[ร่องรอยแห่งการสูญเสีย และพันธสัญญาแห่งทุ่งแก้ว]
ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วทุกอณูอากาศ หลังจากเสียงกัมปนาทที่ราวกับโลกจะแตกสลายดับวูบลง ทิ้งไว้เพียงเสียงหึ่งๆ ในแก้วหูที่สั่นระริกจากแรงดันมหาศาล
ภายในหลุมลึกที่ห่างออกมา 30 เมตร มือของมาคัสและเซนช่วยกันผลักหินยักษ์ทรงกลมที่บัดนี้พื้นผิวด้านที่หันเข้าหากัลลัสนั้นถูกเผาจากความร้อนสูง จนละลายเรียบจนแวววาว และเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นดูระยิบระยับ
ทว่า เมื่อก้าวพ้นปากหลุมขึ้นมาสู่พื้นโลก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เหล่านักรบผู้โชกโชนและเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ถึงกับต้องหยุดหายใจ
สภาพป่าทึบที่เคยเขียวชอุ่มและหนาแน่นไปด้วยพฤกษา บัดนี้กลับหายไปสิ้นภายในพริบตา ในรัศมีกว่าร้อยเมตร ต้นไม้ใหญ่นับร้อยต้นไม่ได้เพียงแค่หักโค่น แต่มันถูก "ฉีกกระชาก" จนเหลือเพียงตอที่แหลมคมพุ่งชี้ขึ้นสู่ฟ้า กิ่งก้านและใบไม้ถูกแรงอัดอากาศมหาศาลปัดกวาดจนจางหายไป เหลือเพียงลำต้นที่ไหม้เกรียมจากการปะทะของไอน้ำที่ร้อนจัดพาดระเนระนาดเป็นวงรัศมี ประดุจยักษ์ตนหนึ่งได้กวาดมือทำลายล้างทุกสิ่งพ้นไปจากวิถี
ห่างออกไปจนสุดสายตา ใบไม้ในพื้นที่รอบนอกร่วงหล่นจนหมดป่า ทิ้งไว้เพียงกิ่งก้านที่ล้านเลี่ยนและเงียบงัน... ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านซากปรักหักพังอย่างอ้างว้าง
[กำเนิดทุ่งแก้ว: หลุมศพผลึกแห่งวีรชน]
แต่สิ่งที่น่าตื่นตะลึงที่สุดคือพื้นที่ในจุดศูนย์กลางที่กัลลัสเคยยืนตระหง่านอยู่ ภายในรัศมีเกือบ 30 เมตรที่พวกรอดชีวิตยืนอยู่นี้ ผืนดินที่เคยอ่อนนุ่มกลับแปรสภาพเป็นหลุมกว้างขนาดมหึมาที่ก้นหลุมราบเรียบกริบประดุจกระจกเงาแผ่นยักษ์ ดินและทรายถูกหลอมละลายด้วยความร้อนยิ่งยวดในชั่วพริบตาจนกลายเป็นผลึกแก้วบริสุทธิ์เหลือบสีเขียวขุ่นและดำมะเมื่อม แผ่นกระจกพสุธานี้มีรอยแตกร้าวระยิบระยับลึกลงไปภายใต้ผิวสัมผัส สะท้อนภาพท้องฟ้าสีหม่นยามเย็นที่ยังคงมีกลุ่มเมฆปั่นป่วนจากการระเบิดได้อย่างคมชัด
เสียง เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ... ดังแว่วมาตามลม มันคือเสียงของผลึกแก้วที่กำลังเย็นตัวลงและแตกร้าวอยู่ตลอดเวลา ท่ามกลางทุ่งผลึกอันงดงามที่เกิดจากหายนะนี้ ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ทั้งเศษโลหะของ Artifact หรือแม้แต่เถ้าธุลีของอสุรกายกัลลัส ทุกอย่างระเหยหายไปในความว่างเปล่า
โวล์ฟเดินโซซัดโซเซออกมาบนพื้นแก้วที่เย็นจัดจนไอเย็นเกาะตามฝ่าเท้า เขาจ้องมองไปยังหินยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เพียงสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในเขตแดนแห่งการดับสูญนี้
“ทุ่งแก้ว...” เซนพึมพำขณะมองไปรอบๆ ด้วยแววตาที่สั่นเครือ
“นี่คือสิ่งที่ราล์ฟปกป้องไว้...”
สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่ราบที่ถูกทำลาย แต่มันคือ "ทุ่งแก้วของราล์ฟ" อนุสรณ์สถานแห่งความเสียสละที่ฝังความแค้นและสงครามไว้ภายใต้ผลึกที่ใสราวกับกระจกและเงียบงันไปชั่วกาลนาน...
[เสียงสะท้อนแห่งความผิดบาป: ความสลายของพญาสุนัขป่าน้อย]
ท่ามกลางความเงียบงันที่เย็นเยียบของทุ่งแก้วอันอ้างว้าง แสงอาทิตย์ยามอัสดงที่สะท้อนกับพื้นผิวผลึกใสกลับดูเหมือนเลือดที่นองไปทั่วป่า เสียงกำปั้นกระทบหินยักษ์ดังกึกก้องสลับกับเสียงสะอื้นที่แทบจะขาดใจ โวล์ฟ ทรุดตัวลงต่อหน้าหินก้อนมหึมาที่เป็นทั้งฝาโลงและอนุสาวรีย์ของพ่อ เขารัวหมัดเข้าใส่ผิวหินที่แข็งกระด้างนับครั้งไม่ถ้วนจนข้อนิ้วแตกยับ เลือดสีแดงสดไหลซึมชโลมผิวหินจนดูสยดสยอง
“โธ่เว้ย! พ่อครับ! ทำไม... ทำไมต้องเป็นพ่อ!” โวล์ฟตะโกนก้องอย่างเสียสติจนเส้นเสียงแทบจะฉีกขาด
“เป็นเพราะข้า... เพราะข้ามันอ่อนแอ! ถ้าข้าเก่งกว่านี้... ถ้าข้าไม่เป็นตัวเกะกะ... พ่อก็ไม่ต้องมาตายในที่แบบนี้!”
ความโกรธแค้นที่พลุ่งพล่านทำให้ดวงตาของโวล์ฟแดงก่ำประดุจสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง เขาคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงที่บิดเบี้ยวแหลมสูง
“พวกล่าทาส... ไอ้พวกเดนมนุษย์! ข้าจะไม่มีวันให้อภัยพวกมัน ข้าจะตามล่าพวกมันให้สิ้นซาก!”
คนที่เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างโวล์ฟเป็นคนแรกคือ มินอส เธอไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที ใบหน้าที่มักจะดูมึนๆ บัดนี้กลับเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด
“นี่... เจ้าเด็กบ้า ถ้าเจ้าจะพูดแบบนั้น คนที่ผิดที่สุดมันคือข้าไม่ใช่หรือไงกัน?” มินอสเอ่ยเสียงแผ่วพลางก้มมองปืนคู่ในมือด้วยความรังเกียจตัวเอง
“ถ้าข้าไม่มานาหมดกะทันหันตอนนั้น... เจ้านั่นก็ไม่ต้องออกไปสละชีวิตดันหินนั่นเพื่อปิดหลุมให้พวกเราหรอก”
ไค ก้าวตามเข้ามาติดๆ ขาเล็กๆ ของเขาสั่นระริก หยาดน้ำตาของอดีตอาจารย์นักวิจัยผู้เคยผ่านชีวิตในโลกเก่ามานานบัดนี้ไหลนองหน้าอย่างไม่อาจกลั้นได้ ในสมองที่เต็มไปด้วยตรรกะของเขากำลังประมวลผลหาความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ใช่ครับพี่โวล์ฟ... ถ้าผมคิดแผนที่รัดกุมกว่านี้... ถ้าผมคำนวณอัตราสิ้นเปลืองมานาของน้ามินอสเผื่อไว้ ลุงราล์ฟก็คงไม่ต้องเสียสละแบบนี้” ไคสะอื้นจนตัวโยน ความรู้สึกผิดกัดกินใจจนเขาแทบจะยืนไม่อยู่
“ผมขอโทษครับ... ผมขอโทษจริงๆ ...” ตลอดชีวิตของเขาเท่าที่จำความได้รวมถึงชาติที่แล้ว นี่คงเป็นครั้งแรกที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ขนาดนี้ ความอบอุ่นและความอ่อนโยนของหมู่บ้านดอนตะวันพราวได้เปลี่ยน 'ไค' ให้กลายเป็นเด็กไปจริงๆแล้ว
แม้สมองจะบอกเหตุผลว่าในสภาพที่เสียเปรียบทุกทางแบบนั้น การเอาชนะอสุรกายกัลลัสโดยไร้การสูญเสียแทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางสถิติ แต่ในหน้าอกของเด็กชายกลับเจ็บแปลบประดุจถูกมีดกรีด เซน และ กัลป์ เดินเข้ามาโอบบ่าเด็กทั้งสองไว้ แววตาของพวกเขาก็แห้งผากและเต็มไปด้วยความโศกเศร้าไม่แพ้กัน
กัลป์ บีบไหล่ไคและโวล์ฟ ลูกชายของเพื่อนสนิทของตนแน่น มือหนาที่กร้านจากการรบสั่นเทาเล็กน้อย
“ไค... มินอส...โวล์ฟ... หยุดโทษตัวเองได้แล้ว ราล์ฟมันเลือกของมันเอง มันทำเพื่อปกป้องลูกชายของตัวเอง!!” กัลป์กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่พยายามข่มความสะอื้น
“มันเป็นนักรบ... มันรู้ดีว่าการตายเพื่อปกป้องพวกเจ้าคือเกียรติสูงสุดที่มันต้องการ ถ้าพวกเจ้ามัวแต่จมกองน้ำตา ราล์ฟที่อยู่ข้างบนนั้นจะนอนตายตาไม่หลับนะ”
เซน มองไปที่โวล์ฟด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ เขาขยับเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มเผ่าหมาป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง
“โวล์ฟ... ข้าเสียใจที่ต้องเสียพ่อที่รักไป แต่นักรบไม่ได้วัดกันที่ความแค้น” เซนพูดพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของโวล์ฟ
“การล้างแค้นมันง่าย แต่การปกป้องเจตจำนงของคนที่ตายไปน่ะมันยากกว่าเยอะ อย่าให้เลือดของพ่อเจ้าต้องเปื้อนไปด้วยความโกรธที่ไร้สติเลย”
ทว่าโวล์ฟยังคงขบฟันแน่นจนเลือดซึมตามไรฟัน
“ข้าไม่สนใจ! ข้าจะล้างแค้นให้พ่อ! ใครหน้าไหนขวางข้า ข้าจะขยี้มันให้หมด!”
ในขณะที่สถานการณ์กำลังจมดิ่งลงสู่ความอาฆาต ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาจากด้านหลังอย่างเงียบเชียบ เอลิน วางมือลงบนไหล่ของโวล์ฟ แรงบีบนั้นทำให้เด็กหนุ่มชะงัก เธอพลิกตัวเขาให้หันมาเผชิญหน้า
เพี๊ยะ!!!!
เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังกังวานไปทั่วทุ่งแก้ว โวล์ฟหน้าหันไปตามแรงตบ แววตาที่คลุ้มคลั่งพลันวูบไหวด้วยความตกใจอย่างสุดขีด ก่อนที่เอลินจะดึงเขาเข้าไปสวมกอดไว้แน่น หยาดน้ำตาของนักบวชหญิงไหลรินอาบหัวไหล่ของเด็กหนุ่ม
“เธอลืมคำพูดสุดท้ายของพ่อเธอไปแล้วหรือไงโวล์ฟ...” เอลินกระซิบด้วยเสียงที่สั่นเครือแต่แฝงด้วยความเด็ดขาด
คำพูดสุดท้ายที่กึกก้องในมโนสำนึกของโวล์ฟหวนกลับมาอีกครั้ง: “โวล์ฟ... เจ้าคือความภูมิใจของพ่อ... จงเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่... ปกป้องทุกคนแทนพ่อด้วยนะ...”
“เธออยากจะมีสภาพอัปลักษณ์แบบกัลลัสหรือยังไง?” เอลินพูดต่อพลางดันตัวโวล์ฟออกมาสบตา
“จมอยู่กับความแค้นจนสูญเสียความเป็นมนุษย์... เห็นไหมว่าความเกลียดชังมันทำให้คน กลายเป็นสัตว์ประหลาดได้ขนาดไหน นั่นไม่ใช่สิ่งที่ราล์ฟต้องการให้ลูกชายของเขาเป็นหรอกนะ!”
โวล์ฟสะอึก ร่างกายที่เคยสั่นเทาด้วยโทสะเริ่มอ่อนแรงลง แววตาที่มืดบอดเริ่มเห็นแสงสว่างจางๆ ท่ามกลางหยาดน้ำตา ไคที่ปาดน้ำตาออกจากใบหน้าเล็กๆ แล้ว ก้าวเข้ามาจับมือพี่ชายต่างเผ่าพันธุ์ไว้แน่น
“พี่โวล์ฟ... เปลี่ยนความเจ็บแค้นนี้เป็นพลังกันเถอะครับ” ไคกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแบบนักวิจัยที่ตัดสินใจแน่วแน่
“ไว้พวกเราโตขึ้น... มาช่วยกันทำให้ขบวนการล่าทาสมันหายไปจากโลกนี้กันเถอะครับ ไม่ใช่เพื่อล้างแค้นด้วยความเกลียดชัง... แต่เพื่อไม่ให้ใครในโลกนี้ต้องมาสูญเสียพ่อเหมือนที่พี่เจออีก!”
โวล์ฟสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อระงับความปั่นป่วนในอก เขาหลับตาลงนึกถึงใบหน้าของราล์ฟเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่เยือกเย็น เขาพยักหน้าให้ไค
“ได้ไค... ข้าเข้าใจแล้ว สักวันหนึ่งพวกเราจะมาล้างบางพวกล่าทาสให้หมดไปจากโลกนี้ด้วยกัน!”
ท่ามกลางทุ่งผลึกแก้วที่สะท้อนแสงสุดท้ายของตะวัน พยานรักและพยานรบทุกคนต่างยืนนิ่งไว้อาลัย พันธสัญญาเลือดระหว่างเด็กชายสองเผ่าพันธุ์ได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นสัญญาที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของเอเธลเรียไปตลอดกาล...
เซนกวาดสายตามองไปรอบที่ราบผลึกใสที่สะท้อนแสงดาวยามค่ำคืนที่เริ่มปรากฏ แสงนั้นดูเยือกเย็นทว่ามั่นคง เขาถอนหายใจยาวก่อนจะหันไปสบตากับทุกคนที่ยืนรายล้อมหินยักษ์กลางสมรภูมิ
“จากนี้ไป... ข้าอยากให้พวกเราเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า ‘ทุ่งแก้วแห่งราล์ฟ (The Crystal Glade of Ralph)’ ” น้ำเสียงของเซนทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความเคารพ
“เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเตือนใจถึงความเสียสละของเพื่อนรักของพวกเรา และเป็นพยานถึงชัยชนะที่แลกมาด้วยหัวใจนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”
ท่ามกลางความเงียบสงัด ทุกคนต่างก้าวเข้ามาหยุดยืนหน้าหินยักษ์ เพื่อกล่าวคำอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย...
เซน: “หลับให้สบายนะเพื่อนยาก หน้าที่ที่เหลือ ข้าจะสานต่อเอง... ข้าสัญญาว่าจะดูแลโวล์ฟให้เหมือนลูกชายของข้าอีกคน”
กัลป์: “เจ้านำหน้าพวกข้าไปก่อนก้าวหนึ่งเสมอเลยนะราล์ฟ... ข้าจะฝึกฝนเจ้าหนูโวล์ฟให้แข็งแกร่งไม่แพ้พ่อของมันเลย”
เทียมุส: “พญาสุนัขป่าไม่เคยตาย เขาแค่เดินทางไปยังทุ่งล่าสัตว์แห่งนิรันดร์... ข้าจะจดจำกลิ่นอายความกล้าของเจ้าไว้ในสัญชาตญาณของข้าตลอดไป”
มินอส: “หินก้อนนี้แข็งแกร่งได้เพราะเจ้าแบกรับมันไว้ด้วยชีวิต... ข้าจะสร้างอาวุธที่ปกป้องผู้คนได้จริงๆ เพื่อไม่ให้การเสียสละของเจ้าต้องสูญเปล่า”
เมฟิน่า: "เหอะ... เป็นเจ้าพวกมนุษย์สัตว์ที่ชอบทำอะไรเกินตัวอยู่เรื่อย... ข้าจะยอมรับก็ได้ว่าเจ้าเป็นนักรบที่น่าเคารพได้คนหนึ่ง"
มาคัส: “ข้าเคยคิดว่าโล่ของข้าแข็งแกร่งที่สุด... แต่ที่จริงแล้ว แผ่นหลังของเจ้านั่นแหละคือปราการที่แท้จริงของพวกเรา ขอบใจมากนะเพื่อน”
เอลิน: “ข้าแต่องค์เทพผู้สร้าง... โปรดนำทางดวงวิญญาณของผู้กล้าสู่ดินแดนที่ไร้ซึ่งความเจ็บปวด ความเมตตาของเจ้าจะถูกเล่าขานในฐานะปาฏิหาริย์ของดอนตะวันพราว”
ไค: “ลุงราล์ฟครับ... แผนการของผมอาจจะสมบูรณ์แบบในทางทฤษฎี แต่คุณลุงได้สอนให้ผมรู้ว่า 'หัวใจ' คือตัวแปรที่คำนวณไม่ได้ ขอบคุณที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้ครับ”
โวล์ฟ: “พ่อครับ... ผมจะไม่ทำให้ชื่อของพ่อต้องมัวหมอง ผมจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องทุกคน และวันหนึ่ง... ผมจะทำให้พวกล่าทาสต้องชดใช้ด้วยความยุติธรรมที่พ่อเชื่อมั่น”
ถึงทุกคนในที่นี้จะได้ฟังถ้อยคำที่มินอสกล่าวไว้อาลัยแล้วคิดตรงกันว่า 'มันไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับราล์ฟเลย แต่ก็ปล่อยผ่านไป'
สายลมเย็นพัดผ่านทุ่งผลึกแก้วหอบเอาคำไว้อาลัยเหล่านั้นกระจายไปทั่วพงไพร แสงจันทร์นวลตาฉาบลงบนพื้นผิวใสประดุจโลกใบนี้กำลังหลั่งน้ำตาขอบคุณให้แก่พญาสุนัขป่าผู้ล่วงลับ ทิ้งไว้เพียงตำนานที่ถูกสลักลงในหัวใจของนักรบรุ่นหลังไปตลอดกาล...
[เสียงคำรามจากขอบฟ้า: แรงสั่นสะเทือนที่ดอนตะวันพราว]
ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร ณ หมู่บ้านดอนตะวันพราว บรรยากาศยามเย็นที่ควรจะสงบสุขกลับถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้าทิศตะวันออกที่เคยเป็นสีส้มอมชมพูพลันสว่างวาบด้วยแสงสีขาวจัดจ้าจนแสบตาประดุจดวงอาทิตย์ดวงที่สองตกลงสู่พื้นดิน
เพียงครู่เดียวหลังจากแสงนั้นลับไป... แผ่นดินก็เริ่มสั่นสะเทือน เสียงกัมปนาท “ครืนนนนนนน!” ดังสนั่นหวั่นไหวไล่ตามมาประดุจเสียงฟ้าผ่าที่ดังต่อเนื่องยาวนาน แรงอัดอากาศ (Shockwave) ที่เดินทางข้ามระยะทางไกลนับสิบกิโลเมตรพัดเข้าปะทะหมู่บ้านจนหน้าต่างบ้านไม้ส่งเสียงลั่นเกรียว กรงสัตว์เลี้ยงแตกตื่น ฝูงนกในป่ารอบหมู่บ้านบินพรึบขึ้นสู่ฟ้าด้วยความตระหนก
“แผ่นดินไหวเหรอ! หรือว่าภูเขาไฟระเบิด!” เสียงชาวบ้านตะโกนก้องด้วยความตกใจ หลายคนวิ่งกรูออกมาจากบ้านเรือนมายังลานกว้างกลางหมู่บ้านเพื่อหาคำตอบ
ผู้ใหญ่บ้านบอร์น และ บารอน ช่างตีเหล็กใหญ่ที่กำลังยืนปรึกษาเรื่องการเสริมค่ายและกำแพงป้องกันหมู่บ้าน ต่างเงยหน้ามองกลุ่มเมฆรูปเห็ดสีจางๆ ที่พวยพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศตรงขอบฟ้าด้วยใบหน้าซีดเผือด
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง...” บารอนพึมพำ เสียงของเขาสั่นเครือ “นั่นมัน... แรงระเบิดจากมานาที่รุนแรงมหาศาล”
ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง เสียงหวีดหวิวของอากาศที่ถูกฉีกขาดก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ วัตถุบางอย่างพุ่งแหวกหมู่เมฆลงมาด้วยความเร็วสูงประดุจลูกศรของเทพเจ้า!
ฉึกกกกกก!
แรงปะทะทำให้พื้นดินใจกลางลานกว้างหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ บอร์นและบารอนรีบวิ่งเข้าไปดูวัตถุลึกลับชิ้นนั้นใกล้ๆ และเมื่อฝุ่นจางลง... หัวใจของชายฉกรรจ์ทั้งสองก็แทบจะหยุดเต้น
มันคือ หอกดามัสคัสรุ่นทดลอง หอกที่บารอนเป็นผู้ตีขึ้นด้วยหยาดเหงื่อและศาสตร์การตีทบเหล็กที่ล้ำที่สุดเพื่อมอบให้แด่เพื่อนรัก... ราล์ฟ ไปทดสอบการใช้งานจริง
ทว่าสภาพของมันในตอนนี้กลับดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ตัวหอกที่ทำจากเหล็กกล้าดามัสคัสชั้นเลิศที่เคยแวววาวมีลวดลายเป็นคลื่นสวยงาม บัดนี้กลับไหม้เกรียมจนเป็นสีดำสนิท มีรอยหลอมละลายจากความร้อนยิ่งยวดจนรูปทรงของคมหอกบิดเบี้ยว ตัวด้ามมีรอยแตกร้าวลึกที่เกิดจากแรงอัดมหาศาลประดุจถูกค้อนยักษ์ทุบตี
หอกเล่มนั้นปักลึกลงไปในเนื้อดินแข็งกว่าครึ่งเล่ม สั่นระริกราวกับกำลังร่ำไห้บอกลาเจ้าของเดิม
บารอนทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าผลงานชิ้นเอกของตนที่บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษซาก มือที่กร้านสั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะโลหะที่ยังคงหลงเหลือไอความร้อนจางๆ
“ราล์ฟ...” บารอนเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยเสียงที่สะอื้นในลำคอ
เพียงแค่มองเห็นสภาพของหอกที่ถูกพัดปลิวข้ามระยะทางนับสิบกิโลเมตรมาตกถึงที่นี่ ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รู้แจ้งในทันทีว่าศึกที่ชายขอบป่านั้นรุนแรงเพียงใด และราล์ฟ... พญาสุนัขป่าผู้เป็นโล่พิทักษ์หมู่บ้าน ได้ทิ้งสิ่งสุดท้ายที่เขาเหลืออยู่ไว้ให้ เพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าศึกนี้จบลงแล้ว... พร้อมกับชีวิตของเขาเอง
[ความอ่อนล้าหลังพายุ: การกลับคืนสู่เหย้า]
หลังจากที่เสียงร่ำไห้กลางทุ่งแก้วสงบลง พร้อมกับคำมั่นสัญญาที่สลักลึกในใจของโวล์ฟและไค ความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาตลอดทั้งวันก็เข้าจู่โจมร่างกายเล็กๆ ของเด็กชายวัยห้าขวบทันที มานาที่ใช้ไปจนขีดจำกัดบวกกับสภาวะทางจิตใจที่ตึงเครียดทำให้เปลือกตาของไคเริ่มหนักอึ้ง
ไคหันไปหาเซนด้วยแววตาที่ปรือปรน
“พ่อครับ... ผมง่วงมากเลย พ่อพากลับบ้านหน่อยนะครับ... แล้วก็... หลังจากผมตื่น มีเรื่องสำคัญที่ผมต้องบอกพ่อกับแม่ให้ได้...”
พูดจบเพียงแค่นั้น สติของไคก็ดับวูบลงท่ามกลางอ้อมกอดของความมืด เซนรีบเข้าประคองลูกชายและอุ้มขึ้นพาดบ่าอย่างแผ่วเบา เอลินเดินเข้ามาลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดูและสงสารจับใจ วันนี้ทุกคนต่างผ่านนรกบนดินมาด้วยกัน ทั้งเหน็ดเหนื่อย ทั้งเสียใจ และบาดเจ็บ
ขบวนผู้รอดชีวิตพากันเดินกลับหมู่บ้านดอนตะวันพราวท่ามกลางความเงียบงัน แทบไม่มีใครเอ่ยปากพูดคุยกันเลย ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นดิน ทุกคนต่างนึกถึงใบหน้าและวีรกรรมความกล้าของราล์ฟ... ชายผู้ยอมสละทุกอย่างเพื่อให้เพื่อนพ้องได้เดินกลับบ้าน
พวกเขากลับมาถึงหมู่บ้านในช่วงกลางดึกที่เงียบสงัด แสงตะเกียงตามทางเดินวูบไหวตามลมหนาว ในลานกว้างมีเต็นท์ของกลุ่มเอลฟ์ผู้อพยพที่เดินทางมาถึงก่อนหน้านี้ตั้งเรียงรายอยู่ ทุกคนเข้าสู่นิทราด้วยความอ่อนเพลีย
โวล์ฟมองดูบ้านของตนที่บัดนี้ไร้เงาของบิดาด้วยแววตาที่เศร้าสร้อย เขาหันไปหาแขกผู้มาเยือน
“คุณเทียมุส คุณมินอส... คืนนี้พวกคุณไปพักที่บ้านของพ่อผมก่อนก็ได้ครับ ห้องของพ่อกับห้องของผมว่างอยู่... ส่วนผม... ผมไม่อยากอยู่คนเดียว คืนนี้ผมจะไปขอนอนกับร็อคที่บ้านลุงกัลป์ครับ”
"เป็นความคิดที่ดีนี่โวล์ฟ... เอาตามนั้นแล้วกัน" กัลป์เอ่ยออกมาด้วยความโล่งใจ
เทียมุสและมินอสพยักหน้าเข้าใจในความรู้สึกของเด็กหนุ่ม ขณะที่เมฟิน่าแยกไปพักกับเอลินที่บ้านเซน เหมือนในช่วงเวลาที่พวกเธอเคยออกผจญภัยด้วยกันในอดีต ส่วนเซนก็อุ้มไคเข้าไปนอนในห้องของลูกชายและเฝ้าดูอยู่ข้างๆ ทุกคนต่างแยกย้ายเพื่อพักผ่อน... ปล่อยให้อนาคตเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้
[ความลับใต้แสงตะวัน: แผนการสารภาพของไค]
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง เมฟิน่าตื่นก่อนใครและออกไปพบปะพูดคุยกับเหล่าเอลฟ์ผู้รอดชีวิตตั้งแต่เช้าตรู่ ท่วงท่าของเธอแฝงไปด้วยความใส่ใจในแบบของเจ้าหญิงที่อยากให้ครอบครัวเพื่อนได้ใช้เวลาส่วนตัวพูดคุยกันโดยไม่มีคนนอกรบกวน
ไคลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ เขาทำกิจวัตรส่วนตัวอย่างเงียบๆ พลางไตร่ตรองถึงสิ่งที่เขากำลังจะทำ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าเรื่องของตนเอง... แต่ไม่ใช่ในฐานะ "ตาลุงนักวิจัยกลับชาติมาเกิด" เพราะเขารู้ดีว่าหากบอกความจริงข้อนั้นไป หัวใจของแม่เอลินต้องแตกสลายแน่ ผู้หญิงที่ป้อนนมและเลี้ยงดูเขามาด้วยความรักบริสุทธิ์คงเสียสติหากรู้ว่าเธอกำลังเลี้ยงดูชายวัยกลางคนในร่างเด็ก
ไคเดินเข้าไปที่โต๊ะอาหาร ทุกอย่างดูปกติ พ่อเซนและแม่เอลินนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าที่พยายามทำเป็นปกติ แต่แววตาที่สั่นไหวนั้นบ่งบอกว่าพวกเขากระวนกระวายใจกับ "เรื่องสำคัญ" ที่ลูกชายทิ้งท้ายไว้เมื่อวานเพียงใด
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ไคก็วางช้อนลงและเริ่มเปิดบทสนทนา
“พ่อครับ แม่ครับ... เรื่องที่ผมบอกว่าจะเล่าให้ฟัง...” ไคสูดลมหายใจเข้าลึก
“คือว่า... ตั้งแต่ผมเริ่มจำความได้ มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นกับผมครับ ในฝันของผม... มีคนส่องแสงอ้างตัวว่าเป็นสาวกของเทพที่แม่เคยอ่านในหนังสือให้ฟังมาปรากฏตัว ท่านมาเข้าฝันและสอนสิ่งต่างๆ ให้ผมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้เวทมนตร์ การควบคุมมานา หรือหลักการทำงานของโลกที่ผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร... ท่านบอกว่ามันคือหน้าที่ที่ผมต้องเรียนรู้เพื่อปกป้องทุกคนครับ”
ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารอยู่ครู่หนึ่ง เอลินที่เคยทำหน้าหวาดหวั่นพลันน้ำตารื้นขึ้นมา เธอโผเข้ากอดไคไว้อย่างแน่นหนาพร้อมร้องวี๊ดว๊ายด้วยความดีใจแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน
“แม่ว่าแล้ว! แม่ว่าแล้วว่าลูกของแม่ต้องเป็นเด็กที่พิเศษแน่ๆ!” เอลินกอดไคพลางสะอื้นด้วยความปลื้มปีติ
“ที่แท้... ลูกก็ได้รับความรักจากเทพผู้สร้างนี่เอง! งั้นการที่แม่ตัดสินใจออกจากโบสถ์มาแต่งงานกับพ่อที่นี่ ก็คือสิ่งที่เทพผู้สร้างลิขิตไว้เพื่อให้แม่ได้ดูแลลูกสินะ!” เอลินผละออกมาทำท่าสวดภาวนาขอบคุณเทพเจ้าด้วยความศรัทธาสูงสุด
ทว่า เซนกลับทำหน้าตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขาหันไปหาภรรยาด้วยความกังวล
“แต่ว่านะเอลิน... ถ้าเรื่องนี้หลุดไปถึงหูศาสนจักร พวกเขาต้องมาเอาตัวไคไปแน่ๆ ลูกเราจะกลายเป็นเครื่องมือของพวกนั้นนะ”
“ก็อย่าให้เขารู้สิคะ!” เอลินสวนกลับทันควัน แววตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวตามสัญชาตญาณแม่เสือ
“ฉันไม่ยอมยกไคให้ใครทั้งนั้น! ใครหน้าไหนจะมาพรากลูกไปจากอกฉัน ฉันไม่ยอมแน่! หรือว่าคุณจะยอมกันห๊ะ เซน!”
เซนสะดุ้งมองดูภรรยาที่รักลูกจนพร้อมจะฟัดกับทั้งศาสนจักร
“จ้าๆ ... พ่อไม่ยอมหรอก พ่อจะปกป้องไคเองด้วยดาบของพ่อนี่แหละ”
ไคมองดูพ่อและแม่ที่โต้เถียงกันด้วยความรัก เขารู้สึกโล่งอกและรู้สึกผิดในใจที่ "การแถ" ครั้งนี้ดันประสบความสำเร็จ แม้มันจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่มันคือคำลวงที่สวยงามที่สุดเพื่อรักษาความสุขของครอบครัวนี้ไว้... และเพื่อเตรียมตัวสำหรับภารกิจที่ใหญ่กว่าในอนาคต
[เจตนารมณ์ที่ส่งต่อ: หอกดามัสคัสของโวล์ฟ]
หลังจากที่ไค เซน และเอลิน ได้ข้อสรุปถึงความลับ "โองการเทพเข้าฝัน" ที่จะเก็บไว้เพียงในครอบครัว ทั้งสามก็พากันเดินออกไปยังลานกว้างหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านบอร์น ที่นั่นบรรยากาศเต็มไปด้วยความอุ่นหนาฝาคั่งแต่แฝงไปด้วยความสงบ
เมฟิน่า ลูมิน่า บอร์น กัลป์ และบารอน ยืนปรึกษากันอยู่ใกล้กับจุดที่หอกปักอยู่ โดยมี มาเรีย ที่อุ้ม นีน่า ไว้ในอ้อมอกเคียงข้าง แม่เฒ่ารูน รวมถึงกลุ่มเด็กๆ อย่าง ริน ลูน่า ร็อค และจอร์จ ที่ยืนฟังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม (ส่วนมาคัส เทียมุส มินอส และแฝดไมโล-ไมล่า ได้อาสาออกไปลาดตระเวนรอบหมู่บ้านเพื่อความปลอดภัยไม่แน่ว่าอาจมีพวกล่าทาสหลงเหลืออยู่)
บอร์นรีบพาพวกเซนไปดูหอกที่ปักตรึงอยู่กลางลานดิน ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะเมื่อทุกคนมองเห็นร่องรอยการต่อสู้อันดุเดือดที่สลักอยู่บนอาวุธชิ้นนั้น พวกเขาไว้อาลัยให้ราล์ฟร่วมกันอีกครั้งด้วยใจที่หนักอึ้ง
โวล์ฟ ก้าวออกมาข้างหน้า แววตาของเขาที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักบัดนี้ดูมั่นคงขึ้น เขาหันไปหาบารอนช่างตีเหล็กใหญ่ “ลุงบารอนครับ... ช่วยเอาหอกของพ่อเล่มนี้ไปตีใหม่ ให้กลายเป็นหอกประจำตัวของข้าทีเถอะครับ ข้าอยากแบกรับเจตนารมณ์ที่พ่อเหลือทิ้งไว้ และใช้มันปกป้องทุกคนแทนพ่อ”
บารอนพยักหน้าอย่างหนักแน่น มือที่หยาบกร้านตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ “ได้สิโวล์ฟ... ลุงจะใส่หัวใจของราล์ฟลงไปในเหล็กทุกชิ้นที่ตี เพื่อให้มันเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับเจ้า”
เมื่อจัดการเรื่องภายในเรียบร้อย เมฟิน่าจึงหันไปประกาศเจตจำนงของเธอ “ข้าจะพาเอลฟ์ที่รอดชีวิตทั้งหมดกลับไปยังอาณาจักรของเรา... ลูมิเนลราน่า ข้าจะหาทางถอดปลอกคออัปรีย์นี่ออกให้เจ้าที่ปราสาท และจะฝึกให้เจ้าใช้เวทมนตร์จากคัมภีร์ทุกสายในหอสมุดหลวงเอง”
“เดี๋ยวก่อนครับคุณเมฟิน่า!” ไคขัดขึ้นพลางเดินเข้าไปหาลูมิน่าที่ยังคงมีสีหน้าวิตกกังวล เขาเอื้อมมือเล็กๆ จะไปจับที่ปลอกคอโลหะสีดำทะมึน เมื่อลูมิน่ารู้ถึงเป้าหมายของไคก็ย่อตัวลง
ไคหลับตาลงรวบรวมสมาธิ เขาไม่เพียงแต่เร่งปฏิกิริยา Oxidation (อ็อกซิเดชั่น) เพื่อให้โลหะเกิดสนิมและผุกร่อนในระดับโมเลกุลเท่านั้น แต่เขายังใส่พลังงานความร้อนเข้าไปให้เกิดการ Thermal Expansion (การขยายตัวทางความร้อน) จากโครงสร้างภายในของ Artifact ยุคโบราณนี้ด้วย
เปรี๊ยะ... แกร๊ก!
เพียงชั่วครู่ ชิ้นส่วนของปลอกคอที่เคยรัดแน่นจนดูเหมือนจะไม่มีวันหลุดก็เริ่มปริแตกและร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ลูมิน่าเบิกตากว้าง สัมผัสถึงมานาในร่างที่เคยถูกสูบไป บัดนี้มันไหลเวียนกลับมาเป็นปกติ เธอทรุดตัวลงกอดไคไว้น้ำตาไหลอาบแก้ม “ขอบคุณ... ขอบคุณจริงๆ ค่ะไค... ขอบคุณทุกคนในหมู่บ้านที่ช่วยพวกเราไว้”
ไม่นานนัก ทีมลาดตระเวนก็กลับมาสมทบ เทียมุสประกาศว่าจะขอติดตามไปส่งเมฟิน่าและขบวนเอลฟ์ด้วยตัวเอง ในขณะที่มินอสกลับยิ้มกว้าง
“ข้าขออยู่ที่นี่ต่ออีกสักระยะนะเจ้าหญิง ที่นี่มีอะไรให้น่าสนุกเยอะแยะเลย!”
เมฟิน่าไม่ได้ว่าอะไร เธอสั่งเคลื่อนขบวนทันที ทว่าก่อนจะจากไป ลูมิน่ารีบวิ่งมาหาไค
“ไค... หลังจากข้าฝึกสำเร็จ ข้าจะกลับมาหาเจ้าให้ได้นะ!”
เซนหัวเราะเบาๆ พลางหยอกลูกชาย
“ป่านนั้นไคคงโตเป็นหนุ่มแล้วมั้งลูมิน่า... สัมผัสเรื่องเวลาของมนุษย์กับเอลฟ์มันต่างกันนะ สิ่งที่เจ้าบอกว่าไม่นาน มนุษย์อย่างเราอาจผ่านไปหลายปีจนจำกันไม่ได้แล้วก็ได้”
ไคยิ้มตอบด้วยแววตาที่แน่วแน่
“ถ้าผมโตพอจะออกเดินทางได้เมื่อไหร่ ผมจะไปดูอาณาจักรเอลฟ์ด้วยตาตัวเองครับ... และผมสัญญา ผมจะไปหาพี่ลูมิน่าแน่นอน!”
[บทสรุปปฐมบท: สมาชิกใหม่ของโลกใบนี้]
ทุกคนแยกย้ายกันไปตามทาง บารอนและโวล์ฟนำหอกของราล์ฟมุ่งหน้าไปยังโรงตีเหล็ก โดยมีมาเรียและนีน่าเดินตามไปส่ง ไคยืนมองส่งกลุ่มเอลฟ์ที่ค่อยๆ หายลับไปในชายป่า ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นของหมู่บ้านดอนตะวันพราวที่เขารัก
หัวใจของไคพองโตอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดชีวิตทั้งสองชาติ ‘ดีจริงๆ ที่ได้มาเกิดใหม่ที่นี่...’
วันนี้เป็นวันแรกที่เขารู้สึกว่าตนเองเป็น “คนของโลกนี้” อย่างแท้จริง ไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์หรือคนนอกที่มองผ่านเลนส์ของเหตุผลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป และเขาก็ให้สัญญากับตัวเองว่า เขาจะใช้สมองและหัวใจนี้ค้นหาทุกคำตอบที่ค้างคา... ไม่ว่าจะเป็นความลับของมานา ระบบ สกิล พลังที่แท้จริงของนีน่า หรือแม้แต่หาต้นตอเพื่อขุดรากถอนโคนพวกล่าทาสให้สิ้นซาก เพื่อให้โลกที่เขาเกิดใหม่นี้ สงบสุขอย่างที่มันควรจะเป็น
[Anatomical Scanner: Structural Deep Analysis 100%...]
[Calculated Weak Point Data: Success]
[Level Up Progress: 100%... Complete]
[Anatomical Scanner: Level Up! >> Lv.3]
[Unlocked Feature: Skeletal Structure & t Vulnerability Mapping]
[จบ : ภาค 1 - ปฐมบทแห่งดอนตะวันพราว]