แม้ซุนโหวหวังจะไม่ใช่คนหัวไวแบบใช้ปัญญานำหน้า
แต่พอถึงคราวคับขัน ไอ้หมอนี่กลับทำตัวได้เหมือนลิงถูกปลุกด้วยผลท้อ
อาจเรียกว่าสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของมันก็ได้
กระบองในมือนั่น ตอนแรกยังหดอยู่แท้ ๆ พริบตาเดียวกลับยืดพรวดออกมาเหมือนไม้บรรทัดเจ้าปัญหาของอาจารย์ใหญ่ตอนมัธยม
แต่คราวนี้มันไม่ได้ยืดเพื่อค้ำยันสนามอย่างเมื่อครู่ มันกลับใช้ยืดออก เจาะลงไปบนแผ่นหินของผม
ตู้ม!
เสียงนั่นแหละ ก้อนหินที่ผมสร้างขึ้นก่อนหน้าโดนดีดกลับมาใส่หน้าผมเองเฉยเลย
ตอนแรกกระบี่ที่ผมตั้งใจจะฟันใส่หมอนั่น ก็เลยถูกบีบต้องหันมาฟันหินแทนจนแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ อย่างน่าเสียดาย
แต่ก็เอาเถอะ..
แต่ก็อย่างที่พวกนายรู้ ผมก็เป็นคนหัวรั้นคนนึง กระบี่ที่วาดฟันออกไปผมก็ยังพยายามเบี่ยงปลายกระบี่ไปหวังจะสะกิดโดนตัวเจ้าหน้าขนสักนิดก็ยังดี!
แต่ครั้งนี้มันต่างจากเมื่อครู่ชัดเจน!
โหวหวังเปลี่ยนท่าทันที คลายวิชาเดิมแล้วตะโกนชื่อกระบวนไม้ตายตัวใหม่ออกมาเสียงดังฟังชัด
“ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 2 ก้องปฐพี!”
กระบี่ที่อ่อนแรงจากการถูกทอนด้วยกำแพงหินที่ถูกผ่าครึ่งปะทะกับวิชากระบองที่รีบรั้นใช้ออกเพื่อต้านรับปะทะกันกลางอากาศ
ส่วนผลที่ออกมาก็คือเสมอ
แต่ถึงจะเสมอ แรงสะท้อนกลับของการปะทะก็ไม่ใช่เล่น ๆ
ร่างของเราทั้งคู่กระเด็นถลากลางอากาศราวสองถึงสามเมตร แยกห่างกันออกไปเกินห้าเมตรโดยไม่ได้ตั้งใจ
แล้วก็ต้องลอยตุ๊บป่องอยู่แบบนั้นรอสวรรค์เมตตา เพราะพวกผมยังไม่ถึงขั้นเดินเหินกันบนอากาศได้
“สะ..สะ..สุดยอด! เจ้าหลิวเจี้ยนกับนายน้อยซุนต่อสู้กันได้ดุเดือดยิ่งนัก!”
“ใช่! ข้าว่าหลิวเจี้ยนมันไม่ใช่ขยะอย่างที่ทุกคนคิด ใช้ปราณธาตุได้สองสายด้วยอายุเท่านี้ นับว่าไม่ธรรมดา”
“นายน้อยซุนก็ใช่เบา ทั้งไหวพริบและปฏิภาณถือว่าไม่ธรรมดา พลิกจากเสียเปรียบเป็นเสมอได้ สุดยอดยิ่งนัก!”
ตุ๊บ..!
ทันทีที่เท้าของผมกับไอ้หน้าขนแตะพื้นสนามปุ๊บ เราก็พุ่งใส่กันอีกรอบแบบไม่ต้องนัดหมาย
ครั้งนี้ผมร่ายเพลงกระบี่โบยสวรรค์ออกไปอย่างไม่รีรอ พร้อมกับใช้ท่าร่าง 'เหยียบขุนเขา' เข้าคู่กัน
โหวหวังมันก็ไม่ยอมแพ้ สะบัดกระบองพร้อมท่าร่างประจำตระกูลออกมาอย่างจัดจ้าน ราวกับพวกเราสองคนแปลงสนามประลองเป็นเวทีแสดงศิลปะการต่อสู้ที่ยังคงรักษาความเล้าร้อนของการต่อสู้ได้ไม่จาง
เสียงกระบี่กับกระบองปะทะกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ละดอกไม่มีใครยอมใคร จะให้ตัดสินว่าตอนนี้ใครเหนือกว่ากันก็คงยาก..!
ยากยิ่งกว่าหาเส้นผมในถังฝุ่นอีกนะพูดเลย เพราะสีหน้าเราทั้งคู่ไม่ได้เคียดแค้นหรือเอาเป็นเอาตายเลยสักนิด
กลับกัน! มันกลับเต็มไปด้วยความมันสะใจ เหมือนพวกเราได้เล่นของเล่นที่รอมานาน
หลังจากปะทะกันมานานจนเกือบครึ่งชั่วโมงตั้งแต่ตาแก่ฮูจินประกาศ
ความเร็วของกระบี่ของผมกับกระบองของโหวหวังก็เริ่มแผ่วลงตามแรงที่ค่อย ๆ หดหาย
นี่ถ้าใครโดนตีตอนนี้คงไม่เจ็บเท่าตอนเริ่มแล้วล่ะ
แต่ก็อย่างที่บอก..
พอเราสองคนรู้ทันกัน..
จะกระบี่หรือกระบองก็ตาม ต่างฝ่ายต่างเดาทางอีกคนได้หมด มันเลยกลายเป็นศึกที่ไม่มีใครได้เปรียบใคร ผลแพ้ชนะเลยยากจะคว้ามา
มันเหมือนหมากรุกที่เปิดกระดานแล้วยังหาทางรุกฆาตไม่เจอเสียที
“นี่เจ้ากำลังใช้นุ่นตีข้าอยู่หรือโหวหวัง..
เบาลงแล้วนะพวก!!”
ผมสบถพลางตวัดกระบี่ขึ้นรับปลายกระบองของหมอนั่น แล้วอาศัยแรงหมุนตัวตวัดฟาดกลับไปอย่างไม่รีรอ
“กระบี่ของเอ็งเองก็ช้าลงมากนะ..
อ้ายเปรื่อง!”
มันสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงหอบเล็ก ๆ แต่ยังไม่วายปากเก่งเหมือนเดิม
สองมือของมันจับกระบองตรงช่วงกลางลำ รับแรงฟันของผมอย่างมั่นคง
แล้วเจ้าโหวหวังมันก็หมุนกระบองอย่างแรง ชนิดที่แรงหมุนดึงกระบี่กับตัวผมให้หมุนตามไปเหมือนถูกจับยัดเข้าเครื่องปั่นน้ำผลไม้!
ผมแทบต้องกัดฟันกลั้นเวียนหัวไว้ให้ได้
“เปลวนิพพานบนกระบองเจ้าดับไปแล้วนิ..
ไม่ต้องฝืนแล้ว ยอมเรียกข้าว่า 'ท่านพี่' ซะดี ๆ เถอะ!”
ผมพูดเย้าพลางชักกระบี่กลับอย่างเร็ว
ผลคือเจ้าโหวหวังที่หมุนติ้วอยู่ก็หล่นตุ้บลงพื้นตามแรงโน้มถ่วง
ผมไม่รอช้า..
ตั้งท่าได้ปุ๊บก็พุ่งเข้าใส่มันทันที กวาดกระบี่ในแนวขวางหวังจะกดดันมันต่อ
“เป็นเอ็งนั้นแลที่กระจอกลง..
ปราณวารีของเอ็งตอนนี้ไปอยู่ที่ใดแล้วเล่า..?
ฤๅลืมไว้ที่ใต้ถุนบ้าน?”
มันตะโกนสวนมาในจังหวะที่กระโดดหลบคมกระบี่ของผมได้อย่างเฉียดฉิว แล้วง้างกระบองลงมาฟาดเต็มแรงแบบไม่ห่วงสนามแตก!
แต่โชคยังเข้าข้างผมอยู่บ้าง ความเร็วของผมยังเหนือกว่านิด ๆ ทำให้หลบกระบองเหล็กดำของเจ้าโหวหวังมาได้อย่างฉิวเฉียด
ผมกลิ้งหลบออกด้านข้าง แล้วรีบพุ่งเข้าหามันอีกครั้ง
เหมือนเราสองคนต่างรู้กันโดยไม่ต้องนัดหมายว่ามันจะจบยังไง
พอได้ยืนประจันหน้ากัน ที่ต่างฝ่ายต่างหอบหายใจเหนื่อยด้วยกันทั้งคู่
มือซ้ายของเราต่างก็ยกขึ้นมาปาดเหงื่อเหมือนกันราวกับส่องกระจก..
เพราะเราเหนื่อยพอกัน
“ข้าว่าพวกเราล้ากันเต็มทนแล้ว ฝืนต่อไปคงไม่ดีแน่..
เช่นนี้เป็นไรโหวหวัง..
ไอ้ที่เราพนันกันเอาไว้ก็ให้มันแล้ว ๆ กันไป
เอาเป็นพวกเรามาตัดสินด้วยท่าสุดยอดของพวกเรากันดีกว่า
ใครสามารถทำให้อีกฝ่ายถลาถอยหลังได้มากที่สุด”
ผมพูดพลางจับกระชับกระบี่แน่น
“เป็นฝ่ายชนะ!
คนแพ้ก็เอ่ยยอมแพ้ไป!”
โหวหวังยกกระบองพาดบนบ่า มือซ้ายเช็ดเหงื่อก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ อย่างคนที่รับรู้ในใจแล้วว่าศึกครั้งนี้ใกล้ถึงบทสรุป
“ข้อเสนอดี..
ว่าแต่เอ็งแน่ใจฤๅว่าจะมาวัดกันตรง ๆ กับฉันน่ะ?”
มันถามทั้งที่ยังหอบแฮกอยู่เล็ก ๆ
ผมยักไหล่เล็กน้อยแล้วยิ้มมุมปาก
“ไม่มั่นใจก็ไม่กล้าท้าหรอกเพื่อน”
ว่าจบก็สะบัดกระบี่ออกไปครั้งหนึ่ง!
เกิดเป็นคลื่นปราณเบาบางพุ่งไปยังอิฐก้อนหนึ่งตรงกลางสนามระหว่างผมกับโหวหวัง แล้วทลายมันเป็นเสี่ยง ๆ
ภายใต้อิฐก้อนที่ถูกทำลายเกิดเป็นเส้นแบ่งขั้นกลางแบ่งครึ่งสนามแบบพอดิบพอดี
“เอาขีดเส้นนั้นเป็นเส้นแบ่ง แล้วใช้จำนวนแผ่นพื้นเป็นตัววัด
ใครถลาถอยมากกว่าถือว่าแพ้”
ผมพูดเสียงชัด ก่อนปล่อยแขนที่ถือกระบี่ตกลงข้างลำตัว
แม้เสียงรอบตัวจะดังกึกก้องจากเหล่าคนเชียร์ แต่สำหรับผมในชั่วขณะนั้น..
ทุกอย่างกลับดูสงบลงโดยสมาธิของผมจดจ่ออยู่สองอย่าง
หนึ่งคือตนเอง.. สองคนโหวหวัง..
ผมได้ยินเสียงกระบองของเจ้านั่นเริ่มควงหมุนด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ
ฟังจากเสียง..
เหมือนแรงเหวี่ยงจากการหมุนกระบองของมันจะทำให้อากาศรอบตัวมันเหมือนจะสั่นไหวตามไปด้วย
เห็นแบบนั้นผมเลยเริ่มนับในใจ..
ดวงตาหรุบนิ่ง มือแตะจับกระบี่เอาไว้หลวม ๆ
ราวกับสายลมรอบตัวหยุดสงบ เสียงก้องกังวานรอบตัวเหมือนไม่เคยมีอยู่ เสียงหัวใจของผมกลับดังชัดในช่วงจังหวะนั้น
พลังปราณสีคราม ชาด และทองต่างหมุนเวียนและร้อนขึ้นในเส้นปราณ
จนเมื่อทุกสิ่งอย่างพร้อมสำหรับการออกวิชาสุดท้าย
ผมก็ได้กำชับกระบี่ไว้แน่นพร้อมดวงตาที่เปิดรับแสงอีกครั้ง!!
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นสุดท้าย ทลายสวรรค์!! // ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน ไม้สุดท้าย ประหนึ่งเทพวานร!!”
ป่ง!!!!!
เสียงระเบิดจากแรงปะทะดังกึกก้องไปทั่วทั้งสนาม
ก่อนที่ทุกคนจะได้เห็นอะไรต่อมิอะไร เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ก็ปะทุขึ้นทั่วเวที แล้วพุ่งกลับไปรวมตัวยังร่างของเจ้าโหวหวังอย่างบ้าคลั่ง
ตอนนั้นผมคิดว่าเขาโดนเผาไหม้ไปแล้วเสียอีก เพราะเปลวไฟนั่นมันลุกโชนขึ้นทั่วทั้งร่างเหมือนราดน้ำมันแล้วจุดไฟใส่ตัวเอง..
แต่เปล่าเลย!
มันกลับยืนได้ แถมยังดูเหมือนโอบคลุมไปด้วยเปลวเพลิงอย่างจงใจ ไม่ใช่ถูกเผา แต่กำลังใช้มันเป็นเหมือนเกราะอัคคีแทน!
เกราะเพลิงนั่นห้อมล้อมมันไว้ทั้งตัวอย่างน่าสะพรึง มองดูคล้ายปีศาจวานรเพลิงที่หลุดมาจากตำนานไม่มีผิด
แล้วมันก็ไม่รอช้า..! วิ่งพุ่งตรงเข้าหาผมพร้อมเปลวนิพพานที่เหมือนจะลุกแรงขึ้นทุกฝีก้าว
ตอนนั้นในอกผมมันร้อนฉ่า พลังปราณเดือดปุด ๆ เหมือนน้ำในหม้อที่กำลังจะล้น
ตัวผมก็วิ่งหอบแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ตรงเข้าจุดที่นัดไว้กับไอ้หน้าขน!
ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรอีกแล้ว!!
พอใกล้ถึงเป้าหมายปลายตา..
กระบี่ในมือก็สะบัดออกแนวขวางแบบแทบไม่รู้สึกตัว ใช้เพียงสัญชาตญาณในการออกกระบี่
เสียงลมหั่นฟ้าราวกับขีดข่วนอากาศแหวกออกเป็นสองฝั่ง
เสี้ยววินาทีหลังจากนั้น!!
พื้นสนามที่อยู่ตรงหน้าผมก็ปริแตกเป็นทางยาวตามแนวกระบี่ พลังปราณที่ใส่ลงไปมากขนาดนั้นไม่ได้แค่เฉือนหิน มันทำให้เศษอิฐเศษหินลอยขึ้นกลางอากาศอย่างกับพื้นที่ตรงนั้นหมดแรงโน้มถ่วงไปเสียแล้ว
ตู้ม!!!
เสียงปะทะดังกึกก้องเมื่อกระบี่ของผมกับกระบองของโหวหวังฟาดเข้าใส่กันในเวลาเดียวกันแบบไม่คลาดเคลื่อน
สุดยอดวิชาของเราทั้งคู่โหมเข้าใส่กันจนสนามประลองแทบสะเทือน
เกิดแรงผลักแรงต้านสวนตอบกลับมา!
กระบี่ในมือของผมรู้สึกหนัก และแรงผลักที่มาจากโหวหวังทำให้แขนของผมรู้สึกปวดร้าวราวกับเอากิ่งไม้ไปฟันใส่ต้นไม้ใหญ่
ฝุ่นผงรอบตัวรวมทั้งก้อนอิฐก้อนดินต่างคลุ้งขึ้นรอบตัวผม
“พะ..พวกมันตายกันแล้วใช่หรือไม่? ข้าไม่เห็นอะไรเลย!”
“ฝุ่นควันหนาเกินไป! กรรมการรีบเข้าไประงับเหตุเร็ว!”
“สะ..สุดยอด! พวกมันทั้งสองคนสุดยอดเกินไปแล้ว! ใครจะแพ้ชนะไม่รู้ สำหรับข้าพวกมันคือผู้ชนะด้วยกันทั้งคู่!”
หลังม่านฝุ่นจางลง... ผมกะพริบตาปรับภาพตรงหน้าให้ชัด
ภาพแรกที่เห็นคือเจ้าโหวหวังยังยืนอยู่ ใช้กระบองปราบมังกรค้ำตัวไว้จนดูเหมือนจะล้มแต่ก็ยังฝืนยืดหลังตรง
แถมสายตายังมองมาทางผมไม่วาง
ส่วนผมน่ะเหรอ?
ชันเข่าลงกับพื้น มือยังค้ำเข่าตัวเองไว้เหมือนคนที่พร้อมจะล้มแต่ยังหาที่พิงไม่ได้นอกจากขาตัวเอง
เราสองคนสบตากันครู่หนึ่ง..
ไม่มีคำพูด ไม่มีสีหน้าเคียดแค้น
มีแต่รอยยิ้มบาง ๆ ที่ผุดขึ้นพร้อมกันอย่างประหลาด
แล้วพวกเราสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง ราวกับปลดปล่อยทุกความกดดันตลอดการต่อสู้ที่ผ่านมา
จนเมื่อเสียงหัวเราะของพวกเราเงียบลง
เราทั้งสองก็มองตากันอีกครั้ง
คำถามที่ค้างอยู่ในใจว่า 'ใครเหนือกว่า' มันไม่ได้มีความหมายตั้งแต่แรกแล้ว
พวกเราเป็นเพื่อนกันทำไมต้องมาจัดอันดับหากันว่าใครเก่งกว่าใคร..
“ขอยอมแพ้...”
.
.
ส่วนที่เหลือของตอนนี้ เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3
เพราะหลิวเจี้ยนไม่อาจสละสมาธิมาฟังคำพูดเหล่านั้นได้
ทางด้านอัฒจันทร์ฝั่งคนตระกูลซุนนั้นได้แต่มองไปที่คนทั้งสองอย่างชื่นชม
โดยเฉพาะพ่อกับปู่ของซุนโหวหวังที่รู้สึกยินดีกับสิ่งที่รับชมอยู่ตรงหน้า
“ลูกหวังดูเข้าทีนัก!!
เผลอ ๆ อาจดูดีกว่าเอ็งกับลูกป๋ายเหยียนตอนรุ่น ๆ เสียด้วยกระมัง..ลูกต้าชิง”
คนเป็นปู่กล่าวชมซุนโหวหวังออกมาด้วยใจที่พองโต
พัฒนาการนี้ของคนเป็นหลานถึงกับทำให้ผู้เฒ่าวานรคนนี้รู้สึกโล่งใจ
ผิดกับแต่ก่อนที่คนเป็นหลานมักทำอะไรให้ตาแก่คนนี้จำต้องหนักใจอยู่เรื่อย
“ความดีความชอบล้วนต้องมอบให้หลานเจี้ยนนั่นแล.. เจ้าคุณพ่อ”
ตอนแรกเจ้าเมืองนพบุรีก็รู้สึกเบาใจขึ้นเมื่อเห็นลูกชายของตนเพียรพยายามฝึกซ้อมมาตลอดครึ่งปีนี้
แต่พอได้เห็นพัฒนาการอันก้าวกระโดดของซุนโหวหวัง..
ซุนต้าชิงก็ยิ่งรู้สึกเบาไปทั้งตัวราวกับกำลังลอยอยู่อย่างไรอย่างนั้น
“ดูเหมือนหลานสะใภ้ของท่านก็มีส่วนใช่น้อย..
ทำให้ลูกหวังมีสิ่งที่ต้องการปกป้อง มันจึงได้อุตส่าห์เพียรฝึกเล่ากระมัง”
ซุนต้าชิงเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยยิ้ม
“ดูท่าหากได้พบลูกสะใภ้ ฉันต้องมีของรับขวัญเสียเอิกเกริกแล้ว..”
ถัดไปทางฝั่งอัฒจันทร์ข้างเคียง อัฒจันทร์ของคนตระกูลฮู
แม้ปีนี้คนตระกูลฮูจะเป็นเจ้าภาพงานประลองที่ยิ่งใหญ่ประจำอาณาจักร
แต่กระนั้นพวกมันก็ไม่ได้ส่งลูกหลานของตระกูลลงแข่งขันเลยสักคนเดียวเพราะไร้แววกันหมด
รั้นส่งมาก็มีแต่จักทำให้ขายหน้าเอาเสียเปล่า..
แต่เมื่อได้เห็นพรสวรรค์ของซุนโหวหวังที่แสดงออกมา
พวกมันชาวตระกูลมหาสิงคาลถึงกับสะท้านไปทั่วทรวง รุ่นเยาว์ยอดฝีมือประจำตระกูลของพวกมันยังไม่ได้สักเสี้ยวของเจ้าคนหน้าขนคนนั้นเลย
ไหนจะคนที่ชื่อหลิวเจี้ยนนั่นอีกที่มีเด่นไม่น้อยหน้าคนนั้นอีก
“ฮูเฉียน..
ปีนี้ ฮู หงเป่า ก็เริ่มเป็นสาวแล้ว..
เจ้าคิดเห็นอย่างไรที่จะส่งรูปเหมือนพร้อมกับแม่สื่อไปที่บ้านตระกูลพญาวานร?”
ชายคนหนึ่งที่อายุอานามไล่เลี่ยกับซุนต้าหลี่พลันกล่าวต่อฮูเฉียนด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง
ห้วงวาจานั้นมิใช่การกล่าวถามแต่อย่างใด แต่กลับเต็มไปด้วยการวางอำนาจ
เขาคนนี้มีนามว่า ฮู ชิงกวง เป็นผู้เฒ่าจิ้งจอกแห่งสภาห้าผู้เฒ่า
เป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดของคนตระกูลฮู
ไม่ใช่..!
ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในห้าผู้มีอำนาจสูงสุดในอาณาจักรถึงจะถูก
“เป่าเอ๋อร์รึ”
ใบหน้าของฮูเฉียนถึงกับนิ่งแข็ง
สตรีที่ชื่อฮูหงเป่าที่ฮูชิงกวงกล่าวถึงนั้นคือลูกสาวคนเล็กที่ผู้นำตระกูลคนนี้หวงแหนเป็นที่สุด
ขนาดเด็กตระกูลผู้ดีเชื้อสายขุนนางหรือเชื้อจ้าวในอดีตจ้องมองนาง ผู้นำตระกูลฮูยังแยกเขี้ยวใส่มันกันทุกคน
แต่นี่อะไร..
ผู้เฒ่าจิ้งจอกกับบอกจะยกนางให้กับซุนโหวหวัง..
ซุนโหวหวังคนนี้น่ะหรือ..
“เอ่อ..
ตอนนี้เป่าเอ๋อร์คงยังไม่พร้อมหรอกท่านพ่อ อายุนางยัง..”
“เอาเป็นส่งทั้งแม่สื่อพร้อมทั้งตัวของฮูหงเป่าไปที่เรือนรับรองของพวกมันในคืนนี้เลย”
สายตาสุดเจ้าเล่ห์ฮูชิงกวงถูกเผยออกมาในตอนที่เอ่ย
เฒ่าจิ้งจอกผู้นี้ต้องการเกี่ยวดองกับคนตระกูลซุนให้ได้เร็วที่สุดเพื่อความมั่นคงของตระกูลฮู
ด้วยความที่ตระกูลฮูเป็นตระกูลค้าขาย..
แน่นอนเมื่อเห็นคนอนาคตไกลเช่นซุนโหวหวังแสดงฝีมือออกมาเช่นนี้ ตัวของฮูชิงกวงย่อมอยากที่จะทำการค้าด้วยโดยส่งหลานสาวของมันไปตบแต่งกับตระกูลนั้น
เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ก้อนใหญ่ได้ในภายหลัง
แล้วการกระทำเช่นนี้หาใช่แปลก..
ครั้งมารดาของหม่าชุนเฟิงก็หนหนึ่ง..
“ขอรับท่านผู้เฒ่าจิ้งจอก..”
ใบหน้าของฮูเฉียนตอนนี้ย่ำแย่เป็นอย่างมาก
ตัวของผู้นำตระกูลมหาสิงคาลคนนี้รู้ดีถึงชื่อเสียงด้านสตรีของซุนโหวหวัง
รู้กระทั่งว่าไอ้คนหน้าขนผู้นี้เจ้าชู้มากขนาดไหน! ครั้งมันไปเยือนเมืองมังกรธารา..
ไอ้เด็กเวรนั้นคั่วสตรีตั้งสามคนในคืนเดียว!!
การที่ฮูชิงกวงออกคำสั่งแบบนี้ ก็เท่ากับส่งลูกสาวของมันเข้าไปในดงโลกีย์ก็มิปาน
ในชีวิตนี้ของผู้ทำการค้าขายเช่นมัน..
ฮูเฉียนไม่เคยคิดเลยสักครั้งว่าจะต้องขายลูกของตนเองออกไปเช่นสินค้าอื่น ๆ ที่มันเคยค้า