ตอนที่ 15 หยินหยาง ธาตุทั้ง5
ท่านโหรหลวงปล่อยให้ว่าที่สามีภรรยาหยอกล้อกันจนพอใจ แล้วจึงเอ่ยกล่าวถึงเื่สำคัญต่อไป
“เื่ปลาประหลาดคงยังไม่ได้ข้อสรุปในเร็ววัน ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยขอชี้แนะพวกท่านต่อจากนี้เลยก็แล้วกัน
ข้าน้อยขอเล่าเื่ของสำนักโหรหลวงให้ฟังก่อน ว่าด้วยเื่หยินหยาง พลังิญญาและสิ่งลี้ลับต่างๆ ซึ่งมีมานานมากแล้ว รวมถึงการบำเพ็ญตน สวดมนต์คาถาเพื่อให้เข้าถึงเทพเ้าและจิติญญาของเหล่าสัพชีวิตทั้งหลาย
เมื่อสามารถเชื่อมโยงโลกธรรมชาติและพลังแห่งจิติญญาได้แล้ว เมื่อนั้นก็จะสามารถมองเห็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติและสามารถตีความหรือทำนายเื่ราวเ่าั้ได้
หยินหยางเป็พลังธรรมชาติที่มักจะมีคู่ของมันอยู่เสมอ หากจะให้กล่าวออกมาเป็หลักการก็คือ สรรพสิ่งล้วนถูกครอบคลุมโดยกฎเกณฑ์ ลักษณะคู่สองด้านที่มีการแปรเปลี่ยนมีเกิดดับเป็พื้นฐานเป็ที่พิสดารแปรเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด
ลักษณะคู่ของหยินหยางนั้น มีทั้งคู่ที่ขัดแย้งกันไปด้วยกันไม่ได้ กับคู่ที่เอื้อเฟื้อกันพึ่งพาอาศัยกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้
หรือจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือ หยางสัมพันธ์กับหยิน หยินสัมพันธ์กับหยาง ไม่มีหยางเกิดหยินไม่ได้ ไม่มีหยิน หยางก็ไม่เกิด พวกท่านเข้าใจหรือไม่”
ท่านโหรเว้นวรรคเพื่อให้เหล่าลูกศิษย์ทั้งสองคนได้ทบทวนความคิดของตนเอง
“หยินหยาง น้ำกับไฟ ข้างนอกกับข้างใน ฟ้ากับดิน ผู้หญิงผู้ชาย มืดสว่าง พวกนี้ใช่หรือไม่เ้าคะ”
“องค์หญิงกล่าวได้ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ จะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องมีคู่ของมันทั้งสิ้น
แต่ทั้งสองอย่างนี้จะต้องอยู่ในสภาวะที่สมดุล ไม่มีด้านใดด้านหนึ่งมากจนเกินไป ร่างกายคนเราก็เช่นกัน หากมีหยินมากจนเกินไปก็จะกลายเป็ความเฉื่อยชา อ่อนล้า หากมีหยางมากไปก็ทำให้คลุ้มคลั่ง หยินนั้นจะเป็ตัวแทนของความอ่อนไหว นุ่มนวล ส่วนหยางจะหมายถึงความแข็งแกร่ง ซึ่งทั้งสองพลังนี้จะต้องดำรงควบคู่กันไป”
ท่านโหรหลวงยังอธิบายเกี่ยวกับเื่หยินหยางต่อไป จนกระทั่งถึงเื่ของธาตุทั้งห้าและพลังหยินหยาง
“นอกจากเื่ของพลังหยินหยางแล้ว ยังมีเื่ของธาตุทั้งห้า ที่พวกท่านต้องเข้าใจมันด้วย นั้นก็คือ ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ และทอง
น้ำ เป็พลังงานที่สงบ ทำให้เกิดความชุ่มชื่น ไหลลงด้านล่างเสมอ
ไฟ เป็พลังแห่งการฟื้นฟู ทำให้เกิดความร้อนความอบอุ่น เปลวไฟมักพุ่งขึ้นข้างบนเสมอ
ดิน เป็พลังของความสมดุล เป็ที่กำเนิดของพืชพันธุ์ต่างๆ
ไม้ เป็พลังแห่งการฟื้นฟู สามารถดัดงอหรือตั้งตรงได้
สุดท้ายคือ ธาตุทอง เป็พลังงานที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้
ดังนั้นหากอาศัยหลักการของธาตุทั้งห้านั้นแล้ว นำมาสู่การสร้างวิชาความรู้ต่างๆ ทั้งที่เป็หยางวิสุทธ์ และหยินวิสุทธ์
ยกตัวอย่างวิชาหยินวิสุทธ์เช่น วิชาทำนาย วิชาการแพทย์ วิชาลวงตา ต้องใช้การรับรู้จากจิตัั ส่วนหยางวิสุทธ์นั้นพวกวิชาการต่อสู้ โจมตีต่างๆ ซึ่งเื่นี้ท่านราชบุตรเขยชำนาญอยู่แล้ว”
“ท่านหมายความว่า ตอนนี้ที่ข้าเป็วรยุทธ์ คือเป็แค่ด้านหยางอย่างเดียวเช่นนั้นใช่หรือไม่”
“ถูกต้องขอรับ หากจะเดินทางกันจริงๆ ท่านจะต้องฝึกฝนวิชาสายหยินร่วมด้วย”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“อีกอย่างก็คือ ในโลกนี้แสงสว่างคือหยาง ความมืดคือหยิน ดังนั้นความมืดมิดมักจะดูดกลืนเอาหยินเข้าไปรวมกันเอาไว้ ก่อกำเนิดขึ้นเป็สัพชีวิตขึ้นมา โดยเฉพาะพวกมาร ปีศาจ ต่างๆ ที่มักจะอาศัยพลังหยินนี้ในการอยู่รอด”
“หา!!!! นี่ท่านอย่าบอกนะว่า เดินทางครั้งนี้ข้าต้องเจอกับพวกุ์ด้วย”
“มันก็ไม่แน่ขอรับ แคว้นต้าจินเราถูกค่ายอาคมปกป้องไว้ั้แ่สมัยบรรพบุรุษ อีกทั้งยังมีอำนาจของไข่มุกปฐีอยู่ด้วย ทำให้หลายร้อยปีที่ผ่านมา ไม่มีพวกุ์ย่างกรายเข้ามาได้
แต่ดินแดนร้อยลี้นั้นเป็ดินแดนลึกลับ ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าพวกท่านจะเจอสิ่งใด”
เื่พวกุ์ มาร ปีศาจ พวกนั้น มู่จิ่นเหยียนเคยได้ยินมาั้แ่สมัยยังเด็ก แต่ก็คิดว่าเป็แค่เื่เล่าหรือนิทานเอาไว้หลอกเด็กเท่านั้น มิคิดว่ามันจะมีของอย่างนั้นจริง
“หมายความว่าต่อจากนี้ไป ข้าจะต้องฝึกฝนพวกวิชาคาถาอาคมเ่าั้ด้วยสินะ”
“เป็เื่ดีที่ท่านจะฝึกใช้จนคล่อง”
ฟังจากคำพูดของท่านโหรหลวง มิเพียงเขาต้องเรียนรู้ แต่ดูแล้วเขายังต้องชำนาญวิชาพวกนั้นอีกด้วย เวลาเพียงไม่กี่วันนี่เขาจะยังสามารถทำได้หรือไม่นะ
“ท่านราชบุตรเขยไม่ต้องกังวล ตราบใดที่ท่านยังอยู่ที่แคว้นต้าจิน เขตอาคมและไข่มุกปฐียังปกป้องดินแดนนี่เอาไว้อยู่ ท่านจะไม่พบกับพวกนั้นอย่างแน่นอน
ข้าว่าวันนี้เราพอแค่นี้ดีหรือไม่ ตำราพวกนี้ข้าให้คนเตรียมเอาไว้ให้ท่านราชบุตรเขย ท่านลองอ่านยามว่าง ส่วนด้านล่างนี้เป็ตำรารวบรวมวิธีวาดยันต์ และอาคมแบบง่ายๆ ท่านลองเอาไปฝึกดู”
มู่จิ่นเหยียนหันไปเห็นนักพรตน้อยเดินหอบตำราเข้ามา กองตำรานั้นสูงท่วมหัวจนมองหน้าคนถือไม่เห็น
หลังจากที่นักพรตน้อยวางตำราเ่าั้ลงตรงหน้ามู่จิ่นเหยียน เขาทำได้เพียงทิ้งตัวล้มไปด้านหลังอย่างหมดแรง
ในใจได้แค่พร่ำบ่นท่านโหรหลวง ผู้ที่ไม่รู้เลยว่ามู่จิ่นเหยียนนั้นมิถูกกับตำราขนาดไหน หากให้นั่งอ่านตำราเพียงสองเค่อ (30นาที) ไม่นานตำราเล่มนั้นได้อ่านเขาแทนเป็แน่
กลับกันหากให้เขาไปอยู่กลางลานฝึกครึ่งวัน รับรองได้ว่าเขาจะไม่มีวันบ่นออกมาแน่นอน
จินอวิ๋นเซียนที่เห็นอาการของมู่จิ่นเหยียนก็ได้แต่ขบขัน แต่ในใจกลับปนไปด้วยอารมณ์สงสาร นางจึงตั้งใจแล้วว่าตำราเ่าั้นางจะเป็คนช่วยมู่จิ่นเหยียนอ่านด้วยตัวเอง
“เดี๋ยวข้าช่วยเ้าอ่าน เ้าเลือกเล่มที่เ้าสนใจไปก่อน ที่เหลือเอาเก็บไว้ที่ตำหนักของข้า ดีหรือไม่”
“ท่านพูดจริงหรือ”
จินอวิ๋นเซียนมิได้ตอบเพียงแต่พยักหน้าส่งยิ้มน้อยๆ ให้กลับไปเท่านั้น เพียงเท่านี้มู่จิ่นเหยียนก็รู้สึกราวกับกองตำราที่ทับอยู่เมื่อครู่จนหายใจไม่ออก มีคนมาช่วยยกออกไป
มู่จิ่นเหยียนจึงลงมือเลือกตำรามาเพียง4-5เล่มที่เขาคิดว่าเขาน่าจะอ่านไหว และอ่านมันเข้าใจ ส่วนมากก็จะเป็เื่ของการยืมพลังธรรมชาติ ฝึกลมปราณ วิชาต่างๆ ทั้งฝ่ายหยินและฝ่ายหยาง เขาเลยคิดว่าเื่พวกนี้เขาน่าจะทำได้ดีกว่า ตำราพวกเกี่ยวกับอาคม ยันต์คาถา
จินอวิ๋นเซียนที่มองดูตำราที่เหลือหลังจากที่มู่จิ่นเหยียนเลือกไปแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะ เล่มที่เหลือนั้นไม่ต่างจากที่คิดไว้ จึงให้นักพรตน้อยส่งไปที่ตำหนักของนาง
ทั้งสองคนหลังจากแบ่งหนังสือกันเรียบร้อยแล้วก็พากันเดินออกจากสำนักโหรหลวงทันที แต่จินอวิ๋นเซียนรู้สึกว่า ั้แ่เดินออกมาเหมือนมู่จิ่นเหยียนยังใจลอยคิดถึงเื่สำคัญใดอยู่ แต่นางก็ยังไม่ได้เอ่ยปากถามออกไป
“วันนี้ข้าคงไม่ได้พาท่านไปขี่เ้าเสี่ยวไป๋แล้ว ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีที่ที่หนึ่งที่ข้าต้องไป แต่ไม่ต้องห่วงพรุ่งนี้หากตอนบ่ายไม่มีธุระใดสำคัญ ข้าจะพาท่านไปแน่นอน”
“ไม่ต้องหรอก เ้าไปทำธุระของเ้าเถิด ส่วนเื่ขี่เสี่ยวไป๋ เอาไว้พวกเราว่างหรือฝึกขี่ตอนเดินทางก็ยังไม่สาย”
“อืม เอาตามที่ท่านว่าแล้วกัน งั้นข้าไปก่อนนะ”
หลังจากที่กล่าวลากับจินอวิ๋นเซียนแล้ว มู่จิ่นเหยียนก็ตรงกลับจวนสกุลมู่ เอ่ยเรียกหานผู่ให้เตรียมอาหารชั้นดีโดยเฉพาะเป็ดย่างห้ารส จากจินอวี้โหลว นอกจากนี้ยังให้เตรียมสุราชั้นเลิศของเมืองหลวง พร้อมกับของฝากของขวัญอีกจำนวนหนึ่ง
ก่อนจะสั่งการเอาไว้ว่าตนจะไม่กลับมานอนที่จวนในคืนนี้ ทุกคนไม่ต้องเป็ห่วง เมื่อหานผู่เตรียมของทุกอย่างผูกไว้กับเสี่ยวเฮยเสร็จสิ้นแล้ว
มู่จิ่นเหยียนก็พลิกตัวขึ้นไปขี่ข้างหลังมันทันที เสี่ยวเฮยที่่นี้ไม่ได้ออกไปที่ไหนไกล ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
มู่จิ่นเหยียนแค่กระตุ้นที่ลำตัวของมันเพียงเล็กน้อย ไม่นานทั้งคนและม้าก็หายไปจากสายตาของหานผู่ เหลือไว้เพียงฝุ่นควันจากฝีเท้าให้ดูต่างหน้า
มู่จิ่นเหยียนควบเ้าเสี่ยวเฮยออกมานอกชานเมืองร่วมเกือบสองชั่วยาม(4ชั่วโมง) เข้าไปในป่าลึกท่ามกลางเนินเขาและต้นไม้ที่เขียวชอุ่ม
บรรยากาศรอบด้านนั้นทำให้มู่จิ่นเหยียนรำลึกถึงความหลังครั้นเมื่อถูกพี่รองของตนพามาทิ้งไว้ที่นี่ั้แ่เล็ก หุบเขาแห่งนี้ชาวบ้านเรียกขานว่าหุบเขาเทวดา ว่ากันว่ามีเทพเซียนอาศัยอยู่ที่นี่
แต่เขาที่เคยอยู่มาั้แ่เล็กกลับไปเคยพบท่านเซียนผู้นั้นเลยสักครั้ง จะมีก็เพียงแต่ตาเฒ่าขี้เมา วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากถือขวดเหล้าบ่นไปบ่นมา
พอได้คิดถึงชายผู้นี้ ใบหน้าของมู่จิ่นเหยียนก็ปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นขึ้นมา สมัยที่เขายังเป็เด็กมู่ชิงซานพี่ชายของเขา พาเขาขี่ม้ามาตั้งไกลเพื่อกราบไหว้คนผู้หนึ่งเป็อาจารย์ จะว่าไปแล้วเขาก็ใช้เวลาหลายปีอยู่ที่เรือนป่าไผ่ด้านในส่วนลึกของหุบเขาแห่งนี้
ครั้งแรกที่มู่จิ่นเหยียนพบชายผู้นั้น ผมบนศีรษะขาวโพลนแทบจะมองไม่เห็นเส้นสีดำ ล้วนแต่เต็มไปด้วยผมสีดอกเลา ใบหน้าและการแต่งกายของเขาหากมองเพียงแวบแรกก็เผลอเข้าใจผิดคิดว่าเป็ขอทานในเมืองก็เป็ได้
แต่อย่างไรก็ตามหลังจากได้สนทนาพูดคุย มู่จิ่นเหยียนก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ธรรมดาของอาจารย์ผู้นี้ ภายนอกที่ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดพิเศษ แต่หลายครั้งที่มู่จิ่นเหยียนมักจะได้คำชี้แนะจากชายชราผู้นั้น
ประตูไม้หน้าเรือนไผ่ที่ตั้งเด่นอยู่กลางป่า ถูกเปิดเอาไว้ราวกับรอให้แขกมาเยือน มู่จิ่นเหยียนปลดสัมภาระบนหลังเสี่ยวเฮยก่อนจะพามันไปยังคอกที่เคยอยู่
ที่นั่นมีกองฟางแห้งและหญ้าสดเตรียมเอาไว้ด้วย ราวกับเ้าของเรือนรับรู้ว่าเขาจะต้องมาเยี่ยมในไม่ช้า
“เสี่ยวเฮย!!! อาจารย์ถึงขั้นเตรียมน้ำท่าไว้ให้เ้าด้วยหรือนี่”
เสี่ยวเฮยเองก็รับรู้ถึงความใส่ใจอันดีของเ้าของเรือน มันเองก็ส่งเสียงร้องราวกับจะบอกขอบคุณ
มู่จิ่นเหยียนหอบข้าวของพะรุงพะรัง เดินเข้าไปในเรือนอย่างถือวิสาสะ วางของทุกอย่างเอาไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเดินสำรวจรอบๆ เรือนราวกับคนคุ้นเคย
ในครัวที่เตายังไม่ดับไป อีกทั้งยังมีกาต้มน้ำตั้งเอาไว้อยู่ ดูเหมือนว่าเ้าของเรือนคงจะอยู่แถวๆ นี้ ไม่ได้ไปที่ใด
มู่จิ่นเหยียนที่จัดแจงอาหารที่เตรียมมาเอาไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว จึงเดินออกมายืนที่หน้าเรือน พร้อมกับเท้าเอวและะโออกมาจนเสียงดังลั่น ฝูงนกที่เคยหลับใหลแถวนั้นต่างใกระพือปีกบินหนี
“ตาเฒ่าหลี่…….. หากท่านยังไม่ออกมา……. เป็ดห้ารส…….ข้าจะกินหมด…..แล้….ว…น….ะ”
ยังไม่ทันที่มู่จิ่นเหยียนจะเอ่ยคำจบ ก็ััถึงลมหอบใหญ่พัดผ่านมา ก่อนจะรู้สึกเจ็บที่กลางศีรษะเหมือนโดนฟาดด้วยของแข็ง
“โอ๊ย….ท่านมาดีๆ ไม่ได้หรืออย่างไร เหตุใดต้องตีหัวข้าด้วย”
“ใครใช้ให้เ้ากินเป็ดห้ารสของข้า”
“เฮอะ ห่วงของกินกับแม้กระทั่งข้า”
“เพราะว่าเป็เ้าน่ะสิข้าถึงหวง หากเป็เ้ารองก็ว่าไปอย่าง”
มู่จิ่นเหยียนหันไปมองชายชราวัยค่อนคน มองดูผมเผ้าอันรุงรัง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูเรียบง่ายคล้ายชาวไร่ชาวนา แต่ในมือกลับถือไหสุราเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
ท่าทางและการเดินเหินของชายชราผู้มั่นคงอย่างยิ่งนี้ มิได้บ่งบอกสักนิดว่าเหมือนคนเมาสุรา อีกทั้งยังส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่นทันทีที่เห็นหน้าของมู่จิ่นเหยียน
“คารวะอาจารย์ ศิษย์อกตัญญูมิได้นำสุราชั้นเลิศ อาหารชั้นยอด มาเยี่ยมท่านเสียนาน”
“รู้ตัวก็ดีว่าเป็ศิษย์อกตัญญู ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาด่า ว่าแต่ของของข้าอยู่ที่ใด”
ชายชราผู้นี้คือหลี่กุ้ย ที่มาที่ไปของเขานั้นไม่ชัดเจน มู่จิ่นเหยียนเองก็ขี้คร้านที่จะซักไซ้ รู้เพียงแต่ว่าอาจารย์หลี่เป็ผู้สั่งสอนวิชาให้คนสกุลมู่มาั้แ่สมัยที่พ่อของมู่จิ่นเหยียนยังเป็หนุ่ม รวมถึงพวกเขาทั้งสามพี่น้องด้วย
ดูเหมือนว่าอาจารย์หลี่กับปู่ของเขามู่กวง คงจะเป็สหายสนิทกันหรือไม่ก็มีบุญคุณต่อกัน ทำให้อาจารย์หลี่ผู้นี้จำต้องสั่งสอนบุตรหลานสกุลมู่มาหลายคน
อาจารย์หลี่เปรียบเสมือนพ่อคนที่สองของมู่จิ่นเหยียนเลยก็ว่าได้ เขานั้นสูญเสียบิดาั้แ่ยังเล็ก มู่ชิงซานก็ยุ่งวุ่นวายกับการฟื้นฟูกองทัพ จึงมักไม่ค่อยมีเวลาสั่งสอนเขา ทำให้เขานั้นใช้เวลาส่วนใหญ่เรียนรู้อยู่กับอาจารย์หลี่
ถึงแม้ภายนอกอาจารย์หลี่อาจจะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่สำหรับมู่จิ่นเหยียนแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจารย์สั่งสอน เขาไม่เคยไม่เชื่อฟังเลยสักครั้ง
ไม่เพียงแค่สั่งสอนในตำรา อาจารย์หลี่ยังสั่งสอนวิชา ความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์
เื่ราวที่เขาได้ฟังมาจากท่านโหรหลวงวันนี้ จะบอกว่าเป็เื่ไกลตัวเขาก็ว่าได้ มู่จิ่นเหยียนมิใช่คนที่เข้าใจหลักการใดมากนัก
เขาจึงนึกถึงอาจารย์ของตนทันที บ่อยครั้งที่อาจารย์สั่งสอนเขา โดยใช้ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเปลี่ยนนามธรรมให้กลายเป็รูปธรรมจนเขาสามารถเข้าใจได้
ครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขารีบควบม้ามาไกลถึงที่นี่ ก็เพื่อ้าคำชี้แนะเื่ราวทั้งหมด
ทันทีที่อาจารย์หลี่เห็นอาหารที่ถูกมู่จิ่นเหยียนเตรียมเอาไว้ ก็นั่งรถพร้อมรินสุราดื่มทันที
“อืม…สุราดี….อืม…เป็ดย่างห้ารสที่ข้าคิดถึง”
“ข้าบอกท่านแล้วให้ลงเขาไปอยู่สกุลมู่กับข้า จะกินเป็ดวันละสองตัวก็ยังได้”
“ข้าไม่ไปหรอก จวนสกุลมู่ เมืองหลวง วุ่นวายจะตาย”
“ค่อยๆ กิน เดี๋ยวติดคอ”
มู่จิ่นเหยียนที่มักจะเชื้อเชิญอาจารย์ของตนลงจากเขาทุกครั้งที่มาเยี่ยม เนื่องด้วยอาจารย์ของตนก็อายุมากแล้ว อยู่บนเขาห่างไกลผู้คนเช่นนี้ลำบากอยู่ไม่น้อย
“ข้าคิดว่าเ้ามาเมื่อหลายวันก่อนเสียอีก”
“ทำไมท่านถึงคิดว่าข้าจะมาหาท่าน”
“มิใช่ว่าเ้าได้เป็ราชบุตรเขยหรอกรึ อีกทั้งว่าที่ฮูหยินยังพิเศษกว่าบุคคลอื่นด้วย”
“ท่านนี่รู้ดีจริงๆ ข้ามาหาท่านก็เื่นี้นี่แหละ”
........................................................................
ไรท์:: หลังจากตอนนี้ขออนุญาตอัพเป็วันเว้นวันนะคะ ^^ ขอบคุณรี้ดที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้นะคะ
อย่าลืมกดหัวใจเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