บทที่ 93 กดดัน
ผู้อำนวยการของสถาบันเพลิงพลองเชิญซูหยวนมาที่ห้องทำงานของตนเองหลังจากที่รวบรวมเอกสารของกลุ่มที่คาดว่าน่าจะเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังของการลงมือก่อนหน้านี้ ด้านข้างนั้นมีคนที่ซูหยวนรู้จักดีนั่งอยู่ด้วย คนๆนั้นพยักหน้าให้เธอเพียงครั้งเดียว การที่เขาปรากฏตัวที่นี่ก็เพื่อยืนยันถึงความสำคัญของนักเรียนทุนที่เขาสนับสนุนให้ทุกฝ่ายได้รู้
และใช่! ประธานจางที่มีงานรัดตัวจนไม่สามารถหายใจได้อย่างผ่อนคลาย เวลานี้กลับปรากฏตัวที่สถาบันเพลิงพลองทันทีที่ได้ยินว่านักเรียนทุนของตนเองเกือบเจอกับอันตราย
ถ้าไม่ใช่ว่าเมื่อคืนก่อน ตัวเขายังอยู่ในพื้นที่ล่าทำให้ไม่สะดวกกลับออกมา บางที...ก่อนที่ซูหยวนจะเข้าไปสอบ น่าจะได้เจอกับเขาแล้ว
แต่ก็นั่นแหละ การมาถึงของเขาก็ยังถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อยู่ดี อาจารย์จากสถาบันเพลิงพลองทั้งหมดที่ได้เห็นตัวตนระดับประธานจางมาที่นี่ด้วยตนเองก็แทบจะไปอุ้มซูหยวนออกมาจากที่พักหลังสอบเสร็จ เดิมทีนักเรียนอันซูหยวนคนนี้ก็เป็นผู้มีพระคุณสำหรับพวกเขา เป็นคนที่พวกเขาจะต้องปกป้องอยู่แล้ว ทว่า...เมื่อประธานจางมาที่นี่เพื่อกดดันพวกเขาอีก สิ่งนี้ยิ่งทำให้อาจารย์ของสถาบันเพลิงพลองนั่งไม่ติด
“นักเรียนอันซูหยวน นี่คือรายชื่อกลุ่มและข้อมูลของพวกเขาที่น่าจะเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเราจะจับตามองการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ให้ดี และจะไม่ปล่อยให้มาทำอันตรายเธอแน่” ผู้อำนวยการสถาบันเพลิงพลองกล่าวอย่างมั่นใจ เป็นคำกล่าวเดียวกับที่ซูหยวนเคยได้ยินมาก่อนไม่มีผิด
ดังนั้นเธอจึงเหลือบมองไปยังอาจารย์หลาง ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำได้แค่หลบหน้าหลบตาเท่านั้น ตัวเขาไม่อยากจะถูกตั้งคำถามเหมือนเดิมอีกแล้ว ยิ่งคิดมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าคำพูดที่พวกเขาตั้งมั่นกันนี้เป็นแค่การผายลมเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผ่านมา...พวกเขาจะปกป้องนักเรียนเอาไว้ไม่ได้จนต้องให้เด็กสาวคนหนึ่งออกมาช่วยเหลือ
ดีที่ซูหยวนรู้มารยาท เธอหักหน้าอาจารย์หลางได้ แต่นั่นเป็นเพราะอาจารย์หลางไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนสำคัญมากมายเช่นนี้ เป็นเพียงการพูดคุยกันสองคน เธอจึงทิ้งประเด็นคำถามเอาไว้ให้เขา
ทว่าสำหรับผู้อำนวยการของสถาบันเพลิงพลอง ไม่ใช่แค่ตัวเขาที่มีตำแหน่งใหญ่โตในสถาบันเพลิงพลองเท่านั้น แต่ตอนนี้ยังมีประธานจางนั่งอยู่ด้วย ถ้าเธอหักหน้าเขาตรงนี้...บุรุษทึ่มที่คิดว่าศักดิ์ศรีของตนยิ่งใหญ่ แทนที่จะช่วยปกป้องเธอในอนาคต พวกเขาอาจจะคิดทำร้ายเธอแทนก็ได้
เด็กสาวเพียงอ่านเอกสารตรงหน้า กลุ่มที่ชอบเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังนั้นมีไม่มากนัก แต่กลุ่มใหญ่ที่รู้จักกันดีนั้นมีอยู่ประมาณ 6-7 กลุ่ม ซึ่งชอบสร้างปัญหาให้ทางการปวดหัว ถ้าไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งของพวกเขาที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติอยู่บ้าง คาดว่าคงจะถูกเก็บกวาดเรียบร้อยไปทั้งหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในบรรดากลุ่ม 6-7 กลุ่มนี้ มี 3 กลุ่มที่น่าสงสัยมากที่สุด เนื่องจากความเลวร้ายของทั้ง 3 กลุ่มใหญ่นี้เป็นที่จับตามองมาโดยตลอด อีกทั้งลักษณะในการเคลื่อนไหวก็เป็นไปในทิศทางที่เลวร้ายเหมือนกับครั้งนี้ ต่างจากอีก 4 กลุ่มที่มักจะตั้งฐานการเคลื่อนไหวอยู่ในเขตพื้นที่ล่า การที่มีคนเคลื่อนไหวอยู่ในจมูกของทางการอย่างไม่กลัวตายนี้ ย่อมไม่ใช่ 4 กลุ่มใหญ่นั้น
กลุ่มแรก พวกมันถูกเรียกว่า “กลุ่มเงารัตติกาล” เนื่องจากพวกมันชอบเคลื่อนไหวเวลากลางคืน ข่าวที่ดังที่สุดก็คือตอนที่พวกมันจับเด็กๆในเขตชั้นนอกไปฝึกฝนและฆ่าเด็กที่ไม่ได้เรื่องทิ้งไว้ที่เขตล่า ตอนนั้นทางการได้เฝ้าจับตามองการเคลื่อนไหวของพวกมัน 24 ชั่วโมงจนทำให้จับคนในกลุ่มได้เป็นร้อย ถึงอย่างนั้น...กลุ่มเงารัตติกาลนี้ก็ไม่ได้ถูกทำลายให้สิ้นซาก เวลาผ่านไป...พวกมันก็เริ่มขยายอำนาจของตนเองอีกครั้งแล้ว
กลุ่มที่สองที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้ยุยงอยู่เบื้องหลัง นั่นก็คือ “กลุ่มราชาเสือ” พวกมันมีหัวหน้ากลุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทหารระดับสูง โดยการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่จับได้ก็คือการที่พวกมันจับสุนัขทมิฬจากเขต E มาเป็นสัตว์เลี้ยง และคอยไล่ล่าพวกนักล่าที่เขตล่า E ตอนนั้นมีนักล่ามากมายที่ไปรายงานต่อทางการ จึงสามารถจับกุมพวกมันได้ไม่น้อยเลย
ซึ่งกลุ่มนี้ก็เป็นอีกกลุ่มที่ยังมีอำนาจมาจนถึงปัจจุบัน ฐานของพวกมันตั้งอยู่นอกพื้นที่ปลอดภัย ทำให้การตามจับตัวเป็นไปได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งการที่พวกมันมี “ทหารระดับสูง” เป็นหัวหน้ากลุ่ม นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ได้รับข่าวคราวอันรวดเร็วอยู่เสมอ
หากวันนี้ประชุมว่าจะเข้าโจมตีกลุ่มราชาเสือ พรุ่งนี้ก็ไม่พบพวกมันที่ฐานแล้ว ราวกับว่าได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าอยู่เสมอ แม้ว่าทางการจะพยายามตามหาหนอนที่แฝงตัวอยู่ ทว่าไล่จับได้เป็นสิบเป็นร้อยคน สุดท้ายก็ไม่สามารถจับพวกมันได้ทั้งหมดอยู่ดี
ดีที่หลายปีมานี้ พวกมันไม่ได้เคลื่อนไหวใหญ่โตอะไรอีก ต่อให้ทางการรู้ว่าพวกมันก็ยังทำตัวไม่ดีกับนักล่าคนอื่นๆ กระนั้นก็จะมีแค่ผู้ที่ดวงซวยจริงๆเท่านั้นที่จะเดือดร้อน
ความขัดแย้งระหว่างนักล่านั้นมีอยู่แล้ว ถึงจะมีกฎว่ามนุษย์ห้ามทำร้ายกันเอง แต่พอออกไปจากเขตปลอดภัยแล้ว เรื่องพวกนี้ก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระเท่านั้น ต่อให้พวกเขาจะสั่งไล่ล่าพวกมันก็เถอะ แต่ถ้าพวกมันอยากหนี พวกเขาจะไปตามจับตัวมาจากที่ไหนได้?
สำหรับกลุ่มนี้ ซูหยวนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะก่อนหน้านี้เธอก็เคยได้เจอกับสุนัขทมิฬมาก่อน ถ้าหากพวกมันคือกลุ่มที่จับสุนัขทมิฬตัวเป็นๆได้ แถมยังรู้จักวิธีเลี้ยงวิธีฝึกฝน ดังนั้นโอกาสที่จะเป็นกลุ่มราชาเสือก็สูงที่สุดแล้ว
จางอู่หยางเองก็น่าจะรู้ว่าเด็กสาวคิดอะไรอยู่ แม้ว่าซูหยวนจะไม่ได้รายงานเขาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเขตชั้นนอก ทว่าจางอู่หยางเป็นใคร? เขาจะไม่รู้เชียวหรือว่าผู้หญิงของเขาได้เผชิญกับปัญหาอะไรบ้าง
แน่นอนว่าเขาสามารถยื่นมือเข้าไปจัดการกลุ่มราชาเสือนี้ได้ แต่ตอนนี้พวกมันยังไม่ได้ยื่นมือเข้ามาวุ่นวาย หลังจากที่รู้ว่าอันซูหยวนเป็นคนของสกุลจาง พวกกลุ่มราชาเสือก็ไม่เอาความใดๆที่กลุ่มอันธพาลเขตชั้นนอกถูกทำลายไปสิ้น นับว่าพวกเขาเองก็ให้เกียรติสกุลจางแล้ว
กับคนเหล่านี้ จางอู่หยางไม่ได้รังเกียจที่จะปล่อยให้วิ่งเล่นต่อไปอีกสักหน่อยหรอก ก็เหมือนกับที่ทางการไม่ลงมือ...การมีกลุ่มอำนาจที่สรรหาวิธีการต่างๆมาจัดการกับพวกกลายพันธุ์ ที่จริงแล้วก็เป็นการช่วยเหลือมนุษย์ชาติทางอ้อมเช่นกัน หากไม่มีพวกมันแล้ว...ความแข็งแกร่งของมนุษย์ชาติก็ลดลงไปอีก
ถ้าพวกเขาล่าพวกกลายพันธุ์ไม่ทันการณ์ ต่อไปเมื่อพวกมันขยายพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น เขตพื้นที่นั้นๆก็จะไม่ปลอดภัยอีกแล้ว ทุกวันนี้ที่ต้องปล่อยให้คนสารเลวบางคนมีชีวิตรอด ก็เพื่อใช้แรงงานพวกมันเท่านั้นแหละ!
ซูหยวนมองดูข้อมูลของกลุ่มสุดท้าย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สถาบันเพลิงพลองคิดว่าน่าจะเป็นคนลงมือมากที่สุด เนื่องจากพวกมันเป็นกลุ่มที่เต็มไปด้วยผู้คนที่บ้าคลั่ง ชื่อของพวกมันก็คือ “กลุ่มความหวังสุดท้าย” เจตนารมณ์ในการตั้งกลุ่มของพวกมันชัดเจนมากว่าต้องการช่วยเหลือมนุษย์ชาติ แต่การกระทำกลับเลวร้ายเหลือเกิน
วิธีการลงมือนั้นแปลกและแตกต่างกัน ครั้งแรกที่พวกมันเคลื่อนไหวก็คือตอนที่จับมนุษย์ไปทดลองฉีดสารกระตุ้นที่แปลกประหลาดและทำให้ร่างกายระเบิดตาย แม้ว่ายาทดลองนั้นจะนำมาพัฒนาต่อยอดไปใช้กับพวกกลายพันธุ์จนกลายเป็นสารระเบิดได้ในตอนนี้ก็เถอะ ทว่าเวลานั้น...พวกมันก็พรากชีวิตคนบริสุทธิ์ไปไม่น้อยเลย
นอกจากครั้งแรก ก็ยังมีครั้งที่สอง ครั้งที่สาม และอีกร้อยๆครั้ง แต่ทางการไม่สามารถทำลายกลุ่มทั้งกลุ่มได้ด้วยเหตุผลนี้ เพราะสมาชิกคนอื่นๆในกลุ่มความหวังสุดท้ายก็ยังศึกษาเรื่องต่างๆในขอบเขตที่รับได้อยู่ บางคนก็เป็นถึงอาจารย์ในสถาบันด้วยซ้ำ เพียงแค่กลุ่มนี้เป็นกลุ่มรวมตัวเหล่านักวิจัย ผู้ชื่นชอบในการทดลอง ซึ่งไม่ได้สนใจเรื่องผิดถูกก็เท่านั้นเอง
การที่พวกคนงานของสถาบันได้วิธีดูดซับพลังงานจากร่างกายของนักเรียนนั้น คาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในการทดลองของใครบางคนในกลุ่มอีกเช่นกัน ดังนั้นจึงมุ่งเป้าไปที่กลุ่มความหวังสุดท้ายนี้มากที่สุดแล้ว
เพียงแต่...อีกสองกลุ่มก็ไม่อาจจะตัดความเป็นไปได้ออกไป กลุ่มแรกอาจจะให้วิธีการฝึกฝนก็เพื่อให้พวกคนงานยอมรับวิถีการฝึกนี้ แล้วกลายมาเป็นคนของกลุ่มเงารัตติกาลเต็มตัว กลุ่มที่สองก็อาจจะต้องการสร้างกองกำลังให้กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ พวกมันไม่ใช่แค่ล่าอสูรเท่านั้น แต่ยังต้องการ “เลี้ยงคนเป็นๆ” อีกด้วย บางที...พวกมันอาจจะต้องการปั้นคนงานเหล่านั้น หรือไม่...ก็อาจจะแค่ต้องการทำลายนักเรียนจากสถาบันเพลิงพลองก็ได้ ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริง
“ความเป็นไปได้ที่คนของกลุ่มความหวังสุดท้ายจะลงมือนั้นมากที่สุด พวกเขาอาจจะต้องการทดลองอะไรแปลกๆอีกก็เป็นได้ การใช้แกนพลังงานในร่างของมนุษย์คนอื่นเพื่อทำให้มนุษย์อีกจำนวนหนึ่งกลายเป็นผู้ใช้พลังงานนั้น ฉันคิดว่าไม่มีใครคิดได้อีกนอกจากคนของกลุ่มนี้” ผู้อำนวยการสถาบันเพลิงพลองถอนหายใจออกมา
“แต่ถ้าพวกเขาทำสำเร็จ ต่อไปในอนาคต...เมื่อมีผู้บาดเจ็บที่ไม่หลงเหลือโอกาสรอดชีวิตแล้ว ทางการก็อาจจะนำความรู้นี้ไปต่อยอด เพื่อที่ให้คนหนึ่งจากไปอย่างสงบ แต่ยังสร้างประโยชน์ด้วยการทำให้เกิดผู้ใช้พลังงานเพิ่มอีกเป็นสิบคนก็ได้”
เนื่องจากพลังงานในร่างกายของมนุษย์เป็นพลังงานบริสุทธิ์ แม้แต่พวกคนงานก็ยังกลายเป็นผู้ใช้พลังงานได้ ดังนั้นความรู้นี้ย่อมเอาไปต่อยอดเป็นประโยชน์ได้อย่างแน่นอน
ถ้าพวกเขาเลือกที่จะขอทดลองไปยังทางการ บางทีอาจจะไม่ต้องเกิดปัญหาเช่นนี้ก็ได้ ถ้าถามหาความผิด...ก็คงจะเป็นความผิดที่พวกเขาลงมือกับคนที่ไม่ได้เต็มใจจะเสียสละ ทั้งยังไม่คิดว่าตนเองจะต้องเสียสละจนกลายเป็นคนเสียสติเช่นนั้น
เห็นผู้อำนวยการของสถาบันเพลิงพลองมีสีหน้าสองจิตสองใจ ซูหยวนก็หัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“เพื่อความสำเร็จของตัวเอง เพื่อไม่ให้ทางการเข้ามามีส่วนร่วมในความสำเร็จ ต้องแอบทำแบบนี้จึงจะได้มันเอาไว้ในมือคนเดียวค่ะ อีกอย่าง...ถ้ายื่นเรื่องการศึกษานี้ให้กับทางการ ก็ไม่มีทางที่จะได้รับผลรวดเร็วแบบนี้หรอกค่ะ”
“กว่าที่ทางการจะตรวจสอบเอกสารและสมมติฐานทั้งหมดเสร็จสิ้น กว่าที่ทางการจะรวบรวมเงินสนับสนุนได้เพียงพอ กว่าที่จะหาคนเสียสละยอมเข้าร่วมการทดลอง และอื่นๆที่เป็นเงื่อนไขอีกมาก เชื่อว่าคนผู้นั้นน่าจะแก่ใกล้ตายไปก่อนแล้วก็เป็นได้ค่ะ”
“ผู้ศึกษาที่รีบร้อนจะประสบความสำเร็จขนาดนี้คงมีไม่มาก ยิ่งเป็นพวกที่เก่งกาจขนาดคิดวิธีการฝึกฝนแบบนี้ได้ก็ยิ่งน่าจะมีน้อยลงไปอีกไม่ใช่หรอคะ หากตรวจสอบดีๆ พวกเราก็น่าจะเจอคนที่อยู่เบื้องหลังได้”
ซูหยวนแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมา เธอไม่ได้ปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย แต่ที่เธอไม่ชอบก็คือวิธีการเช่นนี้
ในการทำงานที่ผ่านมา หลายต่อหลายคนใช้วิธีปีนป่ายสู่ตำแหน่งแตกต่างกันออกไป หากคนที่มั่นใจในตัวเองก็จะใช้ความสามารถของตนในการต่อสู้ แต่ถ้าเป็นพวกที่จิตใจไม่มั่นคง พวกเขาจะสรรหาวิธีการเพื่อเอาชนะ โดยไม่สนเลยว่าใครบ้างจะต้องมาเดือดร้อนกับการทำผลงานของตน
ซูหยวนเป็นหนึ่งในคนที่มั่นใจความสามารถของตนเอง เธอไม่รีบร้อนที่จะขึ้นทีละขั้นทีละตำแหน่ง แม้ว่าระหว่างทางจะมีข้อเสนอดีๆยื่นมาให้มากมายก็เถอะ แต่เธอก็เพียงส่ายหน้าให้กับความสำเร็จจอมปลอมนั่น
สุดท้าย...คนที่ใช้วิธีลัดเพื่อได้มาซึ่งอำนาจ มักจะมีจุดจบที่น่าอนาถเสมอ ยกตัวอย่างหัวหน้าบัญชีที่ต้องการให้เธอทำบัญชีปลอมขึ้นมา เพราะซูหยวนได้รับความไว้ใจมาก ตราบเท่าที่เธอตรวจสอบแล้ว...ประธานบริษัทจะไม่ตรวจสอบอีก ตอนนั้นซูหยวนจำได้ว่าเธอต้องการซื้อบ้านมือสอง ซึ่งขาดอีกเกือบ 2 ล้านจึงจะสามารถซื้อได้ ดังนั้นจึงลังเลอยู่เกือบสองเดือน
เรื่องนี้คนรู้กันทั่ว เธอใช้เวลาพักงานเพื่อตรวจสอบราคาบ้าน และหาวิธีกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ ดังนั้นหัวหน้าย่อมรู้เช่นกัน และสองล้านนั่นก็คือข้อเสนอเพื่อให้เธอช่วยอีกฝ่ายปิดบังการยักยอกเงิน 10 ล้าน!
เท่ากับว่า ทางนั้นจะได้ไป 8 ล้าน ในขณะที่เธอเพียงพยักหน้าว่า “ผ่าน” จะได้ทันที 2 ล้าน งานง่ายๆสบายๆที่ใครๆก็คิดว่าเธอต้องตกลง
แต่ซูหยวนไม่ทำแบบนั้น เธอปฏิเสธที่จะร่วมมือด้วย ทำให้หัวหน้าแผนกบัญชีโกรธมาก ทั้งยังกลัวว่าเธอจะเอาเรื่องนี้ไปบอกประธาน ตั้งแต่นั้นก็พยายามจะสร้างปัญหาให้เธอตลอด ดีที่ซูหยวนละเอียดรอบคอบทุกกระเบียดนิ้วจึงไม่พลาดท่า
สุดท้ายหัวหน้าบัญชีคนนั้นก็ต้องยอมรับชะตากรรมของตนเอง ส่วนไหนที่เคยคดโกงไป เป็นอันต้องชดใช้ทั้งหมด แม้แต่ครอบครัวก็ยังเดือดร้อนไปด้วย ซูหยวนเห็นตอนที่ตำรวจมาจับหัวหน้าบัญชีออกไปจากบริษัทก็ยังปลงตกกับอีกฝ่าย ทำผิดถึงขนาดนั้นก็ยังไม่รู้ว่าเป็นความผิดตัวเอง กลับด่าทอซูหยวนและสร้างความเกลียดชังให้เพื่อนร่วมงานที่เคยได้ผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆไว้เกลียดเธอต่อด้วย
เอาเถอะ พูดเรื่องอดีตไปก็ไร้ความหมาย เพียงแค่ใช้ประสบการณ์ที่เคยผ่านมาเพื่อตั้งข้อสังเกตก็เท่านั้น ซึ่งจากข้อมูลที่ซูหยวนพูดมาไม่กี่ประโยคนี้ จางอู่หยางก็ไล่ปัดรายชื่อของนักวิจัยจำนวนมากออกไปได้ เหลือเพียง 10 กว่าคนเท่านั้นที่น่าจะเข้าเค้า
“ถ้าเป็นคนที่เก่งกาจและสนใจศึกษาเรื่องการใช้พลังงานของมนุษย์ก็มีประมาณ 14 คน แต่ถ้าเป็นคนที่เร่งรีบจะทำผลงานมากที่สุด ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคนที่อายุมากแล้วแต่ยังตำแหน่งต่ำ รวมทั้งมีความจำเป็นที่จะต้องสำเร็จก็เหลือน่าสงสัยไม่กี่คนเท่านั้น” จางอู่หยางวางรายชื่อเอาไว้ตรงหน้า
สองคนเป็นคนจากฝ่ายศึกษาวิจัยเพื่ออนาคตของมนุษย์ชาติ อีกสามคนเป็นอาจารย์จากสถาบันต่างๆ และอีก 2 คนเป็นนักวิจัยจากองค์กรอิสระต่างๆ ทั้ง 7 คนนี้น่าสงสัยทั้งหมด เนื่องจากพวกเขามีแรงจูงใจมากพอ แต่จะให้สรุปว่าเป็นใครนั้นยังไม่แน่ชัด ถึงอย่างนั้น...การที่ประธานจางเลือกคนทั้ง 7 มาเพื่อให้สถาบันเพลิงพลองจับตาดูเป็นพิเศษนี้ก็ถือว่าช่วยพวกเขามากแล้ว
“แม้จะมีคนน่าสงสัยเพียงเท่านี้ แต่ความปลอดภัยของอันซูหยวนต้องมาก่อน ในเมื่อเธอเสียสละเพื่อช่วยนักเรียนของพวกคุณขนาดนี้ ฉันก็คิดว่าพวกคุณจำเป็นต้องใช้ความพยายามทั้งหมดที่มีเพื่อปกป้องเธอด้วย”
จางอู่หยางกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึม ซูหยวนได้ยินก็อยากจะหัวเราะออกมา นับว่าประธานจางคนนี้เข้าใจฉวยโอกาสจริงๆ ซูหยวนมีศัตรูไม่ใช่แค่ 1 แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องบอกออกไป ปล่อยให้สถาบันเพลิงพลองเข้าใจว่าเป็นความรับผิดชอบของตนเอง จากนี้...ซูหยวนก็เหมือนมีองค์รักษ์ที่แข็งแกร่งส่วนตัวแล้ว....
…………………………………