“ผ่านมานานแค่ไหนแล้วนะ”
ตงฟางนั่งรอจนร่างของเขากลับมาหายดี ไม่ว่าจะเป็นแผลจากคมอาวุธหรือจากทักษะจำนวนมาก แผลกระดูกหัก ทุกๆอย่างล้วนแล้วรักษากลับคืนมาด้วยพลังจิตที่เขาทิ้งไว้กระตุ้นตัวเองในตอนกระโดดลงหน้าผา ไม่เพียงเท่านั้นด้วยร่างกายของเขาที่แข็งแกร่งไม่ต่างจากปีศาจที่สามารถรักษาตัวเองได้ ทำให้เขากลับมาเป็นปกติเร็วกว่าเดิม
เปล้ง~!
“หักหมดเลยสินะ”
ชุดเกราะใต้เสื้อผ้าที่สวมใส่ถูกถอดออกมากองไว้ ตงฟางรู้สึกตกใจไม่น้อยกับความเสียหายของพวกมันที่แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แม้พวกมันจะถูกสร้างมาจากแร่ระดับ 7 เสริมใส่ยันต์และมีการสลักวิญญาณเข้าไปให้มันซ่อมแซมตัวเอง การโจมตีของระดับราชาวิญญาณนับพันกลับทำให้อาวุธของเขาไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้เพราะมันแตกละเอียด ไม่ว่าจะเป็นชิ้นไหนล้วนแล้วต้องทิ้งทั้งหมด ตงฟางจึงนำชุดเกราะอีกชุดออกมาสวมใส่ เขาไม่รู้ว่าในความมืดมิดที่เต็มไปด้วยไอมารมีตัวอะไรซ่อนเอาไว้
“อย่าพึ่งเจอกันอีกเลย”
ตงฟางถอนหายใจเล็กน้อยหลังจากเตรียมตัวจนพร้อมเดินทาง เดิมทีเขานึกว่าด้วยอาวุธลับและค่ายกลที่เตรียมมาจะจัดการกับคนทั้งหมดที่ไล่ล่าเขาได้ แม้คนเหล่านั้นจะเป็นระดับราชาวิญญาณก็ตาม
ความจริงกลับไม่เป็นอย่างที่ตงฟางคาดหวัง เนื่องจากว่าระดับราชาวิญญาณจากเมืองใหญ่ ต่างจากราชาวิญญาณเมืองหลวงไม่น้อย ภายใต้การต่อสู้ตงฟางรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งที่อยู่ในระดับต่างกัน
ระดับราชาวิญญาณที่ไม่ได้มาจากเมืองหลวงแม้เขาคนนั้นจะไปเติบโตที่เมืองหลวงอย่างจงยี่ ทักษะและวิธีการต่อสู้ของพวกเขาล้วนแล้วยังดูธรรมดาในสายตาของตงฟาง เขาสามารถรับมือได้ด้วยทักษะนิกายโลหิตที่มี
กลับกันระดับราชาวิญญาณที่มาจากเมืองหลวงเติบโตที่เมืองหลวงมีสังกัดอยู่ที่นั่นพวกเขามีทักษะที่ดูแปลกตาและยากจะคาดเดาจนเทียบกับจงยี่ไม่ได้ มันทั้งทรงพลังและยากที่เขาจะต้านทาน
แม้เขาจะมีพลังจิตก็ตามทุกทักษะที่โจมตีมานั้นล้วนฉีกกระชากพลังจิตของเขาได้ทั้งหมด จนเขารู้สึกได้ว่าทักษะทั้งหมดที่เขาเคยอ่านในสถาบันเฟยเทียนและได้ศึกษามา มันเป็นเพียงแค่ของเด็กเล่นต่อหน้าทักษะคนของเมืองหลวง ไม่สามารถเทียบเท่ากับทักษะระดับราชานับพันที่ไล่ล่าเขาได้
หากให้เทียบตงฟางคิดว่าทักษะที่เขาพอจะต่อต้านทักษะคนของเมืองหลวงได้มีเพียงแค่ทักษะของนิกายโลหิตที่เป็นทักษะระดับ 10 เพียงเท่านั้น แม้ทักษะโลหิตสลายกระดูกระดับ 7 ที่ทำให้เขาเป็นจ้าวแห่งพิษ ยังดูด้อยเมื่อเขาได้ปะทะกับผู้ใช้กรงเล็บจากเมืองหลวง
ทักษะเท้าหมอกเมฆาทมิฬก็เช่นเดียวกัน หากเขาไม่ใช้ทักษะเท้าสายธารโลหิตร่วมด้วย เขาแทบไม่สามารถหนีระดับราชาวิญญาณจากเมืองหลวงได้เลย
จากสิ่งที่พึ่งเจอทำให้ตงฟางคิดว่าเขาจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะระดับเดียวกันกับทักษะของนิกายโลหิต หรือไม่ก็เป็นทักษะที่สูงกว่านี้ขึ้นไป
แต่มีอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เขาเห็นความห่างของตัวเองและระดับราชาวิญญาณที่มาจากเมืองหลวง สิ่งที่เขาเห็นคือวิญญาณยุทธ์ เดิมทีในสายตาของเขาวิญญาณยุทธ์เป็นเพียงแค่อาวุธเท่านั้น เขาสามารถสร้างมาทดแทนได้หากเขาไม่ได้มีวิญญาณยุทธ์ดาบหรือวิญญาณยุทธ์กระบี่
การเจอกับระดับราชาวิญญาณของเมืองหลวงทำให้เขารู้ดีว่า การมีวิญญาณยุทธ์ยังไงมันก็ดีกว่าสร้างอาวุธขึ้นมาใช้งานเอง เนื่องจากมันทำให้ทักษะของพวกเขาทรงพลังเป็นอย่างมาก ทุกการโจมตีที่มาจากทักษะตรงตามประเภทของวิญญาณยุทธ์ล้วนแล้วหนักหน่วง สาเหตุที่ทำให้วิญญาณยุทธ์ของพวกเขาแข็งแกร่งตงฟางนั้นรู้ดีว่ามันมาจากวงแหวนวิญญาณที่พวกเขาทำสัญญา
ด้วยการที่เมืองรอบๆมีสัตว์อสูรระดับสูงกว่า 7 น้อยมากๆ ทำให้คนในเมืองทั้ง 4 ทำสัญญากับวงแหวนวิญญาณสัตว์อสูรที่ระดับน้อย ต่างจากคนของเมืองหลวงจักรวรรดิเทียนหยวนที่ตงฟางปะทะ
วงแหวนวิญญาณที่คนเหล่านี้ปลดปล่อยออกมาในช่วงเรียกใช้วิญญาณยุทธ์ ล้วนแล้วเป็นระดับ 6 ขึ้นไป ทั้งๆที่คนของเมืองต่างๆ ระดับ 6 ถือได้ว่าเป็นวงแหวนวิญญาณระดับสูงของพวกเขาแล้ว
ตงฟางจึงเริ่มเห็นความสำคัญของวงแหวนวิญญาณ หากเขาได้ทำสัญญากับพวกมันได้ ตัวของเขาคงสามารถเข้าไปอยู่ในค่าเฉลี่ยความแข็งแกร่งคนจากเมืองหลวง
“อยากไปเห็นการจัดระดับพลังของเมืองหลวงแล้วสิ”
ตงฟางลุกขึ้นยืนพลางเดินเข้าไปในความมืดตามเสียงที่กำลังร้องเรียก ภายในใจของเขาเฝ้าคิดถึงเมืองหลวงจักรวรรดิเทียนหยวน อยากไปดูระดับของเหล่าคนที่นั่น ว่ากลุ่มเด็กที่เข้าไปในประตูเทพธิดาจะถูกจัดอันดับความแข็งแกร่งให้อยู่ช่วงไหนของห่วงโซ่อาหาร พวกระดับราชาวิญญาณที่เขาเจอจะอยู่ตำแหน่งไหน แล้วระดับที่สูงขึ้นไปจะแข็งแกร่งมากไหม เขาจะได้รีบๆพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก เพื่อเดินทางไปยังเมืองหลวงตอนอายุ 20 เหมือนที่พ่อของเขาบอก
“มาสิ มาทางนี้ เดินมาทางนี้~!”
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย!”
“ตงฟาง ตงฟางแม่อยู่นี่~!”
“พี่ตงฟาง!”
เสียงกระซิบข้างหูดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อชักจูงให้ตงฟางเดินตามไป เดิมทีเขารู้สึกกลัวไอพลังมารสีดำที่เขาเห็นในตอนวิ่งมาถึงหน้าผา ยังไม่ลงมือจัดการกับระดับราชาวิญญาณ จากคำพูดของผู้นำนิกายเฟยเทียนบอกให้เขาระวังเพราะไอพลังมารพร้อมจะเข้ามาควบคุมเขาจนเสียสติ แม้จะฝึกทักษะมารไปแล้วก็ตามที หากถูกไอพลังมารปริมาณมากล้อมรอบก็ยากที่จะหนีพวกมันได้
แต่สำหรับตงฟางกลับต่างออกไป เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ภายในหุบเหวนี้มานานแค่ไหนแล้ว เขารู้เพียงแค่ว่าตัวเองสัมผัสกับไอมารมาเป็นระยะเวลานาน แม้ไอมารเหล่านี้จะพยายามร้องเรียกและพยายามดึงภาพส่วนลึกในจิตใจของเขาออกมาพูดตอกย้ำก็ตาม ตงฟางกลับไม่ได้สนใจเสียงของพวกมันเลยสักนิด เขามีเพียงแค่ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเมื่อต้องมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้
ความรู้สึกของเขาตอนนี้เหมือนกับคนกำลังดื่มยาชูกำลัง ยิ่งเขาลองสูดอากาศที่ปนเปื้อนไปด้วยไอมารเข้มข้น ร่างของเขายิ่งรู้สึกได้ถึงพลังที่เอ่อล้นอยากจะวิ่งรอบสนามสักพันรอบ ภายในใจของเขารู้สึกว่าอาการที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับพลังของสายเลือดเขาอย่างแน่นอน
ตงฟางจึงหลับตาลองใช้พลังของสายเลือดดู ก่อนที่เสียงมากมายที่พยายามชักจูงให้เขาหวาดกลัวและอ่อนแอกับอดีตจะจางหายไป เหลือไว้เพียงแค่ความเงียบเท่านั้น
“มาสิ มานี่สิ”
คิ้วของตงฟางย่นเข้าหากัน จู่ๆกลับมีเสียงพูดที่เขาไม่เคยได้ยินร้องเรียกให้เขาเดินตามไปหา มันเป็นเสียงที่ไม่ได้นำเอาชื่อของเขาออกมาพูด ไม่ได้นำเรื่องราวในอดีตของเขาออกมาเอ่ยถึง มีเพียงแค่คำพูดชวนให้เขาเดินไปพบมันเพียงเท่านั้น
“มาเร็ว เจ้าไม่อยากออกไปจากสถานที่แห่งนี้เหรอ”
“ข้าให้พลังเจ้าได้นะ”
“มาเร็ว”
—-
“นี่สิ ค่อยน่าไปหาหน่อย”
แม้มันจะเป็นคำพูดหลอกเด็ก ตงฟางกลับฉีกยิ้มเดินตามเสียงไป เนื่องจากเขามักจะเจอเรื่องซวยอยู่บ่อยครั้ง แต่หากเขาผ่านไปได้มักจะมีของตอบแทนตลอด เขาจึงอยากรู้ว่าเสียงเรียกที่อยากให้เขาไปหา มันจะหลอกล่อเอาอะไรจากตัวของเขาคนนี้
กระทั่งตงฟางเดินมาเรื่อยๆไม่รู้วันเวลาว่าผ่านมานานมากแค่ไหนแล้วกับการเดิน เขาก็มาเจอเข้ากับเสาหินสีดำเต็มไปด้วยยันต์ทั้ง 13 เสา บนเสาที่เขาเห็นนอกจากจะมียันต์เต็มเสาแล้ว พวกมันยังมีโซ่สีดำโยงเข้าหากันเพื่อรัดบางสิ่งบางอย่างใจกลางเสาทั้ง 13 ต้น รูปร่างของมันเป็นหินสีดำมีหมอกสีดำลอยออกมาจางๆ
“เจ้าเองหรือที่เรียกข้า” ตงฟางร้องตะโกนถามหินใจกลางเสาสีดำ เขายังไม่เข้าไปหามัน ทำเพียงเดินวนรอบๆเสาเพื่อดูลวดลายยันต์และรูปแบบค่ายกลที่ฝังเอาไว้
“เป็นข้าเองที่ร้องเรียกให้เจ้ามา เจ้าพึ่งอายุ 15 อย่างนั้นหรือ”
“ใช่ มีอะไรกับอายุของข้า”
“มาทำข้อตกลงกันไหม เจ้าช่วยข้าออกไป ส่วนตัวของข้าจะมอบพลังให้เจ้า ”
“ไม่ล่ะ เจ้าเป็นตัวอะไรข้าก็ยังไม่รู้จัก เป็นเพียงแค่หินสีดำ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะมอบพลังให้ข้าได้”
“เฮือฮ่าๆๆๆๆ”
เสียงหัวเราะเยาะอันเต็มไปด้วยความสยดสยองสะท้อนไปตามหุบเหวจนเกิดการสั่นสะเทือนเลือนลั่น กลุ่มไอพลังมารที่อยู่รอบๆต่างสั่นกระเพื่อมเพียงแค่เสียงหัวเราะของก้อนหนิส่งออกไป ตงฟางที่ได้ยินเสียงและอยู่ใกล้ที่สุดถึงกลับขนลุกชั้นไปทั้งตัว
“ข้าน่ะหรือเป็นเพียงแค่ก้อนหิน เจ้าช่างพูดได้น่าสนใจ”
“ก็เจ้าเป็นหินจริงๆ”
“ฮ่าๆๆ ถ้าอย่างนั้นข้าจะบอกบางอย่างให้เจ้าได้กระจ่าง ว่าตัวข้านั้นแท้จริงแล้วเป็นหนึ่งในมารทั้ง 9 ตัวที่แข็งแกร่งมากๆเมื่อหลายพันปีก่อน หากเอ่ยชื่อของข้าออกไป ไม่มีใครไม่รู้จัก”
“งั้นเจ้าชื่ออะไรล่ะ”
“ข้าหรือ ทุกคนต่างรู้จักข้าในนาม มารกลืนกินวิญญาณ”
“ไม่เห็นรู้จัก งั้นข้าถามเจ้าหน่อยได้ไหม ว่ารู้จักผู้นำนิกายโลหิตรุ่นที่ 2 หรือเปล่า”
“เฮือฮ่าๆๆ ทำไมเจ้ายกเอาชื่อเจ้าหนูน้อยคนนี้มาเอ่ยต่อหน้าข้าล่ะ” ตงฟางฉีกยิ้มกว้าง การหลอกล่อข้อมูลจากผู้ยิ่งใหญ่สำหรับเขาดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ยากเกินไปหากอีกฝั่งถูกขัง เขาจึงจะนำเรื่องผู้นำนิกายโลหิตรุ่น 2 มาพูดข่มเพื่อให้อีกฝ่ายยอมพูดอะไรสักอย่าง
“เจ้าหนูน้อยหรือ ท่านคงไม่รู้จักเขาสินะ เขาน่ะอยู่ในนิกายโลหิตเป็นผู้ใช้ทักษะมารอันแข็งแกร่ง คนในจักรวรรดิเทียนหยวนต่างเกรงกลัวเขา”
“เหลวไหล เจ้ากำลังนำเรื่องเหลวไหลมากรอกหูข้าคนนี้หรือ พวกนิกายโลหิตหรือแข็งแกร่ง ในสายตาของข้าเผ่าพันธ์อสุรา พวกมันเป็นได้แค่มารปลอมๆเท่านั้นแหละ”
คิ้วของตงฟางย่นเข้าหากัน เขาพึ่งเคยได้ยินชื่อเผ่าพันธ์อันแปลกประหลาดจากก้อนหินที่อยู่ตรงหน้า ตั้งแต่เกิดมา เขารู้จักเพียงแค่มนุษย์ ปีศาจ และสัตว์อสูร ยังไม่เคยได้ยินชื่อเผ่าพันธ์อสุรา
“มารปลอมๆ ฮ่าๆๆ เจ้ามันก็แค่หินกำลังหลอกล่อข้าเลยแต่งเรื่องเผ่าพันธ์อสุราขึ้นมาหลอกสินะ ข้าไม่เคยรู้จักเผ่าพันธ์นี้เลย”
“เจ้าพึ่งเกิดจึงไม่รู้ถึงความน่ากลัวที่แท้จริงสินะจากระดับพลังของเจ้าคงมาจากหมู่บ้านอันห่างไกล ยังไม่เคยสัมผัสกับกลุ่มผู้แข็งแกร่ง ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเผ่าอสุรา”
“หึหึ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ยิ่งเจ้ารู้เจ้าก็ยิ่งอยู่ได้ยากมากยิ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าท้องฟ้ามันกว้างใหญ่กว่าที่เจ้าเห็น”
“งั้นข้าไปก่อนล่ะ จะทำสัญญาทั้งทีไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย เจ้าไปหาคนใหม่ก็แล้วกัน”
ตงฟางหันหลังเดินจากไป เขาแกล้งทำเป็นต้องการจะจากไปจริงๆเพื่อให้ก้อนหินสีดำยื้อเขาเอาไว้ จากนั้นเขาจะให้มันเล่าถึงเผ่าพันธ์อสุรา แต่ทันใดนั้นเขากลับพบว่าตัวเองที่กำลังจะก้าวเท้าหนีไปไม่สามารถทำได้ แม้เขาจะใช้พลังจิตบังคับให้ร่างของเขาเคลื่อนไหวเขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน ตงฟางจึงระเบิดพลังออกมาทั้งหมดหวังจะเผาสถานที่แห่งนี้ แต่พลังของเขากลับถูกกดเอาไว้ด้วยไอพลังมารสีดำที่ก้อนหินส่งมายังร่างของเขา
“ เจ้าจะหนีข้าไปไหน ข้าคนนี้หากเรียกให้ใครมาหาแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะมีคนรอดไปได้”