ตำนานหมอภูติแห่งแสง

    ตอนที่ 56 พิษ เงา


    เรือนลับตระกูลหลี่ – คืนหลังการฟื้นฟู  


    แสงตะวันยามสายสาดผ่านช่องหินเหนือเรือนลับ หลี่เซียงและหลี่เจิ้งกำลังฝึกปราณอย่างสงบนิ่ง — ร่างกายของทั้งสองกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง ส่วนหลี่หมิง นั่งครุ่นคิดต่อหน้าแหวนมิติซึ่งบัดนี้กำลังเปล่งแสงสีม่วงอ่อน เมื่อเขาหลับตาเชื่อมจิตกับแหวน เสียงเก่าแก่จากในตำราโบราณก็แว่วขึ้นในใจ:

    “ผู้ใดเปิดประตูชั้นที่สอง จักพบสิ่งที่ทั้งสวรรค์เรียกว่าสมดุล และนรกเรียกว่าพิษ…

    หากใจเจ้าหวั่น…จักถูกเผาไหม้จากภายใน”


    หลี่หมิงเปิดหีบเอกสารลับของตระกูลที่ฝังไว้ในผนัง เขาเจอ เศษบันทึกเก่า เล่มหนึ่งของ “หลี่อวิ๋นเจิน”นักปรุงยารุ่นก่อนซึ่งเคยเป็นตำนานของตระกูลหลี่ แต่กลับหายสาบสูญเมื่อเกือบร้อยปีก่อน

    ในหน้าสุดท้ายของบันทึกมีเพียงข้อความสั้น ๆ


    “ข้าเปิดถึงประตูชั้นที่สี่แล้ว…แต่ไม่สามารถเข้าไปในชั้นที่ห้าได้ เพราะข้ายัง ‘แบกตัวตนของข้าไว้’”

    “ในประตูที่สองนั้น ข้าเคยเกือบตายเพราะพิษใจของตัวเอง…”หลี่หมิงพึมพำ

    “ถ้าเช่นนั้น…พิษในประตูนี้ อาจไม่ใช่แค่พิษทางร่างกาย…”

    พิธีเปิดประตูชั้นที่สอง ครั้งนี้ ประตูมีลักษณะต่างจากเดิม


    ประตูหินสีเขียวเข้ม รอบกรอบเต็มไปด้วยเถาวัลย์สีม่วงหม่น ล้อมไปด้วยหมอกพิษที่ลอยตลบอักขระบนประตูคือคำว่า

    “พิษ – สมดุล – ชีวิต”

    เสียงสะท้อนในหัวหลี่หมิงเริ่มดังขึ้น “ผู้ใดจะเปิดได้ ต้องผ่านการทดสอบด้วยพิษทั้งห้า — พิษกาย, พิษปราณ, พิษใจ, พิษเงา และพิษมายา”เขาหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนทาบฝ่ามือลงบนประตู

    ตูม!

    ประตูดูดเขาเข้าสู่ “แดนพิษ” ในชั่วพริบตา ที่นี่คือพื้นที่ว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยหมอกหลี่หมิงเริ่มรู้สึกปวดหัว วูบวาบ สายตาพร่า ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียง “หลี่เซียง” กรีดร้อง เสียง “หลี่เจิ้ง” หายใจรวยริน

    แม้รู้ว่าเป็นภาพหลอน — ใจเขาก็ยังเต้นถี่ นี่คือ

    “พิษใจ” — ภาพหลอนจากความกลัวลึกสุดในจิต!“ไม่มีดาบใดฆ่าเจ้าหนักกว่าเสียงในใจเจ้าเอง…”หลี่หมิงกัดฟันแน่น ใช้ลมหายใจจากตำราลมหายใจสวรรค์จิตในประตูแรก ค่อย ๆ ข่มภาพเหล่านั้นให้จางลงด้วยจิตที่สงบ“ข้าไม่ใช่แค่ลูกหลี่เจิ้ง ไม่ใช่แค่หลานตระกูลหลี่…ข้าคือ ‘หลี่หมิง’ผู้มีแสงของตัวเอง!”


    ประตูเริ่มเปิด, และมิติเริ่มสั่น


    เมื่อเขาผ่านพิษแรก ภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยน

    ประตูหินเริ่มเปิดเผย “ห้องปรุงยา” ขนาดใหญ่ — ภายในมีทั้งตำรายา, พืชพิษโบราณ, และสมุนไพรที่สูญพันธุ์ไปจากโลกภายนอก และที่กลางห้อง…คือผลึกหยกที่ส่องแสงมืดแวววาวอยู่ —

    “แก่นพิษเทียนหมิ่น” สมุนไพรระดับมารที่สามารถกลั่นเป็นยาได้เพียงหนึ่งเม็ดเท่านั้น แต่หากใช้ไม่ถูก…จะทำลายผู้ใช้ในพริบตา 


    หลี่หมิงยืนเบื้องหน้า แก่นพิษเทียนหมิ่น กลิ่นหอมปนร้อนแผ่แทรกทั่วโถง พืชสีดำอมม่วงนั้นเต้นเป็นจังหวะราวกับยังมีชีวิต ข้าง ๆ กัน คือคัมภีร์โบราณที่วางอยู่บนแท่นหยกเขียว เขาหยิบมันขึ้นช้า ๆ แล้วพบข้อความที่เขียนด้วยหมึกจางสีเลือด:


    “หากท่านพบตำรานี้ แสดงว่าท่านผ่าน ‘พิษใจ’ มาแล้ว แต่ข้าเตือน…อย่าได้กลั่นแก่นพิษเทียนหมิ่นนี้ด้วยใจโลภ หรือเพื่อความยิ่งใหญ่”“ข้าเคยทำ…และข้าเกือบตาย”

    ลงชื่อ: หลี่อวิ๋นเจิน


    หลี่หมิงนั่งลงเงียบ ๆ

    หากเขาปรุง แก่นพิษเทียนหมิ่น ตามวิธีที่ระบุในตำรา

    จะสามารถได้ยาที่มีผลล้ำค่าเพียง 1 เม็ดเท่านั้น ซึ่งมีพลังมหาศาล 3 อย่าง แต่ต้องเลือกเพียง 1 ผลลัพธ์:

    1. รักษาผู้ใกล้ตายที่ไม่มีทางเยียวยา (แม้แต่ปราณก็ถูกทำลาย)

    2. ปลุกพลังมารในร่าง ทำให้ทะลวงพลังได้หนึ่งขั้นทันที

    3. ใช้ในอาวุธ จะกลายเป็นพิษที่ฆ่าได้ในกระบวนท่าเดียว

    แต่หากปรุงผิดแม้แต่น้อย…พลังพิษจะระเบิดทำลายผู้ใช้และสถานที่โดยรอบในพริบตา หลี่หมิงเริ่มรวบรวมสติ มือข้างหนึ่งกดตำราปรุงยา มืออีกข้างถือหยกควบคุมเปลวเพลิง เขาเลือกใช้น้ำหยดจาก “หงหยวนชิงหลิง” สมุนไพรแห่งแสงที่ได้จากประตูแรก มาเจือจางพิษบางส่วน

    “ไม่ใช่เพื่อฆ่า ไม่ใช่เพื่ออำนาจ…แต่เพื่อการรักษาเท่านั้น”เสียงเปลวเพลิงลูบผิวแก่นพืช กลิ่นพิษฉุนในตอนแรกกลับกลายเป็นกลิ่นหอมเย็นแผ่ซ่านทั่วห้อง


    ครึ่งชั่วยามต่อมา

    หยดโอสถสีม่วงใสเพียงเม็ดเดียวค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น โอสถหนึ่งเม็ด – แต่เต็มไปด้วยทางเลือก เมื่อเขาถือมันในมือ เสียงของหลี่เซียงก็ดังขึ้นในใจ“หมิงเอ๋อร์…จงเลือกสิ่งที่เจ้าจะใช้โดยไม่เสียใจ”หลี่หมิงหลับตาแน่น


    ภาพของพ่อที่ครั้งหนึ่งเกือบไม่อาจลุก แม่ที่เคยหลั่งน้ำตาโดยไม่มีใครเห็น และ…ภาพของ “เสวี่ยเหิง” ผู้หายสาบสูญในมิติเงา

    “ถ้าสิ่งนี้…สามารถช่วยคนที่ข้ารักได้แม้เพียงหนึ่งคน ข้ายอม”เขาตัดสินใจเก็บยาเม็ดนั้นไว้ใน “ผนึกแก้วหยก”

    เขียนอักษรคำเดียวไว้ด้านใน:

    “ชีวิต”

    ก่อนออกจากห้องพิษ หลี่หมิงพบแผ่นหยกบางวางอยู่ใต้แท่น ในนั้นมีข้อความสั้นจารึกไว้:

    “ประตูที่สาม…มิใช่สถานที่ แต่คือ ‘เวลา’

    ข้าเข้าไป แล้วข้าไม่ได้กลับออกมาเหมือนเดิมอีกเลย…”