อันที่จริง หากไม่มีความจำเป็นเสิ่นเชียนเกอก็ไม่คิดเข้าร่วมงานเลี้ยงของจ่างกงจู่ เพราะงานเลี้ยงประเภทนี้ส่วนมากมักถูกใช้เป็นที่ให้ฮูหยินของแต่ละจวนพาบุตรหลานของตนมาอวดโฉมหาคู่ครองกันเสียมากกว่า ซึ่งตัวนางเองในตอนนี้ก็ตอบตกลงแต่งงานกับเยี่ยนอ๋องไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นสำหรับนาง งานเลี้ยงเช่นนี้จึงไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อย
ส่วนบรรดาคุณหนูที่ค่อนข้างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อนางยามอยู่ในหอศึกษาก็ไม่ได้สนใจจะมาพบปะหรือพูดคุยกันในงานเลี้ยงของจ่างกงจู่ เมื่อเวลาของงานเลี้ยงมาถึง คุณหนูเหล่านั้นก็คงไม่พ้นถูกมารดาของตนพาเดินไปทั่วทั้งงานเพื่อทักทายและทำความรู้จักกับคนสูงศักดิ์จากจวนอื่น ๆ อย่าว่าแต่ปลีกตัวออกมาจับกลุ่มสนทนากับสหาย เกรงว่าแม้แต่เวลาจะหยุดยืนพักทักทายคนรู้จักก็คงไม่อาจหาได้เป็นแน่ ที่สำคัญอย่างเสิ่นฮูหยินก็คงไม่ใส่ใจบุตรนอกสายตาผู้นี้นัก
ด้วยเหตุผลดังนี้ เสิ่นเชียนเกอจึงไม่นึกสนใจงานสังสรรค์สำหรับคนในสังคมชั้นสูงสักเท่าไหร่ ทว่าครานี้นางมี ‘เหตุผลจำเป็นอย่างยิ่งยวด’ ที่ต้องเข้าร่วมงานให้ได้
เพราะอีกไม่นานหลังจากนี้ อุปนิสัยของเยี่ยนอ๋องจะเลวร้ายขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งมันมีความเกี่ยวพันกับงานเลี้ยงที่จัดขึ้นครั้งนี้จนไม่อาจมองข้าม …ในเมื่อเสิ่นเชียนเกอจำเป็นต้องอาศัยโชคลาภจากเยี่ยนอ๋องเพื่อพลิกผันชะตาชีวิต เช่นนั้น นางก็จะไม่มีวันยอมให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับตัวนำโชคของตนอย่างเด็ดขาด! ...
ภพก่อน นางก็ไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมงานเลี้ยงวสันตกาลครั้งนี้เช่นกัน เหตุผลเป็นเพราะบาดแผลบนใบหน้าของนางในตอนนั้นนับวันยิ่งเลวร้ายลงเรื่อย ๆ นางจึงได้แต่นอนซมเพราะพิษไข้อยู่บนเตียงไม่สามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงได้ …แต่ภพนี้ต่างออกไป ไม่ว่าอย่างไรภพใหม่นี้จะต้องไม่เป็นไปเหมือนภพก่อนอีกแล้ว
หลังจากมื้อเย็นในเรือนหลังน้อยสิ้นสุดลง เก๋อมามาและเหลียงเฉินก็เข้ามาในห้องนอนของเสิ่นเชียนเกอ เพื่อเตรียมตัวปรนนิบัตินางยามอาบน้ำ
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู คนทั้งสองก็พบว่าคุณหนูของตนกำลังเดินวนไปมาอยู่ภายในห้องท่าทีร้อนรน คิ้วเรียวขมวดมุ่น ดวงตางามครุ่นคิด เห็นชัดว่านางกำลังกลัดกลุ้มใจจนนั่งไม่ติดที่
หนึ่งสาวใช้และหนึ่งมามาจึงหันหน้าสบตากันก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ …ครั้งนี้หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร ฮูหยินก็คงไม่ยอมพาคุณหนูรองไปงานเลี้ยงแน่นอน
ถึงแม้ในใจทั้งคู่จะรู้สึกไม่พอใจแทบกลายเป็นขุ่นเคือง แต่พวกนางก็เป็นเพียงบ่าวรับใช้เท่านั้น ด้วยสถานะต่ำต้อยเช่นนี้ พวกนางจะทำสิ่งใดได้
ในขณะที่เสิ่นเชียนเกอกำลังแช่เท้าอยู่นั้น เก๋อมามาที่ชั่งใจอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ยปาก “คุณหนูรองเจ้าคะ ให้บ่าวไปขอร้องฮูหยินผู้เฒ่าให้ดีหรือไม่?”
เสิ่นเชียนเกออึ้งงันไปกับคำกล่าวของเก๋อมามาชั่วครู่ คุณหนูผู้กำลังกลุ้มใจหันหน้ามองมามาคนสนิทแล้วตอบ “ไม่เป็นไรมามา ท่านย่าปลีกวิเวก ไม่ข้องแวะกับเรื่องวุ่นวายภายนอกมานานแล้ว ให้ท่านย่าได้อยู่อย่างสงบสุขไม่ทุกข์ร้อนในแบบที่ต้องการจะดีกว่า”
ก็จริงดั่งเสิ่นเชียนเกอว่า ตั้งแต่ฮูหยินผู้เฒ่าพาบุตรสาวกลับมาพักอาศัยที่หอหนิงโช่ว นางก็ตัดขาดความสัมพันธ์กับจวนตระกูลใหญ่ทั้งหลายในเมืองหลวงนับแต่นั้นมา สองแม่ลูกปลีกวิเวกเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอย่างสงบแทน หากนางทำลายความสงบสุขนี้ลง ก็คงไม่พ้นเป็นบาปกรรมติดกายไปแน่ อีกอย่างการทำเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าในภายภาคหน้าจะก่อเกิดผลพวงวุ่นวายแบบใดตามมาด้วย
จริงอยู่ที่ท่านย่าและท่านอาหญิงของนางจะใช้ชีวิตตัดขาดจากโลกภายนอกตลอดไปเช่นนี้ไม่ได้ ตัวนางรู้ดีว่า การที่ท่านอาไม่ได้คบค้าสมาคมกับผู้อื่นเป็นเวลานาน ก็ทำให้ท่านมีอุปนิสัยที่ผิดแปลกไปและยิ่งทำให้ผู้อื่นมองนางในแง่ร้าย แต่กระนั้นก็เห็นได้ชัดว่า ในตอนนี้ก็ยังไม่ใช่โอกาสที่ดีเท่าไหร่นัก
เก๋อมามาสงบคำไม่ได้ทักท้วงสิ่งใดอีก หลังจากเทน้ำล้างเท้าทิ้ง และห่มผ้าห่มให้เสิ่นเชียนเกอเรียบร้อย มือหยาบกร้านก็เอื้อมไปจัดมุมผ้าห่มพลางมองคนบนเตียงด้วยความเอ็นดู “คุณหนูรีบเข้านอนเถอะเจ้าค่ะ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ทุกปัญหาย่อมมีทางออก บางทีตื่นมาพรุ่งนี้เช้า อาจจะมีทางแก้ไขก็ได้นะเจ้าคะ”
เสิ่นเชียนเกอพยักหน้ารับคำเบา ๆ จากนั้นเก๋อมามาจึงดับเทียนในห้องลงแล้วดึงม่านมุ้งให้ย้อยคลุมลงสู่พื้น ก่อนเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ทันทีที่แม่นมประจำตัวเดินพ้นไป คนกลัดกลุ้มใจก็ลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด ดวงตาเมล็ดซิ่งมองดูเพดานของม่านมุ้งอย่างเหม่อลอย ในหัวมีความคิดมากมายหมุนวนเวียนอยู่ไม่รู้จบ
หากไม่สามารถหาทางไปร่วมงานเลี้ยงวสันตกาลที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ได้จะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ แต่หนทางเดียวที่นางนึกออกและพอจะเป็นไปได้คือ …ขอความช่วยเหลือจากองค์หญิงห้า
ภพนี้ เมื่อได้สัมผัสใกล้ชิดกับสหายองค์หญิงโดยปราศจากทิฐิแล้ว เนื้อแท้ของนางก็เป็นเด็กสาวที่มีจิตใจดีและรักพวกพ้องมากคนหนึ่ง
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ในที่สุดเสิ่นเชียนเกอก็สามารถข่มตาหลับลงได้ เพราะได้อาศัยโชคลาภจากเยี่ยนอ๋อง บาดแผลบนใบหน้าของนางจึงดีขึ้นกว่ากาลก่อนถึงห้าส่วน ขนาดของบาดแผลก็เล็กลงด้วย จากรอยแผลลึกที่เคยยาวเท่าฝ่ามือ บัดนี้กลับหดเล็กลงเหลือเพียงแค่ขนาดเท่านิ้วโป้ง ด้วยความรวดเร็วเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้เสิ่นเชียนเกอร้อนใจเรื่องคิดที่จะช่วยเยี่ยนอ๋องมากขึ้นไปอีก
หากครั้งนี้นางทำสำเร็จ ไม่แน่ว่าบาดแผลบนใบหน้าของนางจะหายไปจนไม่เหลือร่องรอยเลยก็เป็นได้
เพราะผ่านการมีชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่ง เสิ่นเชียนเกอจึงสามารถปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าเดิม นิสัยมุทะลุ มักจะผลีผลามกระทำการใดไม่ยั้งคิด ก็กลับกลายเป็นความสุขุมรอบคอบและมั่นคงเข้ามาแทนที่ หลังจากคิดแผนการเสร็จสับ ไม่นานนักสตรีผู้ได้โอกาสมีชีวิตอีกครั้งก็ได้หลุดเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสมบูรณ์ ภายใต้ความเงียบสงัดของสวนรองหอหนิงโช่ว ดรุณีน้อยผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
******************************
ณ สวนหลัก จวนตระกูลเสิ่น
ยังไม่ทันที่เสิ่นฮูหยินจะได้เอนกายลงนอน ชิวมามาก็กระวีกระวาดเข้ามาภายในห้องเสียก่อน
สตรีผู้เป็นใหญ่ในจวนปรายตามองคนรับใช้ใกล้ชิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยห้วน ๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา บ่งบอกถึงโทสะที่ยังไม่จางหาย “มีอะไร?”
ชิวมามาก้มหน้าลงเล็กน้อยพลางรายงานเสียงเบา ผู้มีชนักปักหลังไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว “ฮู…ฮูหยินเจ้าคะ ฝั่งสวนรองดับไฟลงหมดแล้วเจ้าค่ะ…”
เสิ่นฮูหยินที่มีใบหน้าบูดบึ้งอยู่แล้ว เมื่อได้ยินชิวมามากล่าวมาเช่นนั้น สีชาดบนหน้าก็เปลี่ยนเป็นคล้ำดำจนหมดสิ้น ‘บุตรสาวผู้นี้ ดูเหมือนนับวันจะยิ่งปีกกล้าขาแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ เลยสินะ!’
“เหอะ! ในเมื่อนางไม่คิดไปงานเลี้ยง ในฐานะมารดา ข้าก็ไม่ควรบังคับนาง!” ไม่ทันสิ้นเสียง เสิ่นฮูหยินก็สะบัดแขนเสื้อด้วยโทสะจนทำให้ถ้วยน้ำชาที่วางอยู่กลางโต๊ะตกลงมาแตกกระจาย
เศษถ้วยกระเบื้องเคลือบใบงามกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย น้ำชาชั้นดีที่อยู่ภายในสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่ว บรรดาสาวใช้ที่คอยรับใช้อยู่ภายในห้องหวาดกลัวจนตัวสั่นในทันที
ชิวมามาเองก็สั่นเทาไปทั่วทั้งร่าง สาวใช้มากอาวุโสไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีกแม้แต่ครึ่งคำ อย่างไรก็ตาม ในใจนางกลับรู้สึกว่า ‘การกระทำของฮูหยินนั้นไร้เหตุผลสิ้นดี’
เงินค่าขนมของคุณหนูรองก็ระงับไปแล้ว แม้กระทั่งของใช้จำเป็นที่ทุกคนในจวนล้วนได้รับก็ไม่ยอมให้ ถูกกระทำรุนแรงถึงขั้นนี้ผู้ใดเป็นคุณหนูรองก็ต้องรู้สึกย่ำแย่ และยิ่งพอกพูนความรู้สึกห่างเหินต่อกันมากขึ้นไปอีก และเมื่อคุณหนูรองไม่ยอมคุกเข่าอ้อนวอน คนดื้อรั้นอย่างฮูหยินมีหรือจะยินยอม โทสะที่สั่งสมมาตั้งแต่ต้นของนางก็ต้องยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ และไม่รู้ว่าจะใช้วิธีการใดลงโทษบุตรสาวอีก …คุณหนูรองช่างโชคร้ายเสียจริง
******************************
ณ เรือนหลัก สวนรองหอหนิงโช่ว
ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังนั่งหลับตาทำสมาธิพลางนับลูกประคำที่ถูกร้อยไว้บนสร้อยในมือด้วยความสงบ แม้ภายนอกจะดูนิ่งสงบ แจ่มใส แต่ภายในใจกลับไม่เป็นเช่นนั้น จากเปลือกตาที่ขยับยุกยิกไม่ยอมหยุดเห็นชัดว่าจิตใจของผู้ชรากำลังร้อนรุ่มอย่างมาก
เสิ่นชิงชินที่นั่งอยู่ข้างกายก็รู้สึกร้อนใจไม่แพ้กัน เดิมทีตัวนางก็ไม่ถนัดเก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกอยู่แล้วจนเป็นเหตุให้ต้องหลบซ่อนตัวจากผู้คน แน่นอนว่าในมุมลึกที่สุดของหัวใจ เสิ่นชิงชินย่อมโหยหาความอบอุ่นและการยอมรับจากคนในตระกูล ดังนั้นสำหรับนางแล้ว การที่เสิ่นเชียนเกอผู้เป็นหลานสาวแท้ ๆ เข้ามาใกล้ชิดและให้ความสนิทสนมโดยไม่คิดรังเกียจ จึงเป็นประหนึ่งสิ่งมีค่ามากมายมหาศาล มหาศาลเสียจนนางไม่อาจทนเห็นความทุกข์ร้อนใด ๆ บังเกิดแก่ดรุณีน้อยผู้นี้ได้
ในสายตาของเสิ่นชิงชิน เสิ่นเชียนเกอกลายเป็นตัวแทนแห่งความหวัง เป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนาที่ว่า สักวันหนึ่งนางจะได้รับความรักความอบอุ่นจากคนในครอบครัวกลับคืนมาไปแล้ว
ทันใดนั้นเอง สาวใช้ผู้หนึ่งก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในห้องด้วยท่าทางร้อนรนก่อนจะรายงานเรื่องที่สวนหลักเชิญเถ้าแก่เนี้ยร้านเย็บปักมาวัดสัดส่วนคนในจวนเพื่อเตรียมตัดชุดใหม่ใส่ออกงานโดยไม่เรียกขานบอกกล่าวแก่คุณหนูรอง ให้ผู้เป็นนายทั้งสองฟัง
เสิ่นชิงชินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น “นี่พี่สะใภ้ไม่คิดจะพาเชียนเกอไปงานวสันตกาลจริง ๆ น่ะหรือ!”
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าจำต้องละออกจากความสงบแล้วลืมตาขึ้นเช่นกัน สตรีอาวุโสถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ชินเอ๋อร์ สิบปีที่แล้วเป็นอย่างไรจำได้หรือไม่? เจ้ายังไม่รู้จักนิสัยของพี่สะใภ้เจ้าอีกหรือ? เสิ่นเชียนเกอขัดคำสั่งนางเช่นนี้ แล้วนางจะทำตามความปรารถนาของเชียนเกอได้อย่างไร?”
วาจาของมารดาทำให้เสิ่นชิงชินหน้าถอดสีในทันที สตรีผู้หลีกเร้นจากผู้คนมานานแสนนานก้มหน้านิ่งอย่างปวดร้าว
‘ใช่แล้ว หากเสิ่นฮูหยินใจกว้างขนาดนั้นจริง แล้วนางและมารดาจะต้องระหกระเหินมาพักอาศัยอยู่ในหอหนิงโช่วที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมเฉกเช่นทุกวันนี้หรือ’
เสิ่นชิงชินถอนหายใจ ก่อนเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มให้มารดาด้วยความขมขื่น “ท่านแม่ ข้าทำให้ตระกูลเสิ่นต้องเสื่อมเสีย ช่างน่าอายยิ่งนัก”
เมื่อได้ยินบุตรสาวกล่าวคำตัดพ้อ ใบหน้าชราก็ปรากฏความไม่พอใจอย่างฉับพลัน ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวดุเสียงแข็ง “การที่เจ้าต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ไม่ได้เป็นความผิดของเจ้าเลยสักนิด! เจ้าก็เพียงแค่โชคร้ายเท่านั้น แล้วจะบอกว่าทำให้ตระกูลเสื่อมเสียได้อย่างไร!”
ที่ผ่านมา เสิ่นชิงชินได้ยินถ้อยคำทำนองนี้จากฮูหยินผู้เฒ่ามาแล้วนับร้อยครั้ง ในคราแรก ๆ นางยังคงคล้อยตามและเชื่อมั่น แต่เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป อีกทั้งยังมีคนคอยเสียดสีอยู่บ่อยครั้ง นางก็เริ่มสงสัยในตัวเอง และเริ่มเชื่อเช่นกันว่า ที่แท้แล้ว นางอาจจะมีดวงกัดกินสามีอย่างที่ใครเขาว่าจริง ๆ ดังนั้นจนทุกวันนี้สตรีผู้จมอยู่กับความทุกข์โศกจึงไม่เคยหลุดพ้นจากความคิดดูถูกและรังเกียจตัวเองได้เลยสักครั้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าที่เกรงว่าบุตรสาวจะกลับไปคิดมากเรื่องเก่า จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว “แล้วเรือนเล็กข้าง ๆ เป็นเช่นไรบ้าง?”
เมื่อได้ยินหัวข้อสนทนานั้น เสิ่นชิงชินก็หันมาสนใจเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ของหลานสาวที่รักและปล่อยวางความตรอมตรมเหล่านั้นไว้เบื้องหลังแทน
“บ่าวเห็นว่า เรือนของคุณหนูรองดับไฟหลังจากเถ้าแก่เนี้ยร้านเย็บปักกลับออกไปแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ผู้นั้นรายงาน
เสิ่นชิงชินเอ่ยต่อ “ท่านแม่ เช่นนั้น ข้าเกรงว่าเสิ่นเชียนเกอเองก็คงอยากจะไปร่วมงานเลี้ยงด้วยเป็นแน่เจ้าค่ะ”
ช่วงวัยของเสิ่นเชียนเกอ เป็นวัยที่สตรีจะรักสวยรักงาม สนใจการแต่งองค์ทรงเครื่องมากที่สุด งานเลี้ยงที่จ่างกงจู่จัดขึ้นก็ยิ่งใหญ่อลังการเป็นอย่างยิ่ง งานนี้บรรดาบุตรหลานจากตระกูลสูงศักดิ์จากทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนตั้งตาเข้าร่วมไม่ยอมพลาด หากเสิ่นเชียนเกอไม่ได้ไป ก็คงไม่พ้นถูกหญิงสาวในวัยเดียวกันหัวเราะเยาะใส่เป็นแน่
ครั้นเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่ายังเป็นสาวสะพรั่ง นางเองก็เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงของจ่างกงจู่เช่นกัน นางยังคงจดจำความรู้สึกที่ตนตั้งหน้าตารอคอยที่จะได้ไปร่วมงานเลี้ยงในครั้งแรกนั้นได้เป็นอย่างดี
คิ้วย่นของฮูหยินผู้เฒ่าขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงกล่าว “เอาล่ะ ข้ายังพอมีไมตรีกับจ่างกงจู่อยู่บ้าง ลองใช้ไมตรีของคนแก่อย่างข้าไปขอจดหมายเชิญจากจ่างกงจู่ให้เสิ่นเชียนเกอสักใบจะเป็นไรไป”
.
.
.