Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    สงครามตะวันจันทรา:ฝ่าดงเทพสงคราม

            แสงสีรุ้งสว่างไสวมาจากร่างศิลา   อาบย้อมทั่วทางเดินตำหนักนิรนามเป็นสีรุ้ง            เหล่าเทพสงครามเผลอตัวก้าวท้าวถอยหลังหนึ่งก้าว      ต่อให้เป็นระดับพวกตนเชี่ยวชาญการต่อสู้และมีพลังมากมายเกินสามัญสำนึกและขวัญกล้าแข็งเพียงใด   เทพสงครามทุกคนต่างก็หน้าถอดสีกันเป็นแถวเมื่ออยู่ต่อหน้ามหาเอกบุรุษผู้นี้

            ศิลาก้าวเดินนิ่มนวลเชื้องช้าทว่าหนักแน่น   เท้าซ้ายขวาก้าวสลับกันไปมา   เหล่าจอมเวทย์ไม่ยินยอมให้ศัตรูเข้าถึงตัวได้ง่าย  พวกมันกระหน่ำสาดมหาเวทย์จู่โจมหวังสะกัดกั้น   

            ศิลาเคลื่อนหลบหลีกอย่างแยบยล   เห็นเป็นร่างเงาวิ่งซ้อนทับไล่ตามร่างจริง   บ่งบอกถึงสปีดความเร็วของศิลาในเวลานี้ว่าได้พัฒนาไปจนเข้าสามารถเคลื่อนไหวโดยทิ้งร่างเงาของตนเองเอาไว้ได้   แม้แต่ตลุงจังหนูแฮมเตอร์ที่มีความรวดเร็วที่สุดในโลกเดม่อนลอร์ดยังไม่สามารถทำได้    

            ทำไม่?...        เทพสงครามคนหนึ่งอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้

            เห็นชัดเต็มตาว่าศิลาเคลื่อนไหวอย่างเชื้องช้ายิ่ง  น่าประหลาดเวทมนต์ของพวกเขากลับยิงไม่ถูกชายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย   ระยะห่างห้าเมตรย่นลงในเสี้ยววินาทีอย่างไม่มีใครอยากจะเชื่อและขัดขวางได้

            อึก!...          เหล่าเทพสงครามสะอึกในลำคอ       ยังไม่ทันได้ขยับตัว   ร่างเงาดำสาดแสงสีรุ้งก็เข้ามาประชิดตรงหน้าในระยะไม่ถึงหนึ่งวา             

            ศิลาแบมือขวาง้างไปด้านหลัง   แสงสีรุ้งสาดวาบ      “หวนคืน   โหยหา  ร่ำไห้  คร่ำครวญ”  เสียงเย็นยะเยือกแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน   ทว่ากลับดังกังวาลอย่างชัดเจนท่ามกลางความเงียบอันน่าใจหายศาสตราวุธคู่ใจทั้งสามที่เคยสูญเสียกลับมาปรากฎในมือของศิลาอีกครั้ง

            ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอีกหนึ่งสิ่งที่ส่งให้เขาทะยายมาถึงจุดนี้ได้ก็คือ  โหยหา  ร่ำไห้และคร่ำครวญ   เป็นอาวุธแรกเริ่มที่ผ่านทุกอุปสรรค์มาด้วยกัน        

            “จันทร์เสี้ยวสังหารเทพ”  

            แสงสีรุ้งแหลมคมรูปจันทร์เสี้ยวจำนวนนับไม่ถ้วนพุ้งออกจากโหยหาและร่ำไห้   กระหน่ำโจมตีกองทัพเทพสงครามราวกับสาดกระสุนปืนกลดุดันเยี่ยงพยัคออกล่า     เหลาเทพสงครามตั้งสติได้   สมกับเป็นยอดนักรบ  หากเป็นผู้อื่นคงทำให้เพียงนิ่งตลึงในความโออ่า  ตระการตาและแสงสีสวยงามของจันทร์เสี้ยวสังหารเทพคล้ายกับอยู่ในความฝันตื่นหนึ่ง

            พวกเทพสงครามไม่ลนลาน   กลับเยือกเย็นและเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคย   แม้ว่าขุมหลังจะข้ามระยะหนึ่งวามาจนแทบจะบรรลุถึงตัว    ร่างนับไม่ถ้วนขยับก่อเกิดขบวนทัพหนึ่งรูปดาวหน้าแฉก     ศิลามองอย่างประหลาดใจ   กระบวนทัพนี้หน่วยจอมเวทย์ของเขาก็ใช้กระบวนทัพรูปแบบนี้   ดาวห้าแฉกสามวงที่ทำให้ยิงเวทมนต์ออกมาได้ต่อเนื่อง  เมื่อแถวแรกยิงเวทมนต์ออกไปแถวสองจะขึ้นมาแทนและแถวแรกจะกลับไปอยู่หลังสุด  เมื่อแถวสองยิงเวทมนต์ออกไปแถวที่สามจะขึ้นมาแทน  หมุนวนไม่จบสิ้น  อีกทั้งรูปกระบวนที่ตั้งเป็นดาวห้าแฉกยังมีผลช่วยทำให้พลังเวทมนต์ที่โจมตีออกไปมีความรุนแรงขึ้นอีกขั้น

            “ปักษาเทพร่ายรำ”   เสียงกระแทกนุ้มนวลราวกับปุยนุ่นดังกังวาล   วงเวทมนต์แตกระเบิดกลายเป็นปักษาในร่างพลังงานสีทองมากมายพุ้งเข้าปะทะจันทร์เสี้ยวสังหารเทพ

            จอมเวทย์แถวที่สองสลับขึ้นมาด้านหน้าในเสี้ยววินาที    “นาคาวารีเทพ”    มังกรน้ำนับพันตัวพุ้งทะยานเข้าจู่โจมศัตรู

            บึ่มมมมม.....           เสียงระเบิดดังสนั่นสะท้านสะเทือน  พื้นดินสั่นไหว   ตำหนักนิรนามสั่นคลอนอย่างวิปลาส     การโจมตีของศิลาหนึ่งครั้งพวกเขาต้องใช้มหาเวทมนต์สองบทในการสกัดกั้น      เห็นได้ชัดว่าชายตรงหน้ายังไม่ทุ่มกำลังถึงขีดสุด   ตอนนี้คงอยู่ในช่วงประเมินเก็บเกี่ยวข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ว่ารูปแบบการต่อสู้เป็นกองทัพของพวกตนเป็นแบบไหนและในภายภาคหน้าจะรับมือยังไง

            นิสัยของชายคนนี้คืออยู่กับปัจจุบัน  มองอนาคตอย่างใจเย็นและพกพาอดีตในข้อผิดพลาดติดตามมายังปัจจุบันเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต   นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมชายคนนี้ถึงมีนิสัยละเอียดอ่อนแต่กลับบ้าบิ่นมุทะลุ   

            พวกเขาถอนหายใจโล่งอกสกัดการโจมตีของศิลาได้    ทว่าเหลาเทพสงครามดูถูกเอกภพรวมศูนย์เกินไป       ขุมพลังที่พวกเทพสงครามทำลายไปนั้นกลับมาปรากฎมีอยู่ในอากาศเบื้องหน้าของพวกตนอีกครั้งราวกับเป็นการย้อนเวลา

            “หมุนวลวัฏจักร”  ศิลากล่าวเสียงเฉียบ             จันทร์เสี้ยวสังหารเทพถูกย้อนเวลากลับมาก่อนหน้าจะถูกพลังของเทพสงครามทำลาย      นี่เป็นการย้อนเวลาเฉพาะแบบเจาะจงทำให้สิ่งอื่นที่ไม่ต้องการไม่ย้อนหวนคืนมาด้วย       

            “มันควบคุมการไหลของเวลาได้!!..?”  แม่ทัพตาแข็งเบิกกว้าง   อยากให้สิ่งที่เห็นเป็นฝันร้าย

            “โล่เทวะ”  จอมเวทย์กลุ่มหนึ่งคำรามลั่น

            “ปราการศักดิ์สิทธิ์”

            “ปราการพิทักเทพ”       สามมหาเวทมนต์ป้องกันถูกใช้งานออกมาพร้อมสรรพ   เกิดเป็นกำแพงสามชั้นเป็นอุปสรรคจันทร์เสี้ยวสังหารเทพ

            ตูม...ตูม...ตูมๆๆๆๆ....      เสียงระเบิดดังถี่ยิบราวฟ้าแตก  สะท้านจนแทบหูดับ  สะเก็ดพลังหลากสีแตกกระจายทะลักทะลายเป็นวงกว้าง  ตำหนักนิรนามเกิดรอยแตกร้าวพร้อมจะถล่มในไม่ช้า

            แสงสีรุ้งสว่างเจิดจ้าอีกครั้งจนผู้จ้องทองแทบตาบอด     เสียงบึ่มดังสนั่นขึ้นอีกยี่สิบร่างลอยกระเด็นเคว้งในอากาศ   กระอักเลือดออกมาเป็นสาย  ตกลงพื้นกลิ้งไถลเป็นลูกขนุน

            ฟรึ้บ..         ศิลากระโดดขึ้นในอากาศเห็นจอมเวทย์อีกห้าคนยังรอดพ้นและกำลังร่ายเวทมนต์ไม่หยุด   คลื่นพลังเวทย์สีทองทะลักออกจากร่างไม่ขาดสาย   วงเวทมนต์ปรากฎลอยในอากาศราวกับดวงดาว    ไวกว่าที่ศิลาคิด

            “ดาราคลั่ง”  บึ่ม...           วงเวทมนต์มากมายแตกระเบิดเกิดดวงดาวกระหน่ำโจมตีศิลาโอมล้อมทั่วทิศทางราวกับผ้าผืนหนึ่ง

            ศิลายืนสงบกลางอากาศ   ชั่วพริบตาเขากางมือทั้งสองข้างออก  “ข่ายเอกภพพิชิตจักรวาล”

            วูมมมมมมมม....          คลื่นพลังสีรุ้งสั่นระริกราวกับมีชีวิต  หมุนบิดเป็นเกลียวแตกระเบิดออกรอบตัวแผ่ขยายวงกว้าง   ปะทะดาราคลั่ง   เกิดเสียงระเบิดดังบึ่มจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเสียงร้องโหยหวนนั้นเป็นของใคร

            ทุกอย่างยังไม่ทันสงบ         เทพสงครามจอมเวทย์คนหนึ่งสะดุ้งสุดตัวรีบใช้ท่าร่างจอมเวทย์ออกจากจุดที่เคยยืน   ศิลาปรากฎตัวขึ้นเบื้องหน้าของเขาอย่างไร้วี่แวว   คมดาบก้าวร้าวแทงเสียบทะลุลำคออย่างอำมหิต       จอมเวทย์คนดังกล่าวทำได้เพียงร้องครางอักอัก...ฮืด  ร่างเกรงชักกระตุกก่อนจะขาดใจตาย   แม้จะสิ้นชีพแต่สายตานั้นยังจ้องมองศิลาอย่างอาฆาตเครียดแค้นเต็มในห้วงอารมณ์ความรู้สึก

            “ไปแค้นฉันต่อในนรกเถอะ”  ศิลาสะบัดคมดาบ

            ไดอาโบนั่งไขว้ห่างชมลูกน้องของตนถูกสังหารหมู่โดยศิลาอย่างใจเย็นมานานตอนนี้ถอนหายใจออกมาพร้อมพูดกับอากาศธาตุความว่างเปล่าว่า

            “ร้อยไม่ควร  พันไม่ควร  มีหมื่นตายหมื่น มีแสนตายแสน   พวกเทพสงครามไม่ควรต่อสู้กับชายคนนี้       ดูเหมือนจะก้าวข้าม  มาเป็นมหาเทพสงคราม  ซึ่งเป็นตัวตนที่ทัดเทียมกับข้าไดอาโบผู้นี้แล้วซินะ   ไม่ซิหรืออาจจะเหนือกว่าขั้นหนึ่ง  แบบนี้ค่อยคุ้มค่ากับความคาดหวัง”   ไดอาโบเผยรอยยิ้มอย่างลึกซึ้ง   มือขวาสะบัดกางมาด้านหน้าพร้อมกับพูดขึ้นว่า

            “พอแค่นั้นแหละมหาเทพสงคราม  ศิลา   เทพสงครามแห่งข้าพวกเจ้าจงปล่อยให้เขาผ่านเข้ามาเสีย”   เสียงของไดอาโบได้ยินไปทั่วตำหนักนิรนาม

            หรือคิดไปเอง   ทำไมน้ำเสียงของมันเปลี่ยนไป   เสียงแบบนี้คุ้นๆเหมือนเสียงเราเลยแหะ    

            เทพสงครามที่เหลือเปิดทางให้ศิลา  ทว่าแววตายังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกแค้น

            “ก็แค่นั้น   ยอมเปิดทางให้ตั้งแต่แรกก็จบ”  บ่นเล็กน้อย  เดินผ่านหน้าตาเฉยไม่ทุกข์ร้อน  “หวังว่าพวกแกคงไม่รอบกัดเหมือนจ้าวนายหรอกนะ”  ยังไม่วายยั่วโมโห

            แม่ทัพจอมเวทย์ฟันกัดแน่นมือกำสั่นความแค้นฝังแน่นเต็มอก    ทว่าก็ต้องยอมรับความจริง  พลังของตนกับบุรุษที่กำลังเดินจากไปนั้นต่างกันราวกับยังกับมากันคนละโลก  เป็นความแข็งแกร่งที่ต่อให้ฝึกฝนพยายามมากเท่าไหร่ก็คงไม่มีวันได้สัมผัส  อย่าว่าแต่สัมผัสเลย   แค่เฉียดเข้าใกล้ยังมิสามารถทำได้ด้วยซ้ำ

            “เกิดอะไรขึ้นครับหัวหน้า   ทำไมจู่ๆไดอาโบถึงยอมให้บอสเข้าใกล้ตนเองได้ขนาดนี้  มันไม่ย้ามใจมากเกินไปหน่อยหรือไง”  ลูกน้องชั่งสงสัยหันมาถามรูเซียโน่    และเหมือนจะเป็นคำถามที่หลายคนกำลังสงสันอยู่เช่นกัน   

            “มันรู้ไงล่ะว่าลูกชายฉันเป็นคนยังไง   อย่าลืมซิว่าไดอาโบถูกสร้างขึ้นมาโดยมี Database เป็นของเจ้าลูกชาย”

            “อีกอย่างที่ผมสงสัย   บอสบรรลุเงื่อนไขอะไรถึงได้วิวัฒนาการเป็นเทพสงครามไร้สิ้นสุด”

            ชิงหลงขยับแว่นเล็กน้อย  “นายนี่ช่างสงสัยเสียจริงนะ   มหาเทพสงครามไร้สิ้นสุดมีไว้ให้ผู้เล่นเพียงหนึ่งเดียวที่มีค่าสถานะสูงที่สุดจนเกินขีดจำกัด   อีกอย่างบอสวิวัฒนาการเป็นเทพสงครามไร้ลักษณ์ระดับสามร้อยแต่ทว่าค่าเลเวลจริงมากกว่านั้น  ทำให้บรรลุเงื่อนไขที่สอง  ค่าประสบการณ์ไร้ลักษณ์เกินขีดจำกัด   เงื่อนไขสุดท้ายของผู้ที่จะได้ครอบครองพลังมหาเทพสงครามไร้สิ้นสุด  คือตั้งแต่เริ่มต้นเล่นเกมจนถึงปัจจุบันต้องวิวัฒนาการไม่ต่ำกว่าสามครั้ง”

            “โฮ...    เงื่อนไขโหดเอาเรื่อง    ตั้งไว้แบบนั้นคุณชิงหลงไม่คิดว่าจะไม่มีผู้เล่นคนไหนทำตามเงื่อนได้จนครบบ้างหรอครับ”  ชายคนดังกล่าวถามด้วยความสงสัย   แค่ฟังก็รู้แล้วว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครสามารถเคลียร์เงื่อนไขสุดหินแบบนั้นได้

            “ถ้างั้นก็ถือว่าไม่มีใครดีพอที่จะครอบครองพลังเอกภพรวมศูนย์  มหาเทพสงครามไร้สิ้นสุด   อีกอย่างฉันยังไม่ได้ใส่โคดคำสั่งนั้นลงไป   แต่อลิซกลับจัดการด้วยความตั้งใจของตนเอง”

            พนักงานสาวคนหนึ่งหันไปมองหน้าจอมอนิเตอร์อีกด้านที่ไม่มีใครให้ความสนใจ   “ทุกคนคะ   แย่แล้ว  ดูเหมือนจะเกิดเรื่องขึ้นอีกแล้วค่ะ    ผู้เล่น Legeand 2  เปิดศึกกับกิลด์เทพผู้สร้างแล้ว”   

            ทุกคนหันไปให้ความสนใจแทบไม่ทัน   ไม่เว้นแม้แต่ชิงหลงและรูเซียโน่    ในจอภาพกำลังฉายฉากนรกบนดิน   เป็นภาพมหาสงครามเป็นรูปแบบ   

            “ใครเป็นแกนหลักของพวกLegendทู”  ชิงหลงสงสัย  พยายามกวาดสายตามองในจอภาพหาผู้เล่นที่คิดว่าแข็งแกร่งที่สุด

            “สามกิลด์หลักค่ะ   กิลด์พิทักษ์จันทรา  กิลด์พิทักษ์สุริยันและกิลด์ยอดยุทธุ์   นำโดย เล่าปี่  โจโฉ  และโมนา”

            “เฮ่ยเดี๋ยวนะ!!?..    และกองกำลังอาชญากรอีกห้าแสน  นำโดยคุณหนูกำลังเคลื่อนทัพมายังเมืองสุริยัน   โอ่ววว...นี่มันอะไรกันเนี่ย  หรือจะเป็นวันสุดท้ายของโลก”  ชายหนุ่มเกาหัวรุนแรง

            เอาและไง   เอาและไง   ความบรรลัยมาแล้ว   ได้ทำการซ่อมโปรแกรมทุกอย่างใหม่หใดแน่   

            “ผมว่าต่อให้กิลด์เทพผู้สร้างมีกำลังพลและเหล่าภูติแห่งแสง  อย่าง  สุริยเทพ  วายุเทพ  วารีเทพ  อัสนีเทพ  อัคคีเทพและปัฐพีเทพ  ก็คงไม่สามารถต้านทานได้”  ชายหนุ่มอีกคนวิเคราะห์   ชิงหลงเห็นต่างออกไปพูดขึ้นว่า

            “มันก็ไม่แน่   หลังจบสงครามตำหนักศิลา   สามกิลด์หลักของผู้เล่นยุคใหม่ได้เลิกเป็นพันธมิตรกับกิลด์ของบอส”

            หลายคนหันมามองชิงหลงคอแทบหัก  ฮึ...!   ? ....   “ทำไมล่ะครับ”

            “เพราะผู้เล่นยุคสองประท้วงน่ะซิ  การรวมมือกับกิลด์เทพทำลายล้าง  Destroyer   มันผิดจุดประสงค์ของพวกเขา   เพราะกิลด์ของบอสก็จัดอยู่ในตำนานบทแรก”

            โมนาไม่เต็มใจที่จะตัดพันธมิตรกับกิลด์ของศิลา   เขารู้ดีว่าต่อให้ผู้เล่นยุคสองรวมตัวกันมากมายขนาดไหนก็ไม่สามารถสู้กองกำลังอาชญากรได้  แม้พวกอาชญากรจะมีน้อยกว่ามากแต่ทว่าอัดแน่นด้วยคุณภาพและฝีมือที่เจนจัด   ประสบการในสงครามสูง   แต่เขาต้องจนใจเพราะเดิมทีสามกิลด์หลักถูกก่อตั้งมาเพื่อจุดประสงค์ล้มล้างพวกผู้เล่นยุคแรก   ลำพังแค่ความเห็นของเหล่าเสนาธิการเพียงหยิบมือไม่สามารถคัดค้านเสียงของลูกกิลด์ที่มีมากกว่าได้    และเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับนีวาเป็นอย่างมากเหตุการตัดพันธมิตรทำให้เธอจะไม่สามารถเข้ามาสนิทชิดเชื้อศิลาได้อีก   อีกอย่างในโลกความจริงเธอก็หาเขาไม่พบ  ไม่รู้ว่าชายหนุ่มย้ายบ้านไปตอนไหนและไปอยู่ที่ไหน   เพราะเดิมทีแคมป์ E-Sport ที่พวกเธออาศัยตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านของศิลาพอดี   แต่ตอนนี้เขากลับหายไปราวกับไม่มีตัวตน

            เหล่าลูกน้องพนักงานหันให้ความสนใจจอมอนิเตอร์อีกครั้ง   พร้อมใครคนหนึ่งเปรยออกมา       “แบบนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะกลายเป็นสงครามสามทัพ   ที่จะตัดสินชะตาและทิศทางความเป็นไปของโลก”  

            “ใช่”  รูเซียโน่กล่าว  “ใครชนะในสงครามนี้จะทำให้ไม่มีกองกำลังไหนกล้าต่อต้านอีก  มันก็เหมือนได้ครอบครองโลกไว้ในมือ”   

            “จะว่าไป   ในสงครามตำหนักศิลาผมจำได้ว่า  มีอาชญากรใช้อวตารแห่งเทพอิซานางิและอิซานามิ  แบบนั้นเท่ากับว่าทั้งอามาเทราสึ  คิตสึเนะ  บิชามอนเทน  อาชูร่า  เป็นเทพรับใช้ของกองกำลังอาชญากรทั้งหมด”

            “จริงซิ!!...      ลืมไปเลย   แบบนี้มีลุ้นได้เห็นเหล่าภูติแห่งแสงปะทะกับเทพเจ้า”

            “อาจจะไม่ก็ได้นะคะ”  หญิงสาวชี้ให้ดูในจอมอนิเตอร์   โมนากำลังจะซัดกับวายุเทพแล้ว  ส่วนโจโฉกำลังจะซัดกับวารีเทพ   เล่าปี่กำลังเปิดศึกกับปัฐพีเทพ”

            ชิงหลงหันมาสนใจจอของพวกอาชญากร   “ด้านนี้  คุณหนูก็มาถึงเขตชายแดนเมืองสุริยันแล้ว    เอาล่ะ  ขอดูหน่อยซิ  กิลด์เทพผู้สร้างจะโต้ตอบอย่างไร  จะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ไหม”

            ยังไม่ทันได้ทำอะไรจอมอนิเตอร์ที่ปิดอยู่พลันสว่างฉายภาพขึ้นเองหนึ่งจอ   “เฮ่ยยย!!...งามไส้   กองทัพวานร  นำโดยพาลีประชิดเขตแดนเมืองสุริยันแล้ว   แถมด้านเหนือของเมืองกองทัพเทพสงคราม  นำโดนเดม่อนก็มาถึงแล้ว”

            “โอ่ววพระเจ้า   ทำไมถึงพร้อมใจเคลื่อนไหวอะไรกันแบบนี้   สาบานว่าพวกเองไม่ได้นัดหมายกัน”  พนักงานเริ่มกุมขมับ  ไม่ต้องคิดเลยว่าจบสงครามนี้พวกเขาต้องซ่อมแซมกันหนักหนาขนาดไหน

            “ไม่เห็นแปลก”  ชิงหลงนั่งสบายอารมณ์มองดูพวกนีโอวางแผน  “เทพสงครามได้วงแหวนโลกาและเศษวิญญาณธรรมชาติของบอสไปแล้ว  ถ้าจะรวบรวมให้ครบมันก็ต้องมาบุกเมืองสุริยันต์เพื่อชิงเศษวิญญาณแห่งธรรมชาติที่เหลือไป   อีกอย่างองค์รามก็ร่วมมือกับเทพสงคราม”

            ร่วมมือ!!....?    “พระรามเนี่ยนะ  ร่วมมือกับไดอาโบ?..”

            ชิงหลงพยักหน้ากึกกึก  “อ่า   ทำไมล่ะไม่เห็นแปลกตรงไหน  หากมีผลประโยชน์อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้”

            “คุณชิงหลงกำลังจะบอกว่า   พระรามมีข้อตกลงกับมหาเทพสงครามไดอาโบอย่างงั้นสินะครับ”

            “ใช่   มีศัตรูกลุ่มเดียวย่อมดีกว่ามีศัตรูเป็นร้อยกลุ่ม  คงเป็นการร่วมมือกันกำจัดผู้เล่น  สุดท้ายแล้วค่อยมาตัดสินกันเองระหว่างมหาเทพสงครามและฝ่ายวานร”

            สำหรับผู้เล่นแล้วโลกเดม่อนลอร์ดคือโลกเสมือน  เป็นแค่เกม  แต่สำหรับพวก NPC นั้นไม่ใช่  โลกเดม่อนลอร์ดคือโลกจริงๆของพวกเขา   ในโลกที่เต็มไปด้วยพลัง  ปฏิหาริย์และศรัทธาแบบนี้ไม่ว่าใครย่อมอยากจะครอบครอง

    คล้ายกับเรื่องDemonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก ที่คุณอ่าน