ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 124 ความจริงในอดีต

            “ผู้อาวุโสอู่หวังฉีเคยเล่าให้ฟังว่าจอมยุทธ์ระดับพระเจ้าในอดีตนั้นสามารถสร้างโลกใบเล็กของตนขึ้นมาได้  แต่ว่าพวกเขาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากมายมหาศาลและใช้เวลาในการสร้างมากเลยไม่ค่อยมีใครสร้างโลกใบเล็กนี่คงเป็นโลกใบเล็กของจอมยุทธ์โบราณ ที่สร้างไว้ก่อนจะสิ้นอายุขัยก็อาจจะเป็นไปได้แต่ว่านำไปใช้ยังไง คงต้องกลับไปถามผู้อาวุโสอู่หวังฉีอีกครั้ง”

                “เอาหละพวกเราเดินสำรวจสถานที่แห่งนี้ให้ทั่วกันเถอะน่าจะมีสิ่งของมีค่าอยู่บ้างจอมยุทธ์ระดับพระเจ้าคงทิ้งสิ่งของไว้บ้างไม่มากก็น้อย” เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นมา

                “ท่านพี่แต่ข้ายังคงสงสัยเส้นทางที่เหลืออยู่ทางด้านนั้นเส้นทางของมันเหมือนมีอะไรสักอย่างข้าสังหรณ์ใจว่าเส้นทางนั้นอาจจะเป็นเส้นทางที่มีความลับบางอย่างอยู่ ท่านพี่พวกเราลองไปสำรวจดูสักหน่อยคงไม่เป็นไร”

                “ก็ได้ ในเมืองเจ้าอยากจะไปสำรวจทางเส้นนั้นข้าเองก็ไม่ขัดข้องพวกเราเองก็เข้ามาในที่นี้นานแล้ว หากมีอันตรายพวกเราคงเจอมานานแล้วข้าว่าเส้นทางพวกนี้น่าจะเป็นเส้นทางที่เหล่าจอมยุทธ์โบราณสร้างขึ้นมามิเช่นนั้นพวกเราคงไม่อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงตอนนี้”

                “เช่นนั้นให้ข้าเป็นคนนำทางพวกท่านไปเองข้าจื่อโหวเป็นเจ้าแห่งโชคลาภในการล่าสมบัติอยู่แล้ว”

                “เช่นนั้นเจ้าก็นำทางพวกเราไปเถอะบางทีสิ่งนั้นอาจจะมีของที่มีค่าอยู่ในนั้นก็เป็นได้หรือไม่ก็อาจจะมีสมุนไพรหากยากอยู่ในเส้นทางนั้นใครจะไปรู้กันเล่า”

            จื่อโหวรีบเดินนำหน้าทุกคนไปตามเส้นทางที่ทอดผ่านอย่างรวดเร็วผ่านไปราวครึ่งชั่วยามเสียงที่เสี่ยวหลงได้ยินกลับดังชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ  จนพวกเขาเดินไปถึงทางแยกเสี่ยวหลงเลือกไปทางแยกทางด้านขวาทันที เมื่อเดินเข้าไปได้ไม่นานนักพวกเขาเจอกับค่ายกลแต่มันเสียหายไปบางส่วน

            “ท่านพี่ท่านพอจะซ่อมค่ายกลนี้ได้ไหม”

            เฟิ่งหยูพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งเขามองออกในทันทีเพราะค่ายกลนี้ดูคล้ายกับค่ายกลมิติเพียงแต่ว่ามันมีขนาดใหญ่กว่ามาก และซับซ้อนยิ่งกว่าค่ายกลที่เขาสร้างมา

            “มันน่าจะเป็นค่ายกลมิติเพียงแต่ว่ามันเสียหายไปบางส่วน ข้าขอศึกษาดูก่อน”

            เฟิ่งหยูใช้เวลาในการศึกษาค่ายกลนี้อยู่นานราว ๆ สามชั่วยาม หลังจากศึกษาจนเข้าใจอย่างละเอียดแล้ว เฟิ่งหยูจึงค่อยๆเริ่มศึกษาจุดที่เสียหายและทำการซ่อมแซมค่ายกลไปด้วยพื้นฐานที่เขามีทำให้ความเข้าใจในค่ายกลของเฟิ่งหยูเพิ่มสูงขึ้นและมีความลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมมากมาย

            สองวันผ่านเฟิ่งหยูศึกษาค่ายกลได้อย่างลึกซึ้งเขาสามารถซ่อมแซมค่ายกลได้แล้วเกือบเก้าสิบเปอร์เซนต์

            “ขอเวลาข้าอีกหน่อยไม่เกินวันนี้ค่ายกลนี้ซ่อมเสร็จอย่างแน่นอน”

            องค์ชายทั้งสองและเสี่ยวหลงจื่อโหวพลัดกันออกสำรวจบริเวณรอบ ๆ ตลอดสองวันมานี้พวกเขาออกสำรวจรอบ ๆจนเกือบทั่วบริเวณนี้แล้ว

            ทันใดนั้น.......

            “ท่านพี่ ข้าพบแท่นจารึกอยู่ด้านในมันน่าจะเป็นบันทึกโบราณหากท่านซ่อมค่ายกลเสร็จพวกเราค่อยไปดูกัน”เสียงของเสี่ยวหลงและจื่อโหวดังมาแต่ไกลพวกเขาเดินออกมาจากเส้นทางหนึ่งที่พวกเขาเข้าไปสำรวจ

            “ได้สิตอนนี้ข้าเกือบจะซ่อมแซมค่ายกลนี้เสร็จแล้ว พวกเจ้าพักผ่อนรอข้าก่อนไม่แน่ว่าเราอาจจะรู้เรื่องราวของสถานที่แห่งนี้ก็เป็นได้”

            “ได้สิท่านพี่พวกเราจะพักผ่อนรอท่านพี่”

            เฟิ่งหยูซ่อมค่ายกลมิติเสร็จอีกสองชั่วยามต่อมามันเป็นค่ายกลที่ใหญ่เป็นอย่างมากคาดว่าคงจะสามารถเคลื่อนย้ายคนได้นับพันในเวลาเดียวกันเพราะจุดแหล่งจ่ายพลังงานของมันใหญ่กว่าของเฟิ่งหยูนับสิบเท่า แต่ค่ายกลขนาดใหญ่ขนาดนี้คงไม่สามารถใช้หินวิญญาณระดับต่ำได้อย่างแน่นอนมันคงต้องใช้หินวิญญาณระดับกลางหรือหินวิญญาณระดับสูงเท่านั้น

            เฟิ่งหยูใช้เวลาในการพักพื้นตัวเองอีกครึ่งชั่วยามพวกเขาจึงพร้อมไปสำรวจแท่นจารึกที่เสี่ยวหลงและจื่อโหวค้นพบ

            “เสี่ยวหลงพวกเจ้านำทางพวกเราไปได้แล้วข้าพื้นฟูพลังกลับคืนมาแล้ว”

            “ได้ขอรับท่านพี่พวกเราจะนำทางพวกท่านเององค์ชายพวกท่านพร้อมหรือยัง?”

            “พวกเราเองก็พร้อมอยู่นานแล้วพวกเราไปกันเถอะ”

            เสี่ยวหลงและจื่อโหวเดินนำพวกเขาเข้าไปยังเส้นทางที่พวกเขาสำรวจมาเพียงแค่หนึ่งชั่วยามพวกเขาก็มาถึงยังแท่นจารึกพวกเขาแต่ละคนเริ่มทำการสำรวจแท่นจารึกที่มีขนาดใหญ่มันสูงราวๆ ห้าเมตรกว้างสองเมตร เฟิ่งหยูพยายามอ่านข้อความในจารึกนั้นแต่มันเป็นอักษรโบราณเขาไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด

            เฟิ่งหยูใช้มือขวาของเขาแตะไปที่แท่นจารึกพร้อมกับปลดปล่อยจิตสัมผัสของเขาเข้าไปยังแท่นจารึกทันใดนั้น

            วูบบบ....

            เฟิ่งหยูลืมตาขึ้นเขามองไปยังข้างหน้าถึงกับตกตะลึง ด้านหน้าของเฟิ่งหยูเป็นโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลผู้คนอยู่กันอย่างสงบ เป็นโลกที่มีพลังฟ้าดินที่หนาแน่น เฟิ่งหยูมองไปที่แต่ละคนเด็กเล็กที่วิ่งเล่นยังมีอยู่ในขั้นเทวะ พวกที่บ่มเพาะฝึกฝนต่างมีระดับที่สูงทั้งหมด

            “หรือว่านี่จะเป็นโลกในสมัยโบราณกันนะ”

            ทันใดนั้นพวกองค์ชายทั้งสองจื่อโหวและมังกรน้อยก็พลันปรากฏกายข้างๆเฟิ่งหยู

            “ท่านพี่นี่มันเป็นที่นี่คือที่ไหนกันทำไมพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดถึงได้หนาแน่นถึงเพียงนี้”

            “ที่นี่น่าจะเป็นโลกยุคโบราณเจ้าลองดูเด็กๆ ที่เล่นกันตรงนั้น พวกเขาอยู่ในขั้นเทวะทั้งหมดส่วนโน่นเจ้าเห็นพวกที่ฝึกฝนอยู่ตรงนั้นไหมพวกนั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าอย่างแน่นอน” เฟิ่งหยูอธิบาย

            “ที่พวกเราเห็นน่าจะเป็นภาพที่ถูกบันทึกไว้ในแท่นศิลาจารึกเอาหละพวกเจ้าตั้งใจดูเหตุการณ์ต่างๆ ให้ดีก็แล้วกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นนี่อาจจะเป็นครั้งเดียวที่พวกเราได้เห็นภาพในอดีตที่ผ่านมานับล้าน ๆ ปี”

            “ขอรับท่านพี่”

            ภาพเรื่องราวต่าง ๆไหลผ่านไปตามกาลเวลา จนวันหนึ่งขณะที่ทุกคนทำภารกิจต่าง ๆ ของตนตามปกติเรือรบท้องฟ้ามืดครึ้ม ดวงอาทิตย์ถูกบดบัง เรือรบขนาดใหญ่ลำหนึ่งลอยลงมาจากฟากฟ้ามีชายคนชราคนหนึ่งลอยตัวขึ้นไปเจรจากับพวกที่อยู่บนเรือรบ

            พวกเขาเจรจากันอยู่พักใหญ่ทันใดนั้นชายชราคนนั้นก็ถูกพวกที่อยู่บนเรือรบสังหารตกลงมาจากท้องฟ้าผู้คนมากมายที่เห็นเหตุการณ์ต่างตกตะลึง จากนั้นพวกคนที่อยู่บนเรือต่างพากันลงมาไล่ล่าสังหารเหล่าผู้คนที่อยู่ด้านล่างจนกระทั่งมีนักรบที่แต่งตัวเต็มยศจำนวนสิบที่มุ่งหน้ามาช่วยเหลือทั้งสิบคนต่างเข้าไปไล่ล่าสังหารพวกที่อยู่บนเรือและพวกที่ออกมาจากเรือตามเมืองต่าง ๆ จนหมดสิ้น

            จากนั้นพวกเราร่วมกันปรึกษากันพักใหญ่จึงแยกย้ายกันออกไปคนละทิศคนละทางเวลาผ่านไปอีกไม่นาน พวกเขาทั้งหมดมารวมตัวกันอีกครั้งพร้อมกับผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากแต่ละคนที่เข้าร่วมล้วนแต่มีพลังยุทธ์อยู่ในระดับสูงด้วยกันทั้งสิ้นมีทั้งเผ่ามนุษย์ เผ่าสัตว์อสูร

            จากนั้นพวกเขาต่างร่วมมือกันสร้างของบางสิ่งขึ้นมาส่วนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังวุ่นและสร้างค่ายกลขนาดใหญ่ขึ้นมาจุดที่พวกเขาสร้างนั้นเฟิ่งหยูเองก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนจนกระทั่งองค์ชายอานฉวนเอ่ยขึ้นมา

            “บริเวณที่พวกเขาสร้างค่ายกลนั้นอยู่ในอาณาจักรมังกรครามข้าเคยเห็นสิ่งนั้นมันอยู่ที่หุบเขามังกร”

            เวลาผ่านไปเรื่อย ๆจนพวกเขาสร้างของเหล่านั้นเสร็จสิ้น พวกเขารีบเปิดค่ายกลที่สร้างขึ้นพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดพลันค่อย ๆ หายไปจนสิ้นจากนั้นพลันมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาสร้างลอยขึ้นมาและหายลับไปอย่างรวดเร็วเฟิ่งหยูจำได้อย่างชัดเจน

            สิ่งนั้นคือเจดีย์ฟ้าสวรรค์ที่เขาครอบครองอยู่นั่นเองจากนั้นพวกเขาต่างพากันขึ้นเรือรบที่ได้มาจากพวกที่บุกเข้ามาตอนแรกไปพวกเขามุ่งหน้าออกไปอย่างรีบเร่ง

            จากนั้นภาพจึงตัดออกไปนอกโลก นักรบชุดเกราะเต็มยศทั้งสิบต่างทยอยกันออกจากเรือรบนั้นกระจายออกไปทั่วอวกาศหลังจากนั้นไม่นานแสงสว่างดวงแรกก็สว่างจ้าขึ้นตามมาด้วยดวงที่สองสามสี่........จนกระทั่งแสงสว่างดวงที่สิบสว่างขึ้นเส้นสายเริ่มยิงเข้าหาแสงสว่างแต่ละดวงทีละเส้น ทีละเส้น รายล้อมรอบโลกใบนี้แสงสว่างแต่ละดวงพลันกลายเป็นเส้นสายมากมายเชื่อมโยงกันจนห่อหุ้มโลกใบนี้เอาไว้

            ฉับพลันโลกทั้งใบพลันเลือนหายไปทันทีเรือรบที่ยังคงเหลือเหล่าจอมยุทธ์ทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์และเผ่าพันธุ์สัตว์อสูร ค่อยๆ นำเรือรบลอยออกห่างจากโลกใบนี้ไป พวกเขาลอยอยู่ในอวกาศราว ๆ หนึ่งเดือนได้เรือรบที่พวกเขาอยู่พลันโดนเรือรบนับร้อยนับพันล้อมรอบโดยมีจอมยุทธ์ขั้นพระเจ้าเป็นผู้นำ ต่างออกมาเจรจากันแต่เพียงไม่นานพวกเขาก็เริ่มต่อสู้กันเอง

            “การต่อสู้ระดับพระเจ้าพวกเจ้าดูให้ดีว่านักรบระดับพระเจ้าจะมีความยิ่งใหญ่ขนาดไหน ในอนาคตพวกเราต้องเจอกับคนแบบนั้นอย่างแน่นอน”เฟิ่งหยูกล่าวบอกแก่พวกเขาทั้งหลาย

            เพียงไม่นานการต่อสู้ที่ดุเดือนก็เริ่มขึ้นดวงดาวหลายดวงพลันแตกสลาย เศษดวงดาวกลายเป็นดาวหางปลิวว่อนไปทั่วจักรวาลเหล่าผู้คนจากดาวดวงอื่นเริ่มหันมามองยังเรือรบที่จอมยุทธ์ที่เหลือ พวกเขารีบนำเรือรบหนีออกจากที่แห่งนั้นมุ่งหน้าไปยังอวกาศที่ห่างไกล

            พวกเขาพากันหลบหนีอย่างรวดเร็วและสามารถหนีได้เป็นเวลาถึงหนึ่งเดือนเต็มก่อนที่เรือลำนั้นจะหยุดลงเพราะไม่มีเชื้อเพลิงอีกต่อไปเพียงไม่นานเรือรบนับร้อยพลันมุ่งตรงมาหาเรือรบลำนั้นอย่างรวดเร็วเมื่อเรือรบนับร้อยเข้ามาใกล้เรือรบของเหล่าจอมยุทธ์

            ตู้มมมม........

            เสียระเบิดจากเรือรบที่เหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายอยู่พลันระเบิดออกมารัศมีการระเบิดทำให้เรือรบทั้งหมดที่ตามมากว่าร้อยลำพลันถูกทำลายลงไปในทันที

            จากนั้นภาพก็ตัดมาที่โลกใบเดิม หลังจากนั้นอีกไม่กี่ร้อยปีเกิดมีสงครามระหว่างสัตว์อสูรและมนุษย์ขึ้นมีจอมยุทธ์ชราที่เป็นเผ่าอสูรและเผ่ามนุษย์ดูแล้วพวกเขาน่าจะเป็นเพื่อนกัน ทั้งสองได้สร้างดินแดนอาณาจักรใต้ท้องทะเลขึ้นมาและทำการโยกย้ายนำสัตว์อสูรบางส่วนเข้ามาอยู่อาศัย สุดท้ายทั้งสองจึงได้ตัดสินใจสร้างโลกใบเล็กขึ้นมาพร้อมกับสร้างค่ายกลขนาดใหญ่ที่เฟิ่งหยูซ่อมแซมขึ้นมา

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน