[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    155 ไอมารเข้มข้น

    “ผ่านมานานแค่ไหนแล้วนะ”


    ตงฟางนั่งรอจนร่างของเขากลับมาหายดี ไม่ว่าจะเป็นแผลจากคมอาวุธหรือจากทักษะจำนวนมาก แผลกระดูกหัก ทุกๆอย่างล้วนแล้วรักษากลับคืนมาด้วยพลังจิตที่เขาทิ้งไว้กระตุ้นตัวเองในตอนกระโดดลงหน้าผา ไม่เพียงเท่านั้นด้วยร่างกายของเขาที่แข็งแกร่งไม่ต่างจากปีศาจที่สามารถรักษาตัวเองได้ ทำให้เขากลับมาเป็นปกติเร็วกว่าเดิม


    เปล้ง~!


    “หักหมดเลยสินะ”


    ชุดเกราะใต้เสื้อผ้าที่สวมใส่ถูกถอดออกมากองไว้ ตงฟางรู้สึกตกใจไม่น้อยกับความเสียหายของพวกมันที่แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แม้พวกมันจะถูกสร้างมาจากแร่ระดับ 7 เสริมใส่ยันต์และมีการสลักวิญญาณเข้าไปให้มันซ่อมแซมตัวเอง การโจมตีของระดับราชาวิญญาณนับพันกลับทำให้อาวุธของเขาไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้เพราะมันแตกละเอียด ไม่ว่าจะเป็นชิ้นไหนล้วนแล้วต้องทิ้งทั้งหมด ตงฟางจึงนำชุดเกราะอีกชุดออกมาสวมใส่ เขาไม่รู้ว่าในความมืดมิดที่เต็มไปด้วยไอมารมีตัวอะไรซ่อนเอาไว้


    “อย่าพึ่งเจอกันอีกเลย”


    ตงฟางถอนหายใจเล็กน้อยหลังจากเตรียมตัวจนพร้อมเดินทาง เดิมทีเขานึกว่าด้วยอาวุธลับและค่ายกลที่เตรียมมาจะจัดการกับคนทั้งหมดที่ไล่ล่าเขาได้ แม้คนเหล่านั้นจะเป็นระดับราชาวิญญาณก็ตาม 


    ความจริงกลับไม่เป็นอย่างที่ตงฟางคาดหวัง เนื่องจากว่าระดับราชาวิญญาณจากเมืองใหญ่ ต่างจากราชาวิญญาณเมืองหลวงไม่น้อย  ภายใต้การต่อสู้ตงฟางรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งที่อยู่ในระดับต่างกัน


    ระดับราชาวิญญาณที่ไม่ได้มาจากเมืองหลวงแม้เขาคนนั้นจะไปเติบโตที่เมืองหลวงอย่างจงยี่ ทักษะและวิธีการต่อสู้ของพวกเขาล้วนแล้วยังดูธรรมดาในสายตาของตงฟาง เขาสามารถรับมือได้ด้วยทักษะนิกายโลหิตที่มี


    กลับกันระดับราชาวิญญาณที่มาจากเมืองหลวงเติบโตที่เมืองหลวงมีสังกัดอยู่ที่นั่นพวกเขามีทักษะที่ดูแปลกตาและยากจะคาดเดาจนเทียบกับจงยี่ไม่ได้ มันทั้งทรงพลังและยากที่เขาจะต้านทาน 


    แม้เขาจะมีพลังจิตก็ตามทุกทักษะที่โจมตีมานั้นล้วนฉีกกระชากพลังจิตของเขาได้ทั้งหมด จนเขารู้สึกได้ว่าทักษะทั้งหมดที่เขาเคยอ่านในสถาบันเฟยเทียนและได้ศึกษามา มันเป็นเพียงแค่ของเด็กเล่นต่อหน้าทักษะคนของเมืองหลวง ไม่สามารถเทียบเท่ากับทักษะระดับราชานับพันที่ไล่ล่าเขาได้


    หากให้เทียบตงฟางคิดว่าทักษะที่เขาพอจะต่อต้านทักษะคนของเมืองหลวงได้มีเพียงแค่ทักษะของนิกายโลหิตที่เป็นทักษะระดับ 10 เพียงเท่านั้น  แม้ทักษะโลหิตสลายกระดูกระดับ 7 ที่ทำให้เขาเป็นจ้าวแห่งพิษ ยังดูด้อยเมื่อเขาได้ปะทะกับผู้ใช้กรงเล็บจากเมืองหลวง 


    ทักษะเท้าหมอกเมฆาทมิฬก็เช่นเดียวกัน หากเขาไม่ใช้ทักษะเท้าสายธารโลหิตร่วมด้วย เขาแทบไม่สามารถหนีระดับราชาวิญญาณจากเมืองหลวงได้เลย


    จากสิ่งที่พึ่งเจอทำให้ตงฟางคิดว่าเขาจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะระดับเดียวกันกับทักษะของนิกายโลหิต หรือไม่ก็เป็นทักษะที่สูงกว่านี้ขึ้นไป


    แต่มีอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เขาเห็นความห่างของตัวเองและระดับราชาวิญญาณที่มาจากเมืองหลวง สิ่งที่เขาเห็นคือวิญญาณยุทธ์  เดิมทีในสายตาของเขาวิญญาณยุทธ์เป็นเพียงแค่อาวุธเท่านั้น เขาสามารถสร้างมาทดแทนได้หากเขาไม่ได้มีวิญญาณยุทธ์ดาบหรือวิญญาณยุทธ์กระบี่


    การเจอกับระดับราชาวิญญาณของเมืองหลวงทำให้เขารู้ดีว่า การมีวิญญาณยุทธ์ยังไงมันก็ดีกว่าสร้างอาวุธขึ้นมาใช้งานเอง เนื่องจากมันทำให้ทักษะของพวกเขาทรงพลังเป็นอย่างมาก ทุกการโจมตีที่มาจากทักษะตรงตามประเภทของวิญญาณยุทธ์ล้วนแล้วหนักหน่วง  สาเหตุที่ทำให้วิญญาณยุทธ์ของพวกเขาแข็งแกร่งตงฟางนั้นรู้ดีว่ามันมาจากวงแหวนวิญญาณที่พวกเขาทำสัญญา


    ด้วยการที่เมืองรอบๆมีสัตว์อสูรระดับสูงกว่า 7 น้อยมากๆ ทำให้คนในเมืองทั้ง 4 ทำสัญญากับวงแหวนวิญญาณสัตว์อสูรที่ระดับน้อย ต่างจากคนของเมืองหลวงจักรวรรดิเทียนหยวนที่ตงฟางปะทะ  


    วงแหวนวิญญาณที่คนเหล่านี้ปลดปล่อยออกมาในช่วงเรียกใช้วิญญาณยุทธ์  ล้วนแล้วเป็นระดับ 6 ขึ้นไป ทั้งๆที่คนของเมืองต่างๆ ระดับ 6 ถือได้ว่าเป็นวงแหวนวิญญาณระดับสูงของพวกเขาแล้ว  


    ตงฟางจึงเริ่มเห็นความสำคัญของวงแหวนวิญญาณ หากเขาได้ทำสัญญากับพวกมันได้ ตัวของเขาคงสามารถเข้าไปอยู่ในค่าเฉลี่ยความแข็งแกร่งคนจากเมืองหลวง


    “อยากไปเห็นการจัดระดับพลังของเมืองหลวงแล้วสิ”


    ตงฟางลุกขึ้นยืนพลางเดินเข้าไปในความมืดตามเสียงที่กำลังร้องเรียก  ภายในใจของเขาเฝ้าคิดถึงเมืองหลวงจักรวรรดิเทียนหยวน อยากไปดูระดับของเหล่าคนที่นั่น ว่ากลุ่มเด็กที่เข้าไปในประตูเทพธิดาจะถูกจัดอันดับความแข็งแกร่งให้อยู่ช่วงไหนของห่วงโซ่อาหาร พวกระดับราชาวิญญาณที่เขาเจอจะอยู่ตำแหน่งไหน แล้วระดับที่สูงขึ้นไปจะแข็งแกร่งมากไหม เขาจะได้รีบๆพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก เพื่อเดินทางไปยังเมืองหลวงตอนอายุ 20 เหมือนที่พ่อของเขาบอก


    “มาสิ มาทางนี้ เดินมาทางนี้~!”


    “ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย!”


    “ตงฟาง ตงฟางแม่อยู่นี่~!”


    “พี่ตงฟาง!”


    เสียงกระซิบข้างหูดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อชักจูงให้ตงฟางเดินตามไป  เดิมทีเขารู้สึกกลัวไอพลังมารสีดำที่เขาเห็นในตอนวิ่งมาถึงหน้าผา ยังไม่ลงมือจัดการกับระดับราชาวิญญาณ จากคำพูดของผู้นำนิกายเฟยเทียนบอกให้เขาระวังเพราะไอพลังมารพร้อมจะเข้ามาควบคุมเขาจนเสียสติ แม้จะฝึกทักษะมารไปแล้วก็ตามที หากถูกไอพลังมารปริมาณมากล้อมรอบก็ยากที่จะหนีพวกมันได้


    แต่สำหรับตงฟางกลับต่างออกไป เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ภายในหุบเหวนี้มานานแค่ไหนแล้ว เขารู้เพียงแค่ว่าตัวเองสัมผัสกับไอมารมาเป็นระยะเวลานาน แม้ไอมารเหล่านี้จะพยายามร้องเรียกและพยายามดึงภาพส่วนลึกในจิตใจของเขาออกมาพูดตอกย้ำก็ตาม ตงฟางกลับไม่ได้สนใจเสียงของพวกมันเลยสักนิด  เขามีเพียงแค่ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเมื่อต้องมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้


    ความรู้สึกของเขาตอนนี้เหมือนกับคนกำลังดื่มยาชูกำลัง ยิ่งเขาลองสูดอากาศที่ปนเปื้อนไปด้วยไอมารเข้มข้น ร่างของเขายิ่งรู้สึกได้ถึงพลังที่เอ่อล้นอยากจะวิ่งรอบสนามสักพันรอบ ภายในใจของเขารู้สึกว่าอาการที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับพลังของสายเลือดเขาอย่างแน่นอน 


    ตงฟางจึงหลับตาลองใช้พลังของสายเลือดดู ก่อนที่เสียงมากมายที่พยายามชักจูงให้เขาหวาดกลัวและอ่อนแอกับอดีตจะจางหายไป เหลือไว้เพียงแค่ความเงียบเท่านั้น


    “มาสิ มานี่สิ”


    คิ้วของตงฟางย่นเข้าหากัน จู่ๆกลับมีเสียงพูดที่เขาไม่เคยได้ยินร้องเรียกให้เขาเดินตามไปหา มันเป็นเสียงที่ไม่ได้นำเอาชื่อของเขาออกมาพูด ไม่ได้นำเรื่องราวในอดีตของเขาออกมาเอ่ยถึง มีเพียงแค่คำพูดชวนให้เขาเดินไปพบมันเพียงเท่านั้น


    “มาเร็ว เจ้าไม่อยากออกไปจากสถานที่แห่งนี้เหรอ”


    “ข้าให้พลังเจ้าได้นะ”


    “มาเร็ว”


    —-


    “นี่สิ ค่อยน่าไปหาหน่อย”


    แม้มันจะเป็นคำพูดหลอกเด็ก ตงฟางกลับฉีกยิ้มเดินตามเสียงไป เนื่องจากเขามักจะเจอเรื่องซวยอยู่บ่อยครั้ง แต่หากเขาผ่านไปได้มักจะมีของตอบแทนตลอด เขาจึงอยากรู้ว่าเสียงเรียกที่อยากให้เขาไปหา มันจะหลอกล่อเอาอะไรจากตัวของเขาคนนี้ 


    กระทั่งตงฟางเดินมาเรื่อยๆไม่รู้วันเวลาว่าผ่านมานานมากแค่ไหนแล้วกับการเดิน เขาก็มาเจอเข้ากับเสาหินสีดำเต็มไปด้วยยันต์ทั้ง 13 เสา  บนเสาที่เขาเห็นนอกจากจะมียันต์เต็มเสาแล้ว พวกมันยังมีโซ่สีดำโยงเข้าหากันเพื่อรัดบางสิ่งบางอย่างใจกลางเสาทั้ง 13 ต้น รูปร่างของมันเป็นหินสีดำมีหมอกสีดำลอยออกมาจางๆ


    “เจ้าเองหรือที่เรียกข้า” ตงฟางร้องตะโกนถามหินใจกลางเสาสีดำ เขายังไม่เข้าไปหามัน ทำเพียงเดินวนรอบๆเสาเพื่อดูลวดลายยันต์และรูปแบบค่ายกลที่ฝังเอาไว้


    “เป็นข้าเองที่ร้องเรียกให้เจ้ามา เจ้าพึ่งอายุ 15 อย่างนั้นหรือ”


    “ใช่ มีอะไรกับอายุของข้า”


    “มาทำข้อตกลงกันไหม เจ้าช่วยข้าออกไป ส่วนตัวของข้าจะมอบพลังให้เจ้า ”


    “ไม่ล่ะ เจ้าเป็นตัวอะไรข้าก็ยังไม่รู้จัก เป็นเพียงแค่หินสีดำ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะมอบพลังให้ข้าได้”


    “เฮือฮ่าๆๆๆๆ” 


    เสียงหัวเราะเยาะอันเต็มไปด้วยความสยดสยองสะท้อนไปตามหุบเหวจนเกิดการสั่นสะเทือนเลือนลั่น กลุ่มไอพลังมารที่อยู่รอบๆต่างสั่นกระเพื่อมเพียงแค่เสียงหัวเราะของก้อนหนิส่งออกไป ตงฟางที่ได้ยินเสียงและอยู่ใกล้ที่สุดถึงกลับขนลุกชั้นไปทั้งตัว


    “ข้าน่ะหรือเป็นเพียงแค่ก้อนหิน เจ้าช่างพูดได้น่าสนใจ”


    “ก็เจ้าเป็นหินจริงๆ”


    “ฮ่าๆๆ ถ้าอย่างนั้นข้าจะบอกบางอย่างให้เจ้าได้กระจ่าง ว่าตัวข้านั้นแท้จริงแล้วเป็นหนึ่งในมารทั้ง 9 ตัวที่แข็งแกร่งมากๆเมื่อหลายพันปีก่อน หากเอ่ยชื่อของข้าออกไป ไม่มีใครไม่รู้จัก”


    “งั้นเจ้าชื่ออะไรล่ะ”


    “ข้าหรือ ทุกคนต่างรู้จักข้าในนาม มารกลืนกินวิญญาณ”


    “ไม่เห็นรู้จัก งั้นข้าถามเจ้าหน่อยได้ไหม ว่ารู้จักผู้นำนิกายโลหิตรุ่นที่ 2 หรือเปล่า”


    “เฮือฮ่าๆๆ ทำไมเจ้ายกเอาชื่อเจ้าหนูน้อยคนนี้มาเอ่ยต่อหน้าข้าล่ะ” ตงฟางฉีกยิ้มกว้าง การหลอกล่อข้อมูลจากผู้ยิ่งใหญ่สำหรับเขาดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ยากเกินไปหากอีกฝั่งถูกขัง เขาจึงจะนำเรื่องผู้นำนิกายโลหิตรุ่น 2 มาพูดข่มเพื่อให้อีกฝ่ายยอมพูดอะไรสักอย่าง


    “เจ้าหนูน้อยหรือ ท่านคงไม่รู้จักเขาสินะ เขาน่ะอยู่ในนิกายโลหิตเป็นผู้ใช้ทักษะมารอันแข็งแกร่ง คนในจักรวรรดิเทียนหยวนต่างเกรงกลัวเขา”


    “เหลวไหล เจ้ากำลังนำเรื่องเหลวไหลมากรอกหูข้าคนนี้หรือ พวกนิกายโลหิตหรือแข็งแกร่ง ในสายตาของข้าเผ่าพันธ์อสุรา พวกมันเป็นได้แค่มารปลอมๆเท่านั้นแหละ”


    คิ้วของตงฟางย่นเข้าหากัน เขาพึ่งเคยได้ยินชื่อเผ่าพันธ์อันแปลกประหลาดจากก้อนหินที่อยู่ตรงหน้า ตั้งแต่เกิดมา เขารู้จักเพียงแค่มนุษย์ ปีศาจ และสัตว์อสูร ยังไม่เคยได้ยินชื่อเผ่าพันธ์อสุรา


    “มารปลอมๆ ฮ่าๆๆ เจ้ามันก็แค่หินกำลังหลอกล่อข้าเลยแต่งเรื่องเผ่าพันธ์อสุราขึ้นมาหลอกสินะ ข้าไม่เคยรู้จักเผ่าพันธ์นี้เลย”


    “เจ้าพึ่งเกิดจึงไม่รู้ถึงความน่ากลัวที่แท้จริงสินะจากระดับพลังของเจ้าคงมาจากหมู่บ้านอันห่างไกล ยังไม่เคยสัมผัสกับกลุ่มผู้แข็งแกร่ง ”


    “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเผ่าอสุรา”


    “หึหึ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ยิ่งเจ้ารู้เจ้าก็ยิ่งอยู่ได้ยากมากยิ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าท้องฟ้ามันกว้างใหญ่กว่าที่เจ้าเห็น”


    “งั้นข้าไปก่อนล่ะ จะทำสัญญาทั้งทีไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย เจ้าไปหาคนใหม่ก็แล้วกัน”


    ตงฟางหันหลังเดินจากไป เขาแกล้งทำเป็นต้องการจะจากไปจริงๆเพื่อให้ก้อนหินสีดำยื้อเขาเอาไว้ จากนั้นเขาจะให้มันเล่าถึงเผ่าพันธ์อสุรา แต่ทันใดนั้นเขากลับพบว่าตัวเองที่กำลังจะก้าวเท้าหนีไปไม่สามารถทำได้ แม้เขาจะใช้พลังจิตบังคับให้ร่างของเขาเคลื่อนไหวเขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน ตงฟางจึงระเบิดพลังออกมาทั้งหมดหวังจะเผาสถานที่แห่งนี้ แต่พลังของเขากลับถูกกดเอาไว้ด้วยไอพลังมารสีดำที่ก้อนหินส่งมายังร่างของเขา


    “ เจ้าจะหนีข้าไปไหน ข้าคนนี้หากเรียกให้ใครมาหาแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะมีคนรอดไปได้”