“ มันคงเป็นผู้มีพลังขั้นมหาเซียน พวกเราสู้ไม่ได้แน่ ถอยกันก่อนดีกว่า”
แม่ทัพโต้วซื่อ ก็รีบลุกขึ้น เตรียมหนีไม่อาจอยู่ได้แล้ว
“ เดี๋ยวก่อน ให้พลปืนกลหนักของเราที่ฝึกไว้ ลองยิงใส่มันดูก่อน”
นายพลโต้วซื่อ ส่งสัญญาณธง ให้พวกทหารกองหน้า นำอาวุธปืนกลอาก้า ออกมาแล้วระดมยิงใส่ ขจรที่ตอนนี้ ร่างกายเป็นเปลวเพลิงไปทั้งร่าง
พลปืนอาก้านับร้อย ยกปืนขึ้นสาดกระสุนใส่ออกมานับร้อย นับพันนัด แต่ว่า ถูกพลังเกราะเพชร คอยป้องกันเอาไว้ได้ ลูกกระสุน หยุดนิ่งกลางอากาศ
ขจรวาดฝ่ามือออกไป เพลิงกิเลนพุ่งแหวกอากาศเลียดไปกับพื้นดิน ยังกับระเบิดนาปาล์ม เผาร่างของพลปืนกลอาก้า จนร่างเหลือแต่ขี้เถ้า ไม่มีใครรอดแม้แต่คนเดียว
“ หนีเร็ว”
แม่ทัพโต้วซื่อ รีบตะโกน บอก นายพลซายะ แล้วรีบพากันขึ้นเรือเหาะ หนีไปกับทหารอีก สามสิบคน ไม่สนใจทหารที่เหลืออีกเกือบพันที่ ถือธนูหน้าไม้ ไม่รู้จะไปทางไหนดี แต่พอเห็นแม่ทัพขึ้นเรือเหาะหนี ทั้งหมดก็ทิ้งอาวุธ วิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง
ขจรมองไปที่เรือเหาะกำลังบินห่างออกไป
“ มาพังบ้านผู้อื่น แล้วจะหนีไปแบบนี้น่ะเหรอ ไม่ง่ายไปหน่อยมั๊ง”
ขจรยกมือขึ้นมาปรากฏเพลิงสีขาวขนาดเท่าลูกฟุตบอล แล้วหมุนไปมา มันก็ขยายขึ้นกว่าเดิม 5 เท่า ขจรปล่อยออกไป ลูกไฟพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า เหมือนลูกอุกาบาต และพุ่งตรงไปที่เรือเหาะของแม่ทัพโต้วซื่อ ที่กำลังดีใจ คิดว่าตัวเองรอดมาได้แล้ว
“ กลับไปคราวนี้ผมจะหาปืนเลเซอร์ มาสู้กับตัวประหลาดพวกนี้ จะได้รู้กันว่าเซียนกับอาวุธมหาประลัย ใครมันจะแน่กว่ากัน” นายพลซายะเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้
“ รอดมาได้ก็บุญแล้ว อย่าเพิ่งคิดเรื่องกลับมาสู้กับพวกมันเลย”
ทั้งสองคนพูดกันได้แค่นี้ ก็เห็นลูกไฟยักษ์เหมือนลูกอุกาบาต พุ่งตรงมาที่กลางลำเรือ
ตูม !!!
เรือเหาะระเบิดกลายเป็นชิ้นๆ ผู้นำทัพจากสองโลกแต่ละคนร่างระเบิดเป็นชิ้นๆ หมดสิทธ์กลับมาที่ป่าบรรพกาลอีกตลอดไป
พวกที่เห็นเช่นนี้ก็ดีใจกันยิ่งนัก ราชันเทพฤกษาเอ่ยกับขจรว่า
“ พวกมันคงไม่กล้ามาที่นี่อีกนาน ของใจเจ้ามากจริงๆ”
“ เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
“ พวกเจ้ากลับไปกันได้แล้ว ข้าได้สอนวิธีการซ่อมแซม รอยรั่วของมิติให้กับ เจ้าเด็กนี่ไปจนหมดแล้ว”
“ ขอบคุณ ขอบคุณท่านราชันเทพพฤกษา พวกเรานครร้อยบุปผาจะไม่ลืมพระคุณของท่านในครั้งนี้”
ทั้งหมดรีบเดินทางกลับไปที่ถ้ำสวรรค์ เพื่อกลับไปที่ นครร้อยบุปผา
ขากลับ สามพี่น้องตระกูลจี ได้เข้ามาทักทาย ขจร อย่างสนิทสนมขึ้น
“ นี่คือพี่ใหญ่ จีฟา พี่รอง จีฟง ข้าจีจี้ พวกเรา เป็นลูกครึ่งของโลกเซียนกับ นครร้อยบุปผา หากมีโอกาสเจ้ามาโลกเซียน พวกเราอยู่ที่สำนักฟ้าครามจะคอยต้อนรับเจ้า”
“ เอ่อ ผมอยากสอบถามเรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่า แดนหิมะไปจากที่นี่ไกลไหม?”
“ ก็เดินทางด้วยเรือเหาะ ก็ใช้เวลาสามวัน สำนักของพวกเราอยู่ระหว่างแดนหิมะกับ ดินแดนเทพศักดิ์สิทธ์ เจ้าจะไปจุดไหนของแดนหิมะ พวกเราพอรู้จักที่นั่นพอสมควร” จีจี้เอ่ยอย่างมีไมตรีจิตยิ่ง
ขจรก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ในความฝันท่านชายคชาธรก็ไม่ได้บอก ส่วน ภรรยาของท่านชื่อว่า สุรางคนางค์นั้น ชื่อแบบนี้โลกเซียนจะมีใครรู้จักกัน
“ ผมเองก้ไม่รู้ พอดีอยากไปตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อ สุรางคนางค์”
“ ชื่อแบบนี้ บนโลกเซียนไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ว่า พวกเราจะช่วยสืบให้ แล้วจะส่งข่าวไปให้เจ้าเอง”
ขจรบอกเบอร์มือถือไป แต่ว่าจีจี้กับ พี่ชายทั้งสองก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
จีจี้มอบหยกสีขาวให้กับขจรแทน
“ โลกเซียนกับ โลกมนุษย์นั้นติดต่อหากันทางมือถือไม่ได้ แม้ข้าไม่เคยไปโลกมนุษย์ แต่ก็มีเพื่อนๆ หลายคนที่ลงไปโลกมนุษย์เพื่อค้าขาย พวกเขาใช้หยกสื่อสารนี้ติดต่อกัน แค่ส่งจิตสัมผัสเข้าไป แล้วคิดว่าจะสื่อสารกับใคร แค่นั้นก็ติดต่อกันได้แล้ว”
ขจรจับหยกสื่อสารแล้วพลิกไปมา แล้วใช้จิตสัมผัสส่งเข้าไป เพื่อติดต่อสื่อสารกับจีจี้ แล้วหยกสื่อสารของจีจี้ ก็มีไฟเรืองแสงออกมา จีจี้พอจับ ก็ส่งเสียงทักทาย เสียงของจีจี้ก็ออกมาจากหยกสื่อสารในมือของขจรทันที
“ ว้าว นี่มันเครื่องโทรจิต ชัดๆ เลย”
“ จะเรียกอย่างไรก็ตามสบาย หวังว่ากลับไป เจ้าจะช่วย นครร้อยบุปผาของเราเอาไว้ได้นะ”
ขจรพยักหน้า แล้วเก็บหยกสื่อสารเอาไว้ ส่วนผู้กล้าคนอื่นๆ ก็เข้ามาขอโทษที่ดูถูกขจรเอาไว้
“ อย่าใส่ใจเลย เรื่องผ่านมาแล้วก็ให้ผ่านไปเถอะ”
ราชครูนันทะ กับ องค์หญิงอุษามณียิ้มให้กัน เพราะงานนี้จะสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ขึ้นอยู่ตัวของ ขจรแล้ว
พอเข้าไปในถ้ำสวรรค์ คราวนี้ขจรกลับไม่รู้สึกกดดันเลยแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะด้วยที่พลังยุทธ์ที่เพิ่มมา และสามารถปรับตัวเข้ากับโลกเซียนได้แล้ว
ราชินีพอรู้ว่า ผู้กล้ากลับมาแล้ว ก็ดีใจยิ่งไปรอที่หน้าถ้าสวรรค์ด้วยตนเอง พอได้รับรายงานข่าวดีจากองค์หญิง ราชินีสิรินทราถึงกับดีใจจนน้ำตาไหล แต่ก็สั่งให้มอบรางวัลกับผู้กล้าที่สละชีวิตในครั้งนี้ สามคน
ทั้งหมดได้มายืนอยู่ตรง รอยรั่วสีแดงที่มันเริ่มกระจายตัวกว้างขึ้น ทั้งหมดมีสีหน้ากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่ขจรกลับสงบนิ่งเยือกเย็ก เดินเข้าไปที่รอยรั่วมิติแล้วนำแผ่นหินมิติออกมา แล้วดูดซับพลังของหินมิติเข้ามาในร่างของตน พลังมิติเข้ามาในร่างของขจรก็ถูกแปรเปลี่ยน กลายเป็นพลังงานแปลก ขจรถ่ายพลังงานนั้นออกมาทางฝ่ามือ มันเป็นคลื่นมิติ พุ่งออกไปเป็นชั้นๆ ลอยไปกระทบกับรอยรั่ว พอสัมผัสถูกรอยรั่วสีแดงก็ค่อยๆ หายไปทีละนิด แผ่นดิน อากาศ ต้นไม้ ทุกสรรพสิ่งที่หายไปก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง กลุ่มควันสีแดงนั้นจางไปจนหมด นครร้อยบุปผากลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ทว่ามันยังไม่ กลุ่มควันสีแดง มารวมตัวกันใหม่อีกครั้ง แล้วค่อยๆกลายเป็นรูปร่างของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง
“ แย่แล้ว นี่มันอสูรกลืนกินมิติ เจ้ารีบเก็บหินมิติออกมาเร็ว” หินเจ้าปัญญาเอ่ยเตือนขจร แต่ว่า ช้าไปแล้ว ไอมารสีแดง มันอ้าปากแล้วเขมือบหินมิติเข้าไปในปากของมันแล้ว
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดข้าก็กลับมามีพลังอีกแล้ว ต่อไปข้าจะกลืนกินจักรวาลแห่งนี้ ให้หมดไป จะไม่มีใครหยุดยั้งข้าได้” ร่างของไอมารสีแดงขยายใหญ่ขึ้นรูปร่างของมันมีแต่หัวโตๆ ปากของมันเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ขจรมองไปมาเหมือนกับอสูรราหูอมจันทร์ ในวรรณคดี
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้น เจ้ายักษ์ปากกว้างที่มีแต่หัวนี่เป็นใคร แต่พอเห็นมันงับผืนดินตรงหน้าจนหายไป ก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ถอยไปกันไปตั้งหลักทันที
ราชครูนันทะ ปักไม้เท้ากับพื้น แล้วขว้างลูกประคำใส่ อสูรกลืนมิติ เสียงระเบิดดังไปสนั่น กลุ่มควันฟุ้งไปหมด พอควันจางหายไป มันอ้าปากกลืนกินแผ่นดินตรงหน้า ราชครูนันทะจะหายไปเป็นรอยกว้าง
คราวนี้มันมีขยายใหญ่ขึ้นไปอีก สร้างความตระหนกตกใจ ให้กับทุกคนๆ ยิ่งนัก
ขจรนำดาบสยบฟ้าออกมา แล้วฟันเข้าใส่ร่างของเจ้ายักษ์ปากกว้าง แต่ก็เหมือนฟันถูกอากาศธาตุ มันอาศัยมิติอื่นๆ ไม่ได้อยู่มิติเดียวกัน ดังนั้นมันสามารถทำลายมิติอื่นได้ แต่ไม่มีใคร ทำร้ายมันได้เลย
“ ใช้ขลุ่ยพันชั่งจัดการกับมัน” หินเจ้าปัญญารีบตะโกนบอก
ขจรหยิบขลุ่ยพันชั่งออกมา แล้วใช้ปราณเป่าออกไป เจ้าอสูรยักษ์แม้ไม่มีอาวุธใดๆ ทำอะไรมันได้ แต่ว่า พลังเสียงที่ทำลายปีศาจเช่นนี้ กลับทำให้มัน รุ่มร้อนเจ็บปวด ยิ่งนัก แม้มันจะอยู่อีกมิติ แต่มันก็ยังได้ยินเสียงขลุ่ยดังกังวาน เข้ามาในหัวของมันไม่หยุด มันเริ่มเข้าไปทำลายประสาทของ เจ้าอสูรกลืนกินมิติ ทีละน้อยมันส่งเสียงร้องคร่ำครวญอย่างเจ็บปวด
“ ดีมาก อัดพลังปราณเข้าไปในขลุ่ย ร่างของมันกำลังจะดับสลายแล้ว” หินเจ้าปัญญาตะโกนเชียร์ขจร ที่ตอนนี้ใช้ปากเปล่าขลุ่ยจนบวมเจ่อไปหมดแล้ว ร่างของอสูรกลืนกินมิติ ก็เริ่มกลายเป็นควันขึ้นไปทั่วร่างของมัน
“ แรงขึ้นอีกนิด มันกลายเป็นควันแล้ว มันจะเริ่มสลายหายไปแล้ว”
ขจรตอนนี้หน้าเขียว เลือดไหลออกจมูก และดวงตา ปากเริ่มบวมมากขึ้น เพราะอัดปราณเข้าไปมากเกินกำลังของตน
ร่างของอสูรกลินมิติ ก็ค่อยๆ สลายหายไป 1 ในสามแล้ว
“ เยี่ยมมาก เจ้านี้สุดยอดไปเลย มันสลายไปแล้ว 1 ใน 3 อีกนิดเดียว เร่งพลังปราณออกไปอีกหน่อย”
ตอนนี้ขจรเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ดแล้ว ลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น ไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ ทุกคนได้แต่สงสาร และ พยายามให้กำลังใจ แต่ว่าสังขารของขจรนั้นไม่อาจใช้พลังไปมากกว่านี้แล้ว เลยหงายหลังลงไปนอนแผ่หรากับพื้น
ร่างของอสูรกลืนกินมิติตอนนี้หายไปครึ่งแล้ว พอขจรหยุดเป่าขลุ่ยพันชั่ง มันก็กลับคึกคักขึ้นมา อ้าปากกลืนกินต่อ
“ เฮ้ย ตื่นเร็ว มากำลังเข้ามากลืนกินเจ้าแล้วนะเว้ย” หินเจ้าปัญญาปลุกขจรให้ตื่น ซึ่ง เจ้าอสูรกลืนกินมิติ มันแยกเขี้ยวยิงฟัน อ้าปากกลืนกินแผ่นดินไปเรื่อยๆ ใกล้จะมาถึงร่างของขจรอยู่แล้ว
แต่ทันใดนั้น ขจรก็ลืมตาขึ้นมา ดวงตานั้นเป็นของราชันหลิงเทียน
เขานำขลุ่ยขึ้นมา แล้วแสยะยิ้มให้กับ เจ้าอสูรกลืนกินมิติ
