สวีหยางอี้ใจลอยเล็กน้อย
เขาฟังข้อมูลที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว พลางใจลอยนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาสำหรับเขา มันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่สำหรับคนอื่น มันผ่านไปแล้วสามปี...
บรรยากาศอันครึกครื้นที่สนามประลองหนึ่งในใต้หล้าในห้วงสมองเขาเหมือนยังคงประจักษ์อยู่เบื้องหน้าการต่อสู้และรสชาติของชัยชนะยังคงตราตรึง
“ตบะเขาอยู่ขั้นไหนแล้ว?” เขาจ้องมองหน้าจอนิ่งเฉยพลางเอ่ยถาม
“ระดับกลาง!” ใบหน้าของโจวถิงถิงแดงเรื่อขึ้นมา “เขาคืออัจฉริยะ!ฝึกตนแค่สิบสามปีก็บรรลุระดับกลางแล้ว!”
จริงเหรอ?
สวีหยางอี้คลี่ยิ้มขึ้นมาทันที
ความฝันนั้นกินเวลาไปสามปี ไม่งั้นตัวเขาคงบรรลุระดับกลางไปแล้ว
“คุณอาจจะไม่รู้ เขาเพิ่งออกจากการเข้าฌานในสถานที่ที่อวี้หลินเว่ยจัดไว้ให้จากนั้นก็มุ่งหน้าไปที่เมืองอวี้หยางด้วยปืนกระบอกเดียวและจัดการกวาดล้างปีศาจที่ทำผิดกฎยิ่งไปกว่านั้นก็จัดการคดีที่ยืดเยื้อมาเป็นสิบปี... คุณ นี่มัน?”
เธอมองสวีหยางอี้อย่างสงสัย เพราะเขาปิดหน้าโพสต์นั้นลงและเปิดหน้าข่าวสารขึ้นมา
เธอไม่เข้าใจกับการกระทำของเขา
ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายไม่รู้จักผู้ฝึกตนคนนั้นด้วยซ้ำแต่กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูสนใจเขายิ่งนัก แต่ทำไมความน่าสนใจนั้นกลับหายไปเร็วจัง
แต่เธอไม่รู้เลยว่า ชื่อนี้เป็นชื่อที่สวีหยางอี้คุ้นเคยเป็นอย่างดี
หลังจากสวีหยางอี้ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ผินหน้ากลับมามองหน้าจอเหมือนเดิม
สวีหยางอี้กวาดสายตามองโพสต์ที่อยู่บนสุดของหน้าข่าวสารในเว็บไซต์ผู้ฝึกตนแห่งหวาซย่า
“เมื่อปี 2016 เหตุการณ์นองเลือดที่จูหงเสวี่ยบุกสาขาย่อยที่เมืองเฟิงอี้จัดว่าเป็นเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ใหญ่ที่สุดในรอบห้าสิบปี ช่วงสิ้นปีของปีที่แล้วเหล่าองค์กรใหญ่อย่างเทียนเต้า CSIB อวี้หลินเว่ย และตู้มหาสมบัติได้หารือกันจับมือร่วมกันรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทั้งหมด”
“เมื่อวันที่ 21 เดือนสิงหาคม ก่อนหน้านี้สามปี สาขาย่อยของเทียนเต้าในมณฑลหนานทงได้จัดพิธีจบการศึกษาที่จัดขึ้นทุกๆห้าปี มีจำนวนคนเข้าร่วมทั้งหมดหนึ่งหมื่นสองพันสามร้อยสี่สิบสองคนโดยในบรรดานั้นมีตระกูลผู้ฝึกตนในมณฑลหนานทงทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบตระกูลเป็นจำนวนคนทั้งสิ้นสามร้อยสี่สิบสองคน และมีผู้ชมอีกหนึ่งหมื่นสองพันคน มีนักเรียนที่จบการศึกษาจากเทียนเต้าในปีนั้นหกสิบสองคนในบรรดานั้นมีอันดับหนึ่งของแต่ละเมืองทั้งหมดสิบสามคนหลังจากจบการแข่งขันชิงอันดับลง จูหงเสวี่ยได้บุกเข้าสังหารผู้คนอย่างกะทันหันจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบห้าสิบปี”
“ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีทั้งแปดคนอันได้แก่ หั่วหยุน อิ่งซา หวางปู้สือผู้เฒ่าสามเกลอ จู๋เยว่ และเลี่ยหูยอมเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องผู้คนบางส่วนอย่างสมเกียรติสมแล้วที่เป็นรุ่นพี่ที่ฝีมือโดดเด่น คุณฉู่เทียนอีรองผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรแห่งรัฐบาลประเทศหวาซย่าได้มีการยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมธิการขอสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกถึงความเสียสละของผู้ฝึกตนขั้นจู้จีทั้งแปดคนไว้ที่เทียนเต้าสาขาย่อยในเมืองเฟิงอี้และขอดูแลคุ้มครองบุคคลในครอบครัวของผู้ฝึกตนทั้งแปดคนนี้ในนามของรัฐบาลประเทศหวาซย่าหลังจากเหตุการณ์นั้น มีผู้ฝึกตนจากบางตระกูลได้เลื่อนขั้นสูงขึ้นจากความเสียสละเหล่าลูกหลานรุ่นหลังของคนในตระกูลนั้นๆยังได้รับสิทธิ์เข้าเรียนที่เทียนเต้าโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆอีกทั้งยังได้รับสิทธิ์พิเศษในการเข้าทำงานในสามองค์กรใหญ่”
ความรู้สึกหลากอารมณ์โถมขึ้นในหัวใจสวีหยางอี้ดั่งคลื่นสมุทร
ขณะสวีหยางอี้อ่านตัวหนังสือสีดำเบื้องหน้าก็รู้สึกเหมือนผู้ที่เสียชีวิตเหล่านั้นยังยืนอยู่ต่อหน้าเขาเมื่อวานความเจ็บปวดประดุจกระบี่แหลมคมทิ่มแทงขึ้นกลางใจ ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่มีทางท้อแท้เป็นอันขาด
จิตสังหารเดือดพล่านขึ้นกลางใจในบัดดล ก่อนจะสยบลงอย่างเรียบนิ่ง
พลัง คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
เปลวไฟแห่งความหวังที่มีต่อคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ลุกโชติโหมกระพือขึ้นกลางใจ
เขาไล่สายตาอ่านต่อ
“องค์กรสูงสุดของเผ่าปีศาจตำหนักหมื่นปีศาจได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจูหงเสวี่ยคือปีศาจระดับแถวหน้า และมีสถานะเป็นปีศาจอาวุโสแห่งตำหนักหมื่นปีศาจเมื่อช่วงปีใหม่ของปีที่แล้ว ปีศาจอาวุโสเฮยซานได้ออกมาแถลงการณ์เฉพาะกิจว่าจะไม่มีการอนุโลมใดๆทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็ยังออกตามหาจูหงเสวี่ยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ซานจวินเจินเหรินที่ไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเป็นเวลาสองร้อยปีก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนของตัวเองเป็นครั้งแรกเป็นเนื้อหาที่ว่า ยุคสมัยแห่งอารยธรรมของการฝึกตนตอนนี้หาใช่ยุคสมัยก่อนที่ใช้ระบบจักรพรรดิปกครองไม่ระบบของอารยชนจะต้องไม่มีการสังเวยด้วยเลือดเนื้อดังนั้นจำเป็นต้องรักษาระบบโครงสร้างอันดีงามนี้ต่อไปไม่ให้ล่มสลายทั้งยังให้คำมั่นสัญญาว่า หากเขาพบแหล่งกบดานของจูหงเสวี่ยเมื่อไหร่ต่อให้อยู่ไกลหลายหมื่นลี้ เขาก็จะฆ่าทิ้งสถานเดียว”
“ส่วนป๋าเจินเหริน เขาไม่ได้แสดงตัวออกมาแต่อย่างใด แต่ได้ฝากสารผ่านเลขาฯมือหนึ่งอย่างรุ่นพี่เหยาหยุนออกมาชี้แจงการฝึกตนยุคโบราณที่ยึดหลักการที่ว่าผู้ใดแข็งแกร่งได้ขึ้นเป็นใหญ่มันเป็นเพียงวันวานเท่านั้น หากมีผู้ใดกล้าท้าทายกรอบขนบธรรมเนียนในโลกปัจจุบัน ยิ่งผู้นั้นเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งตำหนักหมื่นปีศาจด้วยแล้วเธอก็จำเป็นต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตัวเอง”
“ตราบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ยังไม่มีวี่แววของจูหงเสวี่ยแม้แต่น้อยตระกูลโจวที่เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งอี้เสวี่ย[1]ได้ทำการโหราทำนายไปถึงสามครั้งแต่ก็ไม่เจอแหล่งกบดานของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย คุณเถาหงจื่อนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้าน ‘ระบบสังคมเผ่าปีศาจและอารยธรรมการฝึกตนยุคปัจจุบัน’ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า บนโลกนี้ยังมีมิติโบราณลี้ลับสำหรับการฝึกตนอยู่มากมายหากอีกฝ่ายบังเอิญค้นพบมิติลี้ลับดังกล่าว และหลบซ่อนเข้าไปในนั้นพวกเราคงทำอะไรไม่ได้ไปหลายสิบปีตอนนี้มีผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์จำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่าตำหนักหมื่นปีศาจกำลังจงใจปกป้องอยู่อย่างเงียบๆเป็นเหตุให้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นในวันลงนามในสนธิสัญญาเสินหนงระหว่างมนุษย์จากตระกูลผู้ฝึกตนจำนวนสี่พันคนกับเฮยซานเจินเหรินเหล่าข้าราชการระดับสูงจากรัฐบาลประเทศหวาซย่าต้องออกโรงเองถึงจะควบคุมความสงบลงได้”
“ปัจจุบันค่าหัวของจูหงเสวี่ยสูงถึงสิบสองพันล้านจัดเป็นปีศาจที่มีค่าหัวสูงที่สุด”
“ในอนาคตอีกสิบปีเกรงว่าผู้คนก็ยังคงให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่มีผลกระทบครั้งใหญ่แบบนี้อยู่ดีเพราะว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยราบรื่นของเผ่ามนุษย์และปีศาจ”
มีคอมเม้นท์ใต้โพสต์ล้นหลามจนโพสต์เหล่านี้จัดเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด
“โกหกทั้งเพ! พวกเผ่าปีศาจจะต้องช่วยกันปกปิดเรื่องนี้อย่างแน่นอน!นอกจากตำหนักหมื่นปีศาจแล้ว มันยังจะหลบไปที่ไหนได้อีก!ทางเผ่ามนุษย์ก็น่าจะแข็งข้อหน่อย!น่าจะกดดันให้ตำหนักหมื่นปีศาจส่งมอบตัวผู้กระทำผิด! จะไปรักษาน้ำใจพวกมันทำไม!มีครั้งแรกแล้ว เดี๋ยวก็มีครั้งต่อไปอีก! มีหลักค้ำประกันอะไรว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก!มาทำแบบนี้กับพวกเรา เจอเมื่อไหร่ต้องฆ่าทิ้งเมื่อนั้น!พวกเราต้องกลัวพวกปีศาจพวกนั้นด้วยรึไง? !” คอมเม้นท์จาก IDที่ชื่อว่าใบไม้บังตา
“คอมเม้นท์ด้านบนก็ใจร้อนเกินไป นายคิดว่าปีศาจระดับจินตันทั้งสามท่านนั้นไม่รู้หนาวรู้ร้อนอยู่รึไง?การที่พวกเขาออกมาแสดงความคิดเห็นและรับปากกับสิ่งที่เกิดขึ้นถึงขนาดนั้นก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติกันแล้วทางตำหนักหมื่นปีศาจก็ออกมาแสดงความรับผิดชอบแล้วนายยังอยากให้เรื่องมันใหญ่ไปกว่านี้อีกเหรอ? คิดว่าทางฝ่ายรัฐบาลหวาซย่าจะสู้กับระดับจินตันได้เหรอ?จะต้องให้มณฑลทั้งมณฑลพังพินาศ นายถึงจะพอใจงั้นเหรอ? นายคิดถึงมนุษย์ธรรมดาบ้างหรือไม่?” คอมเม้นท์จาก IDที่ชื่อว่าขอพุทธองค์คุ้มครอง
“ฉันคิดว่า! ยุคสมัยแห่งอารยธรรมการฝึกตนในตอนนี้อ่อนแอเกินไป!ฉันเคยอ่านเจอในนิยายออนไลน์ หากอีกฝ่ายไม่ยอมสยบก็จงใช้กำลังใครแข็งแกร่งก็ได้เป็นใหญ่ แบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่าผู้ฝึกตน!” คอมเม้นท์จาก IDที่ชื่อว่าหวายหนานจื่อ
“นายจะบ้ารึไง? ถ้าเป็นแบบนั้น กองกำลังเล็กๆตระกูลเล็กๆ จะรอดเหรอ? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนธรรมดา วันๆคิดแต่จะยุให้ผู้คนใช้กำลังอย่างไม่มีเหตุผล! นายก็รู้หนิว่าที่นายอ่านเจอมันเป็นนิยาย! ต่อให้เป็นยุคการฝึกตนสมัยก่อนก็ตามพวกเขาก็ไม่ทำแบบนั้นก็หรอก! แม้ช่วงสมัยราชวงศ์ฉินเอง ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แล้ว!ไม่ว่ายุคสมัยไหนต่างก็มีขนบธรรมเนียม มีจารีตปฏิบัติที่ชัดเจน! ปัจจุบันขีปนาวุธสามารถข่มขวัญขั้นจู้จีได้ระเบิดนิวเคลียร์สามารถข่มเหงขั้นจินตัน แบบนี้มันถึงจะเรียกว่าสมดุลนายไม่ได้ติดตามข่าวการประดิษฐ์ค้นคว้าของมนุษย์ธรรมดาบ้างรึไง!” คอมเม้นท์จาก IDที่ชื่อว่าฉันชื่อ MT
“ใช่! ทำตัวเหมือนใช้อินเทอร์เน็ตไม่เป็น นึกว่าใช้นกส่งสารอยู่!นายพูดแบบนี้เหมือนไม่นึกถึงพวกมนุษย์ธรรมดาเลย!อีกอย่างพวกรถยนต์และเครื่องบินก็เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายกับพวกเราผู้ฝึกตนเพราะพวกเราไม่ใช่ขั้นจู้จีที่จะเหาะไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ!” จาก ID จอมโลภ
“มนุษย์ธรรมดาใช้สองมือของพวกเขาเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบคู่ควรแก่การถูกเคารพ”
“หากไม่มีพวกเขา พวกเราก็คงไม่มีดาวเทียมคอยสอดแนมอยู่ทั่วทุกมุมโลกและก็คงเข้าไม่ถึงมิติลับหรือเหมืองหินวิญญาณอะไรพวกนั้น”
“พวกเขาใช้มันสมองของตัวเองไต่ขึ้นมายืนในระดับที่ทัดเทียมกับผู้ฝึกตนอย่างน้อยทุกวันนี้ ฉันก็ยังต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของพวกเขาอยู่ตลอด เสื้อผ้าของกิน ที่อยู่อาศัย มีใครบ้างที่ไม่ใช้ของของพวกเขา?”
“เวอร์มาก...” โจวถิงถิงชะเง้อคอดูอย่างอยากรู้อยากเห็น “คุณอย่าใส่ใจแล้วคอมเม้นท์พวกนี้ก็เป็นซะแบบนี้แหละ กับอีพวกแค่ไม่กี่ประโยคก็ดราม่ากันเป็นตุเป็นตะ ฉันคิดว่าพวกเขาขี้บ่นเสียยิ่งกว่าพวกมนุษย์เสียอีก”
สวีหยางอี้ปิดหน้าเว็บไซต์ลงเงียบๆ
ยิ่งดูต่อไป จิตสังหารภายในใจก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆต่อให้เขาพยายามสยบมันลงแค่ไหน ก็เหมือนกับมันจะทะลักออกมาอยู่ตลอดเวลา
คนพวกนี้คอมเม้นท์คุยกันโดยที่ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้นก็แค่คอมเม้นท์กันไปมาตามประสาของคนนอกที่คิดเห็นต่อเรื่องนี้แต่มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่รู้ซึ้งถึงความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นในวันนั้น
วันนั้นเป็นวันที่ทำให้เขาได้ตระหนักถึงตัวตนและวิถีทางเดินที่แท้จริงของตัวเอง
“ฉันขอยืมสถานที่บำเพ็ญเพียรของเธอหน่อย”สวีหยางอี้ยืนขึ้นด้วยสีหน้านิ่งเฉย “ถ้ามีคำถามอะไร เอาไว้ถามตอนที่ฉันออกจากฌาน”
“คุณทำตัวตามสบายได้เลย! ดะ เดี๋ยวฉันจะพาคุณลงไปเอง!”ใบหน้าของโจวถิงถิงแดงเรื่อขึ้นเพราะความตื่นเต้นขึ้นมาทันทีการที่สวีหยางอี้ยังไม่จากไปไหน ถือว่าเป็นการแสดงการยอมรับน้ำใจจากเธออีกทั้งเขายังดูเป็นคนมนุษย์สัมพันธ์ดี หลังจากนี้ครึ่งปี ตัวเธอจะได้ถามคำถามเกี่ยวกับการฝึกตนจากเขาแล้ว!
ฝึกตนบำเพ็ญเพียร
สวีหยางอี้มองโจวถิงถิงที่นำทางไปด้วยแววตามั่นคงไม่สั่นคลอนเปลวไฟภายในใจพลันค่อยๆ สงบลง
บางครั้ง ความสงบเงียบก็เป็นการยืนหยัดที่ไร้เสียงประเภทหนึ่ง
ตอนนี้ สิ่งที่เขาต้องการที่สุดก็คือการฝึกตนฉู่เจาหนานบรรลุระดับกลางแล้ว ดังนั้นก็จะหยุดอยู่ที่ระดับต้นแบบนี้ต่อไปไม่ได้!
ค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าว ขั้นเลี่ยนชี่... ขั้นจู้จี แล้วสักวันหนึ่ง เขาก็จะบีบคอและสะบั้นหัวจูหงเสวี่ยด้วยมือทั้งสองข้างของเขาเองและเอาไปวางไว้บนสังเวียนหนึ่งในใต้หล้าเพื่อเซ่นไหว้ชีวิตที่สูญเสียไป
“ยังมีอีกอย่าง...” สวีหยางอี้คลำจี้ห้อยคอตัวเองแววตาพลันเด็ดเดี่ยวขึ้นมาดั่งหินผา
ความแค้นตลอดสิบสามปี ในที่สุดเขาก็ก้าวเท้าเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงสักทีสักวันหนึ่ง ตัวเขาจะต้องยืนเผชิญหน้ากับฝันร้ายนั่นและฆ่าปีศาจในความฝันที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอดสิบสามปีด้วยมือตัวเองให้ได้
ทั้งสองคนเดินจากชั้นห้าลงมาชั้นหนึ่ง ก่อนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานใหญ่โจวถิงถิงหันหลังกลับมาโค้งคำนับ “คุณผู้ชาย ด้านล่างคือห้องใต้ดิน...เป็นหนึ่งในสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่มีอณูปราณเข้มข้นที่สุดในอำเภอไป๋ด้านในมีค่ายกลหลอมปราณขนาดเล็กๆ อยู่ คุณต้องการให้ฉันปลุกคุณทุกอาทิตย์หรือไม่?”
“ได้” สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ขณะกำลังจะก้าวเท้าออกไปก็หยุดฝีเท้าชะงักลง “เธอเคยได้ยิน... ชื่อคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ไหม?”
“คัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์เหรอ?” โจวถิงถิงเอียงหัวครุ่นคิดและคำตอบที่เธอกำลังจะตอบนั้นก็เหนือความหมายของสวีหยางอี้อย่างสิ้นเชิง“แน่นอนว่ารู้จัก”
“ฉันก็แค่ถามไปงั้น” สวีหยางอี้ตอบกลับเสียงเรียบนิ่ง พลางกวาดตามองอีกฝ่าย“อย่างเธอรู้จักของพรรค์นี้ด้วยเหรอ?”
“ก็อ่านข่าวไง!” โจวถิงถิงยิ้มเหยเก “ในข่าวมีข้อมูลทุกอย่าง...ไม่งั้น... คุณลองค้นหาจากไป๋ตู้[2]ดูสิ...”
สวีหยางอี้ยักคิ้วเป็นเชิงให้อีกฝ่ายคุยต่อ
“คุณก็น่าจะรู้ว่าสมัยราชวงศ์ถังของประเทศหวาซย่าเป็นหนึ่งในยุคสมัยที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดใช่หรือไม่?บรรดาจักรพรรดิของประเทศหวาซย่าในยุคนั้นล้วนแต่ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตัวเองได้ขึ้นครองราชย์อย่างชอบธรรมดังนั้นพวกเขาจึงผูกมิตรกับเหล่าเทพเซียนบนสวรรค์ และรับตราประทับแผ่นดิน[3]มาจากสวรรค์คำที่สลักในตราประทับแผ่นดินที่ว่า ‘รับโองการฟ้า ราชาเจริญนิรันดร์’ ถือว่าเป็นเครื่องประจักษ์แล้วว่าราชวงศ์ถังได้ทำสัญญาบางอย่างกับเทพเซียนและคนที่ริเริ่มก็คือเล่าจื่อหลีเอ๋อ[4]”
“และการที่ลัทธิเต๋าเจริญรุ่งเรืองขนาดนั้นก็เป็นเพราะว่าอิทธิพลบางอย่างจากราชวงศ์ฮั่นก่อนหน้าราชวงศ์ถังซึ่งคืองานเขียนเล่มหนึ่งที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นเป็นคัมภีร์ที่เขียนขึ้นในช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันตกโดยปรัชญาเมธีที่ชื่อว่าเว่ยปั๋วหยาง[5]เนื้อหามีการอิงหลักการของลัทธิเต๋า...”โจวถิงถิงเม้มปากพลางจ้องหน้าสวีหยางอี้ “คัมภีร์เล่มนั้นมีชื่อว่า‘โจวอี้ชันถงชี่[6]’ หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ ‘ราชาโอสถนิรันดร์’!”
--------------------------------------------------------------------------------
[1] อี้เสวี่ย หรือ อี้จิงเป็นศาสตร์แม่แบบของวิชาฮวงจุ้ยหกสิบสี่ข่วย
[2] ไป๋ตู้เป็นเว็บไซต์หาข้อมูลของจีนคล้ายกับ Google
[3] ตราประทับแผ่นดิน หรือพระราชลัญจกรเป็นตราที่สลักขึ้นจากหินหยกเป็นเครื่องที่แสดงถึงความมีอำนาจสูงที่สุดของแผ่นดินแผ่นดินจีนในประวัติศาสตร์
[4] เล่าจื่อ หลี่เอ๋อหนึ่งในนักปรัชญาเต๋าที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง เป็นผู้เขียนตำราแบบแผนในทางเต๋า“เต้าเต๋อจิง”
[5] เว่ยปั๋วหยาง คือปรัชญาเมธีลัทธิเต๋าใช่ช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันตกเป็นนักพรตที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ค้นคว้าฝึกฝนวิชาอายุวัฒนะรุ่นบุกเบิก
[6] โจวอี้ชันถงชี่ หรือ ว่านกู่จิงตันหวางแปลไทยได้ว่า ‘สามเครือแห่งโจวอี้’ หรือ ‘ราชาโอสถนิรันดร์’เป็นหนังสือว่าแต่งขึ้นโดยเว่ยปั๋วหยาง ว่าด้วยเรื่องการฝึกวิชายืดอายุให้ยืนยาวโดยอาศัยการเล่นแร่แปรธาตุเป็นการผสมผสานและสังเคราะห์แนวคิดปรัชญาเต๋าและศาสตร์อินหยางจากคัมภีร์อี้จิง