ตอนที่ 1 : ความอัปยศและการจุติใหม่
[ค่ายกักกันชั่วคราว: เมืองเอเวอเกลน - 16 ปีก่อน]
ณ เมืองเอเวอเกลน กลิ่นชื้นแฉะของดินปนกับกลิ่นคาวเืจางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในสายหมอกยามเย็นที่ดูอึดอัดผิดปกติ เสียงแส้หนังฟาดลงบนิัมนุษย์ดังกังวาน ขวับ! ขวับ! ตามมาด้วยเสียงร้องครวญครางอย่างโหยหวนที่ถูกกลืนหายไปในความเงียบอันมืดมิดของป่าดิบ ราวกับิญญาเ่าั้ถูกป่ากลืนกินไปต่อหน้าต่อตา
กัลลัส ในวัยหนุ่มยืนกอดอกนิ่งอยู่บนเนินดินที่โชกไปด้วยเื สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมอง "สินค้า" ที่ถูกล่ามโซ่เรียงรายด้วยความเ็าไร้ความรู้สึก ในตอนนั้นเขาคือหัวหน้าหน่วยจู่โจมระดับแถวหน้าของ องค์กรอาชญากรรม ข้ามชาติที่กุมอำนาจมืดอยู่ทั่วทวีป เขาภาคภูมิใจในพร์ด้านดาบและเวทมนตร์เสริมพลังที่แข็งแกร่งจนไม่มีใครในรุ่นเดียวกันเทียบติด ความเย่อหยิ่งของเขาสูงเทียมฟ้าพอๆ กับกองซากศพที่เขาเคยเหยียบย่ำมา
"หัวหน้าครับ! มีนักผจญภัยกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาชิงสินค้าที่จุดขนส่งทางใต้!" ลูกน้องคนหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามา รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
"หึ... พวกผดุงความถูกต้องปลอมๆ อีกแล้วเหรอ?" กัลลัสแสยะยิ้ม มุมปากบิดเบี้ยวอย่างเหยียดหยาม เขาคว้าด้ามดาบั์ที่ปักอยู่ข้างกายขึ้นมา "เตรียมกำลังพล... ข้าจะไปถอนหญ้าหน้าโง่พวกนั้นให้ดูว่า กฎของโลกมืดมันเขียนด้วยเืระดับไหน!"
แต่เมื่อกัลลัสไปถึง เขากลับพบเพียงความว่างเปล่าที่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจนหายใจลำบาก ชายผมสีดำขลับคนหนึ่งยืนขวางทางอยู่ แววตาสีเข้มคู่นั้นนิ่งสงบราวกับหลุมดำที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสิ่ง... เซน กัลลัสะเิมานาออกมาจนพื้นดินรอบตัวปริร้าว แผ่รังสีฆ่าฟันออกมาอย่างบ้าคลั่ง เขาพุ่งทะยานเข้าใส่ด้วยวิชาดาบที่เร็วและแรงที่สุดเท่าที่เคยฝึกมา หวังจะแยกหัวชายตรงหน้าออกเป็สองซีกในพริบตา แต่เซนกลับเพียงแค่โยกตัวหลบอย่างแ่เบาด้วยท่วงท่าที่เรียบง่าย ราวกับว่าการโจมตีที่ทรงพลังนั้นเป็เพียงลมพัดผ่าน ที่น่าอัปยศที่สุดจนถึงขั้นกระอักคือ... เซนไม่มีแม้แต่ดาบเหล็กสักเล่มติดตัว ในมือของเขามีเพียง ดาบไม้ เก่าๆ คร่ำคร่าเล่มเดียวเท่านั้น!
"พลังที่ได้มาจากการกดขี่ผู้อื่น... มันก็มีค่าน้ำหนักแค่นี้เองงั้นเหรอ?" เซนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากลับดังก้องเข้าไปในโสตประสาทของกัลลัสราวกับเสียงระฆังมรณะที่สั่นไหวหัวใจ
เปรี้ยง!!!
ก่อนที่กัลลัสจะทันได้ตั้งตัว ดาบไม้ที่อัดแน่นไปด้วยเวท [Hardening] ขั้นสูงจนความหนาแน่นมวลสารพุ่งทะยานแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า ถูกฟาดเข้าที่กึ่งกลางหน้าอกของกัลลัสอย่างแม่นยำและโเี้ เสียงกระดูกซี่โครงแตกสะบั้นดังกึกก้องไปทั่วป่า กร๊อบ! ร่างของหัวหน้าหน่วยผู้ทะเยอทะยานกระเด็นหวือทะลุเต็นท์ที่พักพังพินาศไปไกลหลายเมตร
เขานอนจมกองเืที่พุ่งทะลักออกมาจากปาก ความเ็ปเสียดแทงจนโลกทั้งใบกลายเป็สีดำ สายตาที่เริ่มพร่ามัวเห็นเพียงแผ่นหลังของเซนที่เดินพาพวกทาสจากไปอย่างสงบ ทิ้งให้เขาจมอยู่กับความอัปยศที่บาดลึกยิ่งกว่าาแที่หน้าอก... ความร้อนรุ่มของความแค้นเริ่มแผดเผาจิตใจเขาั้แ่วินาทีนั้น
[เส้นทางสู่นครหลวง: คณะขนส่งนักโทษ]
ไม่กี่วันต่อมา กัลลัสในสภาพสะบักสะบอม หน้าอกยังคงบุบเบี้ยวผิดรูป เขาถูกโซ่ตรวนหนาหนักพันธนาการไว้ทุกข้อต่อ เขาและพรรคพวกที่เหลือรอดถูกทหารประจำเมืองจับกุมและส่งตัวขึ้นรถแห่นักโทษเพื่อไปรับคำตัดสินปะาชีวิตที่เมืองหลวง
ค่ำคืนนั้น... พายุฝนกระหน่ำอย่างรุนแรงจนฟ้าดินแทบแยกออกจากกัน ลมพัดหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องของปีศาจ รถลากไม้ส่งเสียง เอี๊ยด... อ๊าด... ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตัวเอง กัลลัสนั่งพิงลูกกรงไม้หนา จ้องมองเงาตะคุ่มภายนอกด้วยจิตใจที่แตกสลายและบ้าคลั่ง
ทันใดนั้นเอง... เสียงกรีดร้องของม้าศึกดังขึ้นชวนสยองขวัญ! ตามมาด้วยเสียง "แคร่ก!" เหมือนเนื้อถูกฉีกออก!
โฮก!!! สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาดวงตาสีเืพุ่งออกมาจากเงามืด มันคือฝูงมอนสเตอร์กระหายเืที่หิวโหย บุกเข้าจู่โจมขบวนรถราวกับฝันร้ายที่กลายเป็จริง เืทหารสาดกระเซ็นผ่านช่องลูกกรงเข้าใส่ใบหน้าของกัลลัส กลิ่นคาวเืคละคลุ้งผสมกับกลิ่นฝน เสียงคมเขี้ยวฉีกกระชากมวลกล้ามเนื้อและเสียงกระดูกถูกเคี้ยว กร้วม! ดังกึกก้องสลับกับแสงวาบจากการใช้เวทมนตร์ของทหารที่พยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้าย คณะขนส่งนักโทษตกอยู่ในสภาวะนรกบนดินเพียงไม่กี่อึดใจ!
โครม!!! เล็บยาวเฟื้อยของพยัคฆ์ั์ตบเข้าที่ข้างตัวรถอย่างจังจนมันเอียงกะเท่เร่ แรงปะทะทำให้ลูกกรงไม้ที่เปียกชื้นแตกสะบั้นออก กัลลัสถูกเหวี่ยงหลุดออกมาจากรถลากที่กำลังพลิกคว่ำ เขากลิ้งไปตามโคลนตมที่เละเทะ ท่ามกลางความวุ่นวายสายตาเขามองเห็นทหารที่กำลังถูกมอนสเตอร์รุมทึ้งกระชากลำไส้ออกมาอย่างสยดสยอง
ถึงแม้พวกทหารจะระดมพลังเฮือกสุดท้ายจนกำจัดมอนสเตอร์เ่าั้ได้ในเวลาต่อมา แต่ท่ามกลางกองซากศพที่แหว่งวิ่นและคราบเืที่เจิ่งนองผสมน้ำฝน... ร่างของ นช.กัลลัส กลับเลือนหายไปในเงามืดของพายุร้ายอย่างไร้ร่องรอย
ความแค้นที่สลักลึกและความเ็ปที่หน้าอก กลายเป็เชื้อเพลิงมรณะที่พยุงให้เขาลากสังขารที่ใกล้แตกสลายหนีกลับไปสู่ "องค์กร" เพื่อรอวันที่จะกลับมาเอาคืนอย่างสาสม... วันที่เขาจะไม่ได้กลับมาในฐานะมนุษย์อีกต่อไป
[รอยต่อแห่งพายุและความตาย: เส้นทางหนี]
ท่ามกลางสายฝนที่สาดซัดราวะุน้ำ กัลลัสลากสังขารที่พังยับเยินไปตามโคลนตมที่นองไปด้วยคราบคาวเื ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวคือเสียงสะอื้นที่ถูกกลืนลงลำคอ เสียงกระดูกซี่โครงที่หักทิ่มปอดดัง ครืดคราด อยู่ข้างในทรวงอกทุกลมหายใจ ความเ็ปนั้นรุนแรงจนประสาทััเริ่มพร่าเบลอ เขามองเห็นเพียงภาพหลอนของแผ่นหลังชายผมดำที่ชื่อ เซน ยืนตระหง่านอยู่กลางพายุ เป็เงาดำที่คอยหัวเราะเยาะความอ่อนแอของเขา
เขาต้องซ่อนตัวจากแสงไฟของทหารที่ออกตามล่า และต้องหลบเลี่ยงจากคมเขี้ยวของมอนสเตอร์ในเงามืดที่จ้องจะทึ้งซากคนที่ยังหายใจ กัลลัสประทังชีวิตด้วยการขุดรากไม้รสขมขื่นและบางครั้ง... แม้แต่ซากหนูที่ตายเน่าเหม็นเขาก็ต้องกัดกินเพื่อให้หัวใจยังเต้นต่อ ทุกลมคำรามที่หลุดจากปากไม่ใช่คำขอชีวิต แต่เป็คำสาปแช่ง
‘ข้า... จะยังไม่ตาย... จนกว่าจะได้เห็นแกนอนจมกองเื... ไอ้เ้าดาบไม้...’
เขาใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์ในการไต่เต้ากลับมาจากขุมนรก จนกระทั่งนิ้วที่เล็บหลุดจนเห็นกระดูกตะกุยลงบนแผ่นหินเย็นเยียบของทางเข้าลับ...
[ฐานบัญชาการลับ: สถานที่ที่ไม่ปรากฏในแผนที่]
บรรยากาศภายในฐานทัพใต้ดินเงียบสงัดจนได้ยินเสียงน้ำค้างที่หยดลงบนพื้นหิน กลิ่นกำมะถันและละอองมานาเข้มข้นอบอวลอยู่ในอากาศที่เยือกเย็น กัลลัสหมอบราบอยู่บนพื้นหินที่เปียกชื้นด้วยเืและโคลนจากตัวเขา สภาพของเขาไม่ต่างจากก้อนเนื้อที่ถูกทิ้งขว้าง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเผยให้เห็นหน้าอกที่ยุบลงไปจนเป็หลุมลึกที่น่าเกลียดน่ากลัว ลมหายใจของเขาดัง ฟืดฟาด อย่างยากลำบาก ทุกลมขยับคือความทรมานที่แสนสาหัส
เบื้องหน้าของเขาคือ หัวหน้าเขต ชายที่ซ่อนใบหน้าอยู่ใต้เงามืดของฮู้ดผ้าไหมสีดำสนิท เขายืนอยู่บนแท่นสูง จ้องมองขยะมีชีวิตที่อยู่แทบเท้าด้วยสายตาเรียบเฉยเ็า ราวกับกำลังดูแมลงที่กำลังดิ้นรนก่อนจะถูกเหยียบ
"กัลลัส... หัวหน้าหน่วยที่ข้าเคยภูมิใจ กลับมาในสภาพซากศพเดินได้เนี่ยนะ?" เสียงของหัวหน้าเขตดังสะท้อนก้องไปตามผนังถ้ำ เย็นเยียบจนขั้วหัวใจ "หน่วยจู่โจมของเ้าพินาศสิ้น สินค้าถูกชิงไป... และเ้ากลับลากสังขารที่ไร้ค่านี้กลับมาเพื่ออะไร?"
"ข้า... ข้า้าพลัง..." กัลลัสเค้นเสียงลอดไรฟันที่หักบิ่น เืสีคล้ำไหลปนออกมากับคำพูด แววตาของเขาที่ซ่อนอยู่ในเงาผมมอมแมมลุกโชนด้วยไฟแค้นที่บ้าคลั่งราวกับสัตว์ป่า "ได้โปรด... ส่งข้าเข้าโครงการ 'Artifact เพื่อมนุษยชาติ'... ข้าจะไม่ยอมตายในสภาพไอ้ขี้แพ้แบบนี้!"
หัวหน้าเขตเบิกตาขึ้นเล็กน้อยในความมืด ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะต่ำๆ ในลำคอ เป็เสียงที่ชวนให้กระดูกสันหลังหนาวสั่น "โครงการนั่นงั้นหรือ? เ้ารู้นัยของมันดีใช่ไหมกัลลัส? มันไม่ใช่การรักษา แต่มันคือการทดลองที่วิปริตและขัดต่อกฎของธรรมชาติ ร่างกายเ้าจะถูกกรีดออก ประสาทเ้าจะถูกเชื่อมเข้ากับวัตถุโบราณที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจ โอกาสรอดมีไม่ถึง 3 ใน 100... และต่อให้เ้าผ่านไปได้ เ้าจะไม่มีวันกลับไปเป็มนุษย์ปกติได้อีกตลอดกาล"
"ต่อให้ต้องกลายเป็ปีศาจ... ต่อให้จิติญญาข้าต้องแหลกสลาย... ข้าก็จะเอาชีวิตของมันให้ได้ ความแค้นของข้าต้องได้รับการสะสาง!" กัลลัสคำรามพลางกำหมัดลงบนพื้นหินจนเืซึมออกจากปลายนิ้ว ความแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอกมันรุนแรงจนดูเหมือนมานาสีดำจางๆ จะเริ่มแผ่ออกมา
"ดี..." หัวหน้าเขตแสยะยิ้มที่มองไม่เห็นในเงามืด "ในเมื่อความแค้นของเ้ามันหนาแน่นยิ่งกว่ามานาในร่าง... ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ ข้าจะส่งเ้าไปให้พวกหน่วยวิจัยดูเล่น เตรียมตัวให้พร้อม กัลลัส... เพราะนับจากวินาทีนี้ ชีวิตเ้าจะไม่ใช่ของเ้าอีกต่อไป แต่มันจะเป็ของเครื่องจักรและศาสตราที่พระเ้าทิ้งไว้ให้เรา"
สิ้นคำพูดของหัวหน้าเขต ชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีขาวกลุ่มหนึ่งก็เดินออกมาจากเงามืด พวกเขาคว้าตัวกัลลัสที่กึ่งสลบไสลลากไปตามทางเดินหินที่มุ่งสู่ห้องทดลองใต้ดิน ทิ้งไว้เพียงรอยเืที่ลากยาวไปตามพื้น... จุดเริ่มต้นของอสูรกายที่ถูกสร้างด้วยความเกลียดชัง