สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 30 รากวิญญาณ

    หลังจากสังหารคนทั้งสามลงได้ หลี่ซวนก็จัดการทำลายร่องรอย โดยแบกศพทั้งหมดไปทิ้งลงทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ใดสืบหาเบาะแสมาถึงตัวเขาได้


    จากนั้นเขาจึงออกตามหาโพรงถ้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งพอใช้เป็นที่พักชั่วคราว ก่อนจะตั้งใจกักตัวฟื้นฟูพลังวิญญาณอยู่ที่นั่นราวสองวัน แล้วค่อยออกเดินทางไปยังสำนักเฟิงหยวน


    ...


    สองวันผ่านไป


    ตลอดระยะเวลานั้น หลี่ซวนเอาแต่นั่งขัดสมาธิ ดูดซับไอวิญญาณจากฟ้าดิน เพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณที่สูญเสียไป พลางพยายามทะลวงจุดคอขวดเพื่อก้าวเข้าสู่ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย


    แต่น่าเสียดาย... ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ก็ยังไม่อาจทลายกำแพงนั้นลงได้


    "ลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย... ช่างทะลวงได้ยากเย็นเสียจริง" หลี่ซวนถอนหายใจออกมาเบา ๆ


    ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงคำพูดของเทียนหมิงขึ้นมาได้


    "จริงสิ... หินวิญญาณ!"


    เขารีบนำกระเป๋ามิติออกมา ก่อนจะส่งพลังวิญญาณเข้าไป กระเป๋ามิติพลันเปิดออก สิ่งของของคนทั้งสามลอยนิ่งอยู่ภายในอย่างเป็นระเบียบ หลี่ซวนยื่นมือไปหยิบผลึกสีขาวใสออกมาหนึ่งก้อน มันมีลักษณะเป็นผลึกทรงสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ทว่าภายในกลับอัดแน่นไปด้วยไอวิญญาณอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง


    "นี่หรือ... หินวิญญาณ"


    เขาลองดูดซับพลังจากหินวิญญาณในทันที เพียงครู่เดียวดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง


    "เหลือเชื่อ... เพียงก้อนเดียว กลับมีไอวิญญาณมากกว่าการนั่งดูดซับจากฟ้าดินตั้งหลายวันเสียอีก!"


    เขาอดถอนหายใจด้วยความเสียดายไม่ได้ 'หากมีหินวิญญาณจำนวนมาก การบำเพ็ญเพียรคงรวดเร็วขึ้นไม่น้อย...'


    เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เก็บหินวิญญาณที่เหลือกลับเข้ากระเป๋ามิติ "ช่างเถอะ ไปให้ถึงสำนักเฟิงหยวนก่อน เจ้านั่นบอกว่าผลึกอสูรสามารถนำไปแลกเป็นหินวิญญาณได้ ผลึกอสูรที่ข้ามีอยู่น่าจะแลกมาได้ไม่น้อย"


    หลังจากนั้น หลี่ซวนก็เริ่มตรวจสอบสิ่งของทั้งหมดภายในกระเป๋ามิติอย่างละเอียด นอกจากอาวุธของคนทั้งสามแล้ว ยังมีสมุนไพรคุ้นตาบางชนิดที่คล้ายกับเคยผ่านตาในหนังสือสมุนไพรที่โพรงถ้ำ ผลึกอสูร ผลึกวิญญาณระดับต่ำ รวมถึงแผ่นป้ายตรวจจับผลึกอสูร


    ส่วนอาวุธที่เขาสนใจมากที่สุด ได้แก่ ขวานของเกาอี้เฉิน กระบี่ของเทียนหมิง และโล่เหล็กคู่ของเจี้ยนผิง


    หลี่ซวนอดยิ้มออกมาไม่ได้ "ยังไม่ทันจะถึงสำนัก กลับมีคนนำทรัพยากรมาส่งมอบให้ถึงมือเสียแล้ว"


    เมื่อจัดเก็บของทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สำนักเฟิงหยวนในทันที


    ...


    สิบวันต่อมา


    ระหว่างทาง หลี่ซวนเร่งเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด ผ่านทั้งหมู่บ้านและเมืองน้อยใหญ่ พลางได้พบเจอกับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรมากหน้าหลายตา ยิ่งเดินทางไกล เขาก็ยิ่งตระหนักว่า โลกภายนอกแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้มากมายนัก


    และในที่สุด... เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏประตูหินขนาดมหึมา เหนือประตูมีป้ายไม้แผ่นใหญ่สลักตัวอักษรทรงพลังไว้สามตัว


    [ สำนักเฟิงหยวน ]


    เมื่อเห็นเช่นนั้น หัวใจของหลี่ซวนก็เต้นระทึกขึ้นมาทันที สถานที่ที่เขาใฝ่ฝันและตั้งใจจะมาตลอดหลายปี บัดนี้อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว!


    เขายิ้มออกมาน้อย ๆ ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นบันไดหินมุ่งสู่เชิงเขา ทว่าก้าวไปได้ไม่เท่าไหร่ ชายหนุ่มสองคนในชุดศิษย์สีฟ้าอ่อนก็เดินเข้ามาขวางทางไว้


    "เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ที่นี่คือสำนักเฟิงหยวน หากไม่มีธุระก็จงกลับไปเสีย"


    หลี่ซวนประสานมือคารวะทันที "ข้าน้อยนามว่าหลี่ซวน มาขอฝากตัวเป็นศิษย์ของสำนักเฟิงหยวนขอรับ"


    ศิษย์เฝ้าประตูทั้งสองมองหน้ากัน "หากเจ้าเป็นคนธรรมดาที่ต้องการมาฝากตัวเป็นศิษย์ เชิญไปที่ประตูถัดไปของสำนัก—"


    ยังไม่ทันเอ่ยจบ ทั้งสองก็ปล่อยจิตสัมผัสออกมาตรวจสอบร่างของหลี่ซวน ทันใดนั้น สีหน้าของคนทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปในพริบตา!


    "ลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุด?!"


    ทั้งสองมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ดูจากรูปลักษณ์แล้ว หลี่ซวนมีอายุไม่น่าเกินสิบแปดปี แต่ระดับพลังกลับเหนือกว่าพวกเขาเสียอีก! พวกเขาใช้เวลากว่าสิบปีถึงจะฝึกมาถึงขั้นกลาง แต่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับก้าวมาถึงขั้นกลางสูงสุดแล้ว


    "เจ้าเคยมีสำนักมาก่อนหรือไม่"


    หลี่ซวนส่ายหน้า "ไม่เคยขอรับ ข้าเพิ่งก้าวเข้าสู่โลกผู้บำเพ็ญ จึงตั้งใจมาฝากตัวเป็นศิษย์ของสำนักเฟิงหยวน"


    ศิษย์ทั้งสองได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาด้วยความยินดี "ฮ่า ๆ ๆ เช่นนั้นเจ้าก็เดินขึ้นไปได้เลย บนยอดเขาจะมีผู้อาวุโสรอรับสมัครศิษย์สำหรับผู้บำเพ็ญอยู่"


    "ขอบคุณพี่ชายทั้งสองท่าน" หลี่ซวนคารวะอีกครั้ง ก่อนจะเดินขึ้นเขาไปเพียงลำพัง


    เมื่อร่างของหลี่ซวนลับตาไป ศิษย์เฝ้าประตูทั้งสองก็ถอนหายใจออกมา


    "ดูเหมือนสำนักเราจะได้อัจฉริยะมาอีกคนแล้วสินะ... อายุเท่านี้กลับเหนือกว่าพวกเราเสียอีก" ทั้งสองยิ้มให้กัน ก่อนจะกลับไปทำหน้าที่ของตนดังเดิม


    ...


    ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หลี่ซวนก็มาถึงบริเวณลานยอดเขา ที่นั่นไม่มีใครอื่นนอกจากชายชราคนหนึ่งนั่งหลับตาอยู่ เขาสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม ผมสีขาวสยายยาวประบ่า แม้จะมีอายุมากแล้ว แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันแข็งแกร่งและน่าเกรงขามออกมา


    ชายชราผู้นี้มีนามว่า ผู้อาวุโสเจิ้นผิง


    หลี่ซวนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ผู้อาวุโส ผู้น้อยหลี่ซวนมาขอฝากตัวเข้าสำนักขอรับ"


    ผู้อาวุโสเจิ้นผิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาที่ดูเหมือนธรรมดานั้นกลับแฝงไปด้วยแรงกดดันอันมหาศาล ในชั่วขณะนั้น หลี่ซวนรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างถูกมองทะลวงจนหมดสิ้น ไม่มีความลับใดสามารถซ่อนเร้นจากสายตาคู่นี้ได้


    ผ่านไปเพียงอึดใจ ผู้อาวุโสเจิ้นผิงจึงถอนสายตากลับ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


    "ระดับพลัง... ถือว่าใช้ได้ ยื่นมือของเจ้ามา"


    หลี่ซวนทำตามอย่างว่าง่าย เมื่อฝ่ามือของทั้งสองสัมผัสกัน ไอวิญญาณสายหนึ่งก็ไหลเข้าสู่ร่างของหลี่ซวน ทันใดนั้นเอง ดวงตาสีครามของหลี่ซวนพลันเปล่งแสงสีครามเข้มออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับคืนเป็นปกติอย่างรวดเร็ว


    หลี่ซวนสะดุ้งเล็กน้อย แต่ชายชรากลับไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกตินั้น


    ผู้อาวุโสเจิ้นผิงถอนมือกลับ ใบหน้าเผยรอยิ้มพึงพอใจ ก่อนจะชี้ไปยังกระจกหินทรงกลมที่ตั้งอยู่ข้างกาย "วางมือลงบนนั้น"


    หลี่ซวนพยักหน้ารับแล้วทำตาม ทันทีที่ฝ่ามือแตะลงบนกระจกหิน แสงสี่สายพลันสว่างวาบขึ้นมา!


    แสงสีแดงแทนธาตุไฟ แสงสีฟ้าแทนธาตุน้ำ แสงสีเทาอ่อนแทนธาตุลม... และแสงสีขาวบริสุทธิ์อีกสายหนึ่ง ซึ่งดูราวกับความว่างเปล่าจนไม่อาจระบุได้ว่าเป็นธาตุใด


    ผู้อาวุโสเจิ้นผิงที่เดิมทีมีสีหน้าพึงใจ พลันเปลี่ยนเป็นแววตาผิดหวัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาแรง ๆ


    "น่าเสียดาย... น่าเสียดายจริง ๆ"


    หลี่ซวนงุนงง "เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ ผู้อาวุโส"


    ผู้อาวุโสเจิ้นผิงเอ่ยช้า ๆ "ห้วงวิญญาณของเจ้าถือว่ากว้างใหญ่มาก มีขนาดถึงสามสิบจั้ง... แต่พรสวรรค์เรื่องรากวิญญาณของเจ้า กลับแย่เกินไป"


    หลี่ซวนถึงกับชะงักไป 'สามสิบจั้ง?'


    ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย ทั้งที่ห้วงวิญญาณที่แท้จริงของเขามีขนาดกว้างใหญ่ถึงห้าสิบจั้ง เหตุใดชายชราจึงตรวจพบเพียงสามสิบจั้งเท่านั้น? หรือจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของดวงตาเมื่อครู่นี้?


    ผู้อาวุโสเจิ้นผิงอธิบายต่อ "รากวิญญาณของคนเราทั่วไปแบ่งออกเป็นหนึ่งถึงห้าธาตุ ยิ่งมีจำนวนธาตุน้อย ความเร็วในการดูดซับไอวิญญาณก็ยิ่งสูง แถมยังใช้ทรัพยากรน้อยกว่ามาก ผู้ที่มีรากวิญญาณธาตุเดียวล้วนเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง... ส่วนผู้ที่มีรากวิญญาณมากถึงสี่ธาตุ ทุกครั้งที่จะทะลวงระดับ จะต้องหล่อเลี้ยงรากวิญญาณทั้งสี่ไปพร้อม ๆ กัน ในโลกของผู้บำเพ็ญ คนเช่นนี้มักถูกเรียกว่า 'ผู้ไร้พรสวรรค์'"


    หลี่ซวนนิ่งอึ้งไป "ผู้ไร้พรสวรรค์..."


    ผู้อาวุโสเจิ้นผิงพยักหน้าแล้วถอนหายใจอีกครั้ง "ยิ่งไปกว่านั้น ในรากวิญญาณสี่ธาตุของเจ้า ยิ่งมีธาตุหนึ่งที่แม้แต่ข้าก็มองไม่ออก ไม่เคยพบเจอในตำราเล่มใดมาก่อน ตลอดชีวิตของข้า... ยังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดที่มีรากวิญญาณสี่ธาตุเช่นเจ้า จะสามารถก้าวข้ามไปถึงขั้นแก่นวิญญาณได้เลยสักคน แต่การที่เจ้าบำเพ็ญมาถึงระดับนี้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย คงเคยได้รับวาสนาใหญ่อันใดมาไม่น้อยเป็นแน่"


    หลี่ซวนค่อย ๆ ก้มหน้าลงช้า ๆ ภายในใจเต็มไปด้วยความสับสนและตั้งคำถาม


    รากวิญญาณสี่ธาตุ... แถมยังมีธาตุปริศนาอีกหนึ่งธาตุ แท้จริงแล้ว รากวิญญาณของเขาคืออะไรกันแน่?