ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 6 บทที่ 161 อวดฉลาด? หาเรื่องใส่ตัว

            “เรื่องนี้...”

            ชายอ้วนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งข้อความตอบกลับว่า“ก็ก่อนหน้านี้คุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือครับว่าลู่เซิ่งน่ะจะต้องถูกคัดออกในรอบแรก100% แถมจะรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำเพราะแบบนี้ผมถึงได้ถือวิสาสะตัดสินใจเอง เพิ่มอัตราต่อรองของลู่เซิ่งขึ้นเป็น 100ต่อ 1 กะว่าจะอาศัยจังหวะนี้กอบโกยสักหน่อยนึกไม่ถึงเลยว่า...”

            “ว่าไงนะ? อัตราต่อรอง 100 ต่อ 1?แกนี่มันใจกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว” หลงเฉินได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด

            “นายน้อยโปรดระงับโทสะ เป็นเพราะผมโง่เขลาไปชั่ววูบขอให้นายน้อยเมตตายกโทษให้ด้วยครับ” ชายอ้วนรีบส่งข้อความขอความเมตตาทันที

            ยังดีที่หลงเฉินไม่ได้ถือสาหาความกับเขามากนักแต่กลับส่งข้อความตอบว่า “เหอะ ช่างเถอะยังไงลู่เซิ่งนั่นก็ตายแน่ อัตราต่อรองจะสูงแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอก”

            “แล้วคำขอลงเดิมพันของคนพวกนี้...” ชายอ้วนถามต่อ

            “รับ ทำไมจะไม่รับล่ะ?”

            หลงเฉินแค่นยิ้มเย็นขณะส่งข้อความตอบกลับ“ในเมื่อพวกมันปักใจเชื่อขนาดที่จะส่งเงินมาให้เราฟรีๆแล้วเรามีเหตุผลอะไรที่จะไม่รับไว้?”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมอีกว่า “แกก็จัดการได้เต็มที่เลยเกิดเรื่องอะไรขึ้นฉันจะรับผิดชอบเอง”

            “ครับ นายน้อย” เมื่อเจ้าอ้วนได้รับคำยืนยันดังนั้นจึงได้ตัดการเชื่อมต่อแชตส่วนตัวกับหลงเฉินไป

            “เหอะๆ ถึงกับกล้าลงเดิมพันข้างลู่เซิ่งเชียวเหรอ พวกโง่เง่าเอ๊ยสงสัยว่ายังไม่รู้ซะแล้วว่าหวังเทียนอีร้ายกาจแค่ไหน”

            “ดูท่าครั้งนี้สมาคมการค้าเทียนสิงของเราคงจะได้โอกาสกอบโกยเงินก้อนโตอีกครั้งแล้วล่ะไว้คุณพ่อมารู้เข้าทีหลัง จะต้องเอ่ยปากชมความฉลาดปราดเปรื่องของฉันแน่ๆวะฮ่าฮ่าฮ่า”

            หลงเฉินปิดแผงข้อความส่วนตัวลงพลางพึมพำกับตัวเองราวกับว่าชัยชนะอยู่ในกำมือแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างลำพองใจ

            แน่นอนว่าไม่แปลกที่เขาจะไม่เห็นลู่เซิ่งอยู่ในสายตาเช่นนี้

            เพราะในการสอบระดับชาติรอบแรกเขาได้สัมผัสกับสกิลของหวังเทียนอีมาด้วยตัวเอง และรู้ดีว่า‘จอมเวทมิติ’ ที่มีพรสวรรค์การต่อสู้สูงถึงระดับS คนนี้ไม่ได้มีดีแค่ความเร็วแต่พลังโจมตีของเขาเองก็รุนแรงจนอยู่ในระดับที่น่าสะพรึงกลัว

            โชคดีที่เขาเป็น‘ผู้ฝึกสัตว์’ ดาเมจทั้งหมดที่ได้รับจะถูกสัตว์อัญเชิญช่วยแบกรับไว้ครึ่งหนึ่ง

            ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นตัวเขาเอง หากต้องเผชิญหน้ากับหวังเทียนอีเพียงลำพังก็อาจจะต้านทานไว้ได้ไม่นาน

            ส่วนลู่เซิ่งน่ะเหรอ

            ถึงแม้ในการสอบระดับชาติสองรอบแรกจะสร้างความเซอร์ไพรส์ได้อย่างต่อเนื่องก็เถอะ

            แต่ในรอบแรกนั้นเป็นเพราะพวกสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดสะเพร่าเกินไปแท้ๆทั้งที่จุดหมายอยู่แค่เอื้อม แต่ดันจะมาปิดประตูสู้กันเองเสียอย่างนั้นลู่เซิ่งถึงได้ฉวยโอกาสชิงอันดับหนึ่งไปได้

            ส่วนรอบที่สองลู่เซิ่งยิ่งไม่ได้สังหารมอนสเตอร์ระดับบอสเลยด้วยซ้ำอาศัยเพียงแค่การไล่สังหารพวกมอนสเตอร์ระดับต่ำจำนวนมหาศาลถึงได้อันดับหนึ่งมา

            พูดได้แบบไม่เกินจริงเลยว่าที่ลู่เซิ่งชนะมาได้ตลอดสองรอบก่อนหน้านี้ เป็นเพราะอาศัยลูกเล่นและโชคช่วยล้วนๆไม่ใช่การบดขยี้ด้วยความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าเลยสักนิด

            ดังนั้นตั้งแต่ต้นจนจบหลงเฉินจึงไม่เคยเก็บเอาลู่เซิ่งมาใส่ใจและมองว่าเป็นเพียงพาลาดินขยะที่โชคดีนิดหน่อยเท่านั้นไม่คู่ควรให้ต้องกังวลเลยสักนิด

            แต่เขากลับหารู้ไม่ว่าการกระทำที่ดูเหมือนจะฉลาดของตนเองในครั้งนี้ ในเวลาต่อมาไม่นานมันกลับเกือบจะทำให้ตาแก่ผู้เป็นพ่อบังเกิดเกล้าต้องโกรธจนสิ้นลมไปต่อหน้าต่อตา...

            ......

            อีกด้านหนึ่งภายในที่นั่งผู้ชมของเวทีประลอง

            “เอาละ ทุกท่านที่ต้องการลงเดิมพันทางสมาคมการค้าเทียนสิงของเรารับทั้งหมดครับแต่รบกวนทุกท่านช่วยทยอยกันเข้ามาลงเดิมพันทีละคน อย่าให้วุ่นวายนักล่ะไม่อย่างนั้นถ้าลงทะเบียนผิดพลาดขึ้นมาผมไม่รับผิดชอบนะ”

            หลังจากได้รับคำตอบจากหลงเฉินชายอ้วนก็เริ่มมีท่าทีที่มั่นใจขึ้นมาบ้างเขาจึงรีบป่าวประกาศบอกฝูงชนโดยรอบเสียงดัง

            “นับฉันด้วยคน”

            “ผมก็จะลงเดิมพันเหมือนกัน”

            “ยังมีฉันอีกคนนะ”

            ตูม...

            ทันทีที่คำพูดนั้นสิ้นสุดลงฝูงชนโดยรอบที่เฝ้ารอมานานต่างก็ไม่อาจเก็บงำความตื่นเต้นไว้ได้อีกต่อไปต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องและกระหน่ำสาดเงินลงไปอย่างบ้าคลั่ง

            ทว่านอกจากอวิ๋นเทียนหลันและลั่วเซวียนเซวียนสองคนที่ลงเดิมพันหนักๆไปก่อนหน้านี้แล้ว คนอื่นๆ กลับลงเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นมากหน่อยก็ห้าถึงหกหมื่น น้อยหน่อยก็แค่สามถึงสี่พันก็ยังมีเห็นได้ชัดว่าคนส่วนใหญ่ต่างก็ลงเล่นเพียงเพื่อความสนุกสนาน ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวลู่เซิ่งจริงๆ

            แต่เมื่อเห็นคนจำนวนมากพากันลงเดิมพันข้างลู่เซิ่งสวี่ว่านเฉิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เริ่มอยู่ไม่สุข

            เพราะยังไงเขาก็เป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมตงหลินที่สาม

            และลู่เซิ่งก็คือนักเรียนที่เขาเป็นคนพามาเองกับมือ

            ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้แม้แต่คนที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนยังกล้าลงเดิมพันในตัวลู่เซิ่งแล้วตัวเขาที่เป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมตงหลินที่สามแท้ๆหากไม่ลงเดิมพันแถมยังไม่เชื่อมั่นในนักเรียนของตัวเองอีกถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?

            “แม่-เอ๊ย เป็นไงเป็นกัน”

            เมื่อคิดได้ดังนี้สวี่ว่านเฉิงก็กัดฟันกรอด ตัดสินใจทำเรื่องบ้าๆ ไปเลยเขาถึงขั้นตะโกนเสียงหลงออกมาว่า “ฉันลงสองล้านเดิมพันว่าลู่เซิ่งชนะ”

            ฮือฮา!

            สิ้นคำพูดนี้ฝูงชนต่างพากันแตกตื่นเซ็งแซ่เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคาดคิดว่าสวี่ว่านเฉิงที่ไม่ลงมือก็แล้วไปแต่พอลงมือทีก็ทุ่มลงไปถึง 2 ล้านรวด

            แต่สวี่ว่านเฉิงกลับไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของฝูงชนเลยแม้แต่น้อย

            เพราะในเวลานี้สายตาของเขาได้ทอดมองไปยังร่างของลู่เซิ่งที่อยู่ไกลออกไปเรียบร้อยแล้ว

            “ไอ้เด็กแสบ ฉันเอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาเดิมพันที่แกแล้วนะเว้ยถ้าแกบังอาจแพ้ขึ้นมาล่ะก็ ครึ่งชีวิตที่เหลือของฉันตามจองล้างจองผลาญแกแน่!”

            “สู้ๆ นะเว้ย ต้องสู้ชนะให้ได้นะ”

            ...

            ในขณะเดียวกันณ พื้นที่รอสำหรับผู้เข้าแข่งขันของเวทีประลอง

            “สหายลู่”

            หลังจากที่ลั่วเซวียนเซวียนและอวิ๋นเทียนหลันลงเดิมพันเสร็จสิ้นทั้งคู่ก็ทยอยกันมายังพื้นที่รอสำหรับผู้เข้าแข่งขันและเมื่อเห็นลู่เซิ่งที่มารออยู่ก่อนแล้ว จึงได้รีบเข้าไปทักทายทันที

            “สหายอวิ๋น เซวียนเซวียน พวกคุณมาแล้ว”

            เมื่อเห็นทั้งสองคนลู่เซิ่งก็ลุกขึ้นยืนพลางพยักหน้าให้

            “อืม”

            อวิ๋นเทียนหลันยิ้มออกมาแล้วนั่งลงบนที่ว่างทางด้านซ้ายของลู่เซิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ

            ส่วนลั่วเซวียนเซวียนก็นั่งลงทางด้านขวาของเขาตามลำดับ

            ในตอนนั้นเองอวิ๋นเทียนหลันก็ได้ลดเสียงต่ำลงพลางกระซิบถามที่ข้างหูลู่เซิ่งเบาๆ ว่า“สหายลู่ ได้ยินมาว่าทางสถาบันจิงหลงนั่นตั้งใจจะจัดให้นายต้องเจอกับหวังเทียนอีในรอบชิงชนะเลิศ ถามหน่อยเถอะเรื่องนี้นายพอจะระแคะระคายบ้างหรือเปล่า?”

            “ว่าไงนะ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?”

            ทันทีที่คำนี้หลุดออกมาลู่เซิ่งยังไม่ทันได้ตอบอะไร ลั่วเซวียนเซวียนที่อยู่ข้างๆก็หลุดอุทานออกมาด้วยความตกใจ เห็นได้ชัดว่าเธอก็เพิ่งจะรู้เรื่องนี้เหมือนกัน

            ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจท่าทีตระหนกของลั่วเซวียนเซวียนเขาเพียงยิ้มและตอบกลับไปว่า “หึๆผมเพิ่งจะได้ยินผู้อำนวยการพูดถึงเรื่องนี้เมื่อกี้นี้เอง”

            “โอ้?”

            อวิ๋นเทียนหลันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจและอดไม่ได้ที่จะจ้องมองลู่เซิ่งอย่างลึกซึ้งอีกครั้งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายแฝงว่า “ถ้าอย่างนั้นสหายลู่ยังกล้าอยู่รอเข้าแข่งขันต่อดูเหมือนว่าจะมีความมั่นใจในความสามารถของตัวเองมากเลยสินะ”

            “ความมั่นใจน่ะพูดได้ไม่เต็มปากหรอก เอาเป็นว่าทหารมาก็ส่งขุนพลไปต้านน้ำมาก็เอาดินไปถม ถึงเวลาค่อยว่ากันไปตามสถานการณ์ดีกว่า”

            ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเรียบเฉยตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวสิ่งที่มีอยู่มีเพียงความมั่นใจและทระนงตนอย่างถึงที่สุดเท่านั้น

            “ดี เปรียบเปรยคำว่า 'ทหารมาใช้ขุนพลต้านน้ำมาใช้ดินถม' ได้ดีมาก”

            เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนี้ของลู่เซิ่งอวิ๋นเทียนหลันก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมออกมาและเสริมด้วยน้ำเสียงที่ดูมั่นใจยิ่งกว่าเดิมว่า “สหายลู่ฉันเชื่อมั่นในตัวนายนะขอให้การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่กำลังจะถึงนี้นายประสบความสำเร็จและคว้าอันดับหนึ่งมาครองได้อีกครั้ง”

            “ถ้าอย่างนั้นก็ขอขอบคุณในคำอวยพรของสหายอวิ๋นด้วย”

            ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าขอบคุณทันทีและกำลังจะเอ่ยคำพูดเกรงใจตามมารยาทออกไปอีกสองสามคำ

            ทว่าในตอนนั้นเอง

            “สวัสดีทุกคน”

            ครืนครืน...

            ทันใดนั้นเสียงอันดังกังวานแว่วมาจากที่ไกลๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยและกดทับความสับสนวุ่นวายรวมถึงเสียงเซ็งแซ่ภายในเวทีประลองลงในพริบตา

            ฟึ่บ

            ตามมาด้วยเสียงแหวกอากาศอันแหลมคมร่างที่ดูองอาจทรงพลังซึ่งประดับด้วย ‘ปีกรบจอมราชัน’ก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า และลอยตัวอยู่เหนือเวทีประลองในทันที

            เพียงแต่ว่าครั้งนี้คนที่มาไม่ใช่ประธานผู้ตัดสินหลี่ชิวซานคนเดิม แต่กลับเป็นรองคณบดีของสถาบันจิงหลงอู่เหมิงเอิน

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน