วันรุ่งขึ้น ร้านพฤกษาสวรรค์เปิดให้บริการตามปกติ ผู้คนมากมายเข้ามาจับจ่ายซื้อโอสถเป็นจำนวนมากตั้งแต่ร้านเปิดเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบแปดปีในชุดสีน้ำเงิน ใบหน้าของเขาดูเย็นชาและเลือดเย็นเดินมาพร้อมกับกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ประมาณสิบกว่าคนมุ่งหน้ามาทางร้านพฤกษาสวรรค์กลุ่มชายฉกรรจ์พวกนั้นส่วนมามีวรยุทธ์ระดับนภาขั้นแปดเป็นส่วนใหญ่
“ท่านลุงซ่งมัน...มัน.... ฉีเจิ้นจิวมันพาคนมาแล้ว....พวกมันพาคนมานับสิบคนมันคงไม่ได้มาดีแน่ท่านลุงซ่งพวกเราจะทำยังไงกันดี”
พนักงานต้อนรับหน้าร้านซึ่งเป็นคนของตระกูลจื่อพูดจาไม่ปะติดปะต่อเขาเกร็งไปหมดแล้วหลังจากได้เห็นใบหน้าอันเย็นชาของฉีเจิ้นจิว
ส่วนทางด้านฉีเจิ้นจิว ตอนนี้เดินมาถึงหน้าร้านพฤกษาสวรรค์ของพวกเขาแล้วพวกเขาเดินเข้าไปในร้านและมองดูรอบๆ การจัดตกแต่งภายในดูดีเป็นอย่างมากโอสถชนิดต่างๆ วางเรียงราย บอกสรรพคุณและราคาไว้อย่างชัดเจน
“ข้าฉีเจิ้นจิว นายน้อยแห่งตระกูลฉีต้องการคุยกับเจ้าของร้าน”ฉีเจิ้นจิวกล่าวด้วยเสียงอันดัง
“เจ้าต้องการพบข้ามีอะไรหรือ เจ้าต้องการโอสถชนิดใดก็สามารถเลือกดูและซื้อหาได้เลย ไม่เห็นต้องทำเสียงดังโหวกเหวกน่ารำคาญเห็นไหมทุกคนที่มาที่นี่ต่างมีโอสถชั้นยอดติดไม้ติดมือกลับไปทุกคนในเมื่อพวกเจ้ามาแล้วก็เลือกดู เลือกชม และเลือกซื้อสินค้าในร้านของข้าได้ตามสบาย”เฟิ่งหยูทำหน้าเหนื่อยหน่าย
“เจ้าบังอาจไปแล้วนะ เจ้ารู้ไหมคนผู้นี้เป็นใคร เจ้ากล้าดูถูกนายน้อยของตระกูลฉีได้อย่างไร”หลิงไค หนึ่งในผู้ติดตามของฉีเจิ้นจิวเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“เป็นใครก็ช่าง ข้ามิได้ใส่ใจ พวกเจ้ามาที่นี่ต้องการสิ่งใดหากประสงค์จะซื้อของ พวกเราก็พร้อมที่จะบริการให้ แต่หากพวกเจ้ามาร้ายข้าก็ขอเชิญเจ้าออกไปเสียดีกว่าพวกข้าไม่อยากจะรังแกคนอ่อนแอ”
“เจ้า เจ้า เจ้าเด็กเหลือขอวันนี้....”ก่อนที่หลิงไคผู้ติดตามของฉีเจิ้นจิวจะกล่าวจบ ฉีเจิ้นจิวกลับห้ามเขาเสียก่อน
“ข้ามาวันนี้เพื่อมาเจรจากับพวกเจ้า”
“เจรจา เจรจาเรื่องอะไรหรือพวกเจ้าอยากจะซื้อโอสถของพวกข้า โอสถของพวกข้ามีคุณภาพสูงราคาไม่แพงด้วยจะเอาโอสถอะไรบ้างหละ เดี๋ยวข้าลดให้เป็นกรณีพิเศษ แต่หากพวกเจ้าต้องการสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากโอสถพวกข้าคงหาให้พวกท่านไม่ได้”
“ที่ข้ามาวันนี้เพื่อขอพบผู้อาวุโสนักหลอมโอสถที่หลอมโอสถระดับเจ็ดขึ้นมา ไม่ต้องการมาเจรจากับเจ้า เจ้าหนู”ฉีเจิ้นจิวกล่าวออกมา
“ทำไมเจ้าจะดึงตัวเขาไปเข้าร่วมกับตระกูลของเจ้าอย่างนั้นหรือหรือว่าจะมาลักพาตัวเขาไปกักขังไว้ในตระกูลของเจ้าหละ”
เฟิ่งหยูพูดตรงไปตรงมาทำให้ฉีเจิ้นจิว ทำหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันใด เขาไม่เคยเจอใครที่ทันเหตุการณ์ รู้ทันพวกเขามากนัก
“ข้าจะทำอะไรต้องรายงานเจ้าด้วยอย่างนั้นหรือวันนี้ข้าต้องพบผู้อาวุโสนักหลอมโอสถ มันมิใช่กงการอะไรของพวกเจ้าข้าต้องการเจรจากับท่านผู้อาวุโสนักปรุงโอสถเพียงคนเดียวเท่านั้น หากมิได้พบพวกเจ้าก็เตรียมตัวเก็บข้าวของได้เลยข้าจะไม่เกรงใจพวกเจ้าอีกต่อไป”
“งั้นเหรอ แล้วพวกเจ้าจะทำอะไรหละ ทำลายร้านของพวกข้าหรือบุกชิงจับตัวนักหลอมโอสถของพวกข้ากลับไปงั้นหรือ”
ฉีเจิ้นจิวตกตะลึงเห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกประหลาดใจกับการกระทำของเฟิ่งหยูแต่เพียงอีกไม่กี่อึดใจเขาหันกลับมาและรู้สึกโกรธเคืองหนักขึ้นเพราะสิ่งที่เฟิ่งหยูกล่าวออกมาทั้งหมดนั้นมีผู้คนนับร้อยต่างรับรู้ด้วยกันทั้งสิ้น หากเขาไม่ทำอะไรสักอย่างคงทำให้ชื่อเสียของตระกูลฉีที่สั่งสมมานานต้องด่างพร้อยเพราะตัวเขาเองเป็นแน่
“เจ้าชื่อเฟิ่งหยูสินะใจกล้าไม่เบานิเจ้าหนู”หลิงไคเอ่ยขึ้นมา
“ข้านี่แหละนักหลอมโอสถ พวกเจ้าจะทำไมข้าไม่ต้อนรับพวกเจ้า กลับไปได้แล้ว”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าคนอย่างเจ้านะหรือจะเป็นนักหลอมโอสถ ถ้าเจ้าเป็นนักหลอมโอสถข้าคงเป็นเจ้าเมืองหลิวโจวแห่งนี้แล้วหละ” ฉีเจิ้นจิวหัวเราะเสียงดังลั่น
“พวกเจ้ากลับไปเสียเถอะที่นี่ไม่ต้อนรับพวกเจ้า”จื่อซ่งเอ่ยปากพร้อมกับกัดฟันกรอดด้วยความเครียดแค้น
“เป็นแค่คนรับใช้ยังกล้ามาสะเออะกับข้าอีกข้าจะให้เวลาพวกเจ้าอีกสิบลมหายใจบอกข้ามาว่าผู้อาวุโสนักหลอมโอสถอยู่ที่ไหน”
“ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วว่าข้าน่าแหละนักหลอมโอสถ เจ้าก็ไม่เชื่อแล้วจะให้ข้าตามใครมาให้เจ้าอีก”
ฉีเจิ้นจิวเก็บอารมณ์บนใบหน้าของเขาและในไม่ช้าก็กล่าวว่า
“พวกเจ้ามันรนหาที่เองข้าพยายามจะพูดดีกับพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับมัวแต่ยอกย้อนไม่เห็นหัวข้าเอง”ฉีเจิ้นจิวหันไปทางหลิงไค
“ไม่ดีแล้ว.........”
“ผู้อาวุดโสจื่อซ่งระวัง..........” เฟิ่งหยูตะโกนกล่าวเตือนจื่อซ่ง
“ฉีเจิ้นจิว เจ้าคิดจะทำอะไรที่นี่ร้านพฤกษาสวรรค์ของพวกเราเจ้ากล้าใช้กำลังอย่างนั้นหรือ”เฟิ่งหยูพลันพูดออกมา
ทุกคนที่อยู่ที่ร้านพฤกษาสวรรค์ต่างมีท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างมากคนที่ไม่เกี่ยวข้องเริ่มถอยห่างจากพวกเขา แขนข้างซ้ายของหลิงไคชักมีดสั้นออกมาจากนั้นพุ่งแทงไปที่จื่อซ่งอย่างรวดเร็ว หลิงไคโจมตีในทันทีทุกคนรวมถึงจื่อฮุ่ยเองไม่คาดคิดว่า......หลิงไคจะชิงลงมือก่อนเช่นนี้!
ดังนั้นระยะใกล้ขนาดนี้ จื่อซ่งจึงไม่ทันตั้งตัวที่จะโจมตีกลับเมื่อเห็นว่ามีดสั้นกำลังจะมาถึงตัว พลันบิดตัวหลบเลี่ยงมีดสั้นที่กำลังจะมาถึงตัวของเขาในเวลาเดียวกัน หลิงไคพลันปล่อยพลังออกมา ฝ่ามือของเขาพุ่งเข้ากระแทกไหล่จื่อซ่งพลันร่างของจื่อซ่งกระเด็ดออกไปหลายเมตร ได้รับบาดเจ็บ
“พวกเจ้ามันช่างหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้รนหาที่ตายนัก” เฟิ่งหยูสบทด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ฟุ๊บบบ”
“อ๊ากกกกก เจ้า ”
เฟิ่งหยูหายไปจากจุดที่เขาอยู่โผล่ออกมาอีกทีมือที่เหมือนก้ามปูของเขาบีบไปที่คอของฉีเจิ้นจิว
ผู้ติดตามสิบกว่าคนของฉีเจิ้นจิวตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพวกเขาพยายามจะช่วยเหลือนายน้อยของพวกเขาแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะมือขวาของเฟิ่งหยูบีบอยู่ที่คอของฉีเจิ้นจิว
“พวกเจ้าทำคนของข้าต้องบาดเจ็บอย่าหวังว่าเรื่องนี้จะจบง่าย ๆ “เฟิ่งอยูกล่าว
“เจ้ากล้าหรือเจ้ารู้หรือเปล่าเขาเป็นใคร เขาคือนายน้อยตระกูลฉี หากเจ้ากล้าทำอะไรเจ้าไม่กลัวว่าตระกูลฉีจะมาเอาเรื่องเจ้าอย่างนั้นหรือ ?”
“เจ้าคิดว่าข้ากลัวตระกูลฉีจนหัวหดอย่างนั้นหรือพวกเจ้าคิดผิดแล้ว”พูดเสร็จเฟิ่งหยูดึงแขนข้างซ้ายของฉีเจิ้นจิวแล้วกระตุกอย่างแรงจนขาด
“อ๊ากกกกก เจ้าทำอะไร”เสียงร้องโอดครวญของฉีเจิ้นจิวดังออกมาอย่างต่อเนื่อง
“เจ้ากล้า เจ้า.....ต้องไม่ตายดีแน่”คนติดตามของฉีเจิ้นจิวกล่าวด้วยความตื่นตระหนกพวกเขาไม่สามารถคุ้มครองนายน้อยของพวกเขาได้กลับไปต้องถูกทำโทษสถานหนักอย่างแน่นอน
“พวกเจ้าทุกคนคิดหรือว่าจะมารังแกพวกข้าง่ายๆ แล้วจะกลับไปง่าย ๆ ได้” เฟิ่งหยูพูดพลางโยนฉีเจิ้นจิวไปที่ผู้ติดตามทั้งสิบกว่าคนพร้อมกับใช้เปลวเพลิงฟ้าสวรรค์เผาแขนข้างขวาของฉีเจิ้นจิวต่อหน้าทุกคนจนไม่เหลือ
“พวกเจ้าจงนำนายน้อยของพวกเจ้ากลับไป หาไม่ข้าจะเหลือแต่ร่างไร้วิญญาณให้พวกเจ้านำเขากลับไป”เฟิ่งหยูเอยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
ผู้ติดตามไม่กล้าทำอะไรมากพวกเขานำร่างที่หมดสติของนายน้อยตระกูลฉีกลับไปอย่างรีบเร่ง
“เฟิ่งหยูเจ้าไม่กลัวพวกตระกูลฉีกลับมาแก้แค้นอย่างนั้นหรือ” จื่อฮุ่ยเอ่ยปากถาม
“กลัวทำไมก็แค่ตระกูลสาขาที่ได้เป็นใหญ่เป็นโตเพราะโชคช่วย เจ้าคิดหรือว่าชาวบ้านตาดำๆจะนับถือพวกเขาด้วยความจริงใจ พวกเขาทำอะไรไว้กับพวกเจ้า ลืมไปแล้วหรืออย่างไร”
“พวกเราไม่มีทางลืมความแค้นครั้งนี้อย่างแน่นอนพวกเราตระกูลซู ต้องขอบน้ำใจเจ้าที่ช่วยเหลือพวกเรามาตลอดแถมยังไม่กลัวเกรงอำนาจของตระกูลฉี ศัตรูตัวฉกาจของตระกูลซูของพวกเราอีก”จื่อซ่งเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ
“ข้าเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนใจดีศัตรูข้าก็ต้องแก้แค้น ผู้มีพระคุณข้าก็ต้องทดแทนเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”เฟิ่งหยูกล่าวตอบจื่อซ่ง
“อีกไม่นานพวกเขาคงกลับมาอีกพร้อมกับกลุ่มคนเพื่อมาแก้เค้นพวกเราเป็นแน่ พวกเราจะทำอย่างไรกันดี”จื่อฮุ่ยกล่าวด้วยความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่ต้องทำอะไรอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ดีมาข้าก็ต้องดีกลับเลวมาข้าก็จะเลวกลับยิ่งกว่าพวกมันนับสิบเท่า”
หลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วยามต่อมาหลังจากที่ฉีเจิ้นจิวกลับไปถึงตระกูล ทั่วทั้งตระกูลฉีต่างวิ่งวุ่นกันอย่างวุ่นวายเพื่อทำการรักษานายน้อยของพวกเขา
“ท่านผู้นำตระกูลพวกเราต้องแก้แค้นให้นายน้อย.......”
พ่อบ้านตระกูลฉีเอ่ยต่อหน้าที่ประชุมตระกูลที่ถูกเรียกโดยเร่งด่วนจากคำสั่งของผู้นำตระกูลฉีเจิ้นกวง
“ลูกชายข้าทั้งคน พวกเจ้าไม่ต้องห่วงยังไงแค้นนี้พวกเราก็ต้องกลับไปทวงคืน พวกเจ้าทุกคนรีบไประดมพลมาให้มากที่สุดข้าจะถล่มร้านค้าพฤกษาสวรรค์ของพวกมัน มิให้อยู่ในเมืองหลิวโจวแห่งนี้ได้ข้าจะทำให้พวกมันได้รับรู้ว่า มาหาเรื่องกับตระกูลฉี จุดจบมันจะเป็นอย่งไร”ฉีเจิ้นกวงกล่าว
ไม่นานคนของตระกูลฉี นับร้อยมารวมตัวกันที่ลานตระกูลฉี
“นายน้อยของพวกเจ้าถูกรังแกวันนี้ข้าในฐานะพ่อบ้านของตระกูลฉี ข้าจะนำพวกเจ้าไปแก้แค้นให้กับนายน้อยของพวกเราอย่าให้ตะกูลฉีได้แปดเปื้อนเพราะขยะอย่างนั้นเลย
ผู้คนของตระกูลฉีต่างโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม
“มุ่งหน้าไปร้านพฤกษาสวรรค์ ตามข้ามา”ฉีเจิ้นกวงกล่าวด้วยความแค้น ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของพวกเขาถูกกระชากแขนจนขาดผู้นำตระกูลฉีเดินนำขบวนไปยังร้านพฤกษาสวรรค์อย่างองอาจผู้คนตามรายทางที่พบเห็นต่างพากันหลบเลี่ยงไม่กล้าเข้าไปขวางทาง
เมื่อมาถึงหน้าประตูทางเข้าร้านพฤกษาสวรรค์
“พวกเจ้าบังอาจมาทำร้ายลูกชายข้า พวกเราคงไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้อีกแล้วพวกเจ้า ล้อมร้านแห่งนี้ไว้ให้หมด แม้แต่มดตัวเดียวก็อย่าให้รอดออกไปได้”ฉีเจิ้นกวงสั่งคนตระกูลฉี
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่าตลกจริง ๆพวกตระกูลฉี ทำได้เพียงแค่นี้เองหรือ สูไม่ได้ก็ไปเรียกพ่อมาแทนถ้าหากพ่อสู้ไม่ได้ คงไม่เรียกปู่เจ้าออกมาอีกคนหรือ หรือหากปู่เจ้าแพ้อีกคนคงไม่ต้องตามบรรพบุรุษของพวกเจ้าออกมาเลยหละ”
เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมกับหัวเราะเยาะเย้ยตระกูลฉีที่พาคนมาหมดเกือบทั้งตระกูลเพื่อมาจัดการกับเด็กอายุเพียงแค่สิบห้าสิบหกเพียงแค่คนเดียว
ยังไม่ทันที่ฉีเจิ้นกวงจะสั่งการต่อ พลันมีขบวนสินค้าเดินทางมาถึง
ฉีเจิ้นกวงจ้องมองด้วยความสนใจเพราะขบวนสินค้านี้เป็นขบวนสินค้าใหญ่ มีสินค้าหลายสิบคันรถที่เดินทางมาถึง
เมื่อขบวนสินค้าเข้ามาใกล้ ..ฉีเจิ้นกวงจึงได้เห็นตราสัญลักษณ์ มังกรดำอยู่บนธง
“สมาคมการค้ามังกรดำมาส่งสินค้าเหตุใดพวกเขาจึงเดินเลยมาถึงที่นี่ หรือว่าเปลี่ยนคนนำสินค้ามาส่ง”ฉีเจิ้นกวงกล่าวถามพ่อบ้านตระกูลฉี
“น่าจะเป็นไปได้ เพราะกำหนดส่งสินค้าของพวกเราก็เป็นวันนี้พอดี”พ่อบ้านตระกูลฉีกล่าว
หลังจากนั้นผู้นำตระกูลฉีและพ่อบ้านตระกูลฉีต่งเดินไปทางที่ขบวนสินค้ามา
“พวกเจ้ามาผิดเส้นทางแล้วร้านค้าตระกูลฉีเลยมาสองช่วงตึกแล้ว” พ่อบ้านตระกูลฉีพลันตะโกนออกไป
ขบวนสินค้าพลันหยุดลง
“พวกเจ้าเป็นใครเหตุใดมาขวางขบวนสินค้าของสมาคมมังกรดำ”ผู้นำขบวนสินค้ากล่าว
“พวกข้าคือคนของตระกูลฉีแห่งเมืองหลิวโจวพวกเจ้านำสินค้ามาส่งผิดที่แล้ว” พ่อบ้านตระกูลฉีกล่าว
“เหอะ ตระกูลฉีเหรอพวกเจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าตระกูลฉีถูกตัดความสัมพันธ์กับสมาคมการค้ามังกรดำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
“เจ้ากล่าวอะไรไร้สาระตระกูลฉีจะตัดความสัมพันธ์กับสมาคมการค้ามังกรดำ หึ เป็นไปไม่ได้หรอก”ฉีเจิ้นกวงกล่าว
“ตระกูลฉีตัดความสัมพันธ์กันสมาคมการค้ามังกรดำหรือ? เจ้าเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าเป็นสมาคมการค้ามังกรดำต่างหากที่ตัดความสัมพันธ์กับตระกูลฉีของพวกเจ้า ฮ่า ฮ่าฮ่า ที่พวกข้ามาวันนี้ ก็เพื่อจะนำสินค้ามาส่งให้กับร้านพฤกษาสวรรค์ของท่านปรมาจารย์เฟิ่งหยู ก็เพียงเท่านั้น ส่วนเรื่องของพวกเจ้าข้าไม่อยากยุ่ง”ผู้นำขบวนกล่าวพร้อมกับสั่งให้ขบวนสินค้าเดินเข้าไปยังร้านพฤกษาสวรรค์