เขาพร่ำขอโทษอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งน้ำตาเหือดแห้ง เหลียงกุ่ยหรานสวมชุดขาวไว้ทุกข์ ดูแลต้นกล้าจนมั่นใจว่ามันจะอยู่รอดต่อไปได้ จากนั้นก็กลับไปหาอาจารย์ของตนตามคำกล่าวที่อาจารย์พูดไว้อาจารย์เซียนทอดมองลูกศิษย์ที่กลับมาด้วยหัวใจบอบช้ำ ใบหน้าสงบนิ่ง แต่ไร้รอยยิ้มเช่นเคย สวมใส่แต่ชุดขาว ผู้เป็นอาจารย์ก็ไม่ได้กล่าวถามอะไร ทำหน้าที่สั่งสอนวิชาความรู้ของตนให้แก่เขาทั้งหมด นอกจากนั้นยังไหว้วานให้คนรู้จักมาสั่งสอนวิชาเวทให้อีกด้วย แม้จะเลยวัยที่ดีที่สุดไปแล้ว แต่พรสวรรค์ของเขาไม่อาจดูเบา อาจารย์เซียนช่วยเหลือเต็มที่ ปรุงโอสถทิพย์เพื่อช่วยชำระล้างร่างกายและช่วยในการฝึกฝน การจะปรุงโอสถจำต้องมีพลังเวทเท่านั้น ไม่เช่นนั้นพรสวรรค์ของเขาจะเสียเปล่า ทั้งวิชาแพทย์และการปรุงโอสถที่มีจะถ่ายทอดให้เหลียงกุ่ยหรานทั้งหมดด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ความมานะ และพรสวรรค์เลิศล้ำ เหลียงกุ่ยหรานใช้เวลาสิบปีเลื่อนระดับขั้นจนรูปลักษณ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาอาจารย์เซียนสั่งสอนอย่างเข้มงวดต่อไปอีกหลายสิบปี เมื่อสิ้นสุดเวลาที่ลงมาแสวงบุญแล้ว ก่อนจะกลับขึ้นไปยังสวรรค์ เขาได้มอบตำราต่างๆ ให้แก่เหลียงกุ่ยหรานได้ฝึกฝนต่อไป กล่าวว่าหากฝึกฝนต่อไปด้วยตำราเหล่านี้ เขาจะสามารถเป็นเซียนด้านวิชาแพทย์ในอีกสามร้อยปี แต่จะบรรลุเซียนจริงๆ ต้องใช้ความพยายามและการฝึกฝนที่มากกว่านั้นมากนัก แต่อาจารย์ก็มีความหวังว่าศิษย์รักคนนี้จะกลายเป็นเซียนแพทย์เช่นตนได้ ศิษย์หญิงอีกคนก็กลายเป็นเซียน แต่ไม่ได้เป็นเซียนแพทย์ นางเป็นเซียนเพราะฝึกเวทจนเข้าขั้นสูงสุดเหลียงกุ่ยหรานเมื่ออาจารย์จากไปจึงกลับมายังหุบเขา เขาฝึกฝนต่อไป ดูแลต้นสนที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็จะลงจากเขาไปรักษาคนสั่งสมประสบการณ์ จนกระทั่งสามารถเชี่ยวชาญในวิชาแพทย์และการปรุงโอสถของเซียนแพทย์ผู้เป็นอาจารย์ได้ในสามร้อยปีอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ยังเร็วกว่านั้นถึงยี่สิบปีด้วยต่อมา เหลียงกุ่ยหรานยังคงมุ่งมั่นตั้งใจฝึกฝนต่อไปในทุกๆ วัน มุ่งสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียร ในเวลาหนึ่งพันปีก็บรรลุเซียน หลุดพ้นอายุขัยของมนุษย์ ชีวิตยืนยาวดังเซียนผู้หนึ่ง ทว่าเซียนก็ยังคงมีอายุขัยอยู่ มีเพียงการขึ้นไปถึงระดับเทพเท่านั้นที่จะไร้อายุขัย แต่ต่อให้เป็นเทพก็ยังตายได้ และหายไปได้เมื่อมนุษย์สิ้นศรัทธา ดังนั้นเหล่าเทพจึงมักจะลงมาจุติเพื่อสั่งสมบุญบารมี และเพิ่มศรัทธาของตนในหมู่มวลมนุษย์อยู่เสมอ ด้วยความจริงข้อนี้ เหลียงกุ่ยหรานจึงเข้าใจสัจธรรม วางใจที่เศร้าหมองจากความผิดหวังในตนเองในกาลก่อนลงได้ในที่สุด ใช้เวลาพันกว่าปีจึงจะเข้าใจความจริงนี้ แต่ก็ทำให้บรรลุเซียนได้ก็เพราะเหตุนี้เช่นกันเหลียงกุ่ยหรานไม่ได้โศกเศร้าเสียใจอีกแล้ว ทว่าความคิดถึงยังคงมีอยู่ ในแต่ละวันเขาจะมายืนมองต้นสนต้นนั้นอยู่ชั่วครู่เสมอ“เจ้าออกมาทำไม” เหลียงกุ่ยหรานเอ่ยขึ้นทั้งๆ ที่ยังคงยืนมองต้นสนต้นใหญ่อยู่ สนต้นนี้อายุมากกว่าหกพันปีแล้ว ต้นสูงใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาเสวี่ยซูที่อาการดีวันดีคืน จนกระทั่งสามารถลุกเดินเหินได้ จึงมักออกมาเดินเล่นเป็นการออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ เสมอ นางกล่าวในใจว่า ‘ท่านหมอ ข้าออกมาเดินออกกำลัง เห็นท่านยืนอยู่นานแล้วจึงเดินมาดู’เสวี่ยซูยืนอยู่ห่างจากเหลียงกุ่ยหรานพอสมควร นางเงยหน้ามองต้นสนต้นใหญ่ ‘สนต้นนี้คงจะอายุมากแล้ว’เหลียงกุ่ยหรานตอบ “มากแล้ว”ผ่านไปนานกว่าเหลียงกุ่ยหรานจึงหันกลับมา กล่าวบอกเสียงเรียบ “ข้างนอกลมแรง เจ้าเข้าไปพักเถอะ”เสวี่ยซูยิ้มบางเบา จากนั้นจึงหันหลังค่อยๆ เดินกลับเข้าห้องพักของตน นางคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ค่อยชอบที่นางเดินเพ่นพ่านไปมามากนัก ไม่อยากให้อีกฝ่ายลำบากใจ นางจึงทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่ายหลังจากได้สติ เสวี่ยซูก็อาศัยพักรักษาตัวอยู่บนเขามาได้สองเดือนแล้ว นางย้ายไปอยู่ที่เรือนหลังเล็กๆ อีกหลัง เมื่อเข้าไปเห็นข้าวของแล้วก็เดาว่าอาจจะเป็นห้องของพี่ชายตน เสวี่ยซูไม่กล้าขยับหรือหยิบจับข้าวของพวกนั้น ทุกย่างก้าวล้วนระมัดระวังเสวี่ยซูรักษาอาการบาดเจ็บหายดีหมดแล้ว แต่ร่างกายยังต้องพักฟื้นอยู่อีกระยะ มีหลายครั้งที่นางแอบโคจรพลังยุทธ์ แต่ก็พบว่าไม่สามารถสัมผัสถึงพลังใดๆ ได้ ห้วงจิตวิญญาณก็ไม่อาจเปิดเข้าไปได้อีก ทุกครั้งที่ได้ผลลัพธ์เช่นนั้น นางก็จะรู้สึกวูบโหวงในใจ เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายได้ ตัวของเสวี่ยซูเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเช่นกัน บางทีอาจจะเป็นความเสียใจก็เป็นได้...ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่เสวี่ยซูไม่เห็นเหลียงจือผู้เป็นพี่ชายเลยสักครั้งเดียว ท่านหมอผู้นั้นเคยบอกว่าเขามีธุระที่ต้องทำ เมื่อเสร็จธุระแล้วก็จะกลับมารับ เสวี่ยซูคิดว่าตัวเองพอจะรู้อยู่ว่าธุระที่ว่าคืออะไร ความผิดของนางทำให้พี่ชายต้องเดือดร้อนจริงๆ พอนึกถึงว่าจะมารับ เสวี่ยซูก็เศร้าสลด นางยังจะไปที่ไหนได้อีก นางไม่มีที่ให้กลับไปอีกแล้วจะเดินทางออกนอกทวีปก็คงเป็นไปไม่ได้ นางไม่มีพลังแล้ว การจะเดินทางไกลเช่นนั้นคงทำไม่ได้ ต่อให้ไปได้แล้วหลังจากนั้นจะเป็นเช่นไรต่อ นางไร้ซึ่งพลัง เป็นสตรีอ่อนแอ จะใช้ชีวิตต่อไปได้นานเท่าไหร่...นางหวาดกลัวจริงๆถึงตอนนั้นพี่ชายก็คงจะต้องลำบากกับตัวถ่วงอย่างนาง เหลียงจือเป็นผู้ที่อนาคตข้างหน้าสดใส ตนจะเป็นผู้เหนี่ยวรั้งเขาได้อย่างไรเสวี่ยซูคิดเรื่องนี้อยู่ทุกคืนวัน ในใจหวาดกลัวอนาคตที่มองไม่เห็นทางสว่างของตนมาก แต่ก็ได้แต่กอดเก็บเอาไว้กับตัวเอง หวาดกลัวอยู่ผู้เดียว
กาลเวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเสวี่ยซูแข็งแรงขึ้น นางลุกขึ้นจากที่นอนตั้งแต่เช้าตรู่ ล้างหน้าแต่งตัว แล้วเดินออกไปที่ครัวเล็กๆ เปิดถังตักข้าวขึ้นมาล้าง ก่อไฟ แล้วตั้งเตาหุงข้าว จากนั้นก็เดินออกมา หายเข้าไปในป่าไม่ลึกมาก นางเก็บเอาพวกพืชผักที่กินได้ออกมาทำอาหารหญิงสาวพับม้วนแล้วใช้เชือกมัดเก็บปลายแขนเสื้อให้เรียบร้อย เสวี่ยซูไม่มีเสื้อผ้า นางมีชุดเดียวที่ใส่มา ซึ่งมันก็ทั้งขาดและติดเลือดที่แห้งกรัง ไม่สามารถสวมใส่ได้แล้ว นางจึงทิ้งมันไปตอนได้สติมา บนตัวนางไม่มีชุดติดกายเลย มีเพียงผ้าผืนใหญ่ที่ห่อม้วนร่างกายเอาไว้ ทุกเช้าเย็นท่านหมอผู้นั้นจะเอาโอสถมาป้อนให้ จากนั้นก็กลับออกไปเลย เข้าวันที่สามเสียงท้องของเสวี่ยซูร้องดังลั่น เสวี่ยซูอับอาย เมื่อก่อนไม่ดื่มกินสามสี่วันก็ไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้ไม่กินวันเดียวนางก็หิวจนไส้จะขาด แต่ไม่กล้าจะรบกวนอาจารย์ของผู้เป็นพี่ชาย จึงได้แต่อดทน เมื่อถูกร่างกายประท้วงประจานตัวเองใบหน้าจึงแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ท่านหมอผู้นั้นก็ไม่ได้หัวเราะหรือกล่าวอะไร เขาเดินออกไปเหมือนเช่นทุกครั้ง เสวี่ยซูห่อเหี่ยว เมื่อเขากลับมาอีกครั้งเมื่อถึงเวลากินยาตอนเย็น เสวี่ยซูแสดงท่าทีเกรงใจมากยิ่งขึ้น ทว่าหลังจากกินยาแล้ว ท่านหมอผู้นั้นก็ยกเอาข้าวต้มมาให้ กวาดตามองนางครั้งหนึ่ง แล้วจากไปเสวี่ยซูรวบผ้าที่ห่อห่มร่างกายไว้ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง ตักข้าวต้มเข้าปาก มันเป็นข้าวต้มเปล่า ที่ไม่มีรสชาติอะไร จืดชืดสนิท ไม่มีเนื้อ ไม่มีผัก แต่เสวี่ยซูกลับรู้สึกว่ามันอร่อยกว่าข้าวต้มที่เคยกินมาทั้งชีวิต เสวี่ยซูตักกินจนหมดถ้วย แล้วล้มตัวนอน ขณะที่กำลังหลับใหลอยู่พลันรู้สึกว่ามีคนเข้ามาในห้อง นางจึงปรือตามอง เห็นแผ่นหลังสีขาวกำลังเดินออกไป แล้วจึงผล็อยหลับไปอีกครั้ง