Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 66 พรสวรรค์ประจำตัวที่น่าสะพรึงกลัว

            อวี๋จื่ออวี๋มองแผงสถานะเบื้องหน้าอย่างตกตะลึง

            การดูดซับหินวิญญาณธาตุดิน เขาพอจะเข้าใจเพราะตอนที่เขาเปลี่ยนผ่านระดับชั้นชีวิต เขาก็ดูดซับหินวิญญาณจริงๆ แต่การล่า‘อสรพิษศิลา’ ลูกรักแห่งปฐพีมันคืออะไรกันแน่?

            เขาถึงกับยืนต้นงงเป็นไก่ตาแตกไปชั่วขณะ

            ต้องรู้ไว้ว่าก่อนหน้านี้อวี๋จื่ออวี๋ฝังอสรพิษศิลาลงไปในส่วนลึกของผืนดิน แม้เขาจะตั้งใจสังหารมันแต่ก็ไม่มีหนทางรับมือกับพลังป้องกันที่แข็งแกร่งราวกับหินแกรนิตของมันได้ในทันที

            ทว่า ไม่นาน ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้สีหน้าของอวี๋จื่ออวี๋ก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย

            เขาทอดสายตามองไปยังเนินดินเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากหุบเขา

            แล้วสะบัดรากไม้สั่งการตามสัญชาตญาณ

            “ครืน ครืน ครืน...”

            พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงคลื่นดินพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบน

            ในวินาทีนั้นภาพน่าสยดสยองก็ปรากฏแก่สายตาของอวี๋จื่ออวี๋

            ซากกระดูกสีขาวชวนขนลุกที่ยังคงมีคราบเลือดติดอยู่

            กระดูกบางส่วนถึงกับอยู่ในสภาพผุกร่อน

            “ตอนที่สติของฉันพร่าเลือนฉันดูดซับอสรพิษศิลามาเป็นสารอาหารโดยไม่รู้ตัวงั้นเหรอ?”

            อวี๋จื่ออวี๋พึมพำกับตนเองในใจเขารู้สึกว่าอาจจะประเมินความสามารถของรากไม้กลายพันธุ์ที่ดูดซับสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์เป็นสารอาหารต่ำไปเสียแล้ว

            อสรพิษศิลาที่มีพลังป้องกันน่าสะพรึงกลัวขนาดนั้นกลับไม่สามารถต้านทานการกัดกร่อนและการดูดซับของรากไม้กลายพันธุ์ได้

            แน่นอนว่ามีสิ่งหนึ่งที่อวี๋จื่ออวี๋ไม่สามารถมองข้ามนั่นคือการที่เขาก้าวเข้าสู่ระดับชั้นชีวิตที่สูงยิ่งขึ้นทำให้ศักยภาพทุกด้านได้รับการยกระดับอย่างก้าวกระโดด

            “เฮ้อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่เขาไม่ได้สนใจการตายของอสรพิษศิลามากนัก

            อย่างไรเสียมันก็ต้องตายอยู่แล้วจะตายช้าหรือเร็วก็ไม่ต่างกัน อีกทั้งการตายของอสรพิษศิลาในตอนนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อเขาอีกด้วย

            เมื่อคิดถึงจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็รู้สึกขอบคุณอสรพิษศิลาอยู่บ้าง

            มันมาถูกจังหวะเสียจริง

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มเล็กน้อยจากนั้นก็ควบคุมร่างหลักของตนเอง แล้วสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ

            “ตูม!”

            พร้อมกับเสียงกึกก้องอวี๋จื่ออวี๋รู้สึกราวกับรูขุมขนทั่วร่างเปิดออกอย่างผ่อนคลาย

            ตามมาด้วยพายุไอพลังวิญญาณขนาดเล็กที่ก่อตัวหมุนวนรอบกายเขาอย่างบ้าคลั่ง

            ขณะนี้เมฆหมอกสีขาวหนาทึบยังคงปกคลุมเหนือหุบเขา ไอหมอกล่องลอยไอพลังวิญญาณหมุนเวียนไม่ขาดสาย

            เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปมวลเมฆราวกับกระแสน้ำวนที่ไหลเวียนล้อมรอบตัวเขา

            และภายในวังวนกระแสน้ำนั้นมีกลิ่นอายที่ทำให้รู้สึกอึดอัด ราวกับสัตว์ยักษ์ดึกดำบรรพ์กำลังคำรามอยู่ลึกๆ

            และนี่เป็นเพียงความโกลาหลที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งเกิดขึ้นจากการที่อวี๋จื่ออวี๋ตั้งใจดูดซับไอพลังวิญญาณในตอนนี้

            การกลืนกินเมฆหมอกพ่นไอปราณไม่มีอะไรเหนือชั้นเกินกว่านี้อีกแล้ว

            “ตอนนี้ค่าพลังวิญญาณสูงสุดของฉันอย่างน้อยก็ประมาณสองถึงสามแสนหน่วยแน่นอน”

            เมื่อเทียบกับพลังวิญญาณในอดีตอวี๋จื่ออวี๋คำนวณได้ตัวเลขที่น่าตกตะลึงจากการดูดซับไอพลังวิญญาณที่สร้างความปั่นป่วนเมื่อครู่

            ค่าพลังวิญญาณสูงสุดสองถึงสามแสน...พลังวิญญาณระดับนี้เทียบกับสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองอย่างเช่นตะขาบเงินที่มีค่าพลังวิญญาณสูงสุดหนึ่งแสนสามหมื่นหน่วยช่างแตกต่างกันมากเหลือเกิน...

            กล่าวอีกนัยหนึ่งคือตะขาบเงินตัวนั้นที่สังหารหน่วยรบไปกว่าครึ่งหน่วยแม้จะเป็นระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองเช่นกันมันกลับไม่มีแม้แต่พลังที่สามารถต่อกรกับอวี๋จื่ออวี๋ได้เลย

            หนึ่งแสน!

            ช่องว่างของพลังวิญญาณห่างกันถึงหนึ่งแสนหน่วย...

            นี่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตในระดับเดียวกันแล้ว

            และนี่คือรากฐานอันมั่นคงของอวี๋จื่ออวี๋ที่บรรลุถึงจุดสูงสุดในทุกด้านและก้าวข้ามผ่านระดับชั้นชีวิตขึ้นมาอีกขั้น

            ไม่ต้องพูดถึงความสามารถพิสดารต่างๆของอวี๋จื่ออวี๋

            ด้วยแค่นึกคิดอวี๋จื่ออวี๋ก็ควบคุมรากแขนงเส้นหนึ่งให้พุ่งทะลุดินขึ้นมา

            แต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น

            “ครืน ครืน ครืน...”

            พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัวคลื่นดินที่ยาวสุดลูกหูลูกตาพุ่งทะยาน

            และในคลื่นดินนั้น“ตูม” เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นรากไม้สีดำขนาดเท่าสองคนโอบ และยาวเจ็ดถึงแปดพันเมตรพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับมังกรเพลิงที่ฉีกกระชากมวลอากาศ

            น่าสะพรึงกลัว

            มันน่าสะพรึงกลัวเกินคำบรรยาย

            เพียงแค่ดึงรากแขนงเส้นนี้ออกมาจากพื้นดินก็เพียงพอจะสร้างเสียงสนั่นราวกับแผ่นดินไหวใหญ่

            อวี๋จื่ออวี๋ในตอนนี้ไม่ได้สงสัยเลยว่าหากเขากระตุ้นพลังวิญญาณขึ้นมาเขาสามารถควบคุมรากไม้ที่ทอดยาวไปจนถึงขอบฟ้าเส้นนี้ฟาดฟันภูเขาทั้งลูกให้ถล่มลงมาได้

            “อึก”

            อวี๋จื่ออวี๋กลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัวในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมมนุษย์ถึงเรียกสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติขั้นที่สองว่า‘ระดับภัยพิบัติ’

            ให้ตายเถอะ สิ่งมีชีวิตเช่นเขาหากหยั่งรากลงในใจกลางเมือง ไม่ต้องรอถึงครึ่งวัน แค่ครึ่งชั่วโมงเขาก็สามารถทำลายเมืองไปกว่าครึ่งได้แล้ว

            ถ้าสิ่งนี้ยังไม่สามารถเรียกว่า‘ภัยพิบัติ’ แล้วจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นใดที่คู่ควรกับสมญานามนี้ได้อีก?

            แน่นอน ปฏิเสธไม่ได้ว่าอวี๋จื่ออวี๋ในตอนนี้แม้จะอยู่ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติขั้นที่สองด้วยกันเขาก็ยังจัดอยู่ในระดับเจ้าแห่งอาณาจักรผู้เกรียงไกร

            เว้นแต่จะมีพลังวิญญาณที่สามารถกดดันเขาได้ไม่เช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติขั้นที่สองชนิดใดก็ตามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับร่างหลักที่น่าสะพรึงกลัวของอวี๋จื่ออวี๋ในตอนนี้ย่อมต้องรู้สึกขนลุก

            ให้ตายสิ นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ

            และสำหรับเรื่องนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างสุดใจ

            “ฉันเป็นสัตว์ประหลาดจริงๆ นั่นแหละ”

            อวี๋จื่ออวี๋พรรณนาถึงตัวเองเป็นครั้งแรกเขาตื่นเต้นเล็กน้อย

            ตอนนี้ในที่สุดเขาก็เริ่มมีความมั่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว

            ......

            ในเวลานี้ ราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้อวี๋จื่ออวี๋พลันจดจ้องไปยังพรสวรรค์ประจำตัวของเขา

             [พรสวรรค์ประจำตัว:ฟื้นฟูขั้นสุดยอด (สามารถเลื่อนเลเวลได้) - พรสวรรค์ระดับสูงที่หาได้ยากในพืชพรรณช่วยเพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูได้อย่างมหาศาลแม้กิ่งก้านที่เปราะบางจะได้รับความเสียหายก็สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ในชั่วพริบตาด้วยพลังชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในกาย]

            “สามารถเลื่อนเลเวลได้หรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋พึมพำด้วยความประหลาดใจ

            พรสวรรค์ประจำตัวเป็นความสามารถที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดและจะแข็งแกร่งขึ้นตามการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

            แต่ตอนนี้ อาจเป็นเพราะระบบเขาจึงสามารถควบคุมการเลื่อนระดับพรสวรรค์ประจำตัวได้อย่างอิสระแต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งนี้มีประโยชน์อะไรบ้าง

            เมื่อคิดถึงจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ถามขึ้นอย่างใคร่รู้

            “ระบบฉันสามารถอัปเกรดพรสวรรค์ประจำตัวของฉันได้จริงเหรอ?”

            “ติ๊ง! สามารถทำได้แน่นอน”

            พร้อมกับเสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์ที่ชัดเจนอวี๋จื่ออวี๋พลันตกอยู่ในความอึ้ง

            เพราะในขณะนี้เบื้องหน้าของเขาได้ปรากฏข้อความเรียงยาวออกมา

            “ทิศทางการพัฒนาพรสวรรค์ประจำตัว โปรดระบุ”

            “1. เสริมแกร่งความเร็วในการฟื้นฟู -ฟื้นฟูส่วนที่เสียหายได้เร็วขึ้น”

            “2. ลดการบริโภคในการฟื้นฟู -เพิ่มจำนวนครั้งในการเยียวยาตนเองอย่างมหาศาล”

            “3. เสริมแกร่งศักยภาพในการฟื้นฟู -แม้ร่างหลักหรือรากไม้จะถูกทำลายไปกว่าครึ่ง ก็ยังสามารถค่อยๆฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้จากส่วนที่เหลือ”

            ......

            อวี๋จื่ออวี๋มองข้อความเบื้องหน้าเพราะรู้สึกทึ่ง

            นี่...สามารถเลือกทิศทางการพัฒนาพรสวรรค์ได้งั้นหรือ?

            อวี๋จื่ออวี๋ชะงักไปครู่หนึ่งแต่แล้วก็ยิ้มออกมา

            แต่ฉันชอบนะ

            เมื่อคิดเช่นนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็รู้สึกว่าตนโชคดีไม่ใช่น้อย

            หากปล่อยให้พรสวรรค์วิวัฒนาการไปตามใจชอบใครจะรู้ มันอาจจะพัฒนาไปในทิศทางที่ผิด หรือขัดแย้งกับความต้องการหรือไม่

            แต่ตอนนี้แตกต่างออกไปแล้วเขาสามารถเลือกทิศทางการพัฒนาพรสวรรค์ประจำตัวได้ด้วยมือตัวเอง

            อวี๋จื่ออวี๋แค่นเสียงในลำคอ โดยไม่ลังเลเขาเลือกที่จะเสริมแกร่งศักยภาพในการฟื้นฟู

            แม้ร่างหลักหรือรากแก้วจะถูกทำลายไปกว่าครึ่งเขาก็ยังสามารถค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาใหม่ได้จากส่วนที่เหลืออยู่

            นี่สิความสามารถในการเอาชีวิตรอดอย่างแท้จริง

            ด้วยความสามารถนี้ เขาพูดได้เต็มปากว่าเขาสามารถต้านทานอาวุธนิวเคลียร์ของมนุษย์ได้หนึ่งครั้งโดยไม่ตาย

            แม้อาวุธนิวเคลียร์จะน่ากลัวแต่ก็ไม่สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของอวี๋จื่ออวี๋ได้

            ท้ายที่สุดรากไม้หลักของอวี๋จื่ออวี๋ก็ได้ขยายลงสู่ส่วนลึกของผืนดินอย่างช้าๆ

            และในระดับความลึกนั้นแม้อาวุธนิวเคลียร์จะตกลงที่หุบเขาเป่ยอวี่ ก็ยากที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของเขาได้

            เมื่อคิดถึงจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป

            และในวินาทีที่อวี๋จื่ออวี๋เลือกเสริมแกร่งความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายก็สั่นสะท้านอย่างกะทันหัน

            ตามมาด้วยแสงสีเขียวจางๆที่เปล่งประกายออกมาจากร่างหลัก

            เมื่อมองจากระยะไกลเขาดูราวกับถูกห่อหุ้มด้วยแสงดาวที่ศักดิ์สิทธิ์และงดงาม

            เพียงชั่วครู่ ราวกับค้นพบอะไรบางอย่างอวี๋จื่ออวี๋ต้องตกตะลึงอีกครั้ง

            “นี่มันอะไรกัน?”

            เมื่อมองตามสายตาของอวี๋จื่ออวี๋พื้นดินแห้งแล้งที่อยู่ห่างออกไปกลับผลิหน่ออ่อน และเกิดเป็นสีเขียวขจีขึ้นมาทันตา

            “เป็นเพราะพลังชีวิตที่เข้มข้นเกินไปของฉันหรือเปล่า?”

            เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆไม่เพียงแต่ในมุมนี้เท่านั้น แม้แต่ในซอกหินก็เริ่มผลิใบอ่อนเขียวสดใสให้เห็นแล้ว