ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 71 ราชันมังกรทอง vs ราชันวานรแดง ตอน ปลาย

            แม้ซุนโหวหวังจะไม่ใช่คนหัวไวแบบใช้ปัญญานำหน้า

            แต่พอถึงคราวคับขัน ไอ้หมอนี่กลับทำตัวได้เหมือนลิงถูกปลุกด้วยผลท้อ

            อาจเรียกว่าสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของมันก็ได้

             

            กระบองในมือนั่น ตอนแรกยังหดอยู่แท้ ๆ พริบตาเดียวกลับยืดพรวดออกมาเหมือนไม้บรรทัดเจ้าปัญหาของอาจารย์ใหญ่ตอนมัธยม

            แต่คราวนี้มันไม่ได้ยืดเพื่อค้ำยันสนามอย่างเมื่อครู่ มันกลับใช้ยืดออก เจาะลงไปบนแผ่นหินของผม

             

            ตู้ม!

             

            เสียงนั่นแหละ ก้อนหินที่ผมสร้างขึ้นก่อนหน้าโดนดีดกลับมาใส่หน้าผมเองเฉยเลย

            ตอนแรกกระบี่ที่ผมตั้งใจจะฟันใส่หมอนั่น ก็เลยถูกบีบต้องหันมาฟันหินแทนจนแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ อย่างน่าเสียดาย

            แต่ก็เอาเถอะ..

            แต่ก็อย่างที่พวกนายรู้ ผมก็เป็นคนหัวรั้นคนนึง กระบี่ที่วาดฟันออกไปผมก็ยังพยายามเบี่ยงปลายกระบี่ไปหวังจะสะกิดโดนตัวเจ้าหน้าขนสักนิดก็ยังดี!

            แต่ครั้งนี้มันต่างจากเมื่อครู่ชัดเจน!

             

            โหวหวังเปลี่ยนท่าทันที คลายวิชาเดิมแล้วตะโกนชื่อกระบวนไม้ตายตัวใหม่ออกมาเสียงดังฟังชัด

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 2 ก้องปฐพี!”

             

            กระบี่ที่อ่อนแรงจากการถูกทอนด้วยกำแพงหินที่ถูกผ่าครึ่งปะทะกับวิชากระบองที่รีบรั้นใช้ออกเพื่อต้านรับปะทะกันกลางอากาศ

            ส่วนผลที่ออกมาก็คือเสมอ

             

            แต่ถึงจะเสมอ แรงสะท้อนกลับของการปะทะก็ไม่ใช่เล่น ๆ

            ร่างของเราทั้งคู่กระเด็นถลากลางอากาศราวสองถึงสามเมตร แยกห่างกันออกไปเกินห้าเมตรโดยไม่ได้ตั้งใจ

            แล้วก็ต้องลอยตุ๊บป่องอยู่แบบนั้นรอสวรรค์เมตตา เพราะพวกผมยังไม่ถึงขั้นเดินเหินกันบนอากาศได้

             

            “สะ..สะ..สุดยอด! เจ้าหลิวเจี้ยนกับนายน้อยซุนต่อสู้กันได้ดุเดือดยิ่งนัก!”

            “ใช่! ข้าว่าหลิวเจี้ยนมันไม่ใช่ขยะอย่างที่ทุกคนคิด ใช้ปราณธาตุได้สองสายด้วยอายุเท่านี้ นับว่าไม่ธรรมดา”

            “นายน้อยซุนก็ใช่เบา ทั้งไหวพริบและปฏิภาณถือว่าไม่ธรรมดา พลิกจากเสียเปรียบเป็นเสมอได้ สุดยอดยิ่งนัก!”

             

            ตุ๊บ..!

            ทันทีที่เท้าของผมกับไอ้หน้าขนแตะพื้นสนามปุ๊บ เราก็พุ่งใส่กันอีกรอบแบบไม่ต้องนัดหมาย

            ครั้งนี้ผมร่ายเพลงกระบี่โบยสวรรค์ออกไปอย่างไม่รีรอ พร้อมกับใช้ท่าร่าง 'เหยียบขุนเขา' เข้าคู่กัน

            โหวหวังมันก็ไม่ยอมแพ้ สะบัดกระบองพร้อมท่าร่างประจำตระกูลออกมาอย่างจัดจ้าน ราวกับพวกเราสองคนแปลงสนามประลองเป็นเวทีแสดงศิลปะการต่อสู้ที่ยังคงรักษาความเล้าร้อนของการต่อสู้ได้ไม่จาง

             

            เสียงกระบี่กับกระบองปะทะกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            แต่ละดอกไม่มีใครยอมใคร จะให้ตัดสินว่าตอนนี้ใครเหนือกว่ากันก็คงยาก..!

            ยากยิ่งกว่าหาเส้นผมในถังฝุ่นอีกนะพูดเลย เพราะสีหน้าเราทั้งคู่ไม่ได้เคียดแค้นหรือเอาเป็นเอาตายเลยสักนิด

            กลับกัน! มันกลับเต็มไปด้วยความมันสะใจ เหมือนพวกเราได้เล่นของเล่นที่รอมานาน

             

            หลังจากปะทะกันมานานจนเกือบครึ่งชั่วโมงตั้งแต่ตาแก่ฮูจินประกาศ

            ความเร็วของกระบี่ของผมกับกระบองของโหวหวังก็เริ่มแผ่วลงตามแรงที่ค่อย ๆ หดหาย

            นี่ถ้าใครโดนตีตอนนี้คงไม่เจ็บเท่าตอนเริ่มแล้วล่ะ

            แต่ก็อย่างที่บอก..

            พอเราสองคนรู้ทันกัน..

            จะกระบี่หรือกระบองก็ตาม ต่างฝ่ายต่างเดาทางอีกคนได้หมด มันเลยกลายเป็นศึกที่ไม่มีใครได้เปรียบใคร ผลแพ้ชนะเลยยากจะคว้ามา

            มันเหมือนหมากรุกที่เปิดกระดานแล้วยังหาทางรุกฆาตไม่เจอเสียที

             

            “นี่เจ้ากำลังใช้นุ่นตีข้าอยู่หรือโหวหวัง..

            เบาลงแล้วนะพวก!!”

            ผมสบถพลางตวัดกระบี่ขึ้นรับปลายกระบองของหมอนั่น แล้วอาศัยแรงหมุนตัวตวัดฟาดกลับไปอย่างไม่รีรอ

             

            “กระบี่ของเอ็งเองก็ช้าลงมากนะ..

            อ้ายเปรื่อง!”

            มันสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงหอบเล็ก ๆ แต่ยังไม่วายปากเก่งเหมือนเดิม

            สองมือของมันจับกระบองตรงช่วงกลางลำ รับแรงฟันของผมอย่างมั่นคง

            แล้วเจ้าโหวหวังมันก็หมุนกระบองอย่างแรง ชนิดที่แรงหมุนดึงกระบี่กับตัวผมให้หมุนตามไปเหมือนถูกจับยัดเข้าเครื่องปั่นน้ำผลไม้!

            ผมแทบต้องกัดฟันกลั้นเวียนหัวไว้ให้ได้

             

            “เปลวนิพพานบนกระบองเจ้าดับไปแล้วนิ..

            ไม่ต้องฝืนแล้ว ยอมเรียกข้าว่า 'ท่านพี่' ซะดี ๆ เถอะ!”

            ผมพูดเย้าพลางชักกระบี่กลับอย่างเร็ว

            ผลคือเจ้าโหวหวังที่หมุนติ้วอยู่ก็หล่นตุ้บลงพื้นตามแรงโน้มถ่วง

            ผมไม่รอช้า..

            ตั้งท่าได้ปุ๊บก็พุ่งเข้าใส่มันทันที กวาดกระบี่ในแนวขวางหวังจะกดดันมันต่อ

             

            “เป็นเอ็งนั้นแลที่กระจอกลง..

            ปราณวารีของเอ็งตอนนี้ไปอยู่ที่ใดแล้วเล่า..?

            ฤๅลืมไว้ที่ใต้ถุนบ้าน?”

            มันตะโกนสวนมาในจังหวะที่กระโดดหลบคมกระบี่ของผมได้อย่างเฉียดฉิว แล้วง้างกระบองลงมาฟาดเต็มแรงแบบไม่ห่วงสนามแตก!

             

            แต่โชคยังเข้าข้างผมอยู่บ้าง ความเร็วของผมยังเหนือกว่านิด ๆ ทำให้หลบกระบองเหล็กดำของเจ้าโหวหวังมาได้อย่างฉิวเฉียด

            ผมกลิ้งหลบออกด้านข้าง แล้วรีบพุ่งเข้าหามันอีกครั้ง

            เหมือนเราสองคนต่างรู้กันโดยไม่ต้องนัดหมายว่ามันจะจบยังไง

             

            พอได้ยืนประจันหน้ากัน ที่ต่างฝ่ายต่างหอบหายใจเหนื่อยด้วยกันทั้งคู่

            มือซ้ายของเราต่างก็ยกขึ้นมาปาดเหงื่อเหมือนกันราวกับส่องกระจก..

            เพราะเราเหนื่อยพอกัน

            “ข้าว่าพวกเราล้ากันเต็มทนแล้ว ฝืนต่อไปคงไม่ดีแน่..

            เช่นนี้เป็นไรโหวหวัง..

            ไอ้ที่เราพนันกันเอาไว้ก็ให้มันแล้ว ๆ กันไป

            เอาเป็นพวกเรามาตัดสินด้วยท่าสุดยอดของพวกเรากันดีกว่า

            ใครสามารถทำให้อีกฝ่ายถลาถอยหลังได้มากที่สุด”

            ผมพูดพลางจับกระชับกระบี่แน่น

            “เป็นฝ่ายชนะ!

            คนแพ้ก็เอ่ยยอมแพ้ไป!”

             

            โหวหวังยกกระบองพาดบนบ่า มือซ้ายเช็ดเหงื่อก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ อย่างคนที่รับรู้ในใจแล้วว่าศึกครั้งนี้ใกล้ถึงบทสรุป

            “ข้อเสนอดี..

            ว่าแต่เอ็งแน่ใจฤๅว่าจะมาวัดกันตรง ๆ กับฉันน่ะ?”

            มันถามทั้งที่ยังหอบแฮกอยู่เล็ก ๆ

             

            ผมยักไหล่เล็กน้อยแล้วยิ้มมุมปาก

            “ไม่มั่นใจก็ไม่กล้าท้าหรอกเพื่อน”

            ว่าจบก็สะบัดกระบี่ออกไปครั้งหนึ่ง!

            เกิดเป็นคลื่นปราณเบาบางพุ่งไปยังอิฐก้อนหนึ่งตรงกลางสนามระหว่างผมกับโหวหวัง แล้วทลายมันเป็นเสี่ยง ๆ

            ภายใต้อิฐก้อนที่ถูกทำลายเกิดเป็นเส้นแบ่งขั้นกลางแบ่งครึ่งสนามแบบพอดิบพอดี

            “เอาขีดเส้นนั้นเป็นเส้นแบ่ง แล้วใช้จำนวนแผ่นพื้นเป็นตัววัด

            ใครถลาถอยมากกว่าถือว่าแพ้”

            ผมพูดเสียงชัด ก่อนปล่อยแขนที่ถือกระบี่ตกลงข้างลำตัว

             

            แม้เสียงรอบตัวจะดังกึกก้องจากเหล่าคนเชียร์ แต่สำหรับผมในชั่วขณะนั้น..

            ทุกอย่างกลับดูสงบลงโดยสมาธิของผมจดจ่ออยู่สองอย่าง

            หนึ่งคือตนเอง.. สองคนโหวหวัง..

            ผมได้ยินเสียงกระบองของเจ้านั่นเริ่มควงหมุนด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ

            ฟังจากเสียง..

            เหมือนแรงเหวี่ยงจากการหมุนกระบองของมันจะทำให้อากาศรอบตัวมันเหมือนจะสั่นไหวตามไปด้วย

             

            เห็นแบบนั้นผมเลยเริ่มนับในใจ..

            ดวงตาหรุบนิ่ง มือแตะจับกระบี่เอาไว้หลวม ๆ

            ราวกับสายลมรอบตัวหยุดสงบ เสียงก้องกังวานรอบตัวเหมือนไม่เคยมีอยู่ เสียงหัวใจของผมกลับดังชัดในช่วงจังหวะนั้น

            พลังปราณสีคราม ชาด และทองต่างหมุนเวียนและร้อนขึ้นในเส้นปราณ

            จนเมื่อทุกสิ่งอย่างพร้อมสำหรับการออกวิชาสุดท้าย

            ผมก็ได้กำชับกระบี่ไว้แน่นพร้อมดวงตาที่เปิดรับแสงอีกครั้ง!!

             

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นสุดท้าย ทลายสวรรค์!! // ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน ไม้สุดท้าย ประหนึ่งเทพวานร!!”

             

            ป่ง!!!!!

             

            เสียงระเบิดจากแรงปะทะดังกึกก้องไปทั่วทั้งสนาม

            ก่อนที่ทุกคนจะได้เห็นอะไรต่อมิอะไร เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ก็ปะทุขึ้นทั่วเวที แล้วพุ่งกลับไปรวมตัวยังร่างของเจ้าโหวหวังอย่างบ้าคลั่ง

            ตอนนั้นผมคิดว่าเขาโดนเผาไหม้ไปแล้วเสียอีก เพราะเปลวไฟนั่นมันลุกโชนขึ้นทั่วทั้งร่างเหมือนราดน้ำมันแล้วจุดไฟใส่ตัวเอง..

            แต่เปล่าเลย!

            มันกลับยืนได้ แถมยังดูเหมือนโอบคลุมไปด้วยเปลวเพลิงอย่างจงใจ ไม่ใช่ถูกเผา แต่กำลังใช้มันเป็นเหมือนเกราะอัคคีแทน!

            เกราะเพลิงนั่นห้อมล้อมมันไว้ทั้งตัวอย่างน่าสะพรึง มองดูคล้ายปีศาจวานรเพลิงที่หลุดมาจากตำนานไม่มีผิด

            แล้วมันก็ไม่รอช้า..! วิ่งพุ่งตรงเข้าหาผมพร้อมเปลวนิพพานที่เหมือนจะลุกแรงขึ้นทุกฝีก้าว

             

            ตอนนั้นในอกผมมันร้อนฉ่า พลังปราณเดือดปุด ๆ เหมือนน้ำในหม้อที่กำลังจะล้น

            ตัวผมก็วิ่งหอบแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ตรงเข้าจุดที่นัดไว้กับไอ้หน้าขน!

            ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรอีกแล้ว!!

            พอใกล้ถึงเป้าหมายปลายตา..

            กระบี่ในมือก็สะบัดออกแนวขวางแบบแทบไม่รู้สึกตัว ใช้เพียงสัญชาตญาณในการออกกระบี่

            เสียงลมหั่นฟ้าราวกับขีดข่วนอากาศแหวกออกเป็นสองฝั่ง

            เสี้ยววินาทีหลังจากนั้น!!

            พื้นสนามที่อยู่ตรงหน้าผมก็ปริแตกเป็นทางยาวตามแนวกระบี่ พลังปราณที่ใส่ลงไปมากขนาดนั้นไม่ได้แค่เฉือนหิน มันทำให้เศษอิฐเศษหินลอยขึ้นกลางอากาศอย่างกับพื้นที่ตรงนั้นหมดแรงโน้มถ่วงไปเสียแล้ว

             

            ตู้ม!!!

             

            เสียงปะทะดังกึกก้องเมื่อกระบี่ของผมกับกระบองของโหวหวังฟาดเข้าใส่กันในเวลาเดียวกันแบบไม่คลาดเคลื่อน

            สุดยอดวิชาของเราทั้งคู่โหมเข้าใส่กันจนสนามประลองแทบสะเทือน

            เกิดแรงผลักแรงต้านสวนตอบกลับมา!

            กระบี่ในมือของผมรู้สึกหนัก และแรงผลักที่มาจากโหวหวังทำให้แขนของผมรู้สึกปวดร้าวราวกับเอากิ่งไม้ไปฟันใส่ต้นไม้ใหญ่

            ฝุ่นผงรอบตัวรวมทั้งก้อนอิฐก้อนดินต่างคลุ้งขึ้นรอบตัวผม

             

            “พะ..พวกมันตายกันแล้วใช่หรือไม่? ข้าไม่เห็นอะไรเลย!”

            “ฝุ่นควันหนาเกินไป! กรรมการรีบเข้าไประงับเหตุเร็ว!”

            “สะ..สุดยอด! พวกมันทั้งสองคนสุดยอดเกินไปแล้ว! ใครจะแพ้ชนะไม่รู้ สำหรับข้าพวกมันคือผู้ชนะด้วยกันทั้งคู่!”

             

            หลังม่านฝุ่นจางลง... ผมกะพริบตาปรับภาพตรงหน้าให้ชัด

            ภาพแรกที่เห็นคือเจ้าโหวหวังยังยืนอยู่ ใช้กระบองปราบมังกรค้ำตัวไว้จนดูเหมือนจะล้มแต่ก็ยังฝืนยืดหลังตรง

            แถมสายตายังมองมาทางผมไม่วาง

            ส่วนผมน่ะเหรอ?

            ชันเข่าลงกับพื้น มือยังค้ำเข่าตัวเองไว้เหมือนคนที่พร้อมจะล้มแต่ยังหาที่พิงไม่ได้นอกจากขาตัวเอง

             

            เราสองคนสบตากันครู่หนึ่ง..

            ไม่มีคำพูด ไม่มีสีหน้าเคียดแค้น

            มีแต่รอยยิ้มบาง ๆ ที่ผุดขึ้นพร้อมกันอย่างประหลาด

            แล้วพวกเราสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง ราวกับปลดปล่อยทุกความกดดันตลอดการต่อสู้ที่ผ่านมา

            จนเมื่อเสียงหัวเราะของพวกเราเงียบลง

            เราทั้งสองก็มองตากันอีกครั้ง

            คำถามที่ค้างอยู่ในใจว่า 'ใครเหนือกว่า' มันไม่ได้มีความหมายตั้งแต่แรกแล้ว

            พวกเราเป็นเพื่อนกันทำไมต้องมาจัดอันดับหากันว่าใครเก่งกว่าใคร..

             

            “ขอยอมแพ้...”

            .

            .

    ส่วนที่เหลือของตอนนี้ เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3

    เพราะหลิวเจี้ยนไม่อาจสละสมาธิมาฟังคำพูดเหล่านั้นได้

             

            ทางด้านอัฒจันทร์ฝั่งคนตระกูลซุนนั้นได้แต่มองไปที่คนทั้งสองอย่างชื่นชม

            โดยเฉพาะพ่อกับปู่ของซุนโหวหวังที่รู้สึกยินดีกับสิ่งที่รับชมอยู่ตรงหน้า

            “ลูกหวังดูเข้าทีนัก!!

            เผลอ ๆ อาจดูดีกว่าเอ็งกับลูกป๋ายเหยียนตอนรุ่น ๆ เสียด้วยกระมัง..ลูกต้าชิง”

            คนเป็นปู่กล่าวชมซุนโหวหวังออกมาด้วยใจที่พองโต

            พัฒนาการนี้ของคนเป็นหลานถึงกับทำให้ผู้เฒ่าวานรคนนี้รู้สึกโล่งใจ

            ผิดกับแต่ก่อนที่คนเป็นหลานมักทำอะไรให้ตาแก่คนนี้จำต้องหนักใจอยู่เรื่อย

             

            “ความดีความชอบล้วนต้องมอบให้หลานเจี้ยนนั่นแล.. เจ้าคุณพ่อ”

            ตอนแรกเจ้าเมืองนพบุรีก็รู้สึกเบาใจขึ้นเมื่อเห็นลูกชายของตนเพียรพยายามฝึกซ้อมมาตลอดครึ่งปีนี้

            แต่พอได้เห็นพัฒนาการอันก้าวกระโดดของซุนโหวหวัง..

            ซุนต้าชิงก็ยิ่งรู้สึกเบาไปทั้งตัวราวกับกำลังลอยอยู่อย่างไรอย่างนั้น

            “ดูเหมือนหลานสะใภ้ของท่านก็มีส่วนใช่น้อย..

            ทำให้ลูกหวังมีสิ่งที่ต้องการปกป้อง มันจึงได้อุตส่าห์เพียรฝึกเล่ากระมัง”

            ซุนต้าชิงเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยยิ้ม

            “ดูท่าหากได้พบลูกสะใภ้ ฉันต้องมีของรับขวัญเสียเอิกเกริกแล้ว..”

             

            ถัดไปทางฝั่งอัฒจันทร์ข้างเคียง อัฒจันทร์ของคนตระกูลฮู

            แม้ปีนี้คนตระกูลฮูจะเป็นเจ้าภาพงานประลองที่ยิ่งใหญ่ประจำอาณาจักร

            แต่กระนั้นพวกมันก็ไม่ได้ส่งลูกหลานของตระกูลลงแข่งขันเลยสักคนเดียวเพราะไร้แววกันหมด

            รั้นส่งมาก็มีแต่จักทำให้ขายหน้าเอาเสียเปล่า..

            แต่เมื่อได้เห็นพรสวรรค์ของซุนโหวหวังที่แสดงออกมา

            พวกมันชาวตระกูลมหาสิงคาลถึงกับสะท้านไปทั่วทรวง รุ่นเยาว์ยอดฝีมือประจำตระกูลของพวกมันยังไม่ได้สักเสี้ยวของเจ้าคนหน้าขนคนนั้นเลย

            ไหนจะคนที่ชื่อหลิวเจี้ยนนั่นอีกที่มีเด่นไม่น้อยหน้าคนนั้นอีก

             

            “ฮูเฉียน..

            ปีนี้ ฮู หงเป่า ก็เริ่มเป็นสาวแล้ว..

            เจ้าคิดเห็นอย่างไรที่จะส่งรูปเหมือนพร้อมกับแม่สื่อไปที่บ้านตระกูลพญาวานร?”

            ชายคนหนึ่งที่อายุอานามไล่เลี่ยกับซุนต้าหลี่พลันกล่าวต่อฮูเฉียนด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง

            ห้วงวาจานั้นมิใช่การกล่าวถามแต่อย่างใด แต่กลับเต็มไปด้วยการวางอำนาจ

            เขาคนนี้มีนามว่า ฮู ชิงกวง เป็นผู้เฒ่าจิ้งจอกแห่งสภาห้าผู้เฒ่า

            เป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดของคนตระกูลฮู

            ไม่ใช่..!

            ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในห้าผู้มีอำนาจสูงสุดในอาณาจักรถึงจะถูก

             

            “เป่าเอ๋อร์รึ”

            ใบหน้าของฮูเฉียนถึงกับนิ่งแข็ง

            สตรีที่ชื่อฮูหงเป่าที่ฮูชิงกวงกล่าวถึงนั้นคือลูกสาวคนเล็กที่ผู้นำตระกูลคนนี้หวงแหนเป็นที่สุด

            ขนาดเด็กตระกูลผู้ดีเชื้อสายขุนนางหรือเชื้อจ้าวในอดีตจ้องมองนาง ผู้นำตระกูลฮูยังแยกเขี้ยวใส่มันกันทุกคน

            แต่นี่อะไร..

            ผู้เฒ่าจิ้งจอกกับบอกจะยกนางให้กับซุนโหวหวัง..

            ซุนโหวหวังคนนี้น่ะหรือ..

            “เอ่อ..

            ตอนนี้เป่าเอ๋อร์คงยังไม่พร้อมหรอกท่านพ่อ อายุนางยัง..”

             

            “เอาเป็นส่งทั้งแม่สื่อพร้อมทั้งตัวของฮูหงเป่าไปที่เรือนรับรองของพวกมันในคืนนี้เลย”

            สายตาสุดเจ้าเล่ห์ฮูชิงกวงถูกเผยออกมาในตอนที่เอ่ย

            เฒ่าจิ้งจอกผู้นี้ต้องการเกี่ยวดองกับคนตระกูลซุนให้ได้เร็วที่สุดเพื่อความมั่นคงของตระกูลฮู

             

            ด้วยความที่ตระกูลฮูเป็นตระกูลค้าขาย..

            แน่นอนเมื่อเห็นคนอนาคตไกลเช่นซุนโหวหวังแสดงฝีมือออกมาเช่นนี้ ตัวของฮูชิงกวงย่อมอยากที่จะทำการค้าด้วยโดยส่งหลานสาวของมันไปตบแต่งกับตระกูลนั้น

            เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ก้อนใหญ่ได้ในภายหลัง

            แล้วการกระทำเช่นนี้หาใช่แปลก..

            ครั้งมารดาของหม่าชุนเฟิงก็หนหนึ่ง..

             

            “ขอรับท่านผู้เฒ่าจิ้งจอก..”

            ใบหน้าของฮูเฉียนตอนนี้ย่ำแย่เป็นอย่างมาก

            ตัวของผู้นำตระกูลมหาสิงคาลคนนี้รู้ดีถึงชื่อเสียงด้านสตรีของซุนโหวหวัง

            รู้กระทั่งว่าไอ้คนหน้าขนผู้นี้เจ้าชู้มากขนาดไหน! ครั้งมันไปเยือนเมืองมังกรธารา..

            ไอ้เด็กเวรนั้นคั่วสตรีตั้งสามคนในคืนเดียว!!

            การที่ฮูชิงกวงออกคำสั่งแบบนี้ ก็เท่ากับส่งลูกสาวของมันเข้าไปในดงโลกีย์ก็มิปาน

            ในชีวิตนี้ของผู้ทำการค้าขายเช่นมัน..

            ฮูเฉียนไม่เคยคิดเลยสักครั้งว่าจะต้องขายลูกของตนเองออกไปเช่นสินค้าอื่น ๆ ที่มันเคยค้า

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน