เสิ่นม่านซูหรี่ตามองนกพิราบสีขาวหิมะที่กระพือปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
่นี้ทุกๆ สองวัน ไป๋จื่อจะมาที่ประตูข้างของจวนแม่ทัพในตอนเช้าเพื่อรอรับขนม
และวันงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอันก็คือวันที่ไป๋จื่อต้องมารับขนมพอดี
ไม่ใช่ว่าเสิ่นม่านซูทำไม่ทัน แต่เพราะทำติดต่อกันมาหลายวันแล้ว ก็ต้องมีหยุดพักกันบ้าง
เพราะยิ่งได้มายากเท่าไร ก็ยิ่งมีค่ามากไม่ใช่หรือ
ไม่นานทางด้านไป๋จี๋เห็นนกพิราบกระพือปีกบินมา จึงรีบนำกระดาษแผ่นเล็กมาเปิดดู พออ่านจบก็พุ่งเข้าไปในห้องหนังสือทันที พร้อมร้องะโว่า “นายท่าน! นายท่าน! คุณหนูเสิ่นส่งจดหมายมาขอรับ!”
ไป๋ซิวจิ่นที่เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จกำลังจะออกไปพบองค์ชายห้า
อาการขาขององค์ชายห้าสามารถรักษาได้ แต่ต้องใช้เวลา ต้องไปตรวจรักษาสามครั้ง และครั้งนี้เป็ครั้งที่สอง
ไป๋ซิวจิ่นในอาภรณ์สีขาวนวลมองไป๋จี๋ด้วยสายตารังเกียจเล็กน้อย “นางก็ส่งจดหมายมาบ่อยไม่ใช่หรือ”
“ครั้งนี้ไม่เหมือนกันนะขอรับ! นางบอกว่าอีกสองวันจะไม่มีขนมแล้ว เพราะต้องไปงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอัน!”
ไม่มีแล้วหรือ
รูม่านตาสีอำพันพลันหดแคบลงเล็กน้อย
แท้จริงแล้วไป๋ซิวจิ่นได้ให้พ่อครัวในจวนลองฝึกทำเช่นกัน
แต่ก็ไม่รู้ว่าคุณหนูเสิ่นใส่อะไรลงไปในขนม ไม่ว่าพ่อครัวจะทำอย่างไร รสชาติก็ยังด้อยกว่าของนางอยู่เสมอ
อีกฝ่ายไม่ยอมบอกวิธี กลับบอกว่าจะทำขนมมอบให้เขาเพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตในตอนนั้น
ไป๋ซิวจิ่นถูกขนมหวานของเสิ่นม่านซูเลี้ยงจนเื่มากไปแล้ว จนมิอาจกินของที่พ่อครัวในจวนทำได้อีก
แต่ตอนนี้กลับมาบอกเขาว่าไม่มีแล้ว!
ไป๋จี๋ที่ยืนอุ้มนกพิราบสีขาวอยู่ด้านข้างถอยหลังไปเล็กน้อย
แม้สีหน้าของนายท่านจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่กลับรู้สึกได้ว่าอุณหภูมิรอบตัวลดลงเล็กน้อย
ในเวลานั้น ไป๋จื่อเดินเข้ามาแล้วกล่าวว่า “นายท่าน รถม้าพร้อมแล้วขอรับ”
“อืม”
ไป๋ซิวจิ่นลุกขึ้นเดินออกไป จากนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างกะทันหันว่า “ไป๋จี๋ เ้าไปเฝ้าประตูหลังหนึ่งเดือน”
ไป๋จี๋ได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง!
เหตุใดถึงให้เขาไปเฝ้าประตูหลังอีกแล้วเล่า ่นี้เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย!
แต่เขาไม่กล้าขัดคำสั่งของนายท่าน จึงได้แต่ก้มหน้าเดินไปยังประตูหลังของจวนตระกูลไป๋อย่างเศร้าสร้อย
ทางด้านไป๋จื่อ เขาเดินตามไป๋ซิวจิ่นขึ้นรถม้า
ภายในรถม้า โคมกำยานขนาดเล็กที่แขวนอยู่มุมหนึ่งของรถม้าส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลไปทั่ว
รถม้าแล่นไปได้สักพัก เมื่อผ่านหน้าจวนแม่ทัพ ไป๋ซิวจิ่นก็เอียงตัวเล็กน้อยแล้วยกม่านขึ้นมองออกไป
ไป๋จื่อย่อมรู้ความคิดของนายท่านดี
จากประสบการณ์หลายปีบอกเขาว่าห้ามพูดตรงๆ เด็ดขาด หากพูดตรงๆ ก็จะมีจุดจบเหมือนไป๋จี๋
แต่ในฐานะคนสนิท ก็ยังต้องพูด
ดังนั้นเขาจึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “อีกสองวันก็จะเป็วันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอัน ได้ยินมาว่านางกับคุณหนูสามเสิ่นเข้ากันได้ดี และองค์หญิงจิ้งอันก็เป็พี่สาวขององค์ชายเจ็ด พรุ่งนี้หากพบกันอีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าคุณหนูสามเสิ่นจะตัดใจได้หรือไม่”
ไป๋ซิวจิ่นที่หรี่ตามองออกไปข้างนอกตากระตุกเล็กน้อย ก่อนจะมองคนสนิทของตนแล้วกล่าวว่า “เ้าชอบสอดรู้สอดเห็นเช่นนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน”
นัยแฝงคือ ‘อยู่ๆ ก็พูดเื่นี้ขึ้นมาทำไม’
ไป๋จื่อยิ้มกล่าว “นายท่าน เกรงว่าท่านอาจยังไม่ทราบ ตอนนี้ข้างนอกล้วนลือกันว่าคุณหนูสามเสิ่นถูกองค์ชายเจ็ดทอดทิ้ง ภายหน้าคงยากที่จะแต่งงานออกเรือน เมื่อทั้งสองพบกันในงานเลี้ยงครั้งนี้ ย่อมต้องมีคนจำนวนมากรอดูเื่ขบขันของนางแน่นอนขอรับ”
ดวงตาหงส์ของไป๋ซิวจิ่นมองไปอย่างสงสัย ส่วนใบหน้าของไป๋จื่อยังคงมีรอยยิ้มจางๆ
ไป๋ซิวจิ่นถอนสายตาออกมาก่อนจะหลับตาพักผ่อน
เด็กสาวโง่เง่าคนนั้นทำเื่โง่เขลาเอง ยังจะกลัวคนหัวเราะเยาะอีกหรือ
…แต่ถ้านางถูกหัวเราะเยาะจริง จะส่งผลต่ออารมณ์หรือเปล่า
หากนางอารมณ์ไม่ดี จะส่งผลให้ภายหน้า…ไม่อยากทำขนมอีกหรือไม่
เรียวคิ้วงดงามของไป๋ซิวจิ่นค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน
เพียงชั่วพริบตา รถม้าของจวนตระกูลไป๋ก็มาถึงจวนขององค์ชายห้า
องค์ชายห้าได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็รุ่ยอ๋อง
เพียงคำว่า ‘รุ่ย’[1] ก็เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้หย่งอันยังทรงโปรดปรานโอรสองค์นี้อยู่มาก
ทันทีที่ได้ยินว่าไป๋ซิวจิ่นมา รุ่ยอ๋องก็สั่งให้คนพยุงตนออกมาที่หน้าประตูใหญ่เพื่อต้อนรับอีกฝ่ายด้วยตนเอง
ครั้งก่อนที่หมอเทวดาไป๋มา อีกฝ่ายบอกว่าขาของเขายังมีทางรักษา จากนั้นก็ฝังเข็มและเขียนเทียบยาให้
ผ่านไปหลายวัน ขาที่เดิมทีไร้ความรู้สึกมาหลายปี กลับเริ่มมีความรู้สึกเจ็บขึ้นมาเล็กน้อย!
เมื่อมีความรู้สึก ก็ย่อมมีความหวัง!
ตอนนั้นรุ่ยอ๋องโผเข้ากอดชายาอ๋องของตนด้วยความดีใจจนน้ำตาไหลพราก ถึงขั้นมีน้ำมูกผุดออกมา
ยังดีที่ตอนนั้นไม่มีบ่าวรับใช้คนอื่นเห็นเข้า
โชคดีที่ชายารุ่ยอ๋องเติบโตมาพร้อมกับเขา เป็คู่รักวัยเยาว์จึงผูกพันลึกซึ้ง นางไม่เพียงไม่รังเกียจเขา กลับยังปลอบโยนอยู่นาน
เมื่อไป๋ซิวจิ่นมาครั้งที่สอง รุ่ยอ๋องจะไม่ออกมาต้อนรับด้วยตนเองได้อย่างไร
ตอนนี้รุ่ยอ๋องมองหมอเทวดาไป๋ยังตื่นเต้นยิ่งกว่ามองภรรยาของตนเสียอีก!
จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร!
เขาจะสามารถลุกเดินได้เหมือนคนปกติหรือไม่ ล้วนต้องพึ่งหมอเทวดาไป๋แล้ว
ไป๋ซิวจิ่นยังคงท่วงท่าพลิ้วไหวดุจเซียนเช่นเดิม ต่อให้รุ่ยอ๋องจะยืนอยู่ต่อหน้า กลับถูกกลบรัศมีจนด้อยไปทันที
แต่รุ่ยอ๋องไม่สนใจ ตอนนี้เขาสนใจเพียงขาของตนเท่านั้น
ผ่านไปครึ่งชั่วยามการรักษาก็เสร็จสิ้น รุ่ยอ๋องรู้สึกว่าขาของตนชาและคันยุบยิบเล็กน้อย
ไป๋ซิวจิ่นกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อกำลังฟื้นตัว อีกสามเดือน เมื่อรักษาครั้งสุดท้ายเสร็จ ก็จะสามารถเดินได้แล้ว”
“จริงหรือ!” รุ่ยอ๋องกล่าวอย่างตื่นเต้น “หมอเทวดาไป๋ เช่นนั้นทำพรุ่งนี้เลยไม่ได้หรือ”
สามเดือน เขารอไม่ไหวหรอก!
ไป๋ซิวจิ่นส่ายหน้าช้าๆ “ต้องรออีกสามเดือนเท่านั้น”
ชายารุ่ยอ๋องที่อยู่ด้านข้างเห็นว่าขาของสามีดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ยินดีอย่างยิ่ง
ด้วยกลัวว่าจะทำให้หมอเทวดาไป๋ไม่พอใจ นางจึงรีบมองค้อนสามีอย่างจนปัญญาแล้วกล่าวว่า “ท่านอ๋อง หมอเทวดาไป๋เป็หมอ ท่านฟังเขาย่อมถูกต้องที่สุดนะเ้าคะ”
รุ่ยอ๋องจึงได้สติ รู้ว่าตนเร่งร้อนเกินไป
ขาของเขาาเ็มาหลายปี หากรักษาได้ ต่อให้ต้องรออีกสามเดือนก็ไม่เป็ไร
อีกฝ่ายก็บอกแล้วว่าเส้นเอ็นกำลังฟื้นตัว ต้องใช้เวลา
หลังจากรักษาเสร็จ ย่อมต้องขอบคุณหลายครั้งแล้วมอบเงินทองของมีค่ามากมายตอบแทน
แท้จริงแล้วครั้งก่อนก็ได้รับมามากมาย แต่ครั้งนี้รุ่ยอ๋องก็ยังให้เพิ่มอีกมาก ไป๋ซิวจิ่นไม่ได้ปฏิเสธ คนโง่เท่านั้นที่จะปฏิเสธของมีค่ามากมายเช่นนี้
เพราะเขายังต้องเลี้ยงดูผู้ใต้บังคับบัญชาอีกไม่น้อย ดังนั้นไป๋ซิวจิ่นจึงรับไว้ด้วยท่าทีสบายๆ
ทางด้านรุ่ยอ๋อง เพราะรู้สึกว่าขาของตนดีขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงมีความสุขอย่างยิ่ง และยิ่งเชื่อถือไป๋ซิวจิ่นมากขึ้น
ครั้นนึกถึงที่ชายาของตนเข้าวังเมื่อครั้งก่อน ทราบว่ามารดาของเขามีอาการปวดศีรษะข้างเดียว ทว่าเหล่าหมอหลวงจนถึงตอนนี้ก็ยังรักษาไม่ได้ รุ่ยอ๋องจึงลองเสี่ยงถาม ในขณะที่ไป๋ซิวจิ่นกำลังจะจากไปว่า “ไม่ทราบว่า่นี้หมอเทวดาไป๋พอมีเวลาหรือไม่ เื่เป็เช่นนี้ ่นี้ร่างกายของแม่ข้าไม่ค่อยสบายนัก อยากเชิญท่านไปช่วยตรวจดูสักหน่อย”
ทันทีที่รุ่ยอ๋องเอ่ย ชายารุ่ยอ๋องที่อยู่ด้านข้างก็อดมองค้อนสามีไม่ได้
ต้องรู้ว่ายังมีคนรอเชิญหมอเทวดาไป๋ไปที่จวนมากมายเพียงใด หมอเทวดาไป๋ยอมมาจวนรุ่ยอ๋องก็ถือว่าไม่ใช่เื่ง่าย แต่สามีของนางกลับได้คืบจะเอาศอกเช่นนี้
ถึงจะได้คืบจะเอาศอก ก็ต้องรอให้หมอเทวดาไป๋รักษาให้หายดีเสียก่อนสิ!
ตอนนี้ขาก็ยังไม่หายเลย!
แท้จริงแล้วรุ่ยอ๋องก็เพียงลองถามดู ไม่ได้คาดหวังว่าหมอเทวดาไป๋จะตอบตกลงในทันที
เพราะเขาเป็ห่วงมารดา ถึงได้เอ่ยถามเช่นนั้น
อันที่จริงรุ่ยอ๋องก็เตรียมใจไว้แล้วว่าหมอเทวดาไป๋จะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เขาจึงไม่ได้ผิดหวังอะไรมากมาย แต่ผลลัพธ์กลับเป็ว่า…
“ร่างกายของฉินกุ้ยเฟยสูงศักดิ์และล้ำค่า ข้าเป็เพียงสามัญชน มิอาจเข้าไปในวังหลังได้”
เมื่อรุ่ยอ๋องกับชายารุ่ยอ๋องได้ยินเช่นนั้นก็ประหลาดใจไม่น้อย
เขาไม่ได้ปฏิเสธตรงๆ เช่นนั้นก็ยังมีโอกาส!
[1] รุ่ย มาจากคำว่า 瑞 หมายถึง สิริมงคล