แสงสีรุ้งสว่างไสวมาจากร่างศิลา อาบย้อมทั่วทางเดินตำหนักนิรนามเป็นสีรุ้ง เหล่าเทพสงครามเผลอตัวก้าวท้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ต่อให้เป็นระดับพวกตนเชี่ยวชาญการต่อสู้และมีพลังมากมายเกินสามัญสำนึกและขวัญกล้าแข็งเพียงใด เทพสงครามทุกคนต่างก็หน้าถอดสีกันเป็นแถวเมื่ออยู่ต่อหน้ามหาเอกบุรุษผู้นี้
ศิลาก้าวเดินนิ่มนวลเชื้องช้าทว่าหนักแน่น เท้าซ้ายขวาก้าวสลับกันไปมา เหล่าจอมเวทย์ไม่ยินยอมให้ศัตรูเข้าถึงตัวได้ง่าย พวกมันกระหน่ำสาดมหาเวทย์จู่โจมหวังสะกัดกั้น
ศิลาเคลื่อนหลบหลีกอย่างแยบยล เห็นเป็นร่างเงาวิ่งซ้อนทับไล่ตามร่างจริง บ่งบอกถึงสปีดความเร็วของศิลาในเวลานี้ว่าได้พัฒนาไปจนเข้าสามารถเคลื่อนไหวโดยทิ้งร่างเงาของตนเองเอาไว้ได้ แม้แต่ตลุงจังหนูแฮมเตอร์ที่มีความรวดเร็วที่สุดในโลกเดม่อนลอร์ดยังไม่สามารถทำได้
ทำไม่?... เทพสงครามคนหนึ่งอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้
เห็นชัดเต็มตาว่าศิลาเคลื่อนไหวอย่างเชื้องช้ายิ่ง น่าประหลาดเวทมนต์ของพวกเขากลับยิงไม่ถูกชายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ระยะห่างห้าเมตรย่นลงในเสี้ยววินาทีอย่างไม่มีใครอยากจะเชื่อและขัดขวางได้
อึก!... เหล่าเทพสงครามสะอึกในลำคอ ยังไม่ทันได้ขยับตัว ร่างเงาดำสาดแสงสีรุ้งก็เข้ามาประชิดตรงหน้าในระยะไม่ถึงหนึ่งวา
ศิลาแบมือขวาง้างไปด้านหลัง แสงสีรุ้งสาดวาบ “หวนคืน โหยหา ร่ำไห้ คร่ำครวญ” เสียงเย็นยะเยือกแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน ทว่ากลับดังกังวาลอย่างชัดเจนท่ามกลางความเงียบอันน่าใจหายศาสตราวุธคู่ใจทั้งสามที่เคยสูญเสียกลับมาปรากฎในมือของศิลาอีกครั้ง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอีกหนึ่งสิ่งที่ส่งให้เขาทะยายมาถึงจุดนี้ได้ก็คือ โหยหา ร่ำไห้และคร่ำครวญ เป็นอาวุธแรกเริ่มที่ผ่านทุกอุปสรรค์มาด้วยกัน
“จันทร์เสี้ยวสังหารเทพ”
แสงสีรุ้งแหลมคมรูปจันทร์เสี้ยวจำนวนนับไม่ถ้วนพุ้งออกจากโหยหาและร่ำไห้ กระหน่ำโจมตีกองทัพเทพสงครามราวกับสาดกระสุนปืนกลดุดันเยี่ยงพยัคออกล่า เหลาเทพสงครามตั้งสติได้ สมกับเป็นยอดนักรบ หากเป็นผู้อื่นคงทำให้เพียงนิ่งตลึงในความโออ่า ตระการตาและแสงสีสวยงามของจันทร์เสี้ยวสังหารเทพคล้ายกับอยู่ในความฝันตื่นหนึ่ง
พวกเทพสงครามไม่ลนลาน กลับเยือกเย็นและเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคย แม้ว่าขุมหลังจะข้ามระยะหนึ่งวามาจนแทบจะบรรลุถึงตัว ร่างนับไม่ถ้วนขยับก่อเกิดขบวนทัพหนึ่งรูปดาวหน้าแฉก ศิลามองอย่างประหลาดใจ กระบวนทัพนี้หน่วยจอมเวทย์ของเขาก็ใช้กระบวนทัพรูปแบบนี้ ดาวห้าแฉกสามวงที่ทำให้ยิงเวทมนต์ออกมาได้ต่อเนื่อง เมื่อแถวแรกยิงเวทมนต์ออกไปแถวสองจะขึ้นมาแทนและแถวแรกจะกลับไปอยู่หลังสุด เมื่อแถวสองยิงเวทมนต์ออกไปแถวที่สามจะขึ้นมาแทน หมุนวนไม่จบสิ้น อีกทั้งรูปกระบวนที่ตั้งเป็นดาวห้าแฉกยังมีผลช่วยทำให้พลังเวทมนต์ที่โจมตีออกไปมีความรุนแรงขึ้นอีกขั้น
“ปักษาเทพร่ายรำ” เสียงกระแทกนุ้มนวลราวกับปุยนุ่นดังกังวาล วงเวทมนต์แตกระเบิดกลายเป็นปักษาในร่างพลังงานสีทองมากมายพุ้งเข้าปะทะจันทร์เสี้ยวสังหารเทพ
จอมเวทย์แถวที่สองสลับขึ้นมาด้านหน้าในเสี้ยววินาที “นาคาวารีเทพ” มังกรน้ำนับพันตัวพุ้งทะยานเข้าจู่โจมศัตรู
บึ่มมมมม..... เสียงระเบิดดังสนั่นสะท้านสะเทือน พื้นดินสั่นไหว ตำหนักนิรนามสั่นคลอนอย่างวิปลาส การโจมตีของศิลาหนึ่งครั้งพวกเขาต้องใช้มหาเวทมนต์สองบทในการสกัดกั้น เห็นได้ชัดว่าชายตรงหน้ายังไม่ทุ่มกำลังถึงขีดสุด ตอนนี้คงอยู่ในช่วงประเมินเก็บเกี่ยวข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ว่ารูปแบบการต่อสู้เป็นกองทัพของพวกตนเป็นแบบไหนและในภายภาคหน้าจะรับมือยังไง
นิสัยของชายคนนี้คืออยู่กับปัจจุบัน มองอนาคตอย่างใจเย็นและพกพาอดีตในข้อผิดพลาดติดตามมายังปัจจุบันเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมชายคนนี้ถึงมีนิสัยละเอียดอ่อนแต่กลับบ้าบิ่นมุทะลุ
พวกเขาถอนหายใจโล่งอกสกัดการโจมตีของศิลาได้ ทว่าเหลาเทพสงครามดูถูกเอกภพรวมศูนย์เกินไป ขุมพลังที่พวกเทพสงครามทำลายไปนั้นกลับมาปรากฎมีอยู่ในอากาศเบื้องหน้าของพวกตนอีกครั้งราวกับเป็นการย้อนเวลา
“หมุนวลวัฏจักร” ศิลากล่าวเสียงเฉียบ จันทร์เสี้ยวสังหารเทพถูกย้อนเวลากลับมาก่อนหน้าจะถูกพลังของเทพสงครามทำลาย นี่เป็นการย้อนเวลาเฉพาะแบบเจาะจงทำให้สิ่งอื่นที่ไม่ต้องการไม่ย้อนหวนคืนมาด้วย
“มันควบคุมการไหลของเวลาได้!!..?” แม่ทัพตาแข็งเบิกกว้าง อยากให้สิ่งที่เห็นเป็นฝันร้าย
“โล่เทวะ” จอมเวทย์กลุ่มหนึ่งคำรามลั่น
“ปราการศักดิ์สิทธิ์”
“ปราการพิทักเทพ” สามมหาเวทมนต์ป้องกันถูกใช้งานออกมาพร้อมสรรพ เกิดเป็นกำแพงสามชั้นเป็นอุปสรรคจันทร์เสี้ยวสังหารเทพ
ตูม...ตูม...ตูมๆๆๆๆ.... เสียงระเบิดดังถี่ยิบราวฟ้าแตก สะท้านจนแทบหูดับ สะเก็ดพลังหลากสีแตกกระจายทะลักทะลายเป็นวงกว้าง ตำหนักนิรนามเกิดรอยแตกร้าวพร้อมจะถล่มในไม่ช้า
แสงสีรุ้งสว่างเจิดจ้าอีกครั้งจนผู้จ้องทองแทบตาบอด เสียงบึ่มดังสนั่นขึ้นอีกยี่สิบร่างลอยกระเด็นเคว้งในอากาศ กระอักเลือดออกมาเป็นสาย ตกลงพื้นกลิ้งไถลเป็นลูกขนุน
ฟรึ้บ.. ศิลากระโดดขึ้นในอากาศเห็นจอมเวทย์อีกห้าคนยังรอดพ้นและกำลังร่ายเวทมนต์ไม่หยุด คลื่นพลังเวทย์สีทองทะลักออกจากร่างไม่ขาดสาย วงเวทมนต์ปรากฎลอยในอากาศราวกับดวงดาว ไวกว่าที่ศิลาคิด
“ดาราคลั่ง” บึ่ม... วงเวทมนต์มากมายแตกระเบิดเกิดดวงดาวกระหน่ำโจมตีศิลาโอมล้อมทั่วทิศทางราวกับผ้าผืนหนึ่ง
ศิลายืนสงบกลางอากาศ ชั่วพริบตาเขากางมือทั้งสองข้างออก “ข่ายเอกภพพิชิตจักรวาล”
วูมมมมมมมม.... คลื่นพลังสีรุ้งสั่นระริกราวกับมีชีวิต หมุนบิดเป็นเกลียวแตกระเบิดออกรอบตัวแผ่ขยายวงกว้าง ปะทะดาราคลั่ง เกิดเสียงระเบิดดังบึ่มจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเสียงร้องโหยหวนนั้นเป็นของใคร
ทุกอย่างยังไม่ทันสงบ เทพสงครามจอมเวทย์คนหนึ่งสะดุ้งสุดตัวรีบใช้ท่าร่างจอมเวทย์ออกจากจุดที่เคยยืน ศิลาปรากฎตัวขึ้นเบื้องหน้าของเขาอย่างไร้วี่แวว คมดาบก้าวร้าวแทงเสียบทะลุลำคออย่างอำมหิต จอมเวทย์คนดังกล่าวทำได้เพียงร้องครางอักอัก...ฮืด ร่างเกรงชักกระตุกก่อนจะขาดใจตาย แม้จะสิ้นชีพแต่สายตานั้นยังจ้องมองศิลาอย่างอาฆาตเครียดแค้นเต็มในห้วงอารมณ์ความรู้สึก
“ไปแค้นฉันต่อในนรกเถอะ” ศิลาสะบัดคมดาบ
ไดอาโบนั่งไขว้ห่างชมลูกน้องของตนถูกสังหารหมู่โดยศิลาอย่างใจเย็นมานานตอนนี้ถอนหายใจออกมาพร้อมพูดกับอากาศธาตุความว่างเปล่าว่า
“ร้อยไม่ควร พันไม่ควร มีหมื่นตายหมื่น มีแสนตายแสน พวกเทพสงครามไม่ควรต่อสู้กับชายคนนี้ ดูเหมือนจะก้าวข้าม มาเป็นมหาเทพสงคราม ซึ่งเป็นตัวตนที่ทัดเทียมกับข้าไดอาโบผู้นี้แล้วซินะ ไม่ซิหรืออาจจะเหนือกว่าขั้นหนึ่ง แบบนี้ค่อยคุ้มค่ากับความคาดหวัง” ไดอาโบเผยรอยยิ้มอย่างลึกซึ้ง มือขวาสะบัดกางมาด้านหน้าพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“พอแค่นั้นแหละมหาเทพสงคราม ศิลา เทพสงครามแห่งข้าพวกเจ้าจงปล่อยให้เขาผ่านเข้ามาเสีย” เสียงของไดอาโบได้ยินไปทั่วตำหนักนิรนาม
หรือคิดไปเอง ทำไมน้ำเสียงของมันเปลี่ยนไป เสียงแบบนี้คุ้นๆเหมือนเสียงเราเลยแหะ
เทพสงครามที่เหลือเปิดทางให้ศิลา ทว่าแววตายังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกแค้น
“ก็แค่นั้น ยอมเปิดทางให้ตั้งแต่แรกก็จบ” บ่นเล็กน้อย เดินผ่านหน้าตาเฉยไม่ทุกข์ร้อน “หวังว่าพวกแกคงไม่รอบกัดเหมือนจ้าวนายหรอกนะ” ยังไม่วายยั่วโมโห
แม่ทัพจอมเวทย์ฟันกัดแน่นมือกำสั่นความแค้นฝังแน่นเต็มอก ทว่าก็ต้องยอมรับความจริง พลังของตนกับบุรุษที่กำลังเดินจากไปนั้นต่างกันราวกับยังกับมากันคนละโลก เป็นความแข็งแกร่งที่ต่อให้ฝึกฝนพยายามมากเท่าไหร่ก็คงไม่มีวันได้สัมผัส อย่าว่าแต่สัมผัสเลย แค่เฉียดเข้าใกล้ยังมิสามารถทำได้ด้วยซ้ำ
“เกิดอะไรขึ้นครับหัวหน้า ทำไมจู่ๆไดอาโบถึงยอมให้บอสเข้าใกล้ตนเองได้ขนาดนี้ มันไม่ย้ามใจมากเกินไปหน่อยหรือไง” ลูกน้องชั่งสงสัยหันมาถามรูเซียโน่ และเหมือนจะเป็นคำถามที่หลายคนกำลังสงสันอยู่เช่นกัน
“มันรู้ไงล่ะว่าลูกชายฉันเป็นคนยังไง อย่าลืมซิว่าไดอาโบถูกสร้างขึ้นมาโดยมี Database เป็นของเจ้าลูกชาย”
“อีกอย่างที่ผมสงสัย บอสบรรลุเงื่อนไขอะไรถึงได้วิวัฒนาการเป็นเทพสงครามไร้สิ้นสุด”
ชิงหลงขยับแว่นเล็กน้อย “นายนี่ช่างสงสัยเสียจริงนะ มหาเทพสงครามไร้สิ้นสุดมีไว้ให้ผู้เล่นเพียงหนึ่งเดียวที่มีค่าสถานะสูงที่สุดจนเกินขีดจำกัด อีกอย่างบอสวิวัฒนาการเป็นเทพสงครามไร้ลักษณ์ระดับสามร้อยแต่ทว่าค่าเลเวลจริงมากกว่านั้น ทำให้บรรลุเงื่อนไขที่สอง ค่าประสบการณ์ไร้ลักษณ์เกินขีดจำกัด เงื่อนไขสุดท้ายของผู้ที่จะได้ครอบครองพลังมหาเทพสงครามไร้สิ้นสุด คือตั้งแต่เริ่มต้นเล่นเกมจนถึงปัจจุบันต้องวิวัฒนาการไม่ต่ำกว่าสามครั้ง”
“โฮ... เงื่อนไขโหดเอาเรื่อง ตั้งไว้แบบนั้นคุณชิงหลงไม่คิดว่าจะไม่มีผู้เล่นคนไหนทำตามเงื่อนได้จนครบบ้างหรอครับ” ชายคนดังกล่าวถามด้วยความสงสัย แค่ฟังก็รู้แล้วว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครสามารถเคลียร์เงื่อนไขสุดหินแบบนั้นได้
“ถ้างั้นก็ถือว่าไม่มีใครดีพอที่จะครอบครองพลังเอกภพรวมศูนย์ มหาเทพสงครามไร้สิ้นสุด อีกอย่างฉันยังไม่ได้ใส่โคดคำสั่งนั้นลงไป แต่อลิซกลับจัดการด้วยความตั้งใจของตนเอง”
พนักงานสาวคนหนึ่งหันไปมองหน้าจอมอนิเตอร์อีกด้านที่ไม่มีใครให้ความสนใจ “ทุกคนคะ แย่แล้ว ดูเหมือนจะเกิดเรื่องขึ้นอีกแล้วค่ะ ผู้เล่น Legeand 2 เปิดศึกกับกิลด์เทพผู้สร้างแล้ว”
ทุกคนหันไปให้ความสนใจแทบไม่ทัน ไม่เว้นแม้แต่ชิงหลงและรูเซียโน่ ในจอภาพกำลังฉายฉากนรกบนดิน เป็นภาพมหาสงครามเป็นรูปแบบ
“ใครเป็นแกนหลักของพวกLegendทู” ชิงหลงสงสัย พยายามกวาดสายตามองในจอภาพหาผู้เล่นที่คิดว่าแข็งแกร่งที่สุด
“สามกิลด์หลักค่ะ กิลด์พิทักษ์จันทรา กิลด์พิทักษ์สุริยันและกิลด์ยอดยุทธุ์ นำโดย เล่าปี่ โจโฉ และโมนา”
“เฮ่ยเดี๋ยวนะ!!?.. และกองกำลังอาชญากรอีกห้าแสน นำโดยคุณหนูกำลังเคลื่อนทัพมายังเมืองสุริยัน โอ่ววว...นี่มันอะไรกันเนี่ย หรือจะเป็นวันสุดท้ายของโลก” ชายหนุ่มเกาหัวรุนแรง
เอาและไง เอาและไง ความบรรลัยมาแล้ว ได้ทำการซ่อมโปรแกรมทุกอย่างใหม่หใดแน่
“ผมว่าต่อให้กิลด์เทพผู้สร้างมีกำลังพลและเหล่าภูติแห่งแสง อย่าง สุริยเทพ วายุเทพ วารีเทพ อัสนีเทพ อัคคีเทพและปัฐพีเทพ ก็คงไม่สามารถต้านทานได้” ชายหนุ่มอีกคนวิเคราะห์ ชิงหลงเห็นต่างออกไปพูดขึ้นว่า
“มันก็ไม่แน่ หลังจบสงครามตำหนักศิลา สามกิลด์หลักของผู้เล่นยุคใหม่ได้เลิกเป็นพันธมิตรกับกิลด์ของบอส”
หลายคนหันมามองชิงหลงคอแทบหัก ฮึ...! ? .... “ทำไมล่ะครับ”
“เพราะผู้เล่นยุคสองประท้วงน่ะซิ การรวมมือกับกิลด์เทพทำลายล้าง Destroyer มันผิดจุดประสงค์ของพวกเขา เพราะกิลด์ของบอสก็จัดอยู่ในตำนานบทแรก”
โมนาไม่เต็มใจที่จะตัดพันธมิตรกับกิลด์ของศิลา เขารู้ดีว่าต่อให้ผู้เล่นยุคสองรวมตัวกันมากมายขนาดไหนก็ไม่สามารถสู้กองกำลังอาชญากรได้ แม้พวกอาชญากรจะมีน้อยกว่ามากแต่ทว่าอัดแน่นด้วยคุณภาพและฝีมือที่เจนจัด ประสบการในสงครามสูง แต่เขาต้องจนใจเพราะเดิมทีสามกิลด์หลักถูกก่อตั้งมาเพื่อจุดประสงค์ล้มล้างพวกผู้เล่นยุคแรก ลำพังแค่ความเห็นของเหล่าเสนาธิการเพียงหยิบมือไม่สามารถคัดค้านเสียงของลูกกิลด์ที่มีมากกว่าได้ และเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับนีวาเป็นอย่างมากเหตุการตัดพันธมิตรทำให้เธอจะไม่สามารถเข้ามาสนิทชิดเชื้อศิลาได้อีก อีกอย่างในโลกความจริงเธอก็หาเขาไม่พบ ไม่รู้ว่าชายหนุ่มย้ายบ้านไปตอนไหนและไปอยู่ที่ไหน เพราะเดิมทีแคมป์ E-Sport ที่พวกเธออาศัยตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านของศิลาพอดี แต่ตอนนี้เขากลับหายไปราวกับไม่มีตัวตน
เหล่าลูกน้องพนักงานหันให้ความสนใจจอมอนิเตอร์อีกครั้ง พร้อมใครคนหนึ่งเปรยออกมา “แบบนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะกลายเป็นสงครามสามทัพ ที่จะตัดสินชะตาและทิศทางความเป็นไปของโลก”
“ใช่” รูเซียโน่กล่าว “ใครชนะในสงครามนี้จะทำให้ไม่มีกองกำลังไหนกล้าต่อต้านอีก มันก็เหมือนได้ครอบครองโลกไว้ในมือ”
“จะว่าไป ในสงครามตำหนักศิลาผมจำได้ว่า มีอาชญากรใช้อวตารแห่งเทพอิซานางิและอิซานามิ แบบนั้นเท่ากับว่าทั้งอามาเทราสึ คิตสึเนะ บิชามอนเทน อาชูร่า เป็นเทพรับใช้ของกองกำลังอาชญากรทั้งหมด”
“จริงซิ!!... ลืมไปเลย แบบนี้มีลุ้นได้เห็นเหล่าภูติแห่งแสงปะทะกับเทพเจ้า”
“อาจจะไม่ก็ได้นะคะ” หญิงสาวชี้ให้ดูในจอมอนิเตอร์ โมนากำลังจะซัดกับวายุเทพแล้ว ส่วนโจโฉกำลังจะซัดกับวารีเทพ เล่าปี่กำลังเปิดศึกกับปัฐพีเทพ”
ชิงหลงหันมาสนใจจอของพวกอาชญากร “ด้านนี้ คุณหนูก็มาถึงเขตชายแดนเมืองสุริยันแล้ว เอาล่ะ ขอดูหน่อยซิ กิลด์เทพผู้สร้างจะโต้ตอบอย่างไร จะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ไหม”
ยังไม่ทันได้ทำอะไรจอมอนิเตอร์ที่ปิดอยู่พลันสว่างฉายภาพขึ้นเองหนึ่งจอ “เฮ่ยยย!!...งามไส้ กองทัพวานร นำโดยพาลีประชิดเขตแดนเมืองสุริยันแล้ว แถมด้านเหนือของเมืองกองทัพเทพสงคราม นำโดนเดม่อนก็มาถึงแล้ว”
“โอ่ววพระเจ้า ทำไมถึงพร้อมใจเคลื่อนไหวอะไรกันแบบนี้ สาบานว่าพวกเองไม่ได้นัดหมายกัน” พนักงานเริ่มกุมขมับ ไม่ต้องคิดเลยว่าจบสงครามนี้พวกเขาต้องซ่อมแซมกันหนักหนาขนาดไหน
“ไม่เห็นแปลก” ชิงหลงนั่งสบายอารมณ์มองดูพวกนีโอวางแผน “เทพสงครามได้วงแหวนโลกาและเศษวิญญาณธรรมชาติของบอสไปแล้ว ถ้าจะรวบรวมให้ครบมันก็ต้องมาบุกเมืองสุริยันต์เพื่อชิงเศษวิญญาณแห่งธรรมชาติที่เหลือไป อีกอย่างองค์รามก็ร่วมมือกับเทพสงคราม”
ร่วมมือ!!....? “พระรามเนี่ยนะ ร่วมมือกับไดอาโบ?..”
ชิงหลงพยักหน้ากึกกึก “อ่า ทำไมล่ะไม่เห็นแปลกตรงไหน หากมีผลประโยชน์อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้”
“คุณชิงหลงกำลังจะบอกว่า พระรามมีข้อตกลงกับมหาเทพสงครามไดอาโบอย่างงั้นสินะครับ”
“ใช่ มีศัตรูกลุ่มเดียวย่อมดีกว่ามีศัตรูเป็นร้อยกลุ่ม คงเป็นการร่วมมือกันกำจัดผู้เล่น สุดท้ายแล้วค่อยมาตัดสินกันเองระหว่างมหาเทพสงครามและฝ่ายวานร”
สำหรับผู้เล่นแล้วโลกเดม่อนลอร์ดคือโลกเสมือน เป็นแค่เกม แต่สำหรับพวก NPC นั้นไม่ใช่ โลกเดม่อนลอร์ดคือโลกจริงๆของพวกเขา ในโลกที่เต็มไปด้วยพลัง ปฏิหาริย์และศรัทธาแบบนี้ไม่ว่าใครย่อมอยากจะครอบครอง