ยากูซ่าพลังผู้กล้า

    เหมันต์ที่ 24 : ลำเอียง

            ราตรีใกล้มาเยือนขับให้ท้องฟ้ามืดลงมากขึ้นทุกวินาทีที่เลื่อนผ่านบนถนนใกล้หาดทรายเนืองแน่นไปด้วยรถตำรวจเปิดเสียงไซเรนดังระห่ม

     

            เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมและเริ่มเคลื่อนย้ายผู้ก่อความวุ่นวายไปยังสถานีถึงแม้ว่าจำนวนของกลุ่มชายชุดขาวจะมากมายกว่าแต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการจับกุมเท่าไหร่นัก เพราะสภาพไม่อาจขัดขืนด้วยกำลังได้

     

            “ปล่อยข้านะโว้ย!!!”ชายหัวเหลืองที่เคยสลบเหมือดลงไปนอนกับพื้น ไม่นานก็ฟื้นขึ้นมาและโวยวายเสียงดังเขาพยายามที่จะดิ้นหลุดจากการล็อกตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนาย

     

            จินหันไปมองเพื่อนทั้งสองด้านข้าง“ให้เพื่อนผมไปโรงพยาบาลก่อนได้ไหมครับ ส่วนผมจะไปให้การที่สถานีเอง”

     

            ชายหนุ่มรู้ดีว่าเทนตะกับมาโคโตะคงเหนื่อยและต้องการพักผ่อนหากได้รับการรักษาดูแลสักหน่อยคงดีอีกอย่างเรื่องทั้งหมดเป็นตัวเขาเองลากทั้งคู่เข้าร่วมวงยังไงคงต้องหาทางให้ทั้งสองอยู่ห่างปัญหาไว้

     

            อุเสะหันหน้าพูดเสียงดังไปด้านหลัง“ได้สิ…ผู้หมวด!”

     

            “คะ?” เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงเจ้าของชื่อขานรับรู้ก่อนวิ่งมายังตำแหน่งพวกเขา

     

            เทนตะลืมตัวพูดสิ่งที่คิด“แม่เจ้า...นางฟ้านางสวรรค์”

     

            มาโคโตะพยักหน้าเห็นด้วยแม้ร่างกายบาดเจ็บปางตายแค่ไหนแต่โรคประจำตัวของเทนตะก็ไม่หายไปนั่นคือทฤษฎีที่จินเพิ่งคิดได้

     

            เจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นหญิงสาวหน้าตารูปไข่ที่สวยได้รูปผิวของเธอขาวเคลือบแสงอาทิตย์ยามอัสดง เปร่งประกายเจิดจรัสใบหน้าไร้การตกแต่งด้วยเครื่องสำอาง รูปร่างสูงเพรียวโดดเด่นสุดคือดวงตาสีม่วงเข้มคมกริบคู่นั้น มาพร้อมกับไฝใต้หางตาข้างซ้ายโดยรวมแล้วชวนหลงใหลน่ามอง

     

            “ผู้หมวดโซเฟียจะพาเธอทั้งสองไปยังโรงพยาบาลเองตามเธอไปแล้วกัน” เทนตะกับมาโคโตะเหม่อลอยไม่ได้ฟังคำพูดของอุเสะเลยแม้แต่คำเดียว

     

            จินเข้าไปขยับตัวเพื่อนเขา “เฮ้ยๆ!”

     

            เทนตะและมาโคโตะสะดุ้งรู้สึกตัวพยักหน้ากันพัลวันทันที“ครับ! ได้ครับ! จับพวกผมเลยก็ได้ครับ!”

     

            เหตุการณ์วุ่นวายถูกแก้ไขรวดเร็วรถตำรวจต่างพากันกับสถานีกันแทบทั้งหมดทิ้งไว้เพียงไม่กี่คันที่ต้องตรวจตราความเรียบร้อย เผื่อมีสิ่งใดตกหล่นส่วนสองคนเดินตามหญิงสาวไปด้วยความดีใจไม่วายก่อนขึ้นรถยังหันหน้ามามองจินพร้อมกับทำหน้าทะเล้นเป็นเชิงได้เปรียบกว่า ทำเอาจินรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาหน่อยๆ

     

            “งั้นเราก็ไปกันเถอะ”อุเสะเดินนำหน้าจินไปยังรถคันหนึ่งที่ไม่ใช่รถของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดูเหมือนจะเป็นรถส่วนตัวเสียมากกว่า

     

            ดูแลทั้งสองคนด้วยอย่าให้ทั้งคู่ทำอะไรแปลกๆ นะ ดวงตาของจินทอแสงขึ้นทีหนึ่งแล้วหายไปตามการสื่อสาร

     

            มากิรับรู้เรื่องราวแทบทั้งหมดเธอตอบด้วยน้ำเสียงปนห่วงใย ได้ค่ะ นายท่านก็รีบกลับมานะคะ

     

            จินยิ้มและตอบออกไป แล้วจะรีบกลับมานะท่าทีของชายหนุ่มเล่นเอาอุเสะที่ขับรถอยู่ถึงกับมึนงง

     

            จินหันไปถามชายที่อยู่ด้านข้างเป็นเชิงขออนุญาต“ขอโทรหาผู้ปกครองหน่อยนะครับ”

     

            อุเสะพยักหน้าให้หนึ่งทีเปิดโอกาสให้จินหยิบโทรศัพท์กดเบอร์โทรออก

     

            ปลายสายกดรับด้วยน้ำเสียงแปลกใจพอทราบว่าสแตนขับรถกลับใครจะถีงบังกะโลแล้ว เขาก็เบาใจเรื่องราวโดยสังเขปถูกอธิบายโดยเข้าใจง่ายด้วยน้ำเสียงตัดสั้นห้วนทิ้งท้ายด้วยการฝากฝังดูแลสองสาว

     

            สงสัยเป็นเด็กก้าวร้าวแน่เลยถึงได้คุยกับผู้ปกครองแบบนี้ อุเสะคาดโทษจินไว้ในหัว ลอบสังเกตพฤติกรรมอยู่เงียบๆ

     

            การเดินทางไปยังสถานีตำรวจประจำเขตใช้เวลาเพียงไม่นานมองจากด้านนอกสามารถบอกได้เลยว่าเป็นสถานีที่ค่อนข้างใหญ่โตเลยทีเดียวรถของเจ้าหน้าที่เปิดไซเรนเข้าออกแทบทุกนาทีจินสงสัยเกี่ยวกับสถานีนี้อยู่หลายส่วน บางอย่างไม่ควรเห็นกลับพบเจอ

     

            อุเสะที่เห็นจินด้านข้างที่เอาแต่มองไปรอบๆด้วยสายตาแบบนั้นก็ตอบออกไปรู้เท่าทันความคิด“เพราะที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังพวกเราจำเป็นต้องดำเนินการทุกอย่างให้รวดเร็ว ช่วงกลางคืนวุ่ยวายมากทั้งนักท่องเที่ยวที่ก่อเรื่องบ้าง คนพื้นที่มีปัญหาบ้าง หรืออะไรก็แล้วแต่มันก็เลยเป็นแบบนี้แหละ”

     

            ชายหนุ่มพยักหน้าแต่ก็ไม่ได้แสดงอาการใดๆ “งั้นเหรอครับ สงสัยทำหน้าที่กันเหนื่อยแย่”

     

            อุเสะอดแปลกใจอีกไม่ได้ก็ไม่ได้ดูเป็นเด็กเกเรนิ

     

            ทางเข้าดูดีราวกับโรงแรมเกินกว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐจินเดินตามอุเสะลึกเข้าไปด้านในส่วนของห้องผู้กำกับการตลอดทางเดินต่างมีเจ้าหน้าที่หลายคนกำลังสอบปากคำของเหล่าชายชุดขาวกันเต็มไปหมดทันทีที่พวกนั้นเห็นจินต่างรีบก้มหน้า บ้างหันหลบไปอีกทางไม่อยากมองมาทางจินกลิ่นอายความกลัวแผ่ออกจากรอบกายพวกเขาชายหนุ่มทำเพียงแสยะยิ้มแล้วเดินผ่านไม่สนใจ

     

            อุเสะประสานมือสองข้างบนโต๊ะทำงานสายตาจับจ้องจินราวกับนักโทษผู้กระทำความผิดร้ายแรง “งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่าช่วยเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ที”

     

            “เรื่องมันก็มีอยู่ว่า”ชายหนุ่มเล่าตามความเป็นจริงอาจเสริมเติมแต่งเพื่อให้มันไม่กลายเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย

     

            อุเสะเอียงหลังไปกับเก้าอี้สำนักงานเหนือการคาดหมายคล้ายไม่เชื่อสะท้อนผ่านดวงตาเฉียบคมคู่นั้น “แค่นี้เองเหรอโชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรไป แต่ไม่น่าเชื่อว่าลำพังพวกเธอทั้งสามคนจะสามารถล้มชายฉกรรจ์รูปร่างใหญ่โตพวกนั้นได้ทั้งหมด”

     

            “ลองไปถามพวกนั้นดูสิครับผมว่าคุณน่าจะได้อะไรที่ละเอียดเลยทีเดียว”

     

            อาการผ่อนคลายของจินไม่อาจหลุดพ้นการสังเกตของอุเสะไปได้ตั้งแต่ทำงานทางด้านนี้มา ย่อมเคยมีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทมาแล้วนับไม่ถ้วนน้อยคนนักจะนิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาวยามเดินเข้ามายังสถานีได้

     

            ยิ่งเป็นการพูดคุยสอบปากคำส่วนตัวแล้วภาษากายมักจะแสดงอาการบางอย่างออกมาโดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว

     

            มุมปากของอุเสะยกขึ้น“เพื่อนของเธอต่างได้รับบาดเจ็บแต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนแบบนี้มันก็น่าสงสัยอยู่นะ”

     

            จินตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม“ผมพอเรียนศิลปะการป้องกันตัวมาบ้าง อีกอย่างคงโชคช่วยด้วย”

     

            “เอาละ!งั้นเธอนั่งพักตรงส่วนนู้นสักพักนะ เดี๋ยวจะให้คนเอาของทานเล่นมาให้ขอตัวไปดูด้านนอกก่อน” อุเสะพูดเสร็จก็เดินออกจากห้องไปปล่อยให้จินไปนั่งรอที่โซนรับแขกอยู่คนเดียว

     

            ชายหนุ่มนั่งที่โซฟาหนังสีดำตัวใหญ่เหลือบมองนาฬิกาข้อมือก่อนหนึ่งทีแล้วถอนหายใจไม่นานนักประตูถูกเปิดออกอีกทีด้วยเจ้าหน้าที่ไม่คุ้นตาในมือถือขนมและเครื่องดื่มมาด้วยเขาวางมันไว้ด้านหน้าของจินทิ้งท้ายด้วยความเป็นกันเองก่อนจะเดินออกไปไม่ถามอะไรต่อชายหนุ่มคาดเดาไว้แล้วต้องมาแบบนี้

     

            เรื่องราวเบื้องหน้าอาจดูง่ายแต่ลับหลังกลับคอยสอดส่องปฏิกิริยาของเขาอยู่ห้องถัดไปผนังด้านข้างที่ดูหนาทึบกลับปลอดโปร่งมองจากอีกด้านได้ทั่วทั้งห้อง

     

            เฮ้อ...สงสัยคงอีกนานกว่าจะได้ออกไปรู้งี้ลากพวกนั้นไปฆ่าทิ้งที่อื่นดีกว่า ไม่สิ ทำไมถึงคิดแต่เรื่องฆ่าได้เนี้ย จินเดาะลิ้นเก็บเสียงรำคาญความคิดอยู่คนเดียว

     

            อุเสะเดินไปดูการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ที่กำลังสืบสวนเรื่องราวจากกลุ่มชายชุดขาวพวกนั้นต่างมีรอยแผลฟกช้ำดำเขียวน้อยใหญ่บนใบหน้าแต่ยังดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องหามส่งเข้าโรงพยาบาล ดูโดยรวมแล้วเหมือนกลุ่มเด็กหนุ่มทั้งสามตั้งใจออมมือให้มันเกิดแบบนี้ขึ้นอย่างไรอย่างนั้นแน่นอนอุเสะไม่ได้รับรู้ถึงข้อนี้

     

            หมัดหนักเอาเรื่องนะเนี้ย...เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ

     

            ผ่านไปเกือบชั่วโมงอุเสะก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดประตูกลับเข้ามาทำเอาจินที่นั่งทีนอนทีเริ่มแสดงอาการเบื่อหน่ายทางใบหน้าออกมาเรื่อยๆก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นแล้วประตูก็ถูกเปิดออกโดยใครบางคนพร้อมกัน

     

            “นั่งหงอยเลยสิพ่อหนุ่ม”

     

            เทนตะและมาโคโตะเดินเข้ามาพร้อมกับผ้าพันแผลที่พันอยู่รอบตัวรอยฟกซ้ำดูจางลง แม้สีหน้าดูจะมีความเจ็บปวด แต่เทนตะกลับไม่บ่นออกมาสักคำเดียวกลับกัน ดันยิ้มแป้มจนแก้มปริเสียงั้น

     

            คิ้วของจินขมวดเข้าหากันมึนงงกับอาการของเพื่อนแต่ก็อดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้ “เมาหมัดจนเพี้ยนหรือเปล่า หมอว่าไงบ้าง?”

     

            “หมอแค่บอกว่ารอยฟกช้ำพวกนี้ใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ก็เริ่มหายแล้วส่วนอะไรที่ได้แผลจนเลือดออกก็ใช้เวลานานสักหน่อย แต่ไอ้บ้านี่สิโดยเย็บแผลที่หัวไป” เทนตะพูดอย่างไม่ค่อยสนใจเรื่องตัวเองแต่กลับโวยวายเรื่องของมาโคโตะแทน

     

            มาโคโตะเปิดผมที่ปิดใบหน้าโชว์แผลด้านในตรงหน้าผากให้จินดูมันเป็นรอยยาวไปตามไรผมนับเย็บสามเข็มเลยทีเดียว ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาทันทีที่ตัวเองทำให้เพื่อนต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ถึงจะสามารถรักษาด้วยเวทมนตร์ได้ก็เถอะ

     

            เทนตะยิ้มพูดบอกไม่เป็นไร “ไม่เอาน่าจินอย่าทำหน้าแบบนั้นสิ พวกฉันไม่เป็นไรสักหน่อย อีกอย่างนายบอกให้พวกฉันหนีไปแล้วแต่พวกฉันกลับเลือกจะอยู่เองต่างหาก เพื่อน! ไม่ต้องคิดมาก”เขาพยายามปลอบใจคนไม่เจ็บตรงหน้าทันทีพบเข้ากับใบหน้าของจินที่แสดงอาการชัดเจน

     

            มาโคโตะไม่พูดแต่ยกนิ้วโป้งให้กับจินราวกับต้องการบอกเป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่ของมิตรภาพ

     

            จินเปลี่ยนสีหน้าเป็นโมโหแทน“ทำเอาเสียบรรยากาศการพักผ่อนหมด ไอ้พวกบ้านั่น! ฆ่าทิ้งเลยดีไหม!”

     

            เทนตะลืมตัวเผลอหัวเราะจนเจ็บแปลบที่ปากอีกครั้ง“โอ๊ย...อย่าทำให้หัวเราะสิ เจ้าบ้า!”

     

            “โทษทีๆ”

     

            “แต่ว่านะจิน ฉันว่าคุ้มว่ะ!”เทนตะยิ้มกรุ้มกริ่มกลับมาทำหน้าทะเล้นอีกครั้ง

     

            จินมองไปยังผ้าพันแผลรอบๆตัวพวกเขาทั้งสอง “ฉันไม่เห็นว่าพวกนายจะคุ้มตรงไหน”

     

            “นายไม่เห็นสินะตอนผู้หมวดพาพวกฉันทั้งสองไปโรงพยาบาลนะเธอที่สวมอยู่ในเครื่องแบบที่เป็นกระโปรงสั้นๆพอจะยกขาเหยียบเบรกเหยียบคันเร่งทีละก็ อื้อฮือ…แม่เจ้าประคุณรุนช่องเลยล่ะ!” ภาพ

     

            “เฮ้อ…”จินถอนหายใจคำโตนึกว่าเรื่องอะไร

     

            เทนตะยังร่ายไม่จบ “แล้วก็นะ…”เขาเล่าไปด้วยทำใบหน้าไปด้วย อาการหื่นกระหายชี้ชัดหลายส่วนมาโคโตะเห็นดีเห็นชอบพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ตลอดเวลาแม้ปากจะเจ็บเทนตะก็ยังพูดมากอยู่ดี นั่นคือทฤษฎีอีกข้อที่จินเพิ่งคิดขึ้นได้

     

            เวลาผ่านไปอีกราวชั่วโมงเศษอุเสะได้เดินกลับเข้ามาพร้อมกับปล่อยตัวพวกเขาให้กลับบ้านไปได้น่าแปลกตรงที่ยังขอโทษที่ทำให้พวกเขาต้องเสียเวลาในการพักผ่อนของวันนี้อีกด้วย

     

            อุเสะยิ้มอารมณ์ดีเป็นครั้งแรกให้จินได้เห็น“โอกาสหน้าเจอกันใหม่นะครับ”

     

            เทนตะพูดตอบกลับรวดเร็ว“ไม่เจอกันดีกว่าครับ” พร้อมกับเสียงหัวเราะของจินกับมาโคโตะเขาทั้งสามเดินกลับไปหาสแตนที่ยืนรอตรงรถตู้และทั้งหมดก็ขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังที่พักบังกะโล

     

            สแตนเพิ่งรู้เรื่องราวผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะต้องยืนยันตัวตนในการเป็นผู้ปกครองให้พวกเขาทั้งสามคนขับไปไม่นานมาโคโตะและเทนตะต่างหลับไปแล้วด้านหลังด้วยฤทธิ์ของยากับความเพลียที่สะสม

     

            ความเกรี้ยวกราดฉายชัดผ่านดวงตาโลหิต“ให้ผมจัดการไหมขอรับ นายท่าน”

     

            ชายหนุ่มก้มหน้าจับคางตัวเองใช้ความคิด“ปล่อยไปก่อน สังหรณ์ใจว่าพวกนั้นจะต้องมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยในอนาคต อีกอย่างอาจตกเป็นผู้ต้องสงสัยหากเกิดอะไรขึ้นที่สำคัญ...ตอนนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจกับสถานีตำรวจนั่นด้วย”จินพูดความรู้สึกออกมาอย่างไม่ปกปิด เขารู้ถึงความไม่ชอบมาพากลอะไรสักอย่างจากที่แห่งนั้น

     

            สแตนเลิกคิ้วแปลกใจเขาหันไปมองหน้าจินก่อนกลับไปสนใจถนนตรงหน้าแทน “งั้นเหรอขอรับแล้วเอายังไงกับทั้งสองต่อดี แผลขนาดนั้นกลับบ้านไปคงโดนทางบ้านถามถึงแน่นอนขอรับ”

     

            แผนถูกคิดภายในหัวของจินเรียบร้อยแล้ว“เรื่องนั้น...เดี๋ยวคืนนี้ผมจัดการเอง”

     

            แต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าโลกนี้หรือโลกนู้นปัญหามักเข้ามาหาเขาไม่หยุดหย่อน ตรงกับคำกล่าวไว้ว่า ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหาเพราะมีสิ่งเหล่านั้นเราจึงต้องเติบโตขึ้นถึงจะเห็นด้วยแต่เลือกได้ก็อยากจะเลี่ยงบ้างเงยหน้าอีกทีจินกลับพบว่ามาถึงยังบังกะโลเสียแล้ว

     

            อากิโนะวิ่งร้องไห้เข้ามาสวมกอดจินอย่างกะทันหันไม่ทันให้เขาตั้งตัวด้วยความงงงวย“ฮื้อออออ จะ จินไม่เป็นไรใช่ไหม!”เธอยังเงยหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตานั้นขึ้นมาถามไถ่ถึงอาการบาดเจ็บของจินทำเอาเขารู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา เมื่อมีใครสักคนคอยเป็นห่วงแบบนี้

     

            ด้านหลังของเธอมีเรย์กะกับมากิยืนมองอยู่ห่างๆแต่ความห่วงยังยังคงส่งมาไม่น้อยไปกว่าอากิโนะ

     

            การกระทำของอากิโนะทำเอาเหล่าคนรอบข้างมองทั้งสองด้วยความตกใจและในความกล้าของเธอสุดท้ายสองสาวที่เหลือเลือกวิ่งมากอดจินอย่างเดียวกับอากิโนะเรย์กะถึงแม้จะไม่ได้ร้องไห้แต่เธอก็เม้มปากแน่นคล้ายกับกำลังอดทนกลั้นอะไรบางอย่างไว้จินเผลอเอามือลูบหัวอย่างอ่อนโยน สำหรับมากิแค่ทำไปตามกระแสเพราะกลัวเสียเปรียบเท่านั้นเธอรู้ว่าจินแข็งแกร่งแค่ไหนอยู่แล้ว

     

            เทนตะกับมาโคโตะยืนมองการกระทำของสามสาวอย่างเลื่อนลอยอีกครั้ง

     

            ความขุ่นเคืองใจเริ่มปะทุอยู่ในอกชายหนุ่มหน้าตาทะเล้นโวยวายเสียงดัง “ไอ้คนที่ปางตายมันอยู่ทางนี้โว้ย!”

     

            พวกเธอหันมองแวบเดียวแล้วเลิกสนใจหันกลับไปห่วงใยจินต่อ เล่นเอาพวกเขาทั้งสองยืนหน้าเหวอไปอีกพักใหญ่

     

            “โคตรลำเอียงเลย ฉันจะไปฟ้องแม่!”

     

            ...

     

            ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม...เสียงทรงอำนาจแต่แหบแห้งไปด้วยความชราวัยพูดผ่านโทรศัพท์ในมือของชายอีกคนเขาลอบมองด้านนอกสลับกับกลุ่มก่อความวุ่นวายด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

     

            เขาพยักหน้าโดยหวังว่าให้คู่สนทนาได้เห็น“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี”

     

            ขอบคุณมาก อุเสะหากมีอะไรให้ช่วยบอกได้เสมอ แล้วเจอกัน

     

            “ด้วยความยินดีเสมอครับ คุณลุง”ปลายสายกดวาง ทิ้งไว้ให้ชายผู้นั้นยืนนิ่งท่ามกลางความมืด

     

            “ลูกชายนายนี่มันเหมือนนายจริงๆให้ตายสิพับผ่า...ทั้งพ่อทั้งลูก” เขาพูดกับกรอกรูปบนโต๊ะก่อนเดินออกจากห้องไปทิ้งไว้เพียงแต่รูปภาพของจินที่แต่งกายในชุดสูทหรูหราหมาเห่าอันหล่อเหลาใบหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงาน