างพัก คนก็คิดจับทางวิธีการฝึกได้บางอย่าง พอครบเวลา คนก็เริ่มฝึกอีกครั้ง
โดยครั้งที่สอง คนยังไม่เปลี่ยนวิธีฝึก แค่เปลี่ยนช่วงเวลาในการใช้พลังเวทคลุมร่าง โดยการรอให้พลังเวทในกายเปลี่ยนเป็นสายฟ้าให้สมดุลก่อน จึงค่อยใช้คลุมกาย
ผลปรากฏว่า คนใช้ออกได้สำเร็จ ' เย่ ในที่สุดก็สำเร็จ ง่ายกว่าขั้นแรกแยะเลยแฮะ ' เยี่ยหลงคิด
พอคนฝึกบรรลุขั้นสองของวิชาเวทกายาสายฟ้าแล้ว คนก็จบการฝึกไว้เท่านี้ และเริ่มเปิดอ่านขั้นที่สาม
" เคลื่อนกายและกายดุจอสนีบาต วิธีใช้คือ เปลี่ยนพลังเวทและกายาให้เป็นสายฟ้า โดยวิธีการเปลี่ยน
กายาให้เป็นสายฟ้า คือ โคจรพลังเวทที่เปลี่ยนเป็นสายฟ้าแล้ว ให้เร็วขึ้นกว่าที่โคจรปกติ หรือเร็วให้เท่าสายฟ้าฟาด จนร่างกายเนื้อเปลี่ยนสายฟ้าธาตุ เพื่อเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วดุจสายฟ้าในระยะเวลาอันสั้น หนึ่งลมหายใจ และทำให้กายไม่ได้รับผลการโจมตีใดๆ ภายในครึ่งหนึงลมหายใจ "
เมื่อเยี่ยหลงอ่านใจความสำคัญจบ คนก็เริ่มลองทำตามดูในทันที
ครั้งแรกผลปรากฏการใช้ออกมาว่า คนเปลี่ยนพลังเวทในกายให้เป็นสายฟ้าได้ แต่เปลี่ยนกายเนื้อให้เป็นสายฟ้ามิได้
คนที่สัมผัสได้ดังนั้น ว่ากายเนื้อไม่เปลี่ยนเป็นสายฟ้าธาตุ คนก็เริ่มเร่งความเร็วการโคจรพลังเวทในกายให้เร็วขึ้นที่ละนิด
จนสุดท้าย คนโคจรพลังเวทในกายเร็วเกินไป จึงทำให้เกิดพลังเวทระเบิดภายในขึ้น จนกระอักเลือดออกมาทางปากคำใหญ่
หลังจากที่คนกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ แทนที่คนจะหยุดฝึกพัก คนกลับฝืนฝึกต่อไม่สนความเจ็บ
และในที่สุด ในครั้งที่สาม คนก็ฝึกสำเร็จจนได้ แม้จะบาดเจ็บมากก็ตาม
คนที่ทำได้แล้ว คนก็พักก่อน ก่อนที่จะเริ่มทดลองใช้ ประมาณสิบห้านาที
พอคนพักครบเวลาที่ตนกำหนดแล้ว คนก็เริ่มลองใช้เคลื่อนกายและกายดุจอสนีบาตในทันที
คนตั้งท่าวิ่ง จากนั้นก็เริ่มลองวิ่งดู ผลปรากฏว่า ตอนคนวิ่งพุ่งไปข้างหน้า คนไม่เห็นภาพอะไรเลย เพราะเคลื่อนกายเร็วมาก จนทำให้พุ่งไปชนต้นไผ่เต็มๆ
เยี่ยหลงที่ชนกับต้นไผ่ด้วยความเร็วไปเต็มๆ คนก็หงายหลังลงไปนอนกับพื้น พร้อมอาการมึนงง
คนมึนงงได้สักพักไม่นานสิบลมหายใจคนก็หายเป็นปกติ
' ในทึ่สุด เราก็ใช้ วิชาเวทกายาสายฟ้า ทั้งสามขั้นได้แล้ว เราพอแค่นี้ก่อนดีกว่า และไปฝึกเวทต่อๆไปให้พอใช้ได้เหมือนกันน่าจะดีที่สุด เอาตามนี้ก็แล้วกัน '
เยี่ยหลงคิดได้ดังนั้น ก็หยิบสมุดหนังสือต่อไปขึ้นมาอ่าน ซึ่งคือสมุดหนังสือวิชาเวทดึงดูดกายาเทพสวรรค์
คนอ่านไปไม่นานก็จับใจความสำคัญได้ " วิชาเวทดึงดูดกายาเทพสวรรค์ คือวิชาเวทที่โคจรพลังเวทไว้ที่มือให้เหมือนกับวังวนน้ำ เพื่อดึงดูดศัตรูให้เข้าหาตัว "
พอคนอ่านสรุปใจความสำคัญเสร็จ คนก็ลองใช้ดูในทันที
ผลปรากฏออกมาว่า คนสามารถใช้ได้ ทว่าคนใช้ แรงดึงดูดมากเกินไป จนดึงท่อนไม้ไผ่มาด้วยความรวดเร็ว จนไม่สามารถรับเอาไว้ได้ จนไม้ไผ่ฟาดเข้าใบหน้าเต็มๆ
เยี่ยหลงพักเจ็บสักพัก ก่อนจะลองใช้เวทดึงดูดกายาเทพสวรรค์อีกครั้ง ผลคือ ครั้งนี้คนสามารถใช้แรงดึงดูดได้ด้วยความเร็วพอดี จนสามารถรับท่อนไม้ไผ่เอาไว้ได้
เยี่ยหลงที่ลองครั้งที่สองแล้วสามารถรับได้ คนก็ตัดสินใจหยุดการฝึกเวทดึงดูดกายาเทพสวรรค์ไว้แต่เพียงเท่านี้ และหยิบสมุดหนังสือเวทต่อไปขึ้นมาอ่าน ซึ่งคือวิชาเวทระเบิดโลหิต
คนเปิดอ่านวิชาเวทระเบิดโลหิตไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบว่าหน้ากระดาษหนังสือสมุดบางส่วนถูกฉีกทำลายออกไป
คนที่อ่านจนจบ ก็รู้เพียงแค่ว่า " วิชาเวทระเบิดโลหิต คือวิชาเวทที่เปลี่ยนโลหิตให้เป็นระเบิด " เยี่ยหลงอ่านสรุปใจความเท่าที่ตนได้
" รู้แค่ว่า วิชาเวทระเบิดโลหิต คือวิชาเวทเกี่ยวกับอะไร ส่วนวิธีฝึกล้วนถูกฉีกทำลายไปหมดแล้ว แย่จังแฮะ " เยี่ยหลงกล่าว
เยี่ยหลงที่แม้จะรู้ดังนั้น คนก็ได้หาย่อถอยต่อการพยายามที่จะใช้เวทนี้ไม่ คนพยายามเดาและลองทำวิธีการฝึกด้วยตนเองไปเรื่อยๆ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง คนที่ลองไปแล้วหลายวิธี ก็ยังไม่สามารถใช้วิชาเวทระเบิดโลหิตได้
ในระหว่างที่คนกำลังจดจ่อคิดหาวิธีในการฝึกปรือวิชาเวทระเบิดโลหิตอยู่นั้น
เสียงชายหนุ่มก็ดังขึ้นจากด้านข้างของคน " ทำอะไรอยู่ฤาศิษย์น้องแปด "
เยี่ยหลงหันไปมองยังทางทิศเสียง เมื่อเห็นคน คนก็กล่าวทัก " อ้าว ศิษย์เจ็ดเองหรอ "
" ใช่ก็ศิษย์พี่เองน่ะสิ จะใครล่ะ " ไห่หยวนกล่าว
" แล้วว่าแต่ศิษย์พี่มาที่นี่ทำไมหรอ รึมาหาข้าโดยเฉพาะเจาะจง " เยี่ยหลงกล่าวถาม
" ไม่ได้มาหาเจ้าเฉพาะเจาะจงหรอก พอดีศิษย์พี่มาเดินเล่นแถวนี้ และบังเอิญมาเจอเจ้ากำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ ก็เลยเดินเข้ามาถามว่าทำอะไร " ไห่หยวนกล่าวบอก
" อ๋อ เป็นเช่นนี้นี่เอง " เยี่ยหลงกล่าว
" แล้วเจ้ากำลังทำอะไรอยู่ล่ะ " ไห่หยวนถาม
เยี่ยหลงตอบ " ข้ากำลังฝึกวิชาเวทระเบิดโลหิตอยู่น่ะ แต่สมุดหนังสือมันไม่สมบูรณ์ ข้าก็เลยไม่รู้วิธีฝึก ก็ได้แต่ลองทำตามที่ตนเองเดาๆดูไปเรื่อยน่ะศิษย์พี่ "
" เจ้าลองวิธีนี้ดูรึยัง นำพลังเวทอัดใส่ในเม็ดเลือด จากนั้นใช้พลังเวทอีกส่วนเป็นเชือก มัดพันติดเม็ดเลือดเอาไว้เชื่อมต่อกับนิ้วมือ พอทำเสร็จ ก็ค่อยนำเลือดนั้นออกมาจากร่างกาย สาดไปใส่เป้าหมาย เมื่อหยดเลือดถึงจุดเป้าหมายแล้ว ก็ดึงเชือกให้ขาด ลองวิธีนี้ดูรึยัง "
ไห่หยวนกล่าวแนะนำ
เยี่ยหลงตอบกลับ " วิธีนี้ข้ายังไม่เคยลองทำดูเลย ขอบคุณศิษย์พี่มากที่แนะนำ ข้าจักลองทำดูเดี๋ยวนี้แหละ "
พอเยี่ยหลงบอกเสร็จ คนก็เริ่มลองทำตามดูในทันที โดยคนเริ่มจาก นำพลังเวทอัดใส่ในเม็ดเลือด พอสำเร็จ คนก็เริ่มเข้าสู่ขั้นถัดไป คือ ใช้พลังเวทอีกส่วนเป็นเชือก มัดพันติดเม็ดเลือดเอาไว้เชื่อมต่อกับนิ้วมือ เมื่อสำเร็จ คนก็มุ่งสู่ขั้นต่อไป คือนำเลือดนั้นออกมาจากร่างกาย โดยการกัดนิ้วมือจนเลือดออกและสาดไปใส่ท่อนไม้ไผ่ใกล้ๆ ครั้นหยดเลือดถึงจุดเป้าหมายแล้ว คนก็ดึงเชือกให้ขาด
ผลปรากฏออกมาว่า เลือดที่ติดกับท่อนไม้ไผ่ เกิดระเบิดขึ้น จนท่อนไม้ไผ่แตกออกเป็นสองส่วน
เมื่อเยี่ยหลงเห็นผลลัพธ์ออกมาสำเร็จแบบนั้น คนก็กล่าวขึ้นอย่างดีใจ " เย่ ในที่สุดก็สำเร็จ "
พอกล่าวดีใจเสร็จ คนก็หันมาขอบคุณไห่หยวน " ขอบคุณศิษย์พี่มากขอรับ ที่ช่วยแนะนำ จนข้าสามารถฝึกสำเร็จจนได้ "
ไห่หยวนบอกกลับ " ไม่เป็นไรหรอก ข้าเป็นศิษย์พี่เจ้า และหน้าที่ของศิษย์พี่ก็คือแนะนำศิษย์น้องอย่างเจ้า ก็เท่านั้น "
" เออ แล้วอีกสองสมุดหนังสือเวทล่ะ คือเวทอะไร แล้วเจ้าฝึกสำเร็จรึยัง " ไห่หยวนกล่าวถาม
" อ๋อ อีกสองสมุดหนังสือ คือ เวทกายาสายฟ้าและเวทดึงดูดกายาเทพสวรรค์น่ะขอรับ ข้าฝึกจนใช้ได้แล้ว แต่ยังไม่ชำนาญน่ะขอรับ " เยี่ยหลงบอก
ไห่หยวนที่รู้ว่าสมุดหนังสือเวททั้งสองคือเวทอะไร คนก็มองพื้นและกล่าวเบาๆกับตนเอง " เวทนี้เองงั้นหรอ "
เยี่ยหลงที่เห็นไห่หยวนพูดพึมพำ คนจึงกล่าวถาม " ศิษย์พูดว่าอะไรฤาขอรับ "
ไห่หยวนกลับมามองเยี่ยหลงดังเดิม ก่อนจะกล่าว " ไม่มีอะไรหรอก ข้าก็แค่อยากจะขอยืมต่อวิชาเวทกายาสายฟ้าที่เจ้านำมาฝึก มาฝึกบ้างน่ะ "
" เป็นเช่นนี้นี่เอง ถ้าท่านอยากได้ ไหนๆข้าก็ใช้มันได้แล้ว ท่านเอาไปได้เลย " เยี่ยหลงกล่าวเสร็จ คนก็หยิบยื่นสมุดหนังสือวิชาเวทกายาสายฟ้าให้ไห่หยวนไป ไห่หยวนก็รับมา
เมื่อไห่หยวนได้สมุดหนังสือที่ตนต้องการแล้ว คนก็ขอตัวลาเยี่ยหลง และเดินจากไป
ครั้นไห่หยวนจากไปแล้ว เยี่ยหลงก็เริ่มฝึกวิชาเวทอีกครั้ง โดยเริ่มจาก เวทกายาสายฟ้า พอใช้ออกได้สำเร็จ คนก็เปลี่ยนเวทใช้ เป็นเวทดึงดูดกายาเทพสวรรค์ พอใช้ออกได้สำเร็จเหมือนกัน คนก็เปลี่ยนเวทใช้ เป็นเวทระเบิดโลหิต คนฝึกสลับไปแบบนี้เรื่อยๆในทุกช่วงเวลาฝึก