“อูย...ขอบคุณค่ะ”
เสียงสั่นของหญิงสาวดังขึ้นทันทีที่สำลีสีขาวซึ่งถูกชุบด้วยแอลกอฮอล์นั้นป้ายลงไปบนบาดแผลที่แขนของเธอ เซี่ยซูเหยามองรอยฟกช้ำและถลอกบนร่างกายอย่างปลงๆ
ฮุ่ยเอ๋อที่เป็นคนทำแผลให้ยิ้มแหยๆเด็กน้อยทันกลับมาเห็นฉากที่ปรมาจารย์เซี่ยคนนี้ไม่ทันดูตาม้าตาเรือแล้วกระโดดเข้าไปร่วมวงการฝึกนรกแตกของหลิวเยี่ยนเฟยและเจิ้งเหรินอี้ได้พอดี
“สถานการณ์ทางเหนือเป็นยังไงบ้างครับ?”
หลิวเยี่ยนเฟยยกโอสถแบบน้ำที่มีสรรพคุณช่วยในเรื่องการรักษาอาการช้ำในขึ้นมาจิบ เขานั้นถูกถังเย่เย่ใช้ผ้าพันแผลพันที่หัวจนใกล้จะเหมือนมัมมี่เข้าไปทุกที
ส่วนทางท่านจอมดาบนั้นโชคดีหน่อยเพราะมีหลานสาวของตนคอยปฐมพยาบาลให้ สภาพของเขาจึงถือว่าดูดีที่สุดในทั้งสามคนแล้ว
“เรียบร้อยแล้วค่ะ พวกที่พูดคุยด้วยไม่รู้เรื่องก็ส่งไปนอนในโรงพยาบาลหมดแล้ว” หญิงสาวสามารถพูดเรื่องที่โหดร้ายออกมาได้หน้าตาเฉย
“ดูเหมือนว่าจนกว่าจะมีการตัดสินใจเลือกตำแหน่งประธานสมาพันธ์อย่างจริงจัง พวกเขาก็คงจะโผล่ออกมาก่อเรื่องไม่หยุดแบบนี้แหละค่ะ”
จังหวะที่พูดประโยคนี้เซี่ยซูเหยาแอบเหล่สายตาไปมองยังพี่หญิงของเธอที่กำลังนั่งจิบน้ำชาพร้อมกับเล่นคอมพิวเตอร์พกพาอยู่ที่โต๊ะของนาง
เซี่ยซูเหยาเองก็เป็นอีกคนที่ค่อนข้างจะเชียร์ให้ไป่ฟานเซียนรับตำแหน่งนี้เหมือนกัน
แต่ไป่ฟานเซียนก็ยังไม่สนใจ เป้าหมายของนางในตอนนี้นั้นมีบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่า
เมื่อไม่มีภาระเรื่องการแข่งขันของเด็กๆ ทั้งช่วงนี้ยังเริ่มอยู่ว่างๆ นางจึงปรึกษาเรื่องหนึ่งกับหวงจื่อหานมาสักพักหนึ่งแล้ว
“เจ้าคิดว่าที่นี่เป็นอย่างไร?”
หญิงสาวชี้ไปยังรูปภาพในหน้าจอของนาง มันเป็นแผนที่ซึ่งกำลังแสดงเกาะขนาดใหญ่เกาะหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลออกไปทางทะเล
“...มันเกินน่านน้ำของประเทศนี้ไปแล้วผมคิดว่าเรื่องการเจรจาซื้อขายคงเป็นไปไม่ได้ครับ”
“แล้วที่นี่ล่ะ?”
“ตรงนั้นเป็นอุทยานแห่งชาติ...ผมคิดว่าก็คงจะซื้อไม่ได้เหมือนกันครับ”
สองนายบ่าวกำลังสนทนากันอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยมีไป่ฟานเซียนกำลังชี้ไปตามแผนที่และมีหวงจื่อหานคอยอธิบายลักษณะของพื้นที่บริเวณนั้นให้ฟัง
“พี่หญิงกำลังทำอะไรเหรอคะ?”
เซี่ยซูเหยานั่งจ้องมองมาสักพักแล้วอดสงสัยไม่ได้จนต้องถามออกมา เพราะท่าทางของไป่ฟานเซียนนั้นราวกับกำลังตัดสินใจเลือกอะไรบางอย่างอยู่
ไม่ใช่แค่เธอ แม้แต่หลิวเยี่ยนเฟยและเจิ้งเหรินอี้ก็สนใจเหมือนกัน
“นายหญิงกำลังหาสถานที่สร้างตำหนักน่ะครับ...”
เป็นพ่อบ้านชราที่อธิบายให้ฟังพร้อมกับรอยยิ้มแห้งๆ ตอนแรกที่ไป่ฟานเซียนมาถามเขาเรื่องนี้เขาก็ค่อนข้างจะตกใจไปพักหนึ่งเหมือนกัน
ก่อนหน้านี้นั้นเขาพยายามช่วยหาที่ดินว่างๆโล่งๆมาให้นางเลือก แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ไม่ถูกใจนางทั้งสิ้น จนระยะหลังมานี้นางพยายามที่จะค้นหาด้วยตัวเองแล้วมาถามเขาแทนเสียแล้ว
“สาวน้อยเอาจริงเหรอเนี่ย?”
เจิ้งเหรินอี้เองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยได้ยินไป่ฟานเซียนพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เขาก็ไม่คิดว่านางจะจริงจังถึงขนาดนี้
“...”
ไป่ฟานเซียนไม่ได้ตอบ แต่จากท่าทีของนางนั้นแน่นอนแล้วว่านางเอาจริงแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้นพี่หญิงอยากจะได้ที่ดินแบบไหนเหรอคะ?”
เซี่ยซูเหยาถามขึ้นอย่างสงสัย ขณะเดียวกันเธอก็พร้อมที่จะใช้อำนาจของตระกูลเซี่ยมาช่วยเหลือ สำหรับตัวตนอย่างหนึ่งในสี่ตระกุลใหญ่แล้วนั้นการซื้อที่ดินผืนเดียวมันไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด
“...เอ่อ...นายหญิงอยากจะได้เกาะน่ะครับ”
“...อะไรนะคะ?”
“เกาะครับ เกาะส่วนตัวที่เหมาะกับการก่อสร้างตำหนักขนาดใหญ่ และยังมีพื้นที่เพียงพอต่อการเพาะปลูกสมุนไพรด้วยครับ”
“...นั่นมันค่อนข้างจะยากเลยนะคะ”
เซี่ยซูเหยาเข้าใจแล้วว่าทำไมหวงจื่อหานถึงทำสีหน้าแบบนั้น ในตอนนี้อำนาจของตระกูลถังนั้นเองก็กำลังเติบโตอย่างมั่นคงในภาคตะวันออก ถังเทียนจี๋กำลังค่อยๆกลืนกินตระกูลหานที่เป็นตระกูลใหญ่ในอดีตทีละน้อย เมื่อไม่มีตัวตนอย่างหานจุนโป๋อยู่แล้วจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำเลยสักนิด
ดังนั้นการซื้อที่ดินสักผืนให้ไป่ฟานเซียนก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับตระกูลถังเช่นกัน แต่ถ้ากำลังพูดถึง “เกาะส่วนตัว”มันก็จะกลายเป็นอีกเรื่องทันที
เพราะการปฏิวัตินโยบายเชิงพื้นที่เมื่อหลายปีก่อน ทำให้ทางรัฐบาลต้องการควบรวมเอาหมู่เกาะและเกาะที่ไม่มีเจ้าของมาเป็นที่ดินของทางการเพื่อนำมาใช้ในการพํฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว บ้างก็กลายเป็นอุทยานแห่งชาติที่ถูกอนุรักษ์ไว้ ทำให้ราคาที่ดินของเกาะที่มีเจ้าของอยู่แล้วพุ่งขึ้นสูงมากขึ้นมาหลายเท่าตัว ทั้งยังมีส่วนน้อยที่จะยอมปล่อยต่อไปให้คนอื่น
“ลองดูพื้นที่ประเภทอื่นหรือยังคะ?”
เซี่ยซูเหยาพยายามกล่อม เธอลุกขึ้นแล้วมาชะโงกดูอยู่ด้านหลังหน้าจอของไป่ฟานเซียนที่ตอนนี้มีข้อมูลที่ดินทั้งที่ขายและไม่ประกาศขายอยู่เต็มไปหมด
“พี่หญิงไม่ชอบพื้นที่ภูเขาทางภาคเหนือเหรอคะ?”
หญิงสาวชี้ไปดูตามแผนที่ ทางภาคเหนือนั้นมีที่ดินที่ทำเลดีและวิวสวยหลายแห่งกำลังขายอยู่
“ข้าอยากได้พื้นที่ที่มันค่อนข้างจะส่วนตัวหน่อย...”
นั่นคือเหตุผลหลักของไป่ฟานเซียน เพราะว่าหลังจากนี้ถ้านางเริ่มสร้างตำหนักขึ้นมาแล้ว สิ่งที่จะตามมาก็คือศาสตร์โบราณมากมายรวมไปถึงวิชาต่างๆจะถูกนางนำออกมาปัดฝุ่นจากชั้นหนังสือทั้งหมด
แล้วยังมีการทดลองแปลกๆและการเพาะปลูกสมุนไพรที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ต่อให้นางจะกางอาณาเขตเอาไว้แล้วแต่บางครั้งมันก็ค่อนข้างน่ารำคาญที่จะต้องมากลายเป็นจุดสนใจโดยไม่จำเป็น
ดังนั้นหากได้พื้นที่ส่วนตัวไปเลยนางจะค่อนข้างสบายใจกว่า
ติ๊ง!
ในหน้าเว็บไซต์ที่เป็นพื้นที่สำหรับการขายบ้านและที่ดินอยู่ๆก็มีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา ไป่ฟานซียนประหลาดใจเล็กน้อยแล้วคลิกเข้าไปดูก็พบเข้ากับประกาศขายพื้นที่เกาะส่วนตัวแห่งหนึ่งทางตะวันออก
“เอ๋?...เกาะนี้ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไรนี่คะ?”
เซี่ยซูเหยาเลิกคิ้วขณะที่กำลังเทียบแผนที่กับรายการที่ประกาศขาย หวงจื่อหานที่มีความชำนาญมากกว่าเองก็ชะโงกหน้าเข้ามาดู เมื่อเห็นพื้นที่ซึ่งประกาศขายแล้วเขาก็ยืนยันเช่นเดียวกัน
“อยู่ทางใต้ของบ้านหลังนี้ประมาณหนึ่งกิโลเมตร แล้วออกนอกชายฝั่งไปอีกสองกิโลเมตรครับ”
ชายชราอธิบายให้ฟัง แต่ขณะเดียวกันเขาก็ประหลาดใจที่พื้นที่นี้ถูกประกาศขาย
เขาทำงานให้ตระกูลถังมานานหลายปี ทำให้ค่อนข้างจะคุ้นเคยกับเรื่องราวและพื้นที่ในทางตะวันออกนี้มาก เกาะที่เขาพูดถึงนั้นเป็นเกาะส่วนตัวของมหาเศรษฐีชราคนหนึ่งที่มาซื้อมันไปและย้ายไปอาศัยอยู่ที่นั่นกว่าสิบปีแล้ว เพราะอยู่ไม่ไกลจากแผ่นดิน ทำให้การเดินทางระหว่างเกาะเป็นไปได้สะดวกสบาย ยิ่งเป็นยุคสมัยของผู้ฝึกตนนี้สำหรับตัวตนเช่นนายหญิงของเขาการเหาะข้ามทะเลแค่สองกิโลคงจะเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง
ไม่นึกไม่ฝันว่ามันจะถูกประกาศขายแบบนี้
“...ลองติดต่อไปหน่อย”
ไป่ฟานเซียนมองสภาพเกาะจากภาพถ่ายหลายๆรูป ซึ่งยิ่งนางมองก็ยิ่งถูกใจ ดังนั้นจึงหันไปขอให้หวงจื่อหานโทรไปตามเบอร์โทรศัพท์ที่ทางนั้นทิ้งไว้ให้
พ่อบ้านชราไม่ปฏิเสธคำของนายหญิง เขาหายไปประมาณห้านาทีแล้วก็เดินกลับมาด้วยท่าทางยุ่งยากใจนิดหน่อย
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”
เซี่ยซูเหยาสามารถสัมผัสได้ถึงความผิดปกติทางสีหน้าของพ่อบ้านชราได้ ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาด หวงจื่อหานตอบกลัมาด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ราคาของมันค่อนข้างจะมีปัญหาน่ะครับ...”
ชายชราพยายามติดต่อไปยังตระกูลถังเพื่อยืนยันอะไรบางอย่าง และเมื่อแน่ใจแล้วเขาก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“...เท่าไรรึ?”
แม้แต่เจิ้งเหรินอี้ยังอยากรู้ ถ้ามันไม่พอจริงๆตัวเขาที่เป็นปรมาจารย์มานานก็พอจะมีเงินเก็บเอาไว้ก้อนหนึ่งที่ใช้สำหรับรักษาเหม่ยอิงเหมือนกัน แต่ตอนนี้เหม่ยอิงทั้งหายดีและโตวันโตคืน เขาก็ไม่จำเป้นต้องใช้เงินส่วนนี้แล้ว
“ทางนั้นเรียกมาที่สี่พันล้านเหรียญ ไม่สามารถต่อรองได้แล้วครับ”
ชายชราถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง เขานึกว่าเงินในบัญชีประมาณร้อยล้านที่เขามีมันก็เยอะพอแล้ว แต่พอมาเทียบกับราคาที่อีกฝ่ายต้องการมันไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวเลย
“...แพงขนาดนั้นเลยเหรอคะ” เซี่ยซูเหยาเองก็ขมวดคิ้ว ราคาของเกาะส่วนตัวในยุคสมัยนี้มันกำลังพุ่งทะยานจริงๆ ถึงตัวเธอจะมีตระกูลเซี่ยอยู่ด้านหลัง แต่เมื่อมาพูดถึงเงินที่เธอสามารถหยิบออกมาโดยไม่ทำให้ตระกูลเดือดร้อนในตอนนี้มันก็อยู่ที่หลักร้อยล้านเหรียญเหมือนกัน
อย่าเห็นว่าตระกูลใหญ่นั้นจะร่ำรวยล้นฟ้า ถึงพวกเขาจะเป็นเจ้าของธุรกิจมากมายและมีทรัพย์สินมหาศาล แต่นั้นคือทรัพย์สินที่หมุนเวียนอยู่ในวงจรของธุรกิจ มันเป็นเงินร้อนที่ได้มาแล้วก็ต้องจ่ายไปเพื่อประคองให้ระบบของตระกูลนั้นยังดำรงอยู่ได้
หากนำมาใช้จ่ายมั่วซั่วรับรองว่าได้เกิดการติดขัดไปทุกภาคส่วนแน่ๆ
นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญคือตระกูลเซี่ยนั้นพึ่งจะผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติมาเหมือนกัน ก่อนหน้านี้น้องชายของเธอก็ต้องใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อประคองตระกูลเซี่ยเอาไว้ ทำให้ตอนนี้จะบอกว่าบัญชีตระกูลเซี่ยกำลังติดตัวแดงอยู่ก็คงจะไม่ผิดนัก
คงต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่งถึงจะประคับประคองให้กลับมาได้ ทำให้ตระกูลเซี่ยไม่สามารถช่วยออกเงินสี่พันล้านส่วนนี้ให้ได้อย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับตระกูลถังที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน พวกเขากำลังพัฒนาตัวเองให้ขึ้นแทนที่ตระกูลหานที่กำลังตกต่ำ ดังนั้นเงินในบัญชีของพวกวเขาก็กำลังร่อยหรอ ถึงจะไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันแต่หากจะต้องควักเงินกว่าสี่พันล้านออกมาจริงๆถังเทียนจี๋คงต้องขายธุรกิจทิ้งแน่ๆ
ส่วนไป่ฟานเซียนนั้นพึ่งจะได้รับเงินมาจากสมาคมโอสถประมาณสามร้อยล้านเป็นค่าสมุนไพรโบราณพวกนั้น แต่มันก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายเหลือเกิน
“...ครั้งนี้ข้าจะไม่รบกวนพวกเจ้า”
ไป่ฟานเซีหกยนส่ายหน้า นางตัดสินใจแล้วว่าที่ดินผืนนั้นนางจะใช้เงินของนางซื้อมาเองอย่างถูกต้องโดยไม่ต้องยืมมือตระกูลถังและตระกูลเซี่ย อย่างนี้นางจึงจะสบายใจมากกว่าและเป็นเจ้าของเกาะแห่งนั้นได้อย่างเต็มภาคภูมิ
หญิงสาวไม่คิดมาก่อนว่านางจะประสบปัญหาขาดแคลนเงินทองอีกครั้งแบบนี้ ถ้านางคิดจะอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรทรัพย์สินที่นางมีก็เพียงพอที่จะอยู่ไปได้สบายๆ แต่ในเมื่อนางคิดจะลงมือทำแล้ว นางก็จำเป็นต้องทำให้ถึงที่สุด
ตอนนี้ทำให้นางคิดไปถึงตอนที่นางพึ่งจะตื่นขึ้นมาในยุคสมัยนี้ไม่ได้ ในตอนนั้นนางกับฮุ่ยเอ๋อเดินเข้าไปขายโสมต้นหนึ่งเพื่อใช้เป็นค่ากินค่าอยู่ก่อนที่จะพบกับคนตระกูลถังที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้นางจนถึงตอนนี้
ใช่แล้ว
“...ข้าขายสมุนไพรที่มีได้หรือไม่?”
ไป่ฟานเซ๊ยนนั้นมีสมุนไพรเก็บเอาไว้ในมิติของนางอยู่ระดับหนึ่ง หากนำออกมาเทขายโดยเทียบกับราคาของโสมที่นางเคยขายไปนางคิดว่าน่าจะเพียงพอ
แต่ความคิดของนางนั้นถูกพ่อบ้านชราห้ามไว้ทันควัน
“นายหญิงครับ ถ้าท่านปล่อยสมุนไพรมีค่าเข้าตลาดไปทีเดียวมากๆราคาของมันจะตกและส่งผลกระทบกับความต้องการของผู้คนนะครับ...” หวงจื่อหานเตือนด้วยความหวังดี
“ถ้าท่านจะขายจริงๆผมแนะนำให้ท่านทยอยขายจะดีกว่าครับ”
“...นั่นสินะ” หญิงสาวพยักหน้า นางเองก็พอจะเข้าใจเรื่องพวกนี้จากหนังสือที่นางอ่าน นอกจากนี้หากมานั่งคิดดูดีๆสมุนไพรที่นางเก็บไว้นั้นล้วนค่อนข้างจะหายากในยุคนี้ทั้งสิ้น บางชนิดก็ไม่สามารถหาได้แล้ว ดังนั้นหากนางขายออกไปแล้วเกิดต้องการใช้ทีหลังก็เกรงว่าคงจะตามหากลับมาลำบาก
“นอกจากนี้ข้ายังต้องการเงินมากกว่านั้นอีก...การก่อสร้างต่างๆก็ต้องใช้เงินใช่ไหม?”
ไป่ฟานเซียนเข้าใจกระบวนการทำงานของยุคนี้ดี ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น นางคงต้องหาวิธีหาเงินเพิ่มเติมอีกสักทาง
“...เปิดรักษาผู้คนเป็นไงครับ? ถ้าใช้ชื่อเสียงของปรมาจารย์นักปรุงโอสถขั้นที่สี่ต้องดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเยอะแน่ๆ”
หลิวเยี่ยนเฟยช่วยแสดงความคิดเห็น และมันก็ดูจะเป็นไอเดียที่ดี ไป่ฟานเซียนสามารถเลือกที่จะรักษาด้วยโอสถของนางแล้วเก็บเงินแพงๆได้ มันคุ้มค่ากว่าแน่นอนเมื่อเทียบกับการถ่ายสมุนไพรไปเปล่าๆชายหนุ่มเชื่อว่ามีคนจำนวนมากในประเทศนี้ที่ยินดีจะจ่ายเงินหลายล้านเพื่อให้ได้รับยาจากจักรพรรดินีโอสถ
นอกจากนี้ยังไม่นับเหล่าผู้ฝึกตนที่อยากจะให้นางปรุงโอสถสำหรับฝึกตนให้ด้วย
“แต่ข้าไม่ใช่หมอ...” ไป่ฟานเซียนถอนหายใจ ถึงตัวนางจะศึกษาศาสตร์การแพทย์จากหนังสือมามากมาย แต่ก็ยังเปลี่ยนความจริงที่ว่านางเป็น“นักปรุงโอสถ” ไม่ใช่ “หมอรักษา” ไม่ได้ หรือนางจะทำเหมือนสมัยก่อนที่ตำหนักของนางเน้นรับคำขอร้องจากตัวตนที่ยิ่งใหญ่หลายๆคนในการหลอมโอสถแลกกับทรัพยากรมหาศาลดี?
แกว๊ก!
ทันใดนั้นที่ทางด้านระเบียงชายหาดพลันปรากฏวิหคตัวสีดำสองตัวที่มีขนาดใหญ่เพียงพอให้ผู้คนขึ้นไปขี่ได้สบาย บนหลังของมันมีร่างของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีนั่งโดยสารมาอยู่ วิหคสีดำนั้นเต็มไปด้วยพละกำลัง แต่เมื่อพวกมันร่อนมาจอดที่ระเบียงก็พลันถูกสายตาไม่สบอารมณ์ของเจ้าแดงน้อยจับจ้องมาจนพวกมันตัวสั่นอย่างกับลูกนก
“ที่นี่ยังคนเยอะเหมือนเคย...”
บุรุษที่อยู่บนหลังนกนั้นกระโดดลงมาขณะเดียวกันก็ส่งมือประคองเอาเด็กสาวอีกคนลงมาด้วย การที่พวกเขาสามาถผ่านเข้ามาในเขตแดนนี้ได้แปลว่าต้องเป็นคนรู้จักชองไป่ฟานเซียนแน่นอน
จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหมอเทวดาอู๋เจี่ยและลูกศิษย์สาวของเขาหลินเสี่ยวถิง!
“ได้เวลารักษาให้นายสักทีแล้ว” อู๋เจี่ยจุดสมุนไพรที่เขาผลิตเองแล้วคาบไว้ที่ปากในยามที่หันมาคุยกับหลิวเยี่ยนเฟย
แต่เขากลับต้องแปลกใจ เพราะไม่มีใครสักคนที่จะพูดกับเขา อู๋เจี่ยเอียงคออย่างสงสัยก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ไป่ฟานเซียนหายตัวไปแล้วมาปรากฏตัวเบื้องหน้าเขาสายตาของนางเป็นประกายแปลกๆราวกับได้พบกับสิ่งที่ต้องการเข้าพอดิบพอดี
“...เจ้าสนใจจะมาทำธุรกิจร่วมกันกับข้าสักหน่อยหรือไม่?”