เสียงกริ่งดังขึ้นเมื่อถึงเวลาพักเที่ยง ทันทีที่ร่างเล็กก้าวขาออกมาจากห้องเรียนก็เจอกับสองพี่น้องยืนรออยู่
คีนะโเข้ามาเกาะแขนพลางยิ้มแป้นให้กันอย่างที่ชอบทำ ผิดกับเคนที่แค่เดินเข้ามาหานิ่ง ๆ พร้อมเอ่ยปากบอกกับสมาชิกอีกคนที่ตนมายืนรอ ก่อนจะเดินนำออกไป
“ไปกินข้าว หิวแล้ว”
ระหว่างทางเดินมาโรงอาหารคีนยังไม่ปล่อยแขนน่านน้ำให้เป็อิสระทั้งยังพูดเจื้อยแจ้วถึงการเรียนใน่เช้า
คีนเป็นักเรียนมัธยมชั้นปีที่หนึ่งที่ดูตัวโตเกินวัย ส่วนเคนเป็พี่มอหกปีสุดท้ายที่จะได้เรียนที่นี่ แม้อายุของเคนกับน่านน้ำจะห่างกันแค่ปีเดียวแต่เพราะตอนอายุสิบหก่เข้ามอสี่น่านน้ำจำเป็ต้องหยุดเรียนเพราะป้าษาไม่ได้ทำเื่ส่งเขาเข้าเรียนต่อ จึงได้มาเรียนมอสี่ตอนอายุใกล้จะสิบเจ็ดอีกแค่ไม่กี่เดือนหลังจากหยุดเรียนไปหนึ่งปี
สายตาหลายคู่จับจ้องมายังสองพี่น้องหน้าตาดี ผู้ถูกขนานนามไปทั่วทั้งโรงเรียน เป็ที่รู้จักของนักเรียนทุกระดับชั้น ต่อให้เขาจะเดินอยู่ข้าง ๆ คีน ทว่าไม่ต่างจากอากาศหรือสิ่งกีดขว้างที่บดบังใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มข้าง ๆ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารรู้สึกน่าอึดอัดไม่น้อย นั่นอาจเป็เพราะสายตาที่จับจ้องมาที่พวกเขาอยู่ตลอด
น่านน้ำอยากจะลุกออกไปนั่งหลบมุมทานคนเดียวเงียบ ๆ แต่หากทำแบบนั้นคีนคงไม่ยอม เห็นเคนเงียบ ๆ แบบนี้เ้าตัวก็คงไม่ยอมเหมือนกัน
ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่อยู่บ้านเดียวกัน น่านน้ำพอจะรู้นิสัยของทั้งสองคนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็คือทุกคนที่บ้านวิรุฬห์โยธินมองว่าน่านน้ำเป็คนในครอบครัว แม้ว่าตัวเขาเองจะยังไม่ยอมรับในจุดนั้นก็ตาม
“พี่น่านกินเยอะ ๆ นะ คีนแบ่งหมูกรอบให้”
เด็กหนุ่มข้างกายตักหมูกรอบในจานของตัวเองใส่จานของน่านน้ำตามที่พูด เช่นเดียวกับเคนที่แม้จะไม่พูดอะไรแต่กลับตักไก่ให้เขา
“ขอบคุณนะ” เมื่อเป็ผู้รับแล้วก็ควรเป็ผู้ให้ด้วย น่านน้ำเอ่ยขอบคุณพร้อมกับตักไข่ดาวในจานให้กับคีน ก่อนจะตักแตงกวาให้กับเคน เพราะเขารู้ว่าคนอายุมากชอบทานผัก ส่วนน้องเล็กอย่างคีนเป็คนไม่ทานเผ็ด
จริง ๆ แล้วเขาอาจจะรู้จักทุกคนมากกว่าที่คิดก็ได้ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่น่านน้ำคอยสังเกตพฤติกรรม การใช้ชีวิต รวมถึงอาหารการกินของแต่ละคนในบ้าน
นั่นคงเป็เพราะน่านน้ำคิดว่าสักวันเขาอาจจะทำอะไรเพื่อตอบแทนทุกคนในแบบที่อีกฝ่ายชอบและไม่รู้สึกอึดอัด
หลังทานข้าวเสร็จยังมีเวลาเหลืออยู่อีกนิดหน่อยก่อนเข้าเรียน่บ่าย คีนลากเคนกับน่านน้ำมานั่งเล่นที่โดมกระจก ซึ่งเป็พื้นที่กว้างมีที่นั่งพักผ่อนสำหรับนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียน
“ปล่อยให้น่านเขาไปอยู่กับเพื่อนบ้างก็ได้คีน”
เคนเอ่ยดุน้องชายที่ตามติดอีกคนแจ ทั้งที่เป็เวลาพักก็ไม่ยอมปล่อยให้น่านน้ำได้ไปอยู่กับเพื่อน โดยที่เคนไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้วน่านน้ำไม่ได้มีเพื่อนอย่างที่คิด หากกลับขึ้นห้องเขาก็คงไปนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ คนเดียวอย่างเคย ต้องขอบคุณคีนด้วยซ้ำที่ลากเขามานั่งด้วยกัน อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่เหงา..
“ไม่ได้อยู่ด้วยกันที่โรงเรียนแบบนี้ทุกวันสักหน่อย คีนก็แค่อยากเล่นกับพี่น่าน ทำไมเฮียเคนต้องทำเสียงดุ เหมือนเฮียคินทร์ไม่มีผิด”
เด็กหนุ่มบ่นกระปอดกระแปด ไม่ว่าจะพี่คนโตหรือพี่คนกลางต่างก็เอาแต่ดุตนเื่น่านน้ำ เขาก็แค่อยากเล่นกับน่านน้ำก็เท่านั้น
“เฮียเบื่ิอจะคุยกับคีน” คนพูดถอนหายใจหนักพลางเบือนหน้าไปทางอื่น
“คีนก็เบื่อเฮีย คนอะไรชอบทำหน้าเบื่อโลก ชิ!”
คนถูกบ่นไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก ปล่อยให้น้องชายตั้งแง่ตั้งงอนอยู่ฝ่ายเดียว
สามพี่น้องที่เกิดมาจากท้องเดียวกันช่างต่างกันอย่างเห็นได้ชัดจริง ๆ
น่านน้ำไม่มีส่วนออกความคิดเห็นใด ๆ ในเื่นี้ สำหรับเขายังไงก็ได้ หากคีนอยากให้อยู่ตรงนี้เขาก็จะอยู่ หรือถ้าอยากให้ไปเขาก็จะไป การอยู่กับสองพี่น้องไม่ได้น่าอึดอัดเท่าการถูกสายตาคนอื่นจับจ้อง
เวลาล่วงเลยมานับสิบนาทีน่านน้ำได้รู้จักรุ่นน้องเพิ่มมาคนหนึ่ง เป็เพื่อนของคีนซึ่งเรียนอยู่ห้องเดียวกัน จากที่ดูเผิน ๆ คงจะสนิทกันระดับหนึ่ง เ้าเด็กพูดเก่งแนะนำน่านน้ำให้เพื่อนได้รู้จักโดยบอกไปว่าน่านน้ำเป็พี่ชายของตนเอง
ไม่ได้อธิบายเื่ราวส่วนตัวใด ๆ บอกกล่าวเพียงเท่านั้นเพื่อให้รู้จักกันก็เป็อันจบ
“อีกเดี๋ยวต้องเข้าเรียนแล้ว.. พี่ว่าเราแยกกันกลับห้องเลยดีไหม”
เสียงหวานเอ่ยอ้อมแอ้มคล้ายเกรงใจ ทว่าเคนรีบตอบตกลงเห็นด้วยโดยไม่ต้องคิดให้นาน ต่างจากคีนที่ทำหน้าเซ็ง ๆ
“อือ แยกกันเลยดีกว่า”
“ยังอยากนั่งเล่นกับพี่น่านอยู่เลย”
“น้อย ๆ หน่อยคีน เลิกเรียนก็ได้เจอกัน กลับบ้านก็เจอกัน จะโอดครวญอะไรนัก”
พี่ชายคนกลางเอ็ดน้องชายเสียงเข้ม ไม่ได้พูดเสียงดัง ทว่าถอยคำที่เอ่ยออกมาหนักแน่นมากพอที่จะทำให้คีนเถียงไม่ออก
“ไม่เห็นต้องดุเลย..” เด็กหนุ่มเอ่ยพึมพำเสียงเบานึกน้อยใจพี่ชายที่เดี๋ยวนี้เอาแต่ดุเขากันทั้งสองคน
“อย่าดุน้องเลยครับเฮียเคน” เมื่อเห็นสีหน้าไม่ดีของคีนคนกลางอย่างเขาก็พยายามทำให้ทุกอย่างโอเคที่สุด “เดี๋ยวพี่เดินไปส่งที่ห้อง.. โอเคไหม”
“รบกวนพี่น่านหรือเปล่า”
เพราะถูกพี่ชายสองคนพูดกรอกหูอยู่บ่อยครั้งว่าตนรบกวนน่านน้ำมากเกินไป แต่เพราะมีน่านน้ำคอยให้ท้าย ไม่เคยกล่าวโทษว่ารบกวน คีนเลยไม่ได้เก็บเอาคำพูดพวกนั้นของเฮียคินทร์มาใส่ใจ ทว่าครั้งนี้คนที่ดุเป็เฮียเคน เขาจึงรู้สึกเกรงกลัวมากกว่า อาจจะเพราะท่าทางและใบหน้าเรียบนิ่งสายตาจริงจังที่มองมา น้ำเสียงเย็นเยือก เขาถึงได้ฉุกคิดขึ้นมาจึงได้เอ่ยถามออกไป
“ไม่รบกวนเลย เดี๋ยวพี่ไปส่งนะ”
“ครับ”
น่านน้ำยกยิ้มให้เด็กหนุ่มข้างกายเพื่อคลายความกังวล เคนไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่ยืนมองนิ่ง ๆ ก่อนจะปลีกตัวเดินกลับไปที่ตึกเรียนของตนเอง
เช่นเดียวกับคีนที่น่านน้ำอาสามาส่งถึงห้องเรียน เด็กหนุ่มกอดแขนคนพี่เอาไว้หลวม ๆ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณในน้ำใจ จากนั้นถึงจะเข้าห้องไปพร้อมกับเพื่อน
น่านน้ำเดินกลับมาที่ห้องเรียนเพียงลำพัง นั่งประจำที่ของตัวเอง พร้อมหยิบหนังสือวิชาต่อไปขึ้นมาตั้งไว้บนโต๊ะ ใบหน้าจิ้มลิ้มเบือนหน้าออกมองนอกหน้าต่าง เพราะไม่รู้ว่าควรเอาสายตาไปไว้ตรงไหน
.
.
หลังเลิกเรียนคินทร์มารับน่านน้ำกับคีนอย่างที่บอกเอาไว้ ส่วนเคนแยกออกไปกับเพื่อน
เดินเล่นมาได้สักพักทั้งสามคนก็พากันไปที่ร้านอาหารญี่ปุ่น เพราะน้องเล็กอยากทาน ไม่รู้เป็เพราะหิวหรือเมนูแต่ละอย่างน่าทานจนเลือกไม่ถูก คีนถึงได้สั่งมาเยอะเกินจำนวนคนทั้งสามจะทานหมด
“กินได้หรือเปล่า จะสั่งอย่างอื่นที่น่านอยากกินก็ได้นะ”
“พอแล้วครับ แค่นี้ก็เยอะแล้ว”
แม้ว่าเมนูส่วนใหญ่ที่สั่งมาจะเป็จำพวกปลาดิบ ซึ่งน่านน้ำไม่ทานมาั้แ่ไหนแต่ไร ทว่าจะให้สั่งเพิ่มก็เกรงใจ แค่บนโต๊ะที่มีอยู่ก็ไม่รู้จะทานหมดหรือเปล่าด้วยซ้ำ อย่างนั้นจึงเลือกแค่ที่ตัวเองทานได้ก็พอ
คินทร์คอยสังเกตเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็ระยะ คอยเติมน้ำให้เมื่อเห็นว่าพร่องลงไปเกือบหมดแก้ว พร้อมกับได้รอยยิ้มแทนคำขอบคุณจากอีกฝ่าย
เ้ามือมื้อนี้เป็พี่ใหญ่อีกตามเคย คีนลูบท้องตัวเองป้อย ๆ หลังจากกินอิ่มจนแทบไม่มีที่ว่างให้ยัดอะไรลงไปได้อีก
“อิ่มมาก! พี่น่านอิ่มหรือเปล่า คีนเห็นพี่น่านกินนิดเดียวเอง”
“อิ่มแล้ว”
ปกติไม่ใช่คนกินเยอะอยูู่แล้ว ยิ่งอาหารญี่ปุ่น น่านน้ำเลือกกินจำพวกข้าวเสียส่วนใหญ่ เลยไม่แปลกที่อิ่มเร็ว
เดินเลือกซื้อของต่ออีกนิดหน่อยก็พากันกลับบ้าน เด็กวัยกำลังโตอย่างคีนพอกินอิ่มหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ครั้นลงจากรถก็รีบเข้าบ้านขึ้นห้องไปนอนทันที น่านน้ำช่วยคินทร์ถือถุงของกินของใช้ที่ซื้อมาตั้งไว้ที่โต๊ะทานอาหาร
“งั้นน่านขอตัวไปอาบน้ำทำการบ้านก่อนนะครับ”
เสียงหวานเอ่ยพูดอ้อมแอ้ม เมื่อไม่มีอะไรให้ทำแล้ว เขาก็ควรกลับขึ้นห้องไปจัดการหน้าที่ของตัวเองบ้าง
“เดี๋ยวก่อน”
ไม่ทันได้เดินไปคินทร์ก็เรียกไว้เสียก่อน น่านน้ำมองอีกคนด้วยความสงสัย รอฟังว่าคนพี่้าจะพูดอะไรกับตน ทว่าคินทร์หันไปหยิบถุงสีน้ำตาลใบเล็กส่งมาให้แทน
“ครับ?”
“ขนมเค้กหน้ามะพร้าวอ่อน เฮียไม่รู้ว่าน่านชอบหรือเปล่า แต่ตอนเดินผ่านหน้าร้านเฮียเห็นว่าน่าทานดีเลยซื้อมาให้” ครั้นเห็นว่าเด็กตรงหน้ายังไม่ยอมรับขนมในมือก็เกรงว่าตัวเองอาจทำให้คนน้องอึดอัดจึงเอ่ยออกไปอีกครั้ง “แต่ถ้าน่านไม่ชอบทานก็ไม่เป็ไรนะ เดี๋ยวเอาใส่ตู้เย็นไว้ก็ได้”
“น่านชอบครับ ขอบคุณนะครับเฮียคินทร์”
น่านน้ำชอบกินเค้กเป็ชีวิตจิตใจ ทว่ามันเป็เพียงความชอบในอดีตเท่านั้น.. อาจเป็เพราะมันคืออีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เขาหวนคิดถึงเื่ราวที่เ็ป ถึงอย่างนั้นให้ปฏิเสธน้ำใจก็ไม่กล้า
เด็กหนุ่มรับถุงขนมเค้กมาถือไว้ ก่อนจะค้อมหัวให้คนอายุมากกว่าเล็กน้อย
“น่านขึ้นห้องก่อนนะครับ”
“ครับ”
คินทร์ยืนมองน่านน้ำเดินขึ้นบันไดจนลับตา หลังจากนั้นจึงเก็บของบนโต๊ะไปไว้ให้เข้าที่ด้วยตัวเอง
TBC.
#คำขอจากเฮียคินทร์