ในคืนนั้น อนาเธอร์เอนกายลงบนเตียง ด้วยรอยยิ้มบางๆที่ยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
หลังจากที่ได้ใช้เวลาอยู่กับไอริน สายตาของเขาแสดงความพึงพอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ไอรินคือคู่ต่อสู้ที่ไม่ได้ทำให้เขาเหน็ดเหนื่อย แต่กลับสร้างความรู้สึกอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน
สำหรับเขาแล้ว การถูกเธอ "จัดการ" จนแทบหมดสภาพนั้น กลับให้ความรู้สึกของการพักผ่อนในวิถีของนักรบ—เป็นความสุขอันเรียบง่ายและบริสุทธิ์ที่เขาไม่เคยคาดหวังจะได้เจอ
“นอนพักผ่อนเถอะค่ะ”
“พรุ่งนี้เช้านายน้อยจะต้องลงแข่งขัน..”
หลังจากที่สานสัมพันธ์กันสักพัก ทั้งสองก็นอนหลับไหลไปอย่างสบายอารมณ์
ไม่นาน เช้าวันใหม่ก็มาถึงพร้อมกับแสงอาทิตย์แรกที่สาดส่องลงมายังมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์ บรรยากาศในวันนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของนักเรียนชั้นปีที่ 1 ที่รอคอยการแข่งขัน
“ฉันจะต้องเป็นที่หนึ่งแน่นอน!”
อนาเธอร์รู้สึกได้ถึงพลังงานที่พลุ่งพล่านทั่วบริเวณมหาวิทยาลัย ราวกับคลื่นแรงขับจากความคาดหวัง และความท้าทายที่สะท้อนผ่านแววตาของเหล่านักเรียนที่ต่างเต็มไปด้วยไฟปรารถนา
บนลานกว้างที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับงานใหญ่ครั้งนี้ นักเรียนทุกคนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันได้มารวมตัวกันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกัน ลานกว้างนี้รายล้อมไปด้วยที่นั่งอัฒจรรย์ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนจากทุกชั้นปี
ผู้เล่นจากกิลด์ต่างๆ รวมถึงผู้ชมจากภายนอกก็ได้รับเชิญเข้ามาร่วมสนุกมากมาย พวกเขามาเพื่อมองหาเมล็ดพันธุ์ที่มีพรสวรรค์
“เห้ย วันนี้คิดว่าใครจะชนะกันวะ?”
“ฮึ่ม! แน่นอนว่าต้องเป็นทีมของฉันดิ พวกฉันพยายามอย่างหนักจนมีเลเวล 180 กันแล้วละ”
“เหอะๆ อย่าหวังไปเลย ตัวเต็งในรูปแบบทีมคือสองทีมอย่างโรคานและซิกม่าตังหาก”
นักเรียนหลายคนต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น ทั้งหมดสวมชุดที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อใช้ในการต่อสู้ในสนามประลอง ทั้งชุดหนัง เสื้อเกราะเบา ผ้าคลุมที่เคลื่อนไหวสอดรับกับพลังอาชีพที่ตนมี
ไม่ว่าจะเป็นนักสู้สายพละกำลัง นักเวทที่ใช้มนตรา หรือนักลอบสังหารที่มีฝีเท้าเงียบเชียบและคล่องแคล่ว ทุกคนต่างมีเอกลักษณ์ที่สะท้อนผ่านการแต่งกายและอาวุธของตนอย่างโดดเด่น
“มาแล้ว ตาแก่ที่ไม่ค่อยปรากฏตัว!”
เสียงฮือฮาจากฝูงชนดังขึ้น ขณะที่ผู้อำนวยการของมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์เดินขึ้นไปยืนบนแท่นประกาศ
ตาแก่หัวล้านซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้อำนวยการผู้ช่ำชองด้านเวทมนตร์ ได้กวาดสายตามองดูนักเรียนที่ตั้งแถวรอบลานกว้างอย่างภาคภูมิใจ และเขาได้ยกมือขึ้นเบาๆ
เสียงทั้งหมดในลานกว้างก็เงียบลง
“ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การแข่งขันแห่งเกียรติยศของนักเรียนชั้นปี 1 แห่งมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์!”
ผู้อำนวยการกล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวานและหนักแน่น
“การแข่งขันในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประลองฝีมือ แต่ยังเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้และพิสูจน์ความแข็งแกร่งในตัวของทุกคน จงใช้เวทีนี้ในการเผยศักยภาพให้เต็มที่ ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นนักรบ นักเวท หรือผู้ใช้พลังแบบใดก็ตาม ขอให้แสดงความสามารถออกมาให้หมด!”
เสียงปรบมือและเสียงเชียร์ดังกึกก้องทันทีที่ผู้อำนวยการจบคำกล่าว เสียงเชียร์นั้นกระหึ่มไปทั่วทั้งอัฒจรรย์ ทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะได้เห็นการต่อสู้อันน่าทึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นบนลานประลองขนาดใหญ่ที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี
“เริ่มกันได้เลย!”
รอบแรกของการแข่งขันจะเป็นการประลองแบบทีม นักเรียนที่ลงทะเบียนเข้าแข่งขันจะถูกแบ่งออกเป็นทีมย่อย ทีมละ 5 คน ต่อสู้กันในสนามประลองที่แยกย่อยออกไปหลายแห่งพร้อมกัน
มีทีมเข้าแข่งขันเกือบหนึ่งร้อยทีม แต่ละทีมล้วนมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ตั้งแต่การต่อสู้ระยะประชิดไปจนถึงการใช้เวทมนตร์
สร้างให้การแข่งขันนี้เป็นการประลองที่เต็มไปด้วยกลยุทธ์และทักษะการประสานพลัง
“นี่นะเหรอการต่อสู้แบบทีม.. ”
“ฉันเองก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก!”
อนาเธอร์ที่ลงแข่งขันในรอบเดี่ยวยังคงไม่มีชื่อในรอบนี้ เขาจึงขึ้นไปนั่งบนที่นั่งของผู้ชมเพื่อรอชมการแข่งขันของเพื่อนร่วมรุ่น
“เปรี๊ยง!เปรี๊ยง!เปรี๊ยง!”
บรรยากาศของลานประลองแต่ละแห่งเต็มไปด้วยเสียงการปะทะอันดังสนั่น อาวุธแสงอันเจิดจ้าต่างปลดปล่อยพลังกันอย่างไม่ยั้ง
รอบด้านมีม่านพลังเวทมนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยอาจารย์ซึ่งเป็นจอมเวทระดับสูง สามารถป้องกันพลังโจมตีไม่ให้กระทบไปยังผู้ชม
พลังของเหล่านักเรียนรุ่นเยาว์ที่ถูกปลดปล่อยออกมาราวกับจะท้าทายฟ้าและดิน ยิ่งเพิ่มบรรยากาศของการแข่งขันให้ร้อนระอุยิ่งขึ้น
“...............”
สายตาของอนาเธอร์จับจ้องไปที่การต่อสู้บนลานประลองหลายแห่งที่เกิดขึ้นอย่างดุเดือด
ทุกทีมต่างพยายามแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ นักเวทของแต่ละทีมร่ายเวทมนตร์ต่างๆ เพื่อป้องกันและสนับสนุนเพื่อนร่วมทีม
นักรบและนักลอบสังหารเคลื่อนไหวรวดเร็ว พร้อมกับการโจมตีที่รุนแรง บางทีมประสานงานกันอย่างคล่องแคล่วจนเป็นหนึ่งเดียว
“หยุดพวกมันเอาไว้.. ไม่ทันแล้ว!”
บางทีมกลับมีความสับสนจากความต่างของพลังและทักษะ ทำให้กลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกศัตรูเข้ามาโจมตีอย่างต่อเนื่อง
“ไม่เลว.. อาชีพสายสนับสนุนสินะ”
หนึ่งในทีมที่สะดุดตาของอนาเธอร์คือ ทีมที่ประกอบด้วยนักเวทสี่คนและนักดาบหนึ่งคน ผู้มีอาชีพนักเวททั้งสี่ได้ใช้เวทมนตร์เสริมพลังให้กับนักดาบมากมาย ซึ่งมันสามารถเพิ่มความรวดเร็วและความแข็งแกร่งในการโจมตีของเขาได้ถึงขีดสุด
【ทักษะสกิล คมดาบเริงระบำ】
นักสู้คนนั้นเหวี่ยงดาบเข้าใส่คู่ต่อสู้ด้วยความเร็วและพลังที่ไม่ธรรมดา เปลวเพลิงจากเวทมนตร์ที่เสริมแรงเพิ่มความร้อนระอุให้กับคมดาบ ทำให้ทุกการโจมตีที่ฟาดลงไปเกิดระเบิดของเปลวไฟ เกิดเป็นเสียงปะทะของอาวุธและพลังเวทที่ดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วสนาม
“เน้นไปที่การโจมตีของนักดาบคนนั้น?”
อนาเธอร์รู้สึกชื่นชมในทักษะของทีมนี้ที่มีความสามัคคีและความเข้าใจในการผสานพลังเป็นอย่างดี
ขณะที่การแข่งขันดำเนินไป ความเข้มข้นของการต่อสู้ในแต่ละสนามก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
เสียงเชียร์และเสียงโห่ร้องจากผู้ชมดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับจะส่งพลังให้กับนักเรียนทุกคน
อนาเธอร์สัมผัสได้ถึงแรงกระตุ้นที่เพิ่มขึ้นในหัวใจตนเองเช่นกัน เขารู้สึกว่าการต่อสู้เหล่านี้เป็นเพียงบทนำของการแข่งขันทั้งหมด
ซึ่งในไม่ช้า ความสนุกที่แท้จริงกำลังจะมาถึงในรอบเดี่ยวที่พวกเขาจะได้ลงสนามเอง
ไม่นาน เวลาค่อยก็ล่วงเลยไป ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้มอ่อนในยามเย็นอันน่าหลงใหล
ขณะที่การแข่งขันแบบทีมดำเนินไปอย่างเข้มข้นและดุเดือดทุกวินาที สนามประลองเต็มไปด้วยเสียงคำรามของพลังมหาศาล เสียงอาวุธที่ปะทะกันดังสะท้านลั่น บรรดาผู้ชมบนอัฒจรรย์ต่างเฝ้ามองด้วยความตื่นเต้นราวกับต้องมนต์สะกด
ทุกสายตาได้จับจ้องไปยังลานประลองอย่างไม่กะพริบ ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่นักเรียนทุกคนรอคอย—ช่วงเวลาที่จะค้นหาทีมนักเรียนที่แข็งแกร่งที่สุดของชั้นปีที่ 1
และบัดนี้ สนามประลองได้ถูกส่งมอบให้กับทีมที่ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นในวันนี้
“มาแล้ว! ตัวเต็งที่จะชนะเลิศในการแข่งขัน ทีมไกรลอส นำมาโดยอาชีพระดับตำนาน อัศวินแสงศักดิ์สิทธิ์ โรคาน”
“อืม? ไม่ผิดคาด! พวกเขาทั้งหมดต่างมีเลเวล 200 กันแล้ว.. อีกทั้งยังมีอาชีพระดับตำนานอยู่ในทีมถึงสามคน!”
ทีมผู้เล่นกลุ่มแรกก้าวขึ้นสู่ลานประลอง พวกเขาคือกลุ่มที่เปล่งประกายพลังอำนาจอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเห็น สมาชิกแต่ละคนมีบุคลิกและอาชีพที่หลากหลาย แต่เมื่อมายืนรวมกัน กลับสร้างออร่าที่ทำให้ผู้ชมต่างฮือฮาด้วยความตื่นเต้น
“รอบชิงชนะเลิศเจอกับปาร์ตี้ของเจ้าซิกม่าจริงๆด้วย!”
ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าทีมยืนเด่นอยู่ตรงกลาง ใบหน้าของเขาดูเฉยชาอย่างไม่สนใจ เขาคือผู้มีอาชีพระดับตำนาน อัศวินแห่งแสง ร่างกายที่สูงใหญ่ ผิวพรรณกร้านแดดและดูแข็งแกร่ง เสื้อเกราะที่เขาสวมใส่เปล่งประกายด้วยสัญลักษณ์แห่งแสงสีทองซึ่งสลักไว้อย่างประณีต
ไม่เพียงแค่นั้น ดาบที่ประดับด้วยเพชรน้ำงาม ยังคงเปล่งประกายเรืองรองทุกครั้งที่สะบัดคมเข้าสู่แสงอาทิตย์
“หึ? ไอ้เจ้าซิกม่ามันคาดหวังจะชนะเลิศในการต่อสู้แบบทีม แต่คิดเหรอว่าพวกเราจะส่งมอบชัยชนะให้กับมันได้ง่ายๆ”
ข้างหลังอัศวินศักดิ์สิทธิ์คือร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิท ชุดที่ขับเน้นให้เห็นถึงความเย็นชาและความลึกลับอันทรงเสน่ห์ เธอคือนักรบเงาที่ครอบครองพลังในการโจมตีที่รวดเร็วและรุนแรง ในมือของหญิงสาวถือดาบยาวคมกริบสองเล่มที่ปลายดาบสะท้อนแสงจางๆ
หญิงสาวเฉยชาคนนี้มีทักษะการต่อสู้ที่เน้นการโจมตีศัตรูด้วยความรวดเร็ว เหมือนเป็นเงามรณะที่พร้อมจะกวาดล้างทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เธอจะคอยเคลื่อนไหวอยู่ในมุมมืดที่มองไม่เห็น และพุ่งเข้าโจมตีในจังหวะที่ศัตรูตั้งตัวไม่ทัน ทำให้ศัตรูถึงกับสิ้นหวังได้ในพริบตา
“ระวังหน่อยนะคะไอเน่.. ยังไงพวกเขาก็สามารถมาถึงรอบชิงชนะเลิศได้!”
อีกสองคนที่เหลือยืนอยู่ขนาบข้างในแนวหลัง คนแรกคือหญิงสาวในชุดคลุมยาวสีม่วงเข้ม ผู้ที่ทำให้ทุกคนในสนามประลองเงียบงันเมื่อเธอปรากฏตัว เธอคือผู้มีอาชีพแห่งตำนานที่น่าสะพรึงกลัว จอมมนตราแห่งสายฟ้า
ผมสีดำยาวสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเย็น ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายเย็นเยียบแห่งความมั่นใจและความสงบ แต่ภายในแฝงไว้ด้วยพลังที่พร้อมจะปลดปล่อยสายฟ้าที่รุนแรงและไร้ปรานี
ทุกครั้งที่เธอร่ายมนตรา ท้องฟ้าจะมืดครึ้มด้วยเมฆพายุกระหึ่ม และสายฟ้าที่ส่องแสงจ้าพร้อมจะโจมตีเป้าหมายในชั่วพริบตาเดียว สายฟ้าเหล่านั้นไม่ได้แค่ทำลายร่างกายของศัตรู แต่ยังแผ่ความกลัวไปยังจิตใจของพวกมัน
“หึ? พวกมันจะแน่ซักแค่ไหนกันฟางซิน”
ถัดไปด้านข้างของเธอคือ นักอัญเชิญแห่งพงไพร ชายหนุ่มที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าทอจากเส้นใยธรรมชาติ เขายืนอยู่ในท่าทางที่สงบเสงี่ยมและสง่างาม ผู้ชมต่างรู้ดีว่าความสามารถของเขาไม่ธรรมดา เขาสามารถเรียกสรรพสัตว์และพลังแห่งพงไพรมาเป็นพันธมิตรในการต่อสู้
ด้วยการยกแขนเพียงครั้งเดียว ต้นไม้ยักษ์ที่ถูกอัญเชิญจะปรากฏขึ้นเพื่อปกป้องเขาและเพื่อนร่วมทีม
ทีมทั้งห้านี้ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดจากผู้ชมในสนาม ไม่เพียงแค่พลังอันน่าเกรงขามที่แสดงออกมา แต่ยังมีการวางแผนและความสมดุลของทีมที่ลงตัวจนเป็นที่ประทับใจของทุกคน
“หืมมม.. แต่ละคนไม่ธรรมดาเลยแฮะ”
อนาเธอร์บ่นพึมพำและจ้องมองไปยังทีมนี้อย่างสนใจ เพราะเขาเองก็ไม่เคยเห็นนักเรียนชั้นปี 1 ที่แข็งแกร่งแบบนี้มาก่อนเลย