หลี่เพ่ยหยางเมื่อกลับมาถึงจวนก็ตรงไปยังเรือนของน้องสาวทันทีแต่ก็พบว่าน้องสาวได้นอนไปเสียแล้ว เขาจึงจำต้องเดินกลับไปยังเรือนของตนเพื่อที่จะพักผ่อนเช่นกันพรุ่งนี้จะได้ไปพบน้องสาวก่อนจะได้ออกไปดำเนินตามแผนการเมื่อตื่นขึ้นเขาก็รีบแต่งตัวและรีบไปหาน้องสาวที่เรือนของนาง หลี่เพ่ยเพ่ยที่กำลังแต่งหน้าทำผมอยู่เห็นพี่ชายเดินเข้ามาก็มองด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยถามออกไป
“พี่ใหญ่มาหาเพ่ยเอ๋อร์แต่เช้ามีอะไรเรือเ้าคะ” นางถามแล้วหันกลับมาแต่งหน้าต่อ
“เ้าออกไปก่อน” เขาบอกให้สาวใช้ของนางออกไปจากตรงนี้
“เพ่ยเอ๋อร์รู้จักกับชินอ๋องหรือ” เขาถามออกไป เมื่อหลี่เพ่ยเพ่ยได้ยินดังนั้นก็หันหน้ากลับมามองหน้าพี่ชาย
“เขาบอกพี่ใหญ่หรือ” นางพูดเพียงแค่นั้นแล้วหันกลับไป
“เพ่ยเอ๋อร์รู้จักเขาจริง ๆ ด้วย” เขาพูดอย่างเหม่อลอยออกมา เขารู้จากมู่หนิงมาแล้วว่าทั้งสองรู้จักกันเพียงแต่เมื่อมาได้ยินจากปากของน้องสาวแล้วเขาไม่สามารถยอมรับได้ ยิ่งคำพูดที่นางเอ่ยออกมานั้นเหมือนกับทั้งสองสนิทสนมกันมานานเขาได้แต่ยืนตะลึงอยู่ไม่สามารถเอ่ยอะไรต่อได้อีก
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่เ้าคะ” นางเรียกพี่ชายอยู่หลายครั้งกว่าเขาจะคืนสติกลับมา
“เพ่ยเอ๋อร์รู้เื่นั้นใช่แล้วหรือไม่” เขาเอ่ยถามออกไปเมื่อเห็นว่าน้องสาวเอ่ยเรียกอยู่นาน
“ใช่แล้วเ้าค่ะ” นางตอบกลับเขาไป นางคิดไว้อยู่แล้วว่าหยวนเวยเถียนจะต้องบอกเื่นี้กับพี่ชาย เขาคงคิดว่าให้คนที่รักนางมาทำหน้าทีนี้จะดีกว่าให้ใครไม่รู้ว่าทำลูกน้องของเขาอาจจะเชื่อฟังคำสั่งเขาแต่ก็อาจเกิดความผิดพลาดแต่สำหรับพี่ชายนางคงจะต้องทำทุกวิถีทางให้นางปลอดภัย
“เพ่ยเอ๋อร์วางใจ เพ่ยเอ๋อร์จะต้องปลอดภัย” เขาให้คำสัญญากับน้องสาว
“เพ่ยเอ๋อร์เชื่อใจพี่ใหญ่เ้าคะ” นางยกยิ้มให้พี่ชายอย่างอ่อนหวานก่อนจะหันกลับไปแต่งหน้าต่อ เมื่อเสร็จแล้วทั้งสองก็เดิน ออกไปทานอาหารกับบิดามารดา
“คารวะท่านพ่อท่านแม่” ทั้งเอ่ยขึ้นพร้อมกันก่อนจะนั่งลงที่ของตัวเองแล้วเริ่มทานอาหารกัน เมื่อทานอาหารเสร็จหลี่เพ่ยเพ่ยก็ได้เอ่ยขอบิดามารดาไปซื้อของเพื่อที่จะใช้ทำชุดในวันปักปิ่น
“ท่านพ่อลูกขอออกไปเดินตลาดนะเ้าคะ ลูกจะใช้ออกไปซื้อของมาตกแต่งชุดเ้าค่ะ” นางเอ่ยขอกับบิดา
“ได้สิลูกอย่ากลับเย็นนักล่ะ” เขาบอกแก่บุตรสาว
“เ้าค่ะท่านพ่อ” นางตอบกลับไป แล้วบิดาก็เดินออกไปทำงานที่ห้องหนังสือ เขาเป็แม่ทัพจึงไม่จำเป็ต้องเข้าประชุมเช้ากับฮ่องเต้อาจจะมีเื่เกี่ยวกับการศึกบ้างจึงจะได้ออกไปประชุมเช้าที่วังหลวง ส่วนใหญ่เขาจะใช้เวลาไปกับการอ่านและตอบจดหมายของลูกน้องที่ส่งมาจากชายแดนเพื่อรายงานความเคลื่อนไหวที่ชายแดนสถานการณ์เป็อย่างไรบ้างเพื่อที่จะได้รู้ถึงเหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขได้ทัน
“ท่านแม่ลูกไปนะเ้าคะ” เมื่อบิดาออกไปนางจึงหันมาเอ่ยล่ามารดาในทันที
“ไปเถอะลูกเดินทางดี ๆ ” มารดาเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวลูกไปส่งเพ่ยเอ๋อร์ที่ร้านผ้าเองขอรับ ลูกต้องออกไปทำธุระข้างนอกพอดี” หลี่เพ่ยหยางเอ่ยอาสาขึ้น
“ดีลูกไปด้วยกันจะได้ปลอดภัย” มารดาเอ่ยขึ้นแล้วลูบหัวบุตรสาว
“เ้าค่ะ” นางตอบตกลงออกไป
“เช่นนั้นลูกไปก่อนนะขอรับ” ทั้งสองก็เดินออกไปขึ้นรถม้าพร้อมกัน
เมื่ออยู่ในรถม้าหลี่เพ่ยหยางก็มองหน้าน้องสาวด้วยความเป็ห่วง เขาไม่อยากให้นางเสี่ยงเช่นนี้เลยแต่ถ้าไม่ทำเช่นนี้คนพวกนั้นก็ต้องส่งคนมาทำร้ายนางอีกเช่นเดิม
“พี่ใหญ่อย่าได้เป็กังวลเพ่ยเอ๋อร์ไม่เป็อะไรหรอกเ้าค่ะ” นางบอกแก่พี่ชายเพื่อให้เขาสบายใจ
“แต่พี่กลัวเพ่ยเอ๋อร์จะาเ็” เขาตอบแล้วลูบหัวน้องสาวของตนเอง น้องสาวที่แสนน่ารักของเขาไม่น่ามาเจออะไรเช่นนี้เลย
“พี่ใหญ่เป็คนลงมือเองเพ่ยเอ๋อร์จะาเ็ได้อย่างไร” นางตอบเบาพร้อมกับเข้าไปกอดพี่ชาย นางเข้าใจพี่ชายเพราะตอนนางยังเด็กนางวิ่งล้มบิดามารดารวมทั้งพี่ใหญ่เป็ห่วงนางแทบบ้านางเพียงแค่มีแผลถลอกนิดเดียวพวกเขาไม่ยอมให้คนในจวนทำแผลให้ต้องเรียกท่านหมอมาตรวจนางให้แน่ใจว่านางไม่เป็อะไร นี่ถ้าบิดามารดารู้ว่านางถูกทำร้ายท่านจะเป็ห่วงนางขนาดไหน
“พี่จะไม่ทำให้เพ่ยเอ๋อร์าเ็เป็อันขาด” แล้วก็ยกมือขึ้นลูบหัวน้องสาวที่เขารักยิ่งกว่าชีวิต
“เพ่ยเอ๋อร์จะไปที่ใดนี่ยังเช้าอยู่เลยกว่าจะกลับก็เย็น ๆ ” เขาถามนางออกไป
“หอแสงจันทร์เ้าค่ะ” นางตอบพี่ชายพร้อมยิ้มออกมา นางยังไม่เคยเข้าไปภายในหอแสงจันทร์เลยสักครั้ง
“จะดีหรือ ท่านอ๋องจะไม่ว่าหรือ” เขาเอ่ยถามนางออกไปเพราะหอแสงจันทร์ไม่เคยให้ผู้ใดเข้าไปเล่นภายในยกเว้นผู้ที่มาทำธุรกิจร่วมกัน
“เขาไม่กล้าว่าเพ่ยเอ๋อร์หรอกเ้าค่ะ” นางบอกออกไปอย่างมั่นใจ
เมื่อมาถึงตลาดเขาก็ให้คนที่ติดตามมารอที่รถม้า เขาพาหลี่เพ่ยเพ่ยเดินไปยังหอแสงจันทร์เขาสวมผ้าคลุมและผ้าปิดหน้าให้นางก่อนจะพากันเดินออกไป เมื่อถึงหอแสงจันทร์เข้าก็พาเพ่ยเอ๋อร์เดินเข้าไปภายในโดยไม่มีใครห้าม เขาพานางเดินขึ้นไปชั้นสามชั้นบนสุดของหอแสงจันทร์ที่นายท่านของเขาทำงานอยู่ เขาเดินมาหยุดหน้าห้องห้องหนึ่งก่อนจะให้มู่หนิงที่เฝ้าประตูเคาะประตูรายงาน
ก๊อก ก๊อก
“เพ่ยหยางและคุณหนูหลี่มาขอพบขอรับ” มู่หนิงรายงานออกไปทำให้คนที่นั่งทำงานอยู่ภายในห้องแทบจะวิ่งออกมารับนางที่หน้าประตู
“ให้เข้ามา” หยวนเวยเถียนเอ่ยตอบแทบจะทันทีทำให้ลูกน้องทั้งสองต่างก็หันหน้ามองกัน เมื่อได้รับคำอนุญาตสองพี่น้องก็เดินเข้าไปภายในห้อง
“เสี่ยวเพ่ยมาหาข้าหรือ” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินมาจับมือหลี่เพ่ยเพ่ยทำให้หลี่เพ่ยหยางได้แต่ยืนมองอย่างโง่งม ‘นายท่านเป็เช่นนี้ไปได้อย่างไร’ เขาได้แต่คิดในใจ
“เอ่อ นา นายท่าน” เขาเอ่ยได้เพียงเท่านี้ก็ได้รับสายตาราวกับจะฆ่าจะแกงจากนายท่านของตนเอง ‘แต่นั้นมันน้องสาวสาวของข้านะขอรับ’ เขาเอ่ยได้เพียงแค่ในใจก่อนจะก้มหน้ายอมรับ
“นั่งก่อนเถอะเสี่ยวเพ่ย” เขาพานางไปนั่งที่โต๊ะเดียวกับเขา หลี่เพ่ยหยางได้แต่เอ่ยค้านในใจแต่ไม่สามารถทำอะไรได้
“เ้าค่ะ” นางตอบแล้วเดินไปตามแรงจูงที่เขาเดินนำนางไปก่อนจะหันมาส่งสายตาเห็นใจให้พี่ชาย
“ไปบอกให้มู่หนิงไปเรียกคนที่อยู่ในแผนการมาให้หมดแล้วยกน้ำชาและขนมมาให้เสี่ยวเพ่ย” เขาสั่งหลี่เพ่ยเพ่ยโดยไม่หันมามองสีหน้าเขาแม้แต่น้อย
“ขอรับ” เขาได้แต่จำใจออกไป ไม่นานก็มีคนนำขนมเข้ามาให้ทั้งสองทั้งคู่ก็พากันจิบชารอคนทั้งหมดที่มู่หนิงไปเรียกมารวมตัวกัน มู่หนิงเรียกคนทั้งหมดมารวมตัวกันแล้วก็พาไปยังห้องของนายท่านพวกเข้า เมื่อเข้ามาภายในห้องทั้งหมดก็ได้แต่ยืนมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเอง นายท่านของเขาเอาใจใส่คุณหนูผู้หนึ่ง ต่างคนต่างได้สติแล้วมู่หนิงจึงพูดถึงแผนการที่จะต้องทำต่อไปเมื่อประชุมถึงแผนการเสร็จแล้วทุกคนรวมถึงหลี่เพ่ยหยางก็ถูกไล่ออกจากห้องอย่างไม่ไยดี
“มันคือเื่จริงใช่หรือไม่” หลี่เพ่ยหยางเอ่ยถามสหายเมื่อออกมาจากห้องแล้ว
“ทำใจเสียเถอะ” มู่หนิงเอ่ยขึ้นแล้วตบบ่าปลอบใจสหาย
“ข้าเตรียมตัวเตรียมใจไม่ทัน” เขาเอ่ยขึ้นราวกับพูดคนเดียว มู่หนิงได้แต่ยืนส่ายหน้าให้กับท่าทางของหลี่เพ่ยหยาง
*****
เมื่อทุกอย่างเตรียมการหมดแล้วคนทั้งหมดก็พากันออกจากหอแสงจันทร์เงียบ ๆ โดยที่หลี่เพ่ยหยางเดินมาส่งหลี่เพ่ยเพ่ยที่รถม้าเพื่อมารับสาวใช้ส่วนตัวไปเดินซื้อของที่ตลาด
“พี่ไปก่อนนะเพ่ยเอ๋อร์” เขาเอ่ยก่อนจะเดินออกไป
“เ้าค่ะพี่ใหญ่” เมื่อพี่ชายเดินออกไปแล้วนางก็เดินนำเฉาฉี่สาวใช้ส่วนตัวไปในตลาดเพื่อซื้อของตกแต่งชุดของนางที่จะใช้ในวันปักปิ่นที่จะถึง ทันทีที่นางเดินเข้ามาในร้านขายผ้าทุกสายตาก็ต่างจดจ้องมาที่นางเหล่าคุณหนูทั้งหลายต่างก็มองนางด้วยสายตาริษยาเนื่องจากพวกนางต่าง้าตำแหน่งพระชายาเอกของหยวนฉี่ฟางเพียงแค่ฐานะและหน้าตาของเขาก็สามารถทำให้พวกนางต่างยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะครองตำแหน่งนี้ถึงแม้จะเป็ได้เพียงตำแหน่งพระชายารองพวกนางก็พร้อมที่จะเป็
หลี่เพ่ยเพ่ยไม่ได้สนใจสายตาเ่าั้ที่มองมายังนาง นางเดินซื้อของจนครบที่นาง้าแล้วเดินออกจากร้านไป นางเดินเลือกซื้อของจากตลาดมาเพิ่มอีกนิดหน่อยเพื่อรอเวลาที่จะดำเดินตามแผนการออกต่อไป ทางด้านชินอ๋องก็ได้ลอบติดตามนางั้แ่ออกจากหอแสงจันทร์เพื่อรอเวลาเช่นกัน เมื่อถึงเวลาแล้วหลี่เพ่ยเพ่ยก็เดินกลับไปยังรถม้าของตนเองเพื่อที่จะกลับจวน นางให้เฉาฉี่ออกไปนั่งข้างนอกเพื่อที่เมื่อถึงเวลาจะได้ง่ายต่อแผ่นการ
ทั้งหมดออกเดินทางออกจากตลาดออกไปตามทางที่ใช้กลับจวนแม่ทัพที่ตั้งอยู่ไกลจวนของคนอื่นอยู่พอสมควรเมื่อถึงจุดที่ไม่ค่อยมีบ้านเรือนรถมาก็ได้หยุดลงเสียงกรีดร้องอย่างใของเฉาฉี่ดังขึ้น
กรี๊ดด
“พวกแกเป็ใครนี่รถม้าจวนแม่ทัพเ้ากล้าเช่นนั้นหรือ” อ้ายฉิงพูดขึ้นด้วยความกลัว พวกมันมากันห้าคนส่วนนางมีองครักษ์สองคนกับคนขับรถม้าอีกหนึ่งจะไปสู้กับพวกนั้นได้อย่างไรดูก็รู้ว่าพวกมันเป็มืออาชีพ
“จวนแม่ทัพหรือนั่นแหละที่ข้า้า ฮ่าฮ่า” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นก่อนจะหัวเราะออกมาแล้วทั้งหมดก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน
“จัดการ” เมื่อหัวหน้าพูดขึ้นเหล่าลูกน้องก็พากันเข้าไปต่อสู้กับองครักษ์ของจวนแม่ทัพ
“ปกป้องคุณหนู” องครักษ์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะต่อสู้กับคนกลุ่มนั้น ทางเฉาฉี่เห็นดังนั้นก็เตรียมจะเข้าไปพาคุณหนูของนางหลบหนีแต่ก็ถูกคนพวกนั้นจับนางไว้ได้ก่อนจะถูกทำให้สลบไป
หลี่เพ่ยเพ่ยนั่งฟังเสียงด้านนอกรถอย่างใจเย็นแล้วประตูรถม้าก็เปิดออก ชินอ๋องเดินเข้ามาภายในแล้วนั่งลงข้างนาง
“ใหรือไม่เสี่ยวเพ่ย” เขาถามนางก่อนจะยืนมือไปจับมือนางไว้
“เพ่ยเอ๋อร์ไม่ใหรอกเ้าค่ะ” นางตอบแล้วยกยิ้มให้กับเขา
เสียงการต่อสู้ข้างนอกยังคงอย่างต่อเนื่องจนทั้งสองได้ยินเสียงของหลี่เพ่ยหยางดังขึ้น
“พวกเ้าเป็ใครกล้าทำร้ายคนในจวนแม่ทัพงั้นหรือ” เขาเอ่ยขึ้นก่อนจะได้ยินเสียงต่อสู้ดังขึ้นอีกรอบ ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันสักพักชินอ๋องก็ลงจากรถม้าไปแล้วสั่งให้คนของตนถอยออกไปเมื่อคนทั้งหมดออกไปแล้วหลี่เพ่ยหยางก็เข้าไปหาน้องสาว
“เพ่ยเอ๋อร์เ้าาเ็หรือไม่” เขาขึ้นรถม้าพร้อมกับสำรวจน้องสาวด้วยสายตา
“มีแต่คนของเราเพ่ยเอ๋อร์จะาเ็ได้อย่างไร” นางตอบพี่ชาย
“เช่นนั้นก็ดีเรากลับจวนกันเถอะ” เขาสั่งให้ลูกน้องกลับจวนทันที
เมื่อกลับถึงจวนบ่าวรับใช้ที่เห็นสภาพขององครักษ์ก็พากันมองอย่างใพ่อบ้านเมื่อเห็นดังนั้นก็รีบไปแจ้งแก่เ้านายของตน หลี่เพ่ยหยางและหลี่เพ่ยเพ่ยเมื่อลงจากรถม้าแล้วก็พบมารดาวิ่งมาอย่างไม่สนภาพลักษณ์ของตนเองแม้เพียงนิด
“เพ่ยเอ๋อร์เป็อะไรหรือเปล่าลูก” มารดาเอ่ยถามบุตรสาวของตน
“เพ่ยเอ๋อร์ไม่เป็ไรเ้าค่ะท่านแม่” นางตอบมารดา เมื่อมารดาสำรวจบุตรสาวแล้วเห็นว่าไม่ได้รับอันตรายก็วางใจ
“เกิดอะไรขึ้นมาแม่ได้หรือไม่” มารดาเอ่ยถามออกมา บุตรทั้งสองมองหน้ากันก่อนหลี่เพ่ยหยางจะเอ่ยตอบมารดา
“รอให้ท่านพ่อมาก่อนเถอะขอรับเราจะได้พูดคุยทีเดียว” เขาเอ่ยขึ้น มารดาพยักหน้ารับก่อนทั้งหมดจะเดินไปที่โถงกลางบ้านเพื่อรอนายใหญ่ของจวน
ทางด้านพ่อบ้านเมื่อไปแจ้งนายหญิงแล้วก็ให้คนออกไปเรียนนายท่านที่ออกไปหารือกับลูกน้องที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาไว้ฝึกทหารที่ไม่อยู่ไม่ไกลจากจวนแม่ทัพ เมื่อแม่ทัพได้รับข่าวก็รีบควบม้ากลับมายังจวนทันที เมื่อกลับมาถึงจวนก็ตรงเข้าไปหาครอบครัวที่รออยู่ภายในโถงกลางบ้านทันที
“มันเกิดเื่เช่นนี้ได้อย่างไร” เขาถามขึ้นหลังจากสำรวจแล้วว่าบุตรสาวของเขาไม่ได้รับอันตราย
“มีคนจ้างวานทางหอแสงจันทร์ให้มาทำร้ายเพ่ยเอ๋อร์เ้าค่ะ แต่เพ่ยเอ๋อร์บังเอิญเคยช่วยนายท่านของหอแสงจันทร์ไว้เขาเลยมาบอกเพ่ยเอ๋อร์และช่วยคิดแผนขึ้นมาเพราะกลัวว่าถ้าไม่รับงานนี้พวกนั้นจะไปจ้างคนอื่นให้มาทำร้ายเพ่ยเอ๋อร์อีกเ้าค่ะ” นางเอ่ยบอกกับบิดามารดาไปตรง ๆ โดยเว้นถึงความสัมพันธ์ของนางและนายท่านของหอแสงจันทร์ไว้
“โชคดีช่างเข้าข้างเราเสียจริง” มารดาเอ่ยขึ้นขณะกอดบุตรสาวเอาไว้ในอ้อมกอด
“แล้วจะเอาอย่างไรต่อไปดี” บิดาเอ่ยถามขึ้นเมื่อฟังเื่ราวจบ
“ปิดจวนแล้วปล่อยข่าวว่าเพ่ยเอ๋อร์าเ็ไม่สามารถออกมารับแขกได้เ้าค่ะ” นางบอกกับบิดา
“อืม หยางเอ๋อร์เ้าไปจัดการเถอะ” เขาบอกกับบุตรชายก่อนจะลุกขึ้นและเดินเข้าไปหาบุตรสาวก่อนจะดึงนางเขามากอด มารดาที่เห็นดังนั้นก็ปล่อยให้พ่อลูกกอดปลอบกันนางจึงแยกตัวเพื่อที่จะไปเตรียมอาหารในครัว หลี่เพ่ยหยางเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เดินออกไปทำหน้าที่ของตนเอง สองพ่อลูกกอดปลอบกันอยู่นานหลี่เฟยหลีได้แต่คิดภายในใจว่าหากวันนี้บุตรสาวของเขาไม่เคยช่วยเหลือนายท่านของหอแสงจันทร์ไว้บุตรสาวของเขาจะเป็เช่นไรเขาคงทำใจไม่ได้ถ้าบุตรสาวที่เขาค่อยเลี้ยงดูมาได้รับาเ็ เมื่อดอกได้สักพักก็ปล่อยบุตรสาวไปพักผ่อนที่เรือน
ข่าวที่คุณหนูของจวนแม่ทัพถูกทำร้ายก็ถูกปล่อยออกไปทันที บ้างก็ว่าถูกโจรทำร้ายจนได้รับาเ็สาหัสถ้าคุณชายหลี่ไปไม่ทันไม่แคล้วต้องจบชีวิตลง บ้างก็ว่าคุณหนูหลี่ถูกทำร้ายจนรูปโฉมที่งดงามจนกลายเป็แผลใหญ่น่าเกลียดทำให้จวนแม่ทัพต้องปิดจวนเพื่อหาทางรักษาคุณหนูของจวนให้กลับมางดงามดังเดิม ทางชาวบ้านที่ได้ยินข่าวก็พากันมายืนรอฟังข่าวจากจวนแม่ทัพแต่ก็ไม่ได้ความคืบหน้ามีเพียงหมอที่ถูกเรียกเข้ามาคนแล้วคนเล่าจึงทำให้ผู้คนเชื่อถึงข่าวลือที่เกิดขึ้น ทางด้านคนที่ถูกส่งมาสืบความก็กลับไปแจ้งแก่นายของคนเอง
******
สงสารคุณพี่หลี่ 5555
ส่งเข้ามาพูดคุยติชมหรือให้กำลังใจกันได้นะคะ ^ _ ^
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดน๊าแต่งเสร็จแล้วลงให้เลยค่าเดี๋ยวจะเข้ามาแก้ไขให้ค่า
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและให้กำลังใจเสมอมางับ * _ *
ฝากกดติดตามกดหัวใจให้ด้วยนะคะ >•<