“ อสูรชั้นสวะ กล้าโอหังต่อหน้าข้าเร๊อะ” ราชันหลิงเทียนเอ่ยจบ ก็ใช้ขลุ่ยชี้ไปที่ อสูรกลืนกินมิติ แล้วขลุ่ยพันชั่ง ก็ขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นขลุ่ยยักษ์สีเขียว แล้วก็ฟาดใส่อสูรกลืนกินมิติ จนหัวแบะออกไปสองส่วน แล้วก็ ใช้ปากเป่าขลุ่ยยักษ์ออกไป มีคลื่นเสียงออกมาจากขลุ่ยยักษ์ พุ่งเข้าไป กระแทกใส่ร่างของอสูรกลินกินมิติที่หัวแบะ จนเนื้อของมันค่อยหลุด สลายออกมาทีละนิด แล้วสุดท้าย ราชันหลิงเทียนเป่าขลุ่ยพันชั่งออกไป กลายเป็นคลื่นเสียงลูกใหญ่ เข้ากระแทก จนร่างของอสูรหัวแบะระเบิดกลายเป็นขี้เถ้าปลิวไปหายไปในชั้นมิติ ราชันหลิงเทียนยกมือดึงหินมิติออกมาจาก ซากของอสูรมิติ มาวางเอาไว้ตรงหน้า
“ หินเจ้าปัญญา เจ้าควรสอนให้เจ้าเด็กน้อยนี่ ให้มันฝึกวิชาพลังคลื่นเสียงสะท้านฟ้าของข้าก่อนมิเช่นนั้นหากมันฝืนเป่าขลุ่ยพันชั่งแบบนี้ โดยไม่ฝึกพลังคลื่นเสียงสะท้านฟ้า ร่างของมันจะเบิดตายก่อนที่จะฆ่าศัตรูได้”
จากนั้นราชันหลิงเทียนก็หายไป ขจรลงไปคุกเข่าหมดแรงกับพื้น
“ เฮ้อ จบแล้วใช่ไหม” ขจรเอ่ยกับหินเจ้าปัญญาเบาๆ
“ เรียบร้อย”
“ ดีมาก” ขจรพูดได้แค่นี้ก็ลงไปนอนเหยียนยาวสลบไป
“ พาเขากลับไปที่พักเร็ว” ราชินีสิรินทรา สั่งให้องครักษ์แบกร่าง ขจรกลับตำหนักทันที แล้วให้ช่วยกันยกหินมิติ กลับไปด้วย
ขจรนอนหลับไป 1 คืน ข้างเตียงมีสาวใช้คอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงสองคน
“ นายท่านตื่นแล้ว”
“ โอ้ นี่ผมหลับไปนานเท่าไร เนี่ย”
“ แค่คืนเดียวเท่านั้น ท่านจะอาบน้ำเลยหรือไม่”
“ ก็ดีเหมือนกัน”
ขจรถูกพามาในสระน้กขนาดใหญ่ หญิงรับใช้สองคนที่หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ก็ช่วยถอดเสื้อผ้าของขจรจนหมด แล้วก็พาลงไปในอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ทั้งสองก็ปลดเสื้อผ้าออกด้วยเช่นกัน ทำเอาขจรถึงกับกำเดาแทบไหล ทั้งสองช่วยกันขัดสี ฉวีวรรณร่างกายของขจร จนสะอาด หมดจด ที่สุดเท่าที่เขา เคยอาบน้ำมา
จากหน้าแดงเขินอาย พอผ่านไปสักพัก ก็ข่มใจระงับอารมณ์จนมาเป็นปกติได้ พอผ่านไป ก็ไม่รู้สึกอะไร
“ หากนายท่านเป็นราชบุตรเขยแล้ว อย่าลืมรับพวกเราไปเป็นหน้าห้องของท่านด้วยนะเจ้าคะ”
“ ราชบุตรเขยอะไร?”
“ ก็ราชินีประกาศว่า จะรับท่านเป็นราชบุตรเขยตั้งแต่เมื่อวานนี้ ท่านยังไม่รู้เรื่องอีกเหรอเจ้าคะ”
“ อะไรนะ ?” ขจรสงสัยยิ่ง เขาไม่ได้เคยบอกเลยว่าอยากเป็นราชบุตรเขย เขาแค่ขอทองคำเท่านั้น
“ ไม่ต้องยินดีขนาดนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ราชินีสั่งว่า ท่านตื่นแล้วก็พาท่านอาบน้ำให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปหาท่านที่ตำหนัก”
ขจรตอนนี้กำลังคิดหาวิธีปฏิเสธงานแต่งงานในครั้งนี้
ณ ท้องพระโรง
“ ถวายบังคม องค์ราชินี” ขจรมาถึงก็พบกับ องค์หญิงอุษามณี กับ ราชครูนันทะยืนด้านข้างราชินี
“ ตามสบาย เราต้องขอบใจเจ้ามากจริงๆ ที่ทำให้นครร้อยบุปผากลับมาสงบได้อีกครั้ง”
“ กระหม่อมแค่ทำไปตามที่สัญญาเอาไว้กับองค์หญิงเท่านั้น”
“ อย่าถ่อมตนไป จะมีใครที่ไหนกันเล่า ยอมเสียสละตน ต่อสู้กับอสูรกลินมิติ จนเลือดออกทวารทั้งเจ็ดแบบเจ้า เราเห็นว่า เจ้าคงไม่อยากให้ลูกของเรา ต้องเป็นอันตรายใช่ไหม ถึงได้ลงทุนเสี่ยงอันตรายถึงขั้นนี้”
ขจรเริ่มตกใจ รีบเอ่ยออกไปว่า
“ มิได้ กระหม่อมไม่ไดหวังอะไรแบบนี้ แค่ต้องการทองคำเท่านั้น”
“ ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้น หนุ่มสาวก็แบบนี้แหละ ชอบคิดในใจ แต่ไม่กล้าแสดงออก เราจะมอบตำแหน่งราชบุตรเขยร้อยบุปผาให้กับเจ้า พรุ่งนี้ทำพิธีเช้า
แล้วเข้าหอตอนกลางคืนไปเลย เจ้าพอใจหรือไม่”
องค์หญิงอุษามณีหน้าแดงกล่ำ ราชครูก็ยิ้มกริ่มพอใจ ส่วนขจรนั้นเหงื่อแตกพลั่ก
“ กระหม่อมไม่ได้คิดอย่างนั้นกับองค์หญิงจริงๆ กระหม่อมต้องขออภัยด้วย ตอนนี้กระหม่อมทำตามสัญญาที่ตกลงกับองค์หญิงเสร็จแล้ว คงต้องขอลากลับโลกของกระหม่อมเสียที”
ราชินี องค์หญิง ราชครูล้วนตกใจ ไม่คิดว่า ขจรจะกล้าปฏิเสธโอกาสดีๆ แบบนี้
“ ในเมื่อเขาไม่อยากเป็นราชบุตรเขย เราก็อย่าไปบังคับเขาเลยนะเสด็จแม่”
“ แต่ว่า”
“ เสด็จแม่”
“ เอาล่ะ เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย”
ราชินีสิรินทรา เอ่ยจบก็เดินออกจาห้องท้องพระโรงไปในทันที
องค์หญิงก็นำทองคำอีก 1 ตันใส่ถุงมามอบให้ขจรตามที่สัญญาเอาไว
“ ขอบคุณทุกอย่างที่ท่านทำให้กับนครร้อยบุปผาของเรา เราจะระลึกถึงพระคุณของท่านไม่เคยลืม ลาก่อน” องค์หญิงพูดจบก็เดินกลับไป ท่านราชครูนันทะก็เดินเข้ามาแล้วเอ่ยว่า
“ บางทีองค์หญิงกับคุณ อาจจะไม่ใช้เนื้อคู่กันจริงๆ น่าเสียดาย”
“ ผมมีคนรักอยู่แล้ว ไม่คิดมีคนอื่นอีกครับ”
“ ฮ่า ฮ่า บุรุษนั้นสามารถมีรักได้ไม่จำกัด แต่คุณกลับมีรักเดียว ช่างมั่นคงในรักยิ่งนัก สงสารแต่องค์หญิง ทรงมีรักครั้งแรกก็ผิดหวังเสียแล้ว”
“ องค์หญิงไม่ได้ผิดหวังที่รักผมหรอก แต่พระนางผิดหวังที่ผมไม่ได้รักมากกว่า”
“ ฮ่า ฮ่า นี่คื่อเรื่องของคนหนุ่มสาว ผู้เฒ่าอย่างผมยากที่จะเข้าใจ ผมจะไปส่งคุณกลับบ้านก็แล้วกัน”
ขจรพอออกมาจากมิติของนครร้อยบุปผา ก็เป็นเวลาเกือบค่ำแล้ว โทรเรียกคนขับรถมารับ เพื่อจะให้ไปส่งที่สนามบินแต่กลับได้ข่าวว่า
ตอนนี้สนามบินเชียงรายมีเครื่องบินตกลงกลางรันเวย์ ผู้โดยสารตายยกลำกว่า 200 คน ทำให้สนามบินประกาศปิดชั่วคราว
“ พาผมไปพักที่โรงแรมของเราก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
ขจรสั่งคนขับรถ แล้วกลับเข้าไปนอนในเมืองเชียงราย เป็นโรงแรมหกดาวในเครือนาคบดินทร์ .