ข้าคือท่านย่า วัยเตาะแตะ

    ตอนที่42 นำของจำเป็นแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้าน

         เมื่อแยกย้ายกับพวกท่านพ่อแล้ว นายท่านใหญ่ตระกูลฝู่ก็อยู่ไม่ติดแล้ว รีบเรียกคนในตระกูลทั้งหมดมาทันที เพื่อให้เห็นผ้าทอใยแมงมุมเกราะสายฟ้าที่หลุดหลงมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ มันเป็นประโยชน์กับตระกูลฝู่อย่างมากๆ และยังได้ค้าขายกับคนที่มีจิตใจมีคุณธรรม และซื่อสัตย์มากๆอย่างคนของสามตระกูลนั้นอีกย่อมมีแต่เรื่องที่ดีๆเข้ามาสู่ตระกูลฝู่ของพวกเราจริงๆ

         “พวกเจ้ารีบไปเรียกนายท่านรอง กับพวกลูกๆของข้าให้มารวมตัวกันที่บ้านตระกูลใหญ่เดี๋ยวนี้นี่คือคำสั่งของข้า ต้องมากันทุกคน”นายท่านใหญ่ตระกูลฝู่ เมื่อส่งกลุ่มของเหนี่ยวเหนี่ยวออกจากร้านไปแล้วก็รีบเรียกประชุมคนในตระกูลฝู่ทั้งหมดทันที

         “ขอรับ นายท่านใหญ่”คนในตระกูลฝู่

         ทางตระกูลฝู่เมื่อพูดคุยกันในระหว่างตระกูลเรียบร้อยแล้วว่าจะทำอย่างไรกับผ้าผืนนี้ก็รีบติดต่อกลุ่มตระกูลที่เป็นพันธมิตรมาเนิ่นนานโดยทันที

         และไม่ใช่เพียงแค่ทางตระกูลฟู่ที่เข้ามาและรับรู้เรื่องราวแบบนี้เพียงเท่านั้น เหล่าพันธมิตรอย่างตระกูลซู ตระกูลเหลียง ที่ต่างก็ส่งข้อมูลถึงกันตลอดเวลาอยู่แล้วว่าตระกูลของผู้ใดมีของอะไรมาใหม่จะต้องมาแลกเปลี่ยนซื้อและขายกันเสมอ จึงทำให้รับรู้ว่าตอนนี้ในแต่ละตระกูลที่เป็นพันธมิตรที่แน่ทั้งสามตระกูลมีของดีอยู่ในมือแล้ว

         พวกเขาก็รีบรวมตัวกัน เพื่อจัดประชุมใหญ่แบบลับๆระหว่างตระกูลพันธมิตรร่วมเดียวกันทันทีเลย


     

    *****

         ส่วนผู้ที่ทำให้กลุ่มพันธมิตรฝ่ายคุณธรรมกำลังวุ่นวายอยู่ในตอนนี้ กำลังมีความสุขอยู่บนหลังเจ้าขาวผ่อง เงยหน้าโต้ลมอย่างสบายอกสบายใจ

         “ท่านพี่ พวกเราโชคดีจังเลยนะเจ้าคะดูสิพวกผ้าที่ได้มาไม่ต้องเสียเงินแม้แต่อิแปะเดียว มันน่าเหลือเชื่อมากเลยเจ้าค่ะ”ท่านแม่

         “ใช่จ้ะน้องหญิง นี่พวกเราใช้เงินไม่กี่ตำลึงทองเท่านั้นแต่ได้ขอบมาครบทั้งหมดแล้ว”ท่านพ่อ

         “ในตอนแรกข้าไม่คิดอะไรมากหรอกเจ้าค่ะที่จะใช้เงินตำลึงที่ได้มาหาซื้อผ้าพวกนี้ไปให้คนในหมู่บ้านของพวกเรา และเหนี่ยวเหนี่ยวเองก็เต็มใจมากๆที่จะให้น้องหาซื้อผ้าไปฝากพวกเขาทั้งหมดอีกด้วย นางบอกว่าเงินตำลึงหาไม่ยากเพียงแค่ออกหาของดีมาขายในตัวหนิงเมืองเพิ่มเพียงเท่านั้น ดูสิเจ้าคะตัวเล็กจ้อยแต่กลับมีความคิดอย่างผู้ใหญ่นัก 

         แต่ข้าเองก็พอใจที่จะทำแบบเดียวกันอย่างที่เหนี่ยวเหนี่ยวพูด อย่างน้อยๆให้ทุกๆคนได้อยู่ดีกินดีขึ้นมาแม้เพียงเล็กน้อยก็พอแล้ว และเงินก้อนนี้ที่เหลือข้าว่าพวกเราสมควรที่จะแบ่งให้พี่ฉือและพี่อี้ด้วยนะเจ้าคะ”ท่านแม่

         “พี่ก็คิดเช่นเดียวกับเจ้าแหละน้องหญิง แต่พี่รู้จักนิสัยของเจ้าสองเฒ่านั่นดีจะต้องปฎิเสธที่จะรับเงินตำลึงนี้อย่างแน่นอนแต่เดี๋ยวเรื่องนี้พี่จะจัดการเองไม่อย่างนั้นพวกมันคงจะไม่ยอมรับเงินตำลึงกองนี้ไปง่ายๆ”ท่านพ่อ

         “ได้เจ้าค่ะ ท่านพี่จัดการเรื่องนี้เลย”ท่านแม่

         “เดี๋ยวเรื่องของที่นำไปแจกจ่าย พี่ก็จะทำให้เองนะเจ้าไม่ต้องเหนื่อยในเรื่องนี้ เพียงแต่เตรียมของวางไว้ก็พอแล้ว”ท่านพ่อ

         “เจ้าค่ะ แล้วท่านพี่จะบอกคนในหมู่บ้านว่าอย่างไรเล่าเจ้าคะ”ท่านแม่

         “คงจะต้องบอกว่าเจอสมุนไพรหายากในป่าแบบบังเอิญ เลยนำไปขายได้เงินตำลึงทองมาจำนวนหนึ่ง และอีกอย่างพวกเราก็ซื้อข้าวของมาเยอะแยะแล้วไม่สามารถนำไปคืนได้

         พวกเขาจึงจะปฎิเสธได้ยากแล้วล่ะ ที่สำคัญข้าวของบางอย่างในตัวเมืองหนิงหวงช่วงนี้ก็มีทำการลดราคาและโละของเก่าๆออกมาขายหน้าร้านกันเยอะเสียด้วยจึงมีข้ออ้างในการพูดได้เป็นอย่างดีแน่นอนน้องหญิง”ท่านพ่อ

         “เจ้าค่ะ”ท่านแม่

         ท่านพ่อ และท่านแม่ ระหว่างนั่งเดินทางกลับหมู่บ้านก็พากันพูดคุยปรึกษาเรื่องเงินตำลึงที่เหลือกับข้าวของทุกอย่างที่หาซื้อมาในครานี้ว่าจะนำไปใช้อย่างไรบ้าง ในระหว่างที่พูดคุยกันไปด้วยก็คอยมองดูลูกสาวตัวน้อยอยู่ตลอดเวลาด้วย และพวกท่านก็พากันยิ้มอย่างมีความสุข

         “ดูเจ้าตัวเล็กสิเจ้าคะ?ผู้ใดสอนให้ลูกทำแบบนั้นกัน??”ท่านแม่

          “โอ้…น้องหญิงอย่ามองมาที่พี่เช่นนั้นพี่ไม่เคยสั่งสอนลูกสาวแบบนี้แน่นอนนะ”ท่านพ่อ รีบแก้ตัวอย่างร้อนรนเอ่ยปากก่อนเลยว่าไม่ใช่ท่าน

         “หรือเป็นเจ้าฝาแฝดหรือหลานๆกัน??เดี๋ยวเถอะถ้ารู้ว่าเป็นผู้ใดจะหยิกให้เนื้อเขียวเชียวสอนให้น้องสาวเป็นเด็กแสนซนทำกิริยาแบบเด็กผู้ชายเข้าไปกันใหญ่แล้ว”ท่านแม่

         “..............!!”ท่านพ่อ ได้ยินเช่นนี้ก็ถึงกับเอี้ยวตัวสะดุ้งเพราะยังจำรสนิ้วพิฆาตได้เป็นอย่างที่เพราะว่าท่านเองก็พึ่งจะโดนมาไม่นานนี้เอง 

         “มีลูกสาวอยู่คนเดียวแต่ก็ช่างแสนซนอะไรอย่างนี้ล่ะเจ้าคะ?? และยังเจ้าเล่ห์ไม่ใช่น้อยด้วยนะเจ้าคะท่านพี่”ท่านแม่

         “เอ่อ…..ก็จริงอย่างที่น้องหญิงว่านั่นแหละ”ท่านพ่อ ตอบเสียงไม่เต็มที่หนัก และกำลังคิดทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้งว่าไม่ใช่ข้าอย่างแน่นอนที่สอนเหนี่ยวเหนี่ยวทำแบบนี้

         แล้วเหนี่ยวเหนี่ยวนั้นกำลังทำอะไรอยู่ล่ะในตอนนี้น่ะ??ถึงขนาดทำให้ท่านแม่ต้องคาดโทษคนในครอบครัวว่าใครเป็นแบบอย่างหรือสอนนางกัน?

         ก็ตอนนี้เหนี่ยวเหนี่ยวเองกำลังนอนเอนหลังอย่างสบายใจ ขาก็ไขว้กันไปมาอย่างอารมณ์ดี ไม่เพียงเท่านั้นยังฮัมเพลงและผิวปากไปอย่างมีความสุขอยู่บนหัวเจ้าขาวผ่อง ส่วนเจ้าเด้งดึ๋งเองก็ไม่ต่างจากเจ้านายของมัน ฮึมฮัมเพลงตามภาษาและกระโดดึ๋งๆอยู่ไม่ห่างกัน

         ผิวปากนี่แหละนี่ท่านแม่ไม่ชอบใจนัก เจ้าตัวก็ยังไม่รู้สึกตัวยังคงนอนเอนหลังผิงบนหัวเจ้าขาวผ่องอย่างอารมณ์ดี โต้ลมบนท้องฟ้าเย็นชื่นฉ่ำสบายอกสบายใจ 

         “อากาศดีมากเลยนะเจ้าขาวผ่อง เจ้าเด้งดึ๋ง ลา…ล้า…ลัน…ล๊า…วี้ด….วิ้ว…”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “ใช่เจ้านาย”ขาวผ่อง เด้งดึ๋ง

         การบินขากลับรอบนี้เหนี่ยวเหนี่ยวไม่ได้สนใจที่จะเก็บเกี่ยวอะไรดีๆเลย เพียงแต่นั่งหลับตาผิวปาก ฮัมเพลงไปเรื่อยๆตลอดการเดินทางขากลับจนกระทั่งไปถึงหมู่บ้านของนางเลย

         “จะถึงหมู่บ้านแล้วนะเจ้านาย”เจ้าขาวผ่อง

         “อ้าวเหรอ..รวดเร็วจังเลยข้าเหมือนจะพึ่งได้เอนหลังพักผ่อนเองนะเนี่ย”เหนี่ยวเหนี่ยว

        “ก็ข้าเป็นเจ้าแห่งท้องนภาที่บินรวดเร็วที่สุดอย่างไรล่ะเจ้านาย..”เจ้าขาวผ่อง ก็อวดอ้างตัวตนอย่างไม่อายเลย

         “อือ….ข้ารู้แล้วน่าเจ้าช่างบอกหลายหนเสียจริงเลยข้าจดจำได้แม่นอยู่หรอก เจ้านกขี้โม้”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “โธ่เจ้านายข้าไม่ได้พูดขี้โม้อันใดนะ ขาวผ่องพูดเรื่องจริงไม่มีแต่งเลยแม้แต่นิดเดียว จริงไหมเด้งดึ๋ง??”เจ้าขาวผ่อง

         “จริงพี่ใหญ่ขาวผ่อง และเด้งดึ๋งเองก็เจ๋งมากเช่นเดียวกัน”เจ้าเด้งดึ๋ง

         “เฮ้อ….พอกันจริงๆเลยไม่รู้เลียนแบบมนุษย์คนใดมาหรือสัตว์อสูรที่ใดกัน”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “อ้อ…จากเจ้านายเจ้าคะ”ขาวผ่อง เด้งดึ๋ง

         “.............!!”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “ทุกๆคน ขาวผ่องจะบินลงสู่เบื้องล่างแล้วนะเจ้าคะได้โปรดเตรียมพร้อมด้วยเจ้าค่ะ”ขาวผ่อง รีบหันหัวของมันมาทางผู้โดยสารที่เหลือและเอ่ยบอกเตือนล่วงหน้า

         “พร้อมแล้วเจ้าค่ะ”

         “พร้อมแล้วขอรับ”

         “หวังว่าคงจะไม่…….”ท่านพ่อ กับพวกผู้ใหญ่คนอื่นๆต่างกำลังคิดว่า………

         “หวืด………..”

         “...................!!!”พวกผู้ใหญ่

         “เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ!!”ท่านพ่อ

         ไม่ทันที่จะคิดได้จบเจ้าขาวผ่องก็เริ่มบินโฉบเอียงซ้าย เอียงขวาอยู่ 2-3 รอบ ก่อนจะดิ่งลงอย่างนิ่มนวลลงสู่พื้นดินอย่างสวยงามอีกครั้งหนึ่ง

         “ตุ้บ……”ขาทั้งสองข้างของขาวผ่องลงสู่พื้นดินแล้ว

         แน่นอนว่าพวกผู้ใหญ่รีบพากันลงอย่างรวดเร็ว และพยายามที่จะยืนทรงตัวให้ดีที่สุดเลย 

         “ฟู่……..”พวกผู้ใหญ่

         “ฮิ…..ฮิ…..สนุกจังเลยขาวผ่อง”

         “ทีหลังขออีกนะบินแบบนี้น่ะขาวผ่อง”

         “ขาวผ่องบินได้ถูกใจข้ามากเลยขอรับ”

          “ขาวผ่องบินได้นิ่มนวม และสนุกสุด”

         “ขอบใจนะขาวผ่อง”

         “.................!!”พวกผู้ใหญ่ได้ยินคำพูดชม พร้อมคำขอในรอบต่อๆไปถึงกับพากันหน้าซีดอีกรอบ ทั้งๆที่พึ่งจะปรับตัวกันได้แล้วสำหรับการบินที่ช่างจะทำให้พวกท่านได้หัวใจวายกัน

         “ได้เจ้าค่ะ ขาวผ่องรับปากเลย”เจ้าขาวผ่อง เชิดคอของตนเองอย่างภาคภูมิใจกับคำชมหลากหลายปากจากเหลนๆของเจ้านายของมัน

         “ข้าคิดว่าน่าจะเคยชินกับการบินแบบนี้แล้วนะ แต่พอถึงเวลาทีไรก็จะเวียนหัวทุกทีสิน่า”หลานชายคนโตสงสง

         “จริงขอรับ มันน่าเวียนหัวอยากจะอาเจียนมากจริงๆ”หลานชายรองหม่าหม่า

         “พวกเด็กๆ รู้สึกสนุกสนานกัน แต่ไอ้พวกเรานี่น่ะสิจะแย่เอา”หลานชายสามหลางหลาง

         “คงจะมีทางเดียวที่ข้ากับพวกเจ้าจะทำได้??”หลานชายสี่เมาเมา

         “ทางใดกันเล่า??”หลานชายคนอื่นๆหันมาหาเพื่อได้รับคำตอบ แต่ว่าคำตอบที่ได้ก็คือว่า…

         “ก็แค่ทำใจไงเล่าขอรับ..”หลานชายสี่เมาเมา

         “ปัทโธ่เอ๊ย…!!!ไอ้….”หลานชายคนโตที่จะยกขาเตะน้องชายคนเล็กของบ้าน 

         “ไอ้หยา….ข้าก็พูดตามความจริงนี่ขอรับจะมาโมโหข้าทำไมกัน ข้าไปก่อนล่ะนะ..”หลานชายสี่เมาเมารีบวิ่งหนีกลุ่มพวกพี่ชายไปก่อนเลย

         “เฮ้อ…..”หลานชายคนอื่นๆพากันส่ายหน้าและหัวเราะกันไปด้วยความสนุกสนาน

         “เด็กๆ พวกเจ้าจะไปที่ไหนกันต่ออีกหรือไม่กัน”ท่านแม่

         “ไม่ขอรับ”

         “ไม่เจ้าค่ะ”

         “ถ้าอย่างนั้นพากันไปนั่งเล่นอย่าไกลจากตัวบ้านกันเล่า ทวด ท่านย่า และพวกท่านแม่ของพวกเจ้าจะต้องจัดการเรื่องข้าวของที่ซื้อมาจากในตัวเมืองหลวงให้เรียบร้อยก่อน”ท่านแม่

         “เจ้าค่ะ ท่านย่าทวด”

         “ขอรับ ท่านย่าทวด”

         “เจ้าค่ะ ท่านแม่”เหนี่ยวเหนี่ยว

         พวกเด็กๆพากันรับปากผู้ใหญ่ว่าจะไม่พากันออกไปเดินเที่ยวที่ไหนกันต่อแล้ว จะอยู่เล่นแถวๆบ้านของเหนี่ยวเหนี่ยวกัน

         ทางด้านพวกผู้ใหญ่รีบนำของออกมาจากแหวนมิติ และกำไลมิติที่เหนี่ยวเหนี่ยวทำให้ เพื่อนำมาแบ่งแยกเป็นส่วนๆออกจากกันก่อน

         มีส่วนของครอบครัวของพวกเราทั้ง 3 ตระกูลที่แบ่งเสร็จก่อนอันดับแรกและนำเก็บเข้าแหวนมิติ และกำไลมิติ หลังจากนั้นที่เหลือก็จัดแบ่งแต่ละครอบครัว ซึ่งแน่นอนว่าพวกท่านนั้นรับรู้และจดจำได้หมดว่าครอบครัวของแต่ละตระกูลมีกันทั้งหมดกี่คนบ้าง 

         แต่ละบ้านจะได้ข้าวของ ผ้า ฯลฯ ต่างๆครบคนทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวว่าบ้านไหนคนน้อย หรือคนมากจะได้ของจำนวนเท่ากันเพราะถ้าแบ่งแบบนั้นย่อมทำให้บ้านที่มีคนเยอะย่อมจะไม่สามารถที่จะมีของใช้ ของกินได้ทั่วถึงกัน

        และเป็นอะไรที่คนในหมู่บ้านต่างก็เข้าใจกันตรงนี้เป็นอย่างดี พวกเขามีความสามัคคีกันมากๆ ไม่เคยคิดว่าบ้านนี้คนน้อย บ้านนี้คนมากกว่าจะได้รับของมากไปน้อยไปอะไรแบบนี้ไม่เคยมีผู้ใดคิดในด้านความเห็นแก่ตัว มีแต่คอยช่วยเหลือดูแลกันและกันเสมอไป ถึงจะยากจนลำบากกันแค่ไหนแต่ความที่มีน้ำใจต่อกันจึงทำให้หมู่บ้านชานเมืองแห่งนี้สงบสุข และมีความสุขในแบบของพวกเขามาโดยตลอด

         “ของที่แยกออกมาเป็นส่วนๆพวกนี้ก็เดี๋ยวให้ท่านผู้เฒ่าจัดการให้อีกทีก็ละกันนะ ถ้าท่านเอ่ยปากให้ช่วยพวกเราก็คอยช่วยรอบนอกก็พอ”ท่านพ่อ

         “ได้ๆข้าก็เห็นชอบตามเจ้านั่นแหละ ท่านพ่อเฒ่าจัดการให้จะดีที่สุด”ท่านลุงอี้

         “เดี๋ยวพวกเจ้าคอยช่วยตรวจดูข้าวของพวกนี้อีกสักรอบหนึ่งน่ะ เพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละห่อไม่มีห่อไหนขาดสิ่งใดอีก”ท่านลุงฉือ

         “ได้เจ้าค่ะ” “ได้ขอรับ” พวกพี่ชาย พี่สะใภ้ หลานชาย หลานสะใภ้ ต่างก็ช่วยกันทำเป็นอย่างดี 

         ส่วนทางด้านท่านแม่ และท่านป้าก็เตรียมพร้อมที่จะทำอาหารมื้อต่อไปกันเลย ถือว่าวันนี้ทำอาหารกันแต่หัววันเพื่อเฉลิมฉลองกันอีกครั้งหนึ่งอีกด้วย

         “เรียบร้อยแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ”พวกพี่ชาย พี่สะใภ้ หลานชาย หลานสะใภ้

         “ดีๆ”ท่านลุงฉือ

         “พวกเจ้าแยกย้ายไปทำอย่างอื่นได้เลย เดี๋ยวเรื่องหลังจากนี้พวกข้าทั้งสามคนจะจัดการเอง”ท่านพ่อ

         “เจ้าค่ะ” “ขอรับ”พวกพี่ชาย พี่สะใภ้ หลานชาย หลานสะใภ้ 

         ทางด้านพวกผู้หญิงไปรวมตัวกับท่านแม่ และท่านป้าทั้งสองเพื่อสอบถามว่าทำอาหาร หรือขนมอะไรกันบ้าง และอยู่ช่วยกันทำอาหารเพราะเย็นนี้จะกินอาหารมื้อเย็นร่วมกันอีกครั้งสำหรับคนทั้ง 3 ตระกูล

         ส่วนพวกผู้ชายที่แยกออกมาต่างก็พากันไปตรวจสอบดูเครื่องไม้เครื่องมือทำการเกษตรต่างๆ และคอยพูดคุยปรึกษาการใช้พลังธาตุในแบบที่น้องเล็ก ท่านอาเล็ก ของพวกเขาพึ่งจะสั่งสอนกันอีกด้วย

          ทางด้านท่านพ่อกับท่านลุงทั้งสอง ต่างก็พากันไปที่บ้านท่านผู้เฒ่ากู่ที่มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้าน หรือก็คือผู้ที่เคยเป็นเพื่อนกับท่านปู่ ท่านย่า ของเหนี่ยวเหนี่ยวนั่นเอง มีไม่กี่คนที่รอดพ้นชีวิตในยามยากลำบากกับสถานการณ์ในอดีตที่มีหลายคนต้องเสียชีวิตไป

         “เอ้า….รับไปเจ้าสองเฒ่า”ท่านพ่อ รีบโยนถุงบางอย่างปาไปที่ท่านลุงทั้งสอง

         “โอ๊ะ…..!!เจ้าเฒ่าหวังเล่นอะไรกันนี่”ท่านลุงฉือ

         “เอ๊ะ!!..นี่มันถุงเงินนี่หน่า เฒ่าหวังนี่เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน?”ท่านลุงอี้

         “จริงด้วย นี่มันถุงเงินนี่หน่าพวกข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าจะไม่….”ท่านลุงฉือ

         “หยุดพูดโวยวายน่าเจ้าสองเฒ่า ถ้าพวกเจ้าไม่รับก็เอาทิ้งไปตรงข้างทางนี่แหละ น่ารำคาญจริงๆข้าไปก่อนล่ะเดี๋ยวจะช้าไปกว่านี้คนในหมู่บ้านไม่ทันได้เอาอาหารพวกนี้ไปทำอาหารมื้อต่อไปกันหรอก”ท่านพ่อ รีบเร่งฝีเท้าเดินไปด้านหน้าอย่างไม่รอพวกท่านลุงทั้งสองเลย

         “ขอบใจมากเจ้าเฒ่าหวัง..”ท่านลุงฉือ ท่านลุงอี้ มองตามหลังท่านพ่อของเหนี่ยวเหนี่ยวด้วยความซึ้งใจกับเพื่อนเป็นเพื่อนตายผู้นี้

         พวกท่านไม่รู้จะเอ่ยคำใดมากไปกว่านี้ แต่ก็พามองถุงเงินที่เต็มไปด้วยเงินตำลึงทอง อดไม่ได้ที่จะน้ำตาคลอ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามทีที่พวกท่านสามคนเคยหามาได้ก็จะมาแบ่งเท่าๆกันเสมอมา ตั้งแต่พวกท่านจำความได้ทำแบบนี้เรื่อยมา

         แต่ว่าครั้งนี้พวกท่านไม่อยากจะรับจริงๆ เพราะที่เหนี่ยวเหนี่ยวให้ครอบครัวของพวกเขาทั้งสองตระกูลก็มากพอแล้วไม่ว่าจะเป็นกำไลมิติ แหวนมิติ ไหนจะเนื้อสัตว์อสูรอีก สิ่งเหล่านี้มันมีค่าเกินพอสำหรับตระกูลธรรมดาอย่างตระกูลอี้ ตระกูลฉือจะหามาได้ แต่ตระกูลหวังก็ยังเห็นพวกเขาเป็นครอบครัวเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลงทำอย่างที่เคยทำมาตลอด

         

    ************

         ในที่สุดเหนี่ยวเหนี่ยวก็พาทุกๆคนกลับถึงหมู่บ้านกันแล้ว และท่านพ่อ ท่านแม่ ก็นำของที่หาซื้อมาในตัวเมืองหนิงหวงแบ่งไปแจกจ่ายทุกๆคนในหมู่บ้านอีกด้วย 

         เป็นการช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งสำหรับตระกูลหวังที่วาดหวังไว้ว่าจะให้หมู่บ้านชานเมืองแห่งนี้จะเป็นหมู่บ้านที่ดีขึ้น คนในหมู่บ้านใส่เสื้อผ้าอุ่นๆ กินอิ่มกันทุกมื้อ

     


    คล้ายกับเรื่องข้าคือท่านย่า วัยเตาะแตะ ที่คุณอ่าน