เมื่อหลี่หยาง เดินมาถึงเรือนพัก เขาก็พบว่าปู่และ น้องสาวของเขารออยู่แล้ว
“หยางเอ๋อ เ้ายอดเยี่ยมมาก!” ปู่ของเขากล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความภาคภูมิใจ “ข้าไม่เคยเห็นสัตว์อสูรตัวใดต่อกรกับราชสีห์อัคคีได้อย่างเหนือชั้นเช่นนั้นมาก่อน”
“พี่ชาย… จิ้งจอกของพี่มัน....เก่งจริง ๆ นะ!” ซูเหยาเอ่ยด้วยดวงตาเป็ประกาย “แล้ว…พี่จะใช้ตัวที่สองหรือยัง?”
หลี่หยางยิ้มบาง “คงต้องดูก่อน ว่าจำเป็หรือไม่” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย “ข้าขอตัวก่อน ภายในทะเลจิตของข้ามีบางอย่างแปลกไป…—”
ไม่ทันพูดจบ เขาก็ััได้ถึงบางอย่าง
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา
เมื่อเขาหันไป ก็พบกับ หลี่เซียน ที่ยืนอยู่ภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความเคร่งขรึม
หลี่เซียน — บุตรีคนรองของสายย่อยอันดับสองแห่งตระกูลหลี่
นางเป็หญิงสาวใบหน้างดงาม ผมยาวสีดำขลับรวบสูงเสมอ สายตาสงบนิ่งดุจผิวน้ำใต้แสงจันทร์ และมีบุคลิกเงียบขรึม ไม่ค่อยพูดมาก นับว่าเป็หนึ่งในเยาวชนหญิงที่โดดเด่นที่สุดของรุ่นนี้
เมื่อตอนทดสอบปลุกจิติญญาครั้งแรกในวัยสิบห้า หลี่เซียนสามารถปลุก จิติญญาสีฟ้า ได้ั้แ่ครั้งแรก ซึ่งนับว่าเป็จิติญญาระดับสูงในตระกูลหลี่ และด้วยการควบคุมพลังที่นิ่งลึกเกินวัย นางจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มอัจฉริยะอันดับต้น ๆ
แม้หลี่เซียนจะไม่ได้สนิทสนมหรือคลุกคลีกับหลี่หยางมากนักใน่ก่อนหน้า เพราะต่างคนต่างฝึกฝนและอยู่กันคนละสาย แต่ในตอนที่หลี่หยางยังไม่สามารถปลุกจิตหรืออัญเชิญสัตว์อสูรได้ หลายคนต่างมองเขาเป็ขยะหรือเย้ยหยันกันอย่างเปิดเผย ทว่าหลี่เซียนไม่เคยทำเช่นนั้นเลย
แม้นางจะไม่เอ่ยวาจาปกป้อง แต่ก็ไม่เคยหัวเราะ เยาะเย้ย หรือร่วมวงวิจารณ์แต่อย่างใด บางครั้งนางยังคอยเตือนหรือส่งยาที่มีคุณภาพให้โดยไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อช่วยเสริมการฝึกพลังของหลี่หยางอย่างเงียบ ๆ
และแม้เวลาจะผ่านมาไม่น้อย เมื่อหลี่หยางก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับเหล่าอัจฉริยะ นางก็ยังคงเป็เช่นเดิม —
เ็า นิ่งเงียบ แต่แฝงด้วยความห่วงใยอย่างมีเกียรติและสง่างาม
“หลี่หยาง” เสียงของนางราบเรียบ “เ้าทำได้ดีการพัฒนาขอเ้าทำให้ข้าแปลกใจเป็อย่างมาก… แต่ข้ามีบางอย่างอยากเตือนเ้า”
หลี่หยางเลิกคิ้วเล็กน้อย “ว่ามาเถอะ”
“หลี่เฉินเฟิง… ในรอบหน้า หากเ้าเจอกับเขา จงระวังสัตว์อสูรอีกตัวของเขาให้ดี” ดวงตาของหลี่เซียนวาววับด้วยความจริงจัง “ตัวนั้น…ไม่ได้ถูกใช้เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม มันอันตรายยิ่งกว่าหมาป่าวายุหลายเท่า”
“อสูรอีกตัว?” หลี่หยางพึมพำ สีหน้าเปลี่ยนเป็ครุ่นคิด
“มันไม่ใช่สัตว์อสูรทั่วไป” หลี่เซียนเอ่ยต่อ “จากข่าวที่ข้าได้ยิน…มันคือสัตว์อสูร ชนชั้น จอมอสูร ระดับนักรบขั้นที่9 อสูรที่ว่ากันว่า เป็อสูรที่ราวกับผุดขึ้นมาจากนรก แต่ข้าไม่แน่ใจว่ามันคือสัตว์ชนิดไหน“
“ขอบใจสำหรับคำเตือน” หลี่หยางกล่าวด้วยแววตาแน่วแน่ “ข้าจะไม่ประมาทแน่นอน”
หลี่เซียนพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหมุนกายเดินจากไป ราวกับไม่ได้้าคำขอบคุณ
ก่อนจะไปนางหันมาพูดกับหลี่หยาง “ข้ารู้ว่าปีนั้นเกิอะไรรขึ้นกับเ้า และข้าก็มั่นใจว่าเ้าก็รู้เช่นกัน เพราะฉะนั้น เ้าจงระวังให้มาก”
หลี่หยางหันกลับ เดินเข้าเรือนไปโดยไม่เอ่ยอะไรอีก
เพราะในเวลานี้—
คลื่นพลังมหาศาลกำลังก่อตัวขึ้นภายในทะเลจิตของเขา…
ไมยราพูดหนามแดง กำลังเข้าสู่การวิวัฒนาการ!
ทันทีที่กลับถึงห้อง หลี่หยางปิดประตู เข้าสู่สมาธิอย่างรวดเร็ว ทะเลจิตอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า แต่ในยามนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ท้องฟ้าเหนือแดนิญญามืดคลุ้ม ราวกับยามพายุใกล้เข้ามา
และที่กึ่งกลางดินแดนนั้น… มีหมอกหลากสีหมุนวนอยู่เหนือเงาร่างของไมยราพหนามแดง
“…นี่มันอะไรกัน…” หลี่หยางพึมพำ น้ำเสียงเคร่งเครียด
ไมยราพหนามแดงยืนนิ่งไม่ขยับ ลำตัวของมันสั่นระริกจากภายใน หนามที่เคยเป็สีแดงทึบ บัดนี้มีร่องรอยของการเปลี่ยนสี กลายเป็ม่วงเข้มแซมดำ ส่วนกลางหลังมีริ้วเส้นสีเขียวเรืองแสงวูบไหวอย่างผิดธรรมชาติ หมอกที่ลอยอยู่รอบตัวมันนั้นมิใช่เพียงหมอกธรรมดา หากแต่เป็หมอกพลังิญญาที่อัดแน่นด้วยพิษ สะท้อนแสงเป็เจ็ดเฉดสี ไล่ั้แ่เขียวมรกตจนถึงม่วงดำ
“ไม่ใช่… ไม่ใช่เส้นทางของ ไมยราพพิษมรณะ ที่เราวางไว้…” หลี่หยางพูดเบา ๆ
เขารีบใช้พลังแฝง ”จิตหยั่งรู้“ ตรวจสอบทันที
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คือสัญญาณของการ “วิวัฒนาการแบบกลายพันธุ์” — รูปแบบที่เกิดจากพลังปริศนาหรือปฏิกิริยานอกเหนือจากการควบคุม ซึ่งบางครั้ง… อาจนำพาความแข็งแกร่งมหาศาล หรือหายนะอันไร้การคาดเดา
แต่....มันยังไม่วิวัฒนาการทันที
รากของไมยราพสั่นกระตุก มันยังคงพยายามยืนหยัดฝืนแรงดึงดูดของพลังที่ไหลเวียนอยู่ภายใน พลังของมันยังไม่ถึงจุดสมดุลสุดท้ายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเต็มรูปแบบ
หลี่หยางย่อตัวลงข้าง ๆ สัตว์อสูรของตน วางฝ่ามือบนพื้นแดนิญญา พลังิญญาของเขาแผ่ไปรอบบริเวณทันที กลายเป็ม่านพลังบาง ๆ ปกคลุมไมยราพไว้
“ใจเย็นไว้… เ้าทำได้” เขากล่าวช้า ๆ “หากนี่คือหนทางที่เ้าเลือก ข้าก็จะอยู่เคียงข้างเ้า”
หมอกหลากสียังคงลอยวน ปะทะพลังของหลี่หยางอย่างอ่อนโยนราวกับตอบรับคำมั่นนั้น
คืนทั้งคืน หลี่หยางเฝ้าอยู่ภายในทะเลจิตไม่ขยับไปไหน ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังร่างของไมยราพหนามแดงที่ล้อมรอบด้วยหมอกหลากสี ไม่มีแสงจันทร์ ไม่มีสายลม มีเพียงเสียงพลังที่หมุนวนเงียบงันอยู่โดยรอบ ราวกับว่าทั้งโลกได้หยุดนิ่งลงเพียงเพื่อรอการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียว
“มันนานเกินไป…” เขาพึมพำเบา ๆ
จิตใจเขาไม่อาจสงบ ทั้งกังวลและตั้งความหวัง — ว่าวิวัฒนาการแบบกลายพันธุ์นี้จะนำพาไมยราพไปสู่พลังที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งที่เขาคาดคิด แต่ในขณะเดียวกัน… ก็หวั่นกลัวว่าสิ่งที่ไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้น หากพลังนั้นเกินควบคุม
พลังิญญาของหลี่หยางพร่องลงเรื่อย ๆ จากการคงสติในแดนจิต แต่เขาก็ไม่ยอมละสายตา
เวลาผ่านไป จนรุ่งเช้าเริ่มสาดแสงอ่อนลงมาสู่โลกแห่งความจริง — ทว่าในแดนิญญานี้ แสงสว่างนั้นไม่มีผล
“เช้าแล้ว…” หลี่หยางพึมพำ น้ำเสียงแ่เบา
แต่ท่ามกลางความเงียบและหมอกที่ยังคงหมุนวน ไมยราพหนามแดง… ก็ยังคงวิวัฒนาการไม่เสร็จสิ้น
มันยืนนิ่งอยู่กลางหมอก ลำตัวสั่นระริกเป็ระยะ พลังยังไม่เสถียร สีสันของหนามและกลิ่นอายของพิษยังคงผันผวนไม่แน่นอน บ่งชี้ว่ากระบวนการวิวัฒนาการยังคงดำเนินอยู่ — และอาจ้า “บางสิ่ง” อีกเล็กน้อยเพื่อผลักดันให้สำเร็จในที่สุด
“ไม่เป็ไร” หลี่หยางลุกขึ้นช้า ๆ “เ้าทำได้แน่…ข้าจะรอ”