ใต้ราตรีกาลย้วงแย้มประดับดาวอันชวนฝัน ตำหนักนิรนามโออ่าน่าลุ่มหลง ตระการตาดวงดาวกำลังจะร่วงโรยลาลับขอบฟ้า ท้องฟ้ามืดมิดสาดแสงสว่างขึ้นที่ละน้อย ดวงตะวันกลมโตนำพารุ่งอรุณจุดเริ่มต้นของการสูญสิ้นมาสู่โลกหล้าอย่างเงียบงันจนผู้คนต้องจารึก ราวกับว่าเหตุการณ์หลังจากวันนี้ไปจะกลายเป็นราวกับฝันร้ายตื่นหนึ่งที่แสนยาวนาน ....โดยที่ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าผืนภพกำลังจะกลายเป็นอเวจีสีเลือด พังพินาศย่อยยับ
ท้องฟ้าจะรุกเป็นไฟแดงชาด ชโลมฉากเงาไร้สี ราวกับโลกาขับขานบทเพลงมรณะบทสุดท้าย แม้จะไม่มีผู้ใดได้ยลยินก็ตาม เพื่อสดุดีแด่โลกหล้าที่แหลกเป็นจุณ เพื่อสรรเสริญให้กับสุดยอดผู้ทะเยอทะยาน
ศิลา..............
เสียงสายลมพัดผ่านราวกับเสียงพิณดีดท่วงทำนองเร่งร้อนรัว.... ศิลาบุกทะลวงเหล่าเทพสงครามนับพันด้วยตัวคนเพื่อจะเข้ามายังตำหนักนิรนาม และยังคงบุกฝ่าเข้าไปอย่างไม่มีหยุด
ความจริงศิลาไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ ไม่ว่ายังไงสุดท้ายเขาก็คือเป้าหมายของไดอาโบ แต่ทว่ามันเป็นสิ่งที่เรียกว่าสันดาลของคนที่เสพติดความเร้าใจ โหยหาสิ่งท้าทาย และนิสัยที่ต้องลอบประเมินคู่ต่อสู้ก่อนตลอด
ระวัง!... มันมาแล้ว แม่ทัพเทพสงครามหนุ่มในชุดซามูไรสีแดงเลือดนามว่าเอเทมตวาดลั่นร้องบอกลูกน้องเมื่อเห็นศิลาอยู่ไม่ไกล
ศิลามาถึงทางเดินภายในตำหนัก ทว่าติดตรงที่เส้นทางมันยาวเกินเสียนี่ หนำซ้ำยังถูกหมารอบกัดอย่างไดอาโบเล่นงานด้วยเวทมนต์ลวงตา ทำให้เขาต้องวกไปวนมา
ศิลามองรูปปั้นตามทางเดินอย่างพิจรณาขณะรับมือกับเทพสงครามหลายสิบคน
งู!... ? ไม่ใช่!!.. มังกรแบบจีนมากกว่า ส่วนนั่นลิง ครุฑสองตน หญิงสาว หนู ยักษ์ ลิง
ไอ้รูปปั้นพวกนี้มันคุ้นๆแหะ เหมือนกับสัตว์อสูรและแม่หวานใจของเราเลย.. แม้จะหน้าตาต่างกันแต่คล้ายมาก คล้ายจริงๆ
ไม่มีเวลาให้ครุ่นคิด เอเทมกระชากเสียงดังลั่น ลุยยย!....
หอกอาบคลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์สีทองสาดแสงปกคลุมทั่วทางเดิน การโจมตีหนักหน่วงนี้เป็นการทักทายผู้บุกรุก พวกเทพสงครามรู้ดีว่าบุรุษคนนี้เป็นใคร แม้เครื่องแต่งกายเขาจะไม่คุ้นตา ใบหน้าที่เปลี่ยนไปสามในสี่ส่วน แต่พวกเขาจำได้ขึ้นใจถึงบุรุษที่สามารถสยบอาบาไนลงได้ แม้อาบาไนจะยังใช้พลังไม่ถึงขีดสุดก็ตาม ทว่ายังไงเสียชายคนนี้ก็คือตัวอันตราย
ควรทราบ เกมเดม่อนลอร์ดอวตารของผู้เล่นจะจำลองหน้าตารูปร่างสัดส่วนมา 80% และระบบจะปรับแต่งให้อีก 20% แต่ทว่าศิลาในตอนนี้ระบบลบการปรับแต่ง 20% นั้นออกไป แทนที่เข้ามาด้วยการใช้รูปร่าง หน้าตา สัดส่วนรูปร่างจริงเขาทุกระเบียบนิ้ว รวมถึงชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในเวลานี้ที่ศิลาสวมอยู่ในโลกภายนอก อาจจะไม่ครบตรงเครื่องแต่งกายเพราะในโลกจริงร่างศิลาสวมกางเกงบล็อกเซอร์สีชมพูลายไซตามะนอนอยู่ในโคคูล ถือว่ายังดีที่ระบบเห็นใจเขาในส่วนนี้ ทำไหมรับรองได้อายขายหน้าประชาชีทั้งบริษัทอัลไซส์
วูบ... เงาอำมหิตสายหนึ่งปรากฎขึ้นกลางแสงเจิดจรัส ยังไม่มีใครเห็นชัดตาเงานั้นก็จางหายวูบไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่ต้องคิดให้มากความว่าเงานั่นคืออะไร
หอกอาบคลื่นพลังสบัดวูบฟันผ่าแหวกอากาศกรีดจากล่างขึ้นบนก่อนจะหมุนตัวกันอย่างพร้อมเพียงสะบัดหอกจากขวามาซ้าย
เปรี้ยงงงงงๆๆๆๆๆๆ เกิดเสียงน่าพลันพึงขึ้นอย่างน่าประหลาด เหล่าเทพสงครามรู้สึกเหมือนว่าฟันใส่อะไรสักอย่างที่แข็งแกร่งมาก มากจนมิอาจแข็งแกร่งไปได้มากกว่านี้ ทำเอาพวกเขามือด้านชา สั่นสะท้านหนักหน่วง คมหอกดีดกระเด็นกลับออกมา
ตอนนี้ศิลาไม่มีสกิลมากมายเหมือนแต่ก่อน มีเพียงสกิลเดียวซึ่งเป็นสกิลระดับพระเจ้า นั่นคือเอกภพรวมศูนย์
เอกภพ โดยทั่วไปนิยามว่าเป็นผลรวมของการดำรงอยู่ รวมทั้งดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ ดาราจักร สิ่งที่บรรจุอยู่ในอวกาศระหว่างดาราจักร และสสาร พลังงานทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นเขตแดนที่ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีอะไรอยู่บ้าง หรือในหนึ่งเชื่อกันว่าเอกภพอาจเป็นหนึ่งในภพจำนวนมากที่มีอยู่ ทั้ง สวรรค์ นรก โลกมนุษย์ บาดาล ล้วนแล้วแต่แยกตัวกันเป็นเอกภพหนึ่งเท่านั้นภายในจักรวาลที่ไร้ขอบเขต
เอกภพรวมศูนย์คือการเอาพลังของการมีอยู่ทุกเอกภพมารวมไว้ในที่เดียวกันภายในร่างของศิลา เขาในตอนนี้แม้แต่คิดจะสร้างดวงอาทิตย์ก็สามารถทำได้เลยเพียงแค่การแบมือ หรือแม้แต่เรียกว่าพลูโตมาตั้งไว้ในตำหนักศิลาก็สามารถทำได้เพียงแค่กระดิกนิ้ว ทุกเอกภพเปรียบเหมือนศิลา อีกในหนึ่งศิลาก็คือเอกภพทั้งหมดในโลกเดม่อนลอร์ด และโลกเดม่อนลอร์ดก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในเอกภพของศิลา จึงเป็นที่มาของคำว่ามีอยู่ในทุกสิ่ง แต่ก็ไม่มีอยู่ในที่ใด เขารับรู้ทุกอย่างภายในโลก ราวกับตนเองไปนั่งชมเหตุการณ์สถานที่จริง แต่ทว่าก็ไม่มีใครรู้ถึงการมีตัวตนของเขาในสถานที่นั้นๆ ไม่มีใครมองเห็นว่าโลกเป็นศิลา ทำให้ระบบประกาศออกไปทั่วโลกว่าศิลาปรากฎตัวขึ้นบริเวณนั้น
แรงกดดันมหาศาลพลั้งพลูทางด้านหลังของกองทัพเทพสงคราม เล่นเอาพวกเขาตัวสั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็น
“คุกเข่า” เสียงเย็นเฉียบดังขึ้น ให้ความทรงอำนาจในทุกสัมผัสการได้ยิน บ่งบอกถึงตัวตนที่เกินเอื้อมและใฝ่ฝัน
ตึง..ตึงๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงหัวเข่ากระแทกพื้นดังถี่ยิบ เทพสงครามทั้งหมดคุกเข่าอย่างไม่ยินยอม
“ดีมาก” ศิลากระหยิ่ม “ฉันน่ะเป็นคนใจดีเสมอไม่ว่ากับใคร พวกท่านคงทำงานกันเหนื่อน อื่มมม...” เขาทำท่าครุ่นคิด “พวกนายได้วันหยุดลาพักร้อน ไปเที่ยวที่ดวงอาทิตย์สักหน่อยเถอะ เอกภพรวมศูนย์เปิดประตูสู่ดวงอาทิตย์”
แอ๊ดดดดดดด..... เสียงบานประตูเปิดสุดแสนจะโหยหวนยิ่งกว่าเสียงของผีเปรต กระชากขวัญและสติของผู้ได้ยิน วูบบ.. ม้ายยย.. เทพสงครามทั้งหมดถูกคลื่นลมดูดผ่านประตูเอกภพไปเที่ยวชมดวงอาทิตย์ โดยทัวนี้ได้รับการสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการจากศิลา ทัวฟรีไม่คิดตัง ถ้ารอดชีวิตกลับมาได้ยินดีจ่ายเงิน
ศิลาเดินยิ้มเข้าไปด้านในราวกับว่ากำลังเดินอยู่ในสวนหลังบ้าน
“เอาไงดีวะ ไวไว” เทพสงครามหนุ่มแอบอยู่มุมทางโค้งกระซิบกระซาบกับเพื่อน สายตายังคงจับจ้องแผ่นหลังของศิลา
“แกล่ะจะเอาไง นิชชิน”
คนถามเจอถามกลับเขาถึงกลับไปไม่เป็น
ถามเอ็งเว่ย ไม่ใช่ให้ย้อนมาถามข้า
“บวกไหม” ไวไวเสนอ
“บวกห่าอะไร ไม่เห็นเลอะขนาดท่านเอเทมยังไปเที่ยวในจักรวาล ไอ้หมอนี่มันโคตรของโคตรจะปีศาจชัดๆ ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ”
“สรุปถอยนะ” ไวไวย้ำความแน่ใจ
“เอ่อซิวะ ถ้าเอ็งอยากบวกก็เอา เดี๋ยวข้ากลับไปจุดธูปถวายเส้นไหว้ให้” นิชชินไม่เข้าใจเพื่อนตนเองว่าจะอยากบวกอะไรนักหนา ขนาดแม่ทัพยังเดี้ยงในพริบตาและพวกเขาที่พึ่งเป็นเทพสงครามชั้นปลายแถวจะเหลืออะไร
นิชชินตาเหลือก กลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกรู้สึกใจคอไม่ดีหนาวสันหลังชอบพิกล มีเงาสีดำปรากฎด้านหลัง
“ไวไว บอกข้าทีว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ ใช่ไหม”
ไวไว ยิ้มแห้งให้เพื่อนหนุ่ม “ดูเหมือนจะใช่นะ”
“นั่งลง”
ปึก..ปึก ทั้งสองนั่งลงตามคำสั่งแม้จะไม่เต็มใจ ศิลาเดินอ้อมมาข้างหน้าสองเทพสงคราม
เขาเอามือกุมขมับ แทบอยากอำหัวโขกกำแพงตายมันเสียตรงนี้ ปวดใจและเพลียจิตกับไอ้ลูกน้องตัวนี้ สั่งอีกอย่างมันดันทะลึ่งทำอีกอย่าง “ฉันให้แกไปแฝงตัวอยู่กับฝูงลิงไม่ใช่เลอะ ไหงมาโผล่อยู่ที่นี่ คาลิเนีย แล้วนี่ทำไมแกถึงจำลองได้สองร่าง”
สองเทพสงครามกระหยิ่ม “พลังใหม่ไง นี่คาลิเบีย เกิดมาจากส่วนหนึ่งของข้า คู่หู่ข้าเองเจ๋งม่ะ”
โอ่ว.. ไอ้ปีศาจไม่รักดี ไม่สำนึกแล้วยังมีหน้ามาอวดพลังใหม่อย่างภาคภูมิ
“ข้าได้มาตอนที่เจ้ากินหนุมานเข้าไป อยู่ดีดีข้าก็ได้พลังใหม่มาเฉยเลย”
“งั้นที่แกแปลงเป็นเทพสงครามได้นี่ก็พลังใหม่?..”
คาลิเนียยืดอกใบหน้าภูมิใจ “แม่นแล้ว บอกได้คำเเียวพลังใหม่ข้าสุโค่ยมวก รับรองตอนนี้ข้าไม่แพ้ใครแน่ ต่อให้เจอศัตรูตนไหนก็บ่อยั้น”
ไอ้นี่นับวันยิ่งนอกคอก สงสัยจะห่างลูกมะตุบไปนาน
“เอาล่ะ...เอาล่ะ ที่ฉันถามไปเมื่อกี้ล่ะว่าไง”
“อะไรนะ? เจ้าถามอะไรข้า”
คาลิเนียไม่ได้ฟังที่ศิลาถามเลยสักนิด ศิลาส่ายหัวเล็กน้อย ถอนหายใจออกมา มือซ้ายขวาของศิลาจับศรีษะสองเทพสงครามก่อนจะกดฟาดลงกับพื้น ตูมมม...
“แกนี่ให้ห่างจากลูกมะอึกไม่ได้จริงๆ ต้องให้ตบให้เตะตลอด ชอบให้เลี้ยงด้วยหน้าแข้งหรือยังไง ฉันถามว่าแกมาทำอะไรที่นี่”
คาลิเนียสะบัดหน้าไล่ความมึนงง
“ข้าก็จำแลงเป็นหนุมานเข้าฝูงลิงนั่นแหละ แต่ทว่าพระรามใช้ให้ข้าไปพบทศกัณฐ์เพื่อนัดเจรจาขอแหวนของนางสีดาคืน บังเอิ๋ญญญญ... ข้าคึกไปหน่อยเลยเผากรุงลงกาซะวอด เลยโดนสั่งให้มาเป็นยามเฝ้าตำหนักนิรนาม”
ศิลาสุดแสนจะเหนื่อยใจ เอือมละอาดับไอ้ตัวนี้ สัตว์อสูรทุกตัวเขาสามารถควบคุมได้หมด และว่านอนสอนง่าย ขนาดซุนหงอคงที่ว่าซนยังรู้จักทำอะไรเป็นการเป็นงาน แต่ไอ้เจ้านี่ดีแต่กินกับนอน เค้าคลอนารีจัดปาร์ตี้ไปวันๆ แถมวันดีคืนดียังใช้ตำหนักศิลาเปลี่ยนเป็นดิสโก้ผับเสียอีก ระดมอาชญากรมาเย๊วเย๊วโย่วโย่วทั้งวัน ต้องบอกว่าพี่แกสุดจริงไรจริง จัดจ้านในย่านนี้เลยก็ว่าได้
“งั้นที่ฉันคิดไว้ก็เป็นความจริง”
“ใช่ อีกอย่าง กองทัพวานรไม่ใช่เล่นๆ ทหารวานรทุกตนล้วนมีฝีมือทัดเทียมเทพสงคราม แต่ตัวที่เป็นปัญหาของจริงข้าคิดว่าคงเป็นพาลีที่มีพรของพระอิศวรทำให้พลังของฝ่ายตรงข้ามลดลงครึ่งหนึ่งเพิ่มให้ตนเองครึ่งหนึ่ง คล้ายกับเขตแดนของเจ้า ทว่าของพาลีไม่มีผลกระทบ ไม่จำกัดเวลา ไม่ต้องเรียกใช้ เป็นพลังติดตัว”
ไม่ผิดคาดไปจากที่ศิลาคิด เขารู้ตำนานของพาลีดีจึงสามารถเดาได้ ถึงอย่างนั้นตอนนี้ศิลาก็ยังหาวิธีรับมือกับพาลีไม่ได้ คิดไม่ออกว่าจะเอาอะไรไปลบล้างพรของพระอิศวร
“คาลิเนีย แกจงกลับไปเข้าใกล้พระราม ทำยังไงก็ได้ขโมยศรทั้งหมดของพระรามมา ได้แก่ ศรพรหมมาตร ศรอคนิวาต และศรพลายวาต หรือไม่ก็ขโมยมาแค่ศรเดียวก็พอ แต่ยังไงต้องเอามาให้ได้ บางทีศรของพระรามอาจจะสังหารพาลีได้”
ตามตำนานพาลีนั้นตายด้วยศรของพระราม ครั้งพาลีและสุครีพทำความดีความชอบให้พระอิศวร พระอิศวรจึงให้รางวัลฝากนางดารามากับพาลีเพื่อให้กับสุครีพผู้เป็นน้องโดยพาลีสัญญาว่าจะไม่แตะต้องนางดารา หากผิดคำพูดขอให้ตายด้วยศรของพระราม แต่ทว่าสุดท้ายพาลีได้ยึดนางดาราไว้เป็นภรรยาเสียเอง พาลีเคยแย่งนางมณโฑกับทศกัณฐ์เมื่อตอนที่เหาะผ่านเมืองขีดขินด้วย และมีบุตรกับนางมณโฑ คือ องคต
ศิลาคิดว่าบางทีศรของพระรามอาจจะสามารถต้านทานพลังของพาลีได้ หรือไม่หากมีศรของพระรามไว้ในครอบครองจะสามารถต้านทานสกิลของพาลีได้
“มันเสี่ยงไม่ใช่น้อยเลยนะ รอบตัวพระรามมีแต่ทหารเอกยอดฝีมือ น่ากลัวโคตร” คาลิเนียกล่าวสีหน้าบอกความหวาดหวั่น
“แล้วข้ากับทหารเอกพวกนั้นใครน่ากลัวกว่ากัน”
“โอเค ข้าจะทำ แต่เจ้าต้องหาแจ่มๆมาให้ข้าด้วยนะเอ่อ ขอเป็นสุรานารีครวญครางชั้นเลิศ กับขยายตำหนักของข้าใหญ่ขึ้น พื้นที่จะได้พอใช้สอย รองรับสาวๆ”
ให้ได้ยังงี้ แทนที่จะคิดหาแผนว่าต้องทำยังไง มันกลับสนใจเรื่องเหล้าและนารี กิเลศล้นเหลือจริง
“เอ่อ เดี๋ยวฉันจัดให้”
คาลิเนียยิ้มสมใจ “รอฟังข่าวดีได้เลย เจ้าเองก็ระวังตัวละ” พูดจบก็พุ้งปราดหายไปในอากาศ
มันอยู่นั่น!.... เสียงร้องบอกเพื่อนดังกังวาลตามมาด้วยเสียงฝีเท้าจำนวนมากทางด้านหลัง
เทพสงครามจำนวนห้าสิบคนยืนรักษาระยะห่างจากศัตรูตรงหน้า เพ่งสมาธิจับจ้องไม่วางตา บุรุษผู้นี้เป็นคนที่พวกเขาจะประมาทไม่ได้แม้เสี้ยววินาที ทั้งพลังต่อสู้ที่สูงส่ง เล่ห์เหลี่ยมรอบด้าน เลือดเย็นอย่างไร้ปราณี สิ่งเหล่านี้ทำให้ชายตรงหน้าพวกเขาถูกขนานนามว่าแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า
จอมเวทย์ล่ะมั้ง.. ศิลาคิดในใจขณะยืนขึ้นไม่หันหลังไปมอง
จอมเวทย์ยี่สิบคน แทงค์สิบคน นักรบ?.. !... นักดาบเวทย์!!... เทพสงครามนักดาบเวทย์? อาชีพที่แข็งแกร่งที่สุดคู่กับเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุด...? ศิลายิ้มออกมารู้สึกตื่นเต้น
คฑาเวทมนต์ยี่สิบอันสะบัดวูบวาบดุจการร่ายรำ ตามมาด้วยเสียงกระแทกบทสวด
“แสงศักดิ์สิทธิ์ปราบอธรรม” เทพสงครามตวาดลั่นชี้ปลายคฑาตรงมายังศิลา แสงสีขาวเจิดจ้าสว่างวาบราวกระดาษแผ่นหนึ่ง
ศิลาประหลาดใจ นี่เป็นเวทมนต์ใช้สยบเผ่ามารเรียกว่าได้ผลดีกับเผ่ามารแบบสุดๆและยังเป็นมหาเวทย์ไม่ผิดแน่ แต่ทำไมเขาไม่ได้ยินบทสวดของพวกมันเลยแม้แต่น้อย ได้ยินเพียงเสียงกระแทกช่วงสุดท้ายของการร่ายเวทย์
พวกมันหน่วงเวทมนต์เอาไว้อย่างงั้นหรอ?.. ฮึ ดี ค่อยสมกับเป็นเทพสงครามหน่อย
เทพสงครามเลือกใช้เวทย์แสงศักดิ์สิทธิ์ปราบอธรรมคิดว่าศิลาเป็นเผ่ามาร ซึ่งนั่นไม่ผิดหรือจะบอกว่าเทพสงครามโง่ก็ไม่ถูก เป็นที่รู้กันดีว่าศิลาคือจอมมาร แต่ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้ศิลาได้เสียทุกอย่างที่เคยมีเพื่อแลกให้ได้มาซึ่งเอกภพรวมศูนย์
ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า จอมเวทย์คนหนึ่งหัวเราะมั่นใจเมื่อศิลาอาบแสงศักดิ์สิทธิ์ และไม่เห็นร่างศัตรู
“ตาย.. ตายแบบไม่เหลือซาก”
ไม่มีใครสังเกต ผิดสงสัยว่าเวทมนต์ของพวกตนไม่มีเสียงระเบิดหรือเสียงพลังทำลายล้าง
ชายหนุ่มในชุดจอมเวทย์สีทองพลิกร่างหันกลับมามองทางด้านหลังขบวน ตวาดเตือนเสียงดังลั่น “ระวัง มันอยู่ข้างหลัง”
ช้าเกินไป
แสงสีรุ้งสว่างวาบ พลังเอกภพรวมศูนย์สำแดงเดชอีกครั้ง คลื่นพลังแตกตัวลอยในอากาศเป็นหยาดฝนสีรุ้งก่อนจะกระหน่ำจู่โจมเทพสงครามตรงหน้า
“ปราการศักดิ์สิทธิ์ หอคอยเทพเจ้า”
กำแพงสีทองดุจกำแพงเมืองจีนปรากฎขึ้นสะกัดการโจมตี ทว่าด้วยพลังเพียงเท่านี้มิอาจต้านทานฤทธิ์เอกภพรวมศูนย์
ตูมมมมมม.... ปราการศักดิ์สิทธิ์ทลายลงในพริบตาคล้ายตึกถล่ม กระสุนมรณะพุ้งโจมตีทุกชีวิตที่คิดต่อกร อากกก...อ๊ากกก
เทพสงครามเลือดชะโลมกายนอนทอดร่างเกลื่อนพื้น ค่อยๆรุกยืนอย่างยากลำบากเกิดคำถามขึ้นภายในจิตใจว่าทำไม ทำไมพวกเขาที่เป็นเทพสงครามหมดสภาพได้ขนาดนี้ นั่นมันพลังอะไร? เหตุใดถึงได้มีอิทธิฤทธิ์สะท้านภพอย่างน่าเหลือเชื่อ และทำไมแสงศักดิ์สิทธิ์ไม่สำแดงเดชกับมารตนนี้
เทพสงครามชะงัก ด้านหลังศิลาปรากฎปีกปักษาออกมา จะบอกว่าปีกก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว ถ้าให้ถูกคงต้องบอกว่าโหยหาและร่ำไห้เรียงตัวกันกลายเป็นปีก
“ไม่ต้องอึ้ง ความสนุกมันพึ่งเริ่ม” ศิลาพูดเสียงเย็นราวกับการทวงวิญญาณด้วยใบหย้ายิ้มกระหยิ่มนุ้มนวล ทว่าสำหรับเทพสงครามแล้วมันคือเสียงมัจจุราช
เคร้ง... เสียงปีกสะบัดดังครั้งหนึ่ง เงาสีรุ้งกรีดผ่านทะลุใจกลางขบวนทัพไปยังอีกด้านในเสี้ยววินาที เทพสงครามชะงักก้มลงมองร่างกำลังมีเลือดไหลทะลักราวท่อแตก หลายสิบร่างนอนสิ้นชีพลงกับพื้นไร้ทางต่อต้าน
“หัวหน้าพวกแกอยู่ที่ไหน ฉันอยากจะพบ ช่วยพาไปหน่อยจะได้ไหม ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” เขาหันมากล่าวกับชายตรงหน้าคิดว่าน่าจะเป็นแม่ทัพจอมเวทย์
“เสียใจ เจ้ามันตัวอันตรายเกินไป ข้าคงให้พบองค์เหนือหัวไม่ได้” แม่ทัพตอบอย่างไม่หวั่นเกรง
ศิลายอมรับในความกล้าของเทพสงครามที่แววตาไม่แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาต้องทำคือการรักษาเกียรติของเทพสงครามพวกนี้เอาไว้ด้วยการทุ่มกำลังทั้งหมดสังหารอีกฝ่าย และจะไม่มีการปราณีหรือทีเล่นทีจริงแบบนี้อีกแล้ว